ระบบฝึกยุทธ์ในต่างโลก : เกิดใหม่ครั้งนี้ข้าจะเป็นอัจฉริยะไร้ที่เปรียบ 【จบ】

    เล่มที่ 2 บทที่ 38 ตลาดคณิกา

            หอเหมันต์จันทรา สถานเริงรมย์ชื่อดังแห่งเมืองจื่อหราน

            สถานที่แห่งนี้เป็นที่รวมของแขกหลากหลายชนชั้น

            ตั้งแต่เด็กน้อยวัยเจ็ดขวบไปจนถึงชายชราวัยเจ็ดสิบ ภายนอกยังมีทหารรับจ้างที่ชีวิตแขวนอยู่บนคมดาบและคุณชายผู้เพียบพร้อมไปด้วยเงินทอง

            เหล่าบุรุษทั้งหลาย ไม่ว่ามากน้อยเพียงใดย่อมใฝ่ฝันถึงการได้มาดื่มด่ำความหรูหราและความสำราญที่นี่

            และหากจะกล่าวถึงสถานที่ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดของหอเหมันต์จันทราย่อมหนีไม่พ้นสวนสวรรค์คณิกา ณ ชั้นใต้ดินที่ลึกลงไป

            บรรดาคณิกาในหอคณิกามีที่มาจากหลากหลายบ้างเป็นสาวใช้ที่ถูกกระทำย่ำยีจากตระกูลใหญ่บ้างก็เป็นลูกสาวที่ครอบครัวยากจนเกินกว่าจะเลี้ยงดูบ้างก็เป็นหญิงงามที่ถูกหลอกลวงมา

            คณิกาไร้ฝีมือ จำต้องขายเรือนกายแลกเพียงอาหารประทังชีพ ทันทีที่เหยียบย่างเข้าสู่หอคณิกาการเรียนรู้ที่จะยั่วยวนคือหนทางสู่การอยู่รอด

            ในสวนสวรรค์คณิกา เพียงมีทรัพย์คณิกาก็ยินดีมอบกาย หากทรัพย์สินมากมายเกินพอ นางก็เป็นของท่านแต่เพียงผู้เดียว

            ณ ขณะนี้ ภายในชั้นใต้ดินที่ลึกลงไปเสียงอึกทึกครึกโครมดังสนั่น สุราและอาหารเลิศรสมากมายวางเรียงรายภายในโดยรอบประดับประดาอย่างหรูหราราวกับพระราชวัง

            หญิงคณิกาทุกรูปแบบล้วนพร้อมปรนนิบัติพวกนางนั่งล้อมรอบโต๊ะที่วิจิตรบรรจงและหรูหราคอยรินสุราและสนทนาพาทีเป็นเพื่อนลูกค้า

            พวกนางประดิษฐ์ท่าทางต่างๆ นานายั่วยวนบุรุษที่อยู่ตรงหน้า

            ภาพตรงหน้าราวกับเชื้อเชิญให้ทำทุกอย่างที่ใจปรารถนากับบรรดาสาวคณิกา

            คนวิปริตบางคนคว้ามีดมากรีดแทงบนร่างของคณิกาอย่างตามใจชอบ เลือดสดๆ ไหลซึมออกมาย้อมกายพวกนางให้เป็นสีแดง

            คณิกาเหล่านั้นขมวดคิ้วด้วยความเจ็บปวดแต่กลับไม่กล้าขัดขืน ไม่กล้าส่งเสียง

            ดูเหมือนว่า พวกนางจะชาชินไปแล้วไม่ว่าจะเป็นความเจ็บปวดทางร่างกาย หรือความอัปยศในจิตใจก็ไม่อาจทำลายปราการในใจของพวกนางได้

            ยังมีคณิกาบางส่วนที่ดวงตาเหม่อลอยไร้ประกายไม่ว่าผู้ใดจะทำสิ่งใดบนร่างของพวกนาง พวกนางก็ไร้ซึ่งปฏิกิริยาใดๆ

            กลุ่มคนร่ำรวยนั่งไขว่ห้างพิงพนักเก้าอี้บนใบหน้าเผยรอยยิ้มที่แสนจะสำราญ

            บรรดาจิ่วเหนียง [1]สวมใส่เสื้อผ้าน้อยชิ้น คอยส่งอาหารต่างๆ ให้แก่พวกเขาในหมู่พวกนั้น มีชายร่างใหญ่คิ้วหนาตาโตยื่นมือออกไปโอบจิ่วเหนียงนางหนึ่งที่ดูหน้าตาดีพอใช้ได้เข้าสู่อ้อมกอด แล้วลูบคลำตามใจชอบ

            ทว่าอีกฝ่าย... กลับมิได้ขัดขืนแม้แต่น้อยซ้ำยังคล้อยตามอย่างเต็มอกเต็มใจ

            บนแท่นจัดแสดงที่อยู่ด้านหน้าสุดมีกรงเหล็กที่ถูกคลุมไว้ด้วยผ้าแดง ภายในราวกับคุมขังบางอย่างเอาไว้

            ผู้คนในที่นี้ต่างก็เหลือบมองไปยังกรงเหล็กเป็นครั้งคราวเผยให้เห็นแววตาที่เต็มไปด้วยความสนใจ

            ประมาณห้านาทีต่อมาแม่เล้าแห่งชั้นใต้ดินก็ปรากฏตัว

            บนแท่นจัดแสดง นางยืนสง่าเผชิญหน้าผู้คนพร้อมรอยยิ้มที่ยากจะหยั่งถึง

            “ท่านผู้มีเกียรติทั้งหลายไม่ได้พบกันเสียนานในวันนี้หอเหมันต์จันทราได้คัดสรรของดีมาให้ท่านอีกเช่นเคยโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ถูกกักขังอยู่หลังกรงเหล็กของข้าผู้นี้ เป็นของดีชั้นยอดถึงขนาดคุณชายลวี่จื่อฮั่น นายเหนือหัวของเรายังเอ่ยชมเชยมิขาดปาก!”

            กล่าวจบแม่เล้าก็ส่งสายตาเป็นสัญญาณให้คนของตนเปิดผ้าสีแดงออก

            ฉับพลันนั้นสายตาทั้งหลายก็พุ่งไปยังกรงเหล็ก

            สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาของทุกผู้คนคือหญิงสาวสองนางนางหนึ่งอ่อนโยนบริสุทธิ์ อีกนางสง่างามและมีเสน่ห์ ทั้งรูปกายและใบหน้างามล้ำเลิศเกินบรรยาย

            คล้ายได้ยินเสียงอึกทึกครึกโครมดวงตาที่ปิดสนิทของต้วนเยว่เอ๋อร์ค่อยๆ เปิดออก พลางเงยหน้ากวาดสายตามองไปรอบกายสีหน้าของนางเปลี่ยนไปทันที

            รอบด้านรายล้อมด้วยสายตาหยาบโลนราวกับจะลอกเปลือกเปลื้องผ้าบนร่างกายของนาง

            “นี่... นี่มัน ที่ไหนกัน?” ต้วนเยว่เอ๋อร์สีหน้าตื่นตระหนกดวงตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัวอย่างถึงที่สุด

            ความทรงจำสุดท้ายของนางคือรุ่งเช้าที่ไปรอสหายโม่ลั่วฮว่าณ หอเหมันต์จันทรา ทว่าสิ่งที่ได้กลับมามิใช่สหาย หากแต่เป็นการถูกลอบทำร้ายปิดปากปิดจมูกจนหมดสติไม่รู้สึกตัว

            หรือว่า...

            นางจะถูกวางยา?

            ยิ่งคิด นางก็ยิ่งแน่ใจ

            แย่แล้ว!

            ตัวเองมาอยู่ในรังโจรเข้าแล้ว!

            ต้วนเยว่เอ๋อร์คิดจะขยับเพื่อหลบหนีแต่กลับพบว่าตนเองอยู่ในกรงเหล็กสองมือสองเท้าถูกพันธนาการไว้ด้วยโซ่ตรวนขยับเขยื้อนไม่ได้

            เหลือบมองไปก็พบสหายรักโม่ลั่วฮว่าอีกฝ่ายถูกกักขังเช่นเดียวกับตน แถมยังคงอยู่ในสภาวะหมดสติไม่ว่าตนจะส่งเสียงเรียกอย่างไร ก็ยังคงไม่ตื่น

            “ตามธรรมเนียมเดิมวันนี้ท่านผู้ใดเสนอราคาสูงสุดคณิกาสาวทั้งสองนางนี้ก็จะตกเป็นของผู้ครอบครองท่านนั้น วางใจได้ทั้งสองนางยังไม่เคยผ่านมือชายใดมาก่อน บริสุทธิ์ผุดผ่องอย่างแท้จริงเจ้าค่ะ!”แม่เล้าโบกพัดพลางร้องประกาศด้วยรอยยิ้ม

            เมื่อได้ยินเช่นนี้ต้วนเยว่เอ๋อร์ก็ยิ่งตื่นตระหนก

            “ข้าไม่ใช่คณิกา ปล่อย... ปล่อยข้าไปนะ!!!”

            ไร้ซึ่งผู้ใดสนใจมีเพียงเสียงหัวเราะที่โสมมที่ดังกังวาน เติมแต่งบรรยากาศที่ชวนให้สยดสยอง

            “ข้าให้ราคาหนึ่งเหรียญทอง” ชายร่างกำยำล่ำสันหัวเราะในลำคอ

            นางคณิกาในอ้อมกอดเขาครางเสียงหวานราวกับขุ่นเคืองใจ

            “นายท่านท่านสัญญาแล้วว่าจะพาข้าไปนี่เจ้าคะ...”

            “แค่เจ้าคนเดียวมันจะไปพออะไรวันนี้ข้าขออย่างน้อยสิบคน” ชายร่างกำยำบึกบึนเลียริมฝีปากมือขวาบีบเค้นลงบนผิวกายคณิกาอย่างรุนแรง จนนางร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวด

            “ข้าให้ราคาสองเหรียญทอง” ชายอีกคนตะโกนออกมา

            ต่อจากนั้นผู้คนมากมายก็เริ่มส่งเสียงเสนอราคา

            ราคาเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆบรรยากาศก็ยิ่งร้อนระอุ

            ริมฝีปากของต้วนเยว่เอ๋อร์ขาวซีดหัวใจราวกับถูกแช่แข็งไปครึ่งดวง

            สถานที่แห่งนี้ นางเคยได้ยินผู้คนกล่าวถึงดูเหมือนจะเป็นสถานที่เฉพาะของหอเหมันต์จันทราที่ใช้ซื้อขายคณิกาเคยถูกผู้มีอำนาจระดับสูงของเมืองจื่อหรานสั่งปิดไปแต่สุดท้ายเจ้าของหอคณิกาแห่งนี้ก็ใช้เงินทองฟาดหัวผู้มีอำนาจ ปิดหูปิดตาปล่อยให้เปิดกิจการต่อ

            ที่นี่เมื่อเด็กสาวถูกนำมาซื้อขายในฐานะคณิกาแล้ว ก็ไม่มีอะไรแตกต่างจากการทำสัญญาขายตัว

            นึกไม่ถึงว่าเรื่องที่ได้ยินมาจะเป็นเรื่องจริง

            “ข้าให้ราคายี่สิบเหรียญทอง!”

            ทันใดนั้นเอง เสียงที่ทรงถึงอำนาจก็ดังขึ้น

            ผู้ที่เอ่ยคือชายผู้มีแผลเป็นที่ใบหน้าเขาเป็นผู้ฝึกตนในขอบเขตนักรบขั้นเนื้อหนังระดับห้าสองแขนอุดมไปด้วยมัดกล้ามเนื้อกำยำ ใบหน้าที่ดุดันแสดงถึงความน่าเกรงขาม

            การเสนอราคาของชายผู้นี้ทำให้คนจำนวนมากถึงกับอ้าปากค้าง ลังเลที่จะเสนอราคาต่อ

            แม้ว่าต้วนเยว่เอ๋อร์และโม่ลั่วฮว่าจะเป็นคณิกาชั้นยอดแต่การขัดแย้งกับผู้มีพลังในขอบเขตนักรบขั้นเนื้อหนังระดับห้าเพื่อผู้หญิงสองคนเห็นได้ชัดว่าเป็นการกระทำที่ไม่ฉลาด

            ทว่ากลับยังมีผู้เสนอราคา

            “ข้าให้ราคาห้าสิบเหรียญทอง”

            ทั้งสนามต่างฮือฮา

            ไม่เพียงแต่กล้าขัดแย้งกับผู้มีพลังในขอบเขตนักรบขั้นเนื้อหนังระดับห้าเท่านั้นแต่ยังเพิ่มราคาขึ้นถึง 1.5 เท่าผู้ที่เอ่ยคือผู้ใดกัน?

            ชายมีแผลเป็นบนใบหน้าหรี่ตามองไปยังคนที่กำลังแข่งขันเสนอราคาด้วยอย่างไม่พอใจยังไม่ทันได้ระเบิดโทสะ สีหน้าก็เปลี่ยนไปในบัดดล

            “ที่แท้ก็คือคุณชายฟู่หากล่วงเกินประการใด ขอท่านได้โปรดอภัยให้ข้าด้วย”

            เมื่อเห็นสีหน้าที่หวาดหวั่นนั้นผู้คนมากมายต่างก็ตกตะลึง

            การที่ผู้มีพลังในขอบเขตนักรบขั้นเนื้อหนังระดับห้ายอมศิโรราบให้ย่อมพิสูจน์ได้ว่าคุณชายฟู่ผู้นั้นมีภูมิหลังที่ไม่ธรรมดา

            “นั่นไม่ใช่ฟู่ลั่วปาหรือ?” มีคนจดจำผู้เสนอราคาได้ จึงร้องทักขึ้นด้วยความตกตะลึง

            ในพริบตาเดียว เสียงซุบซิบนินทาก็ดังกระหึ่ม

            “ฟู่ลั่วปา คุณชายรองแห่งตระกูลฟู่ผู้มีพลังในขอบเขตนักรบขั้นเนื้อหนังระดับเจ็ด พี่ชายของเขา ฟู่ลั่วชีเก่งกาจยิ่งกว่า มีพลังในขอบเขตนักรบขั้นเนื้อหนังระดับเก้าสองพี่น้องล้วนเป็นอัจฉริยะในรุ่นเยาว์ของตระกูลฟู่”

            “ได้ยินมาว่าพักหลังมานี้ฟู่ลั่วปาได้รับเคล็ดวิชาที่ชั่วร้ายอย่างหนึ่ง สามารถเร่งการบำเพ็ญเพียรได้แต่ต้องใช้โลหิตแห่งพรหมจรรย์เป็นวัตถุดิบ วันนี้ที่เขามาที่นี่แถมยังเข้าร่วมการซื้อขายคณิกา คาดว่าคงเป็นไปเพื่อการบำเพ็ญเพียร”

            “ไม่ว่าจะมองมุมไหนคุณชายจากตระกูลใหญ่ไม่ควรย่างกรายเข้ามาในที่แห่งนี้ มันไม่เหมาะสม งานเช่นนี้มอบหมายให้คนใต้บังคับบัญชาทำก็พอ”

            .........

            เสียงวิพากษ์วิจารณ์เซ็งแซ่ดังต่อเนื่องไม่ขาดหู

            ฟู่ลั่วปาไม่แยแสต่อคำนินทาสองตายังคงจับจ้องอยู่ที่หญิงสาวทั้งสองที่อยู่ภายในกรงแววตาฉายชัดถึงความปรารถนาอันชั่วร้าย

            เมื่อได้สองร่างพรหมจรรย์นี้มาผนวกกับสิ่งที่สั่งสมมาในอดีตคืนนี้เขาจะสามารถทะลวงไปสู่ขอบเขตนักรบขั้นเนื้อหนังระดับแปดและก้าวหน้าไปอีกขั้น

            แม่เล้ากวาดสายตาไปทั่วก่อนจะประกาศเสียงดัง “คุณชายฟู่เสนอราคาห้าสิบเหรียญทองมีใครให้ราคาสูงกว่านี้อีกหรือไม่?”

            ในใจของนางเบิกบานยิ่งนักในเมืองจื่อหรานแห่งนี้ ราคาสาวคณิกาไม่ได้สูงมากนักส่วนใหญ่อยู่ต่ำกว่าหนึ่งเหรียญทอง แม้แต่คนที่หน้าตาดี รูปร่างงดงาม ก็มีราคาราว 2-5เหรียญทองเท่านั้น

            ส่วนการซื้อขายคณิกาเช่นต้วนเยว่เอ๋อร์และโม่ลั่วฮว่าที่มีราคาสูงถึงห้าสิบเหรียญทองนั้นหาดูได้ยากในเมืองจื่อหราน

            ท้ายที่สุดแล้วผู้หญิงไม่ว่าจะอย่างไรก็มีข้อจำกัดแค่เป็นเครื่องมือระบายความใคร่สำหรับลูกค้าหลายคน ล้วนแต่เหมือนกันเมื่อหมดปิดไฟ

            พวกเขาจึงยอมที่จะใช้ห้าสิบเหรียญทองซื้อทาสหญิงจำนวนมากที่พร้อมจะทำตามคำสั่งของตนเอง มากกว่าซื้อคณิกาที่อาจมีจิตใจไม่ซื่อตรงกลับไป

            ที่ด้านบนสุดลวี่จื่อฮั่นพิงเก้าอี้ขนสัตว์อย่างสง่างามพลางหัวเราะเสียงดัง“ไม่นึกเลยว่าคณิกาสองคนนี้จะมีค่าขนาดนี้ช่างเหนือความคาดหมายจริงๆ”

            “คุณชายลวี่ท่านมิได้ตั้งใจจะใช้ต้วนเยว่เอ๋อร์ล่อต้วนจื่อออกมาหรอกหรือ? การขายพวกนางทิ้งเช่นนี้ นับว่าเร็วเกินไปหรือไม่?” ด้านข้างสุนัขรับใช้ข้างกายเขากล่าวด้วยความไม่เข้าใจ

            “สติปัญญาของเจ้านั้นต่ำต้อยเกินไปข้าขี้เกียจจะอธิบาย” ลวี่จื่อฮั่นยกแก้วเหล้าขึ้นดื่มจนหมด

            เขาได้สั่งให้ทาสรับใช้ส่งข่าวเรื่องที่จับต้วนเยว่เอ๋อร์ให้แก่สาวใช้ข้างกายของต้วนจื่อเรียบร้อยแล้วถึงเวลานั้น เมื่อต้วนจื่อรู้แล้วย่อมต้องมาที่นี่ ไม่ว่าจะมีการซื้อขายหรือไม่ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบใดๆ

            ท้ายที่สุดแล้วหน้าที่ของต้วนเยว่เอ๋อร์ก็คือการล่อต้วนจื่อออกมา ข่าวได้ถูกส่งไปแล้วเขาจะขายสาวงามทั้งสองเวลาไหนก็ย่อมได้

            หากต้วนจื่อไม่มา เขาก็ไม่ได้ขาดทุนอะไรเพียงแค่การแก้แค้นคงต้องเลื่อนออกไปเท่านั้น เขายังคงมีเวลาเหลือเฟือ

            บนแท่นประมูลเมื่อเห็นว่าไม่มีใครเพิ่มราคาอีกแล้วแม่เล้าจึงเตรียมประกาศว่าหญิงสาวทั้งสองเป็นของฟู่ลั่วปา

            “ข้าให้ราคาหนึ่งร้อยเหรียญทอง!”

            ทันใดนั้นเองเสียงแหบแห้งที่มาจากมุมหนึ่งก็ดังขึ้น

            ผู้คนที่นี่ถึงกับตะลึงงัน

            ประการหนึ่งคือไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะมีราคาซื้อขายคณิกาสองคนที่สูงถึงเพียงนี้อีกประการหนึ่งก็คือไม่เชื่อว่าจะมีคนกล้าแย่งคนจากคุณชายรองแห่งตระกูลฟู่

            ฟู่ลั่วปาเหลือบสายตามองไปเมื่อเห็นว่าผู้ที่เอ่ยคือชายตาเดียวสวมผ้าคลุมสีดำ ก็ต้องประหลาดใจจนพูดไม่ออก

            “ช่างเป็นสายลมที่ประหลาดนักถึงกับพัดพาท่านมังกรตาเดียวมาได้?”

            คำกล่าวเช่นนี้ทำให้ผู้รู้บางคนสีหน้าแปรเปลี่ยนเล็กน้อย

            “ท่านที่ฟู่ลั่วปากล่าวถึงนั้นไม่ใช่ใครอื่น หากแต่เป็นอดีตผู้นำกลุ่มโจร มังกรตาเดียวผู้นำกลุ่มทหารรับจ้างตาเดียว กลุ่มที่มีชื่อเสียงติดอันดับต้นๆ ในเมืองจื่อหรานนอกจากพลังวรยุทธ์ในขอบเขตนักรบขั้นเนื้อหนังระดับเจ็ดแล้วยังมีพรรคพวกมากมายที่อยู่ในทุกชนชั้น เข้าถึงทุกระดับ”

            “วันนี้อุตส่าห์มีเวลาว่างข้าจึงออกมาเดินเล่นเสียหน่อย คาดไม่ถึงว่าจะต้องมาเจอกับคุณชายฟู่นับว่าเป็นวาสนา” มังกรตาเดียวรับองุ่นที่คณิกาข้างกายส่งมาแล้วฉีกยิ้ม “ได้ยินมาว่าตระกูลฟู่มีเงินมากมายเหลือเฟือข้าจึงอยากจะรู้ว่าคุณชายฟู่จะสามารถซื้อคณิกาสองคนนี้ไปจากข้าได้หรือไม่”

            เมื่อได้ยินเช่นนี้ ฟู่ลั่วปาก็ขมวดคิ้วเข้ม

            เขาเข้าใจดีว่ามังกรตาเดียวคือคนบ้าดีเดือดเมื่อหมายตาอะไรแล้วก็จะทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้มันมาหากต้องแข่งกับอีกฝ่ายเพื่อแย่งคณิกาสองคนนี้ คงต้องสูญเสียอย่างใหญ่หลวง

            แต่หากไม่สู้นอกจากจะเสียหญิงพรหมจรรย์ไปแล้ว ก็ยังต้องเสียหน้าต่อหน้าผู้คนมากมายนับว่าขาดทุน

            คิดไปคิดมา เขาก็ตัดสินใจที่จะสู้

            “ข้าให้ราคาหนึ่งร้อยห้าสิบเหรียญทอง!”

            มังกรตาเดียวเพิ่มราคาทันที“สองร้อย!”

            “สามร้อย!”

            “สี่ร้อย!”

            “ห้าร้อย!”

            .........

            ณ ที่แห่งนี้มีเพียงสองคนเท่านั้นที่กำลังเสนอราคา ไม่มีผู้ใดกล้าเข้าไปแทรกกลาง

            ทั้งไร้เงิน ทั้งไร้ความสามารถก็คงทำได้เพียงหลีกให้ไกลจะดีกว่า

            โดยไม่รู้ตัว ราคาได้สูงถึงหลักพันแล้ว

            เมื่อเห็นเช่นนั้นแล้วแม่เล้าก็ยิ้มจนแก้มปริ หากการซื้อขายสำเร็จ นางจะได้รับส่วนแบ่งหลายสิบเหรียญทองนับเป็นรายได้หลายปีเลยทีเดียว

            สุดท้ายต้วนเยว่เอ๋อร์และโม่ลั่วฮว่าก็ถูกฟู่ลั่วปาซื้อไปด้วยราคาหนึ่งพันหนึ่งร้อยเหรียญทอง

            หลายคนอยากจะรู้ว่าทำไมมังกรตาเดียวถึงไม่สู้ต่อในความทรงจำของพวกเขา มังกรตาเดียวไม่ใช่คนที่ยอมแพ้กลางทางง่ายๆ

            “ข้าเพียงแค่อยากจะลองดูสินทรัพย์ของตระกูลฟู่ก็เท่านั้นคุณชายฟู่จะไม่ว่าอะไรใช่หรือไม่ที่ต้องเสียเงินมากกว่าพันเหรียญทองไปกับเรื่องเช่นนี้?”มังกรตาเดียวหมุนแก้วสุราพลางฉีกยิ้ม “ถ้าเรื่องที่ใช้เงินพันกว่าเหรียญทองไปกับหญิงสาวสองคนแพร่งพรายออกไปชื่อเสียงของคุณชายฟู่คงกระฉ่อนน่าดู”

            เมื่อกล่าวจบเขาก็ควักเหรียญทองหลายสิบเหรียญ โยนให้แก่ลูกน้องคนสนิท

            “จงบันทึกเรื่องนี้ลงบนกระดาษเสียแล้วคัดลอกออกมาให้ได้พันฉบับ นำไปแจกจ่ายให้แก่คนทั่วไปช่วยทำให้ชื่อเสียงของท่านฟู่โด่งดังไปทั่วเมืองจื่อหรานในวันพรุ่งนี้ด้วย”

            “รับทราบขอรับ!” ลูกน้องเข้าใจในทันทีแล้วรีบออกไป

            ถึงตอนนี้เอง ฟู่ลั่วปาก็เข้าใจแล้วว่าอะไรเป็นอะไร พลันตบโต๊ะเสียงดัง สีหน้าถมึงทึง “ท่านบังอาจหลอกข้า?”

            “พูดอะไรของท่านกันข้าไม่ได้ทำอะไรสักหน่อย” มังกรตาเดียวแบมือทำท่าทางเหมือนไม่รู้เรื่อง

            ในกลุ่มของเขามีหลายคนที่เคยไปยุ่งเกี่ยวกับตระกูลฟู่ถูกตระกูลฟู่ตามล่าจนต้องเข้าร่วมกลุ่มทหารรับจ้างตาเดียว เพื่อหลีกหนีการตามฆ่าวันนี้เจอคนของตระกูลฟู่ทั้งที จะปล่อยผ่านไปได้อย่างไร?

            “หึ เจ้ามันร้ายกาจนักข้าจำเรื่องในวันนี้ไว้แล้ว” ฟู่ลั่วปากำหมัดแน่น กัดฟันกรอด

            บรรดาจิ่วเหนียงที่อยู่ด้านข้างต่างหลบซ่อนตัวด้วยความหวาดกลัวว่าอีกฝ่ายจะโกรธแล้วฆ่าพวกตน

            มังกรตาเดียวไม่ได้สนใจอีกต่อไปเขาเพียงดื่มเหล้าต่ออย่างสบายใจ

            “เร็วเข้า! ปล่อยตัวสตรีทั้งสองและนำพวกนางขึ้นรถม้า เดินทางไปยังจุดหมายปลายทางตามคำสั่งของสกุลฟู่” แม่เล้าออกคำสั่งอย่างฉับไว

            เหล่าคนงานรีบตอบรับแล้วเข้าไปจัดการ

            ลวี่จื่อฮั่นซึ่งอยู่บนชั้นสูงสุดเมื่อเห็นภาพนั้นก็อดส่ายหน้าไม่ได้

            คนตระกูลฟู่ก็เป็นเช่นนี้ ทั้งหัวแข็ง และไม่รู้จักพลิกแพลง

            สถานการณ์แบบนี้ฟู่ลั่วปากลับมองไม่ออกถึงกลอุบายที่คนอื่นวางไว้ช่างน่าหวาดหวั่นนักกับความเขลาเช่นนี้

            แต่เขากลับแอบหวังให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นอีกเรื่อยๆ

            ใครเล่าจะไม่ชอบนั่งรอรับเงินสบายๆ กัน?

            ส่วนต้วนเยว่เอ๋อร์ที่ได้เห็นทุกสิ่งที่เกิดขึ้นสายตาก็เต็มไปด้วยความสิ้นหวัง ความตายค่อยๆ คืบคลานเข้ามาในหัวใจ ไม่จางหาย

            นางและโม่ลั่วฮว่าคงมิอาจรอดพ้นจากเคราะห์กรรมนี้ไปได้แล้ว

            “เสี่ยวจื่อ พี่สาวรักเจ้าเสมอถึงแม้พี่จะไม่อยู่แล้ว เจ้าก็ต้องดูแลตัวเองให้ดีวิญญาณของพี่จะคอยปกป้องเจ้าจากบนฟ้า”

            เสียงพึมพำเบาๆดังแว่วมาพร้อมกับน้ำตาที่ร่วงรินของต้วนเยว่เอ๋อร์ช่างดูเปล่าเปลี่ยวและเศร้าสร้อย

            แต่ในขณะที่นางเตรียมจะกัดลิ้นจบชีวิตเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกทรมานเสียงความวุ่นวายกระแสหนึ่งก็ดังขึ้นอย่างรุนแรง ณ บริเวณทางเข้าชั้นใต้ดิน

            ผู้คนต่างหยุดชะงักก่อนจะหันไปมองทางเข้าก็พบว่าประตูทางเข้านั้นถูกแรงมหาศาลระเบิดออกทำให้พื้นดินยุบตัวลงเป็นหลุมขนาดใหญ่

            ทหารยามสองคนที่เฝ้าอยู่หน้าประตูถูกแรงระเบิดซัดกระเด็นเข้ามาในงานมีแผลฉกรรจ์ตามเนื้อตัว สภาพดูไม่ได้ นอนจมกองเลือดตรงพื้น

            “ตึก ตึก ตึก...”

            เสียงฝีเท้าดังชัดเจนขึ้นเรื่อยๆเสียงนั้นดังขึ้นท่ามกลางบรรยากาศอันเงียบงัน

            ในเวลาเดียวกัน เงาร่างของผู้หนึ่งก็ค่อยๆปรากฏขึ้นที่ทางเข้า

            ผู้ที่มาไม่ใช่ใครอื่น... เขาคือ ต้วนจื่อ!

            เชิงอรรถ

            [1] บริกรหญิง

             

    คล้ายกับเรื่องระบบฝึกยุทธ์ในต่างโลก : เกิดใหม่ครั้งนี้ข้าจะเป็นอัจฉริยะไร้ที่เปรียบ 【จบ】 ที่คุณอ่าน

    หนิงเทียน จักรพรรดิเซียนพฤกษา (จบ)

    หนิงเทียน จักรพรรดิเซียนพฤกษา (จบ)

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    449K 1017
    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    603K 912
    เทพกระบี่มรณะ (chaotic sword god) 混沌剑神

    เทพกระบี่มรณะ (chaotic sword god) 混沌剑神

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    4.63M 2739
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    479K 1734
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    เลเวลอัพ

    เลเวลอัพ

    นิยาย เกมออนไลน์
    738K 4984
    ระบบอั่งเปาสะท้านภพ

    ระบบอั่งเปาสะท้านภพ

    นิยาย แฟนตาซี
    571K 2468
    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    231K 405
    จักรพรรดิข้ามกาลเวลา

    จักรพรรดิข้ามกาลเวลา

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    647K 2426