หอเหมันต์จันทรา สถานเริงรมย์ชื่อดังแห่งเมืองจื่อหราน
สถานที่แห่งนี้เป็นที่รวมของแขกหลากหลายชนชั้น
ตั้งแต่เด็กน้อยวัยเจ็ดขวบไปจนถึงชายชราวัยเจ็ดสิบ ภายนอกยังมีทหารรับจ้างที่ชีวิตแขวนอยู่บนคมดาบและคุณชายผู้เพียบพร้อมไปด้วยเงินทอง
เหล่าบุรุษทั้งหลาย ไม่ว่ามากน้อยเพียงใดย่อมใฝ่ฝันถึงการได้มาดื่มด่ำความหรูหราและความสำราญที่นี่
และหากจะกล่าวถึงสถานที่ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดของหอเหมันต์จันทราย่อมหนีไม่พ้นสวนสวรรค์คณิกา ณ ชั้นใต้ดินที่ลึกลงไป
บรรดาคณิกาในหอคณิกามีที่มาจากหลากหลายบ้างเป็นสาวใช้ที่ถูกกระทำย่ำยีจากตระกูลใหญ่บ้างก็เป็นลูกสาวที่ครอบครัวยากจนเกินกว่าจะเลี้ยงดูบ้างก็เป็นหญิงงามที่ถูกหลอกลวงมา
คณิกาไร้ฝีมือ จำต้องขายเรือนกายแลกเพียงอาหารประทังชีพ ทันทีที่เหยียบย่างเข้าสู่หอคณิกาการเรียนรู้ที่จะยั่วยวนคือหนทางสู่การอยู่รอด
ในสวนสวรรค์คณิกา เพียงมีทรัพย์คณิกาก็ยินดีมอบกาย หากทรัพย์สินมากมายเกินพอ นางก็เป็นของท่านแต่เพียงผู้เดียว
ณ ขณะนี้ ภายในชั้นใต้ดินที่ลึกลงไปเสียงอึกทึกครึกโครมดังสนั่น สุราและอาหารเลิศรสมากมายวางเรียงรายภายในโดยรอบประดับประดาอย่างหรูหราราวกับพระราชวัง
หญิงคณิกาทุกรูปแบบล้วนพร้อมปรนนิบัติพวกนางนั่งล้อมรอบโต๊ะที่วิจิตรบรรจงและหรูหราคอยรินสุราและสนทนาพาทีเป็นเพื่อนลูกค้า
พวกนางประดิษฐ์ท่าทางต่างๆ นานายั่วยวนบุรุษที่อยู่ตรงหน้า
ภาพตรงหน้าราวกับเชื้อเชิญให้ทำทุกอย่างที่ใจปรารถนากับบรรดาสาวคณิกา
คนวิปริตบางคนคว้ามีดมากรีดแทงบนร่างของคณิกาอย่างตามใจชอบ เลือดสดๆ ไหลซึมออกมาย้อมกายพวกนางให้เป็นสีแดง
คณิกาเหล่านั้นขมวดคิ้วด้วยความเจ็บปวดแต่กลับไม่กล้าขัดขืน ไม่กล้าส่งเสียง
ดูเหมือนว่า พวกนางจะชาชินไปแล้วไม่ว่าจะเป็นความเจ็บปวดทางร่างกาย หรือความอัปยศในจิตใจก็ไม่อาจทำลายปราการในใจของพวกนางได้
ยังมีคณิกาบางส่วนที่ดวงตาเหม่อลอยไร้ประกายไม่ว่าผู้ใดจะทำสิ่งใดบนร่างของพวกนาง พวกนางก็ไร้ซึ่งปฏิกิริยาใดๆ
กลุ่มคนร่ำรวยนั่งไขว่ห้างพิงพนักเก้าอี้บนใบหน้าเผยรอยยิ้มที่แสนจะสำราญ
บรรดาจิ่วเหนียง [1]สวมใส่เสื้อผ้าน้อยชิ้น คอยส่งอาหารต่างๆ ให้แก่พวกเขาในหมู่พวกนั้น มีชายร่างใหญ่คิ้วหนาตาโตยื่นมือออกไปโอบจิ่วเหนียงนางหนึ่งที่ดูหน้าตาดีพอใช้ได้เข้าสู่อ้อมกอด แล้วลูบคลำตามใจชอบ
ทว่าอีกฝ่าย... กลับมิได้ขัดขืนแม้แต่น้อยซ้ำยังคล้อยตามอย่างเต็มอกเต็มใจ
บนแท่นจัดแสดงที่อยู่ด้านหน้าสุดมีกรงเหล็กที่ถูกคลุมไว้ด้วยผ้าแดง ภายในราวกับคุมขังบางอย่างเอาไว้
ผู้คนในที่นี้ต่างก็เหลือบมองไปยังกรงเหล็กเป็นครั้งคราวเผยให้เห็นแววตาที่เต็มไปด้วยความสนใจ
ประมาณห้านาทีต่อมาแม่เล้าแห่งชั้นใต้ดินก็ปรากฏตัว
บนแท่นจัดแสดง นางยืนสง่าเผชิญหน้าผู้คนพร้อมรอยยิ้มที่ยากจะหยั่งถึง
“ท่านผู้มีเกียรติทั้งหลายไม่ได้พบกันเสียนานในวันนี้หอเหมันต์จันทราได้คัดสรรของดีมาให้ท่านอีกเช่นเคยโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ถูกกักขังอยู่หลังกรงเหล็กของข้าผู้นี้ เป็นของดีชั้นยอดถึงขนาดคุณชายลวี่จื่อฮั่น นายเหนือหัวของเรายังเอ่ยชมเชยมิขาดปาก!”
กล่าวจบแม่เล้าก็ส่งสายตาเป็นสัญญาณให้คนของตนเปิดผ้าสีแดงออก
ฉับพลันนั้นสายตาทั้งหลายก็พุ่งไปยังกรงเหล็ก
สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาของทุกผู้คนคือหญิงสาวสองนางนางหนึ่งอ่อนโยนบริสุทธิ์ อีกนางสง่างามและมีเสน่ห์ ทั้งรูปกายและใบหน้างามล้ำเลิศเกินบรรยาย
คล้ายได้ยินเสียงอึกทึกครึกโครมดวงตาที่ปิดสนิทของต้วนเยว่เอ๋อร์ค่อยๆ เปิดออก พลางเงยหน้ากวาดสายตามองไปรอบกายสีหน้าของนางเปลี่ยนไปทันที
รอบด้านรายล้อมด้วยสายตาหยาบโลนราวกับจะลอกเปลือกเปลื้องผ้าบนร่างกายของนาง
“นี่... นี่มัน ที่ไหนกัน?” ต้วนเยว่เอ๋อร์สีหน้าตื่นตระหนกดวงตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัวอย่างถึงที่สุด
ความทรงจำสุดท้ายของนางคือรุ่งเช้าที่ไปรอสหายโม่ลั่วฮว่าณ หอเหมันต์จันทรา ทว่าสิ่งที่ได้กลับมามิใช่สหาย หากแต่เป็นการถูกลอบทำร้ายปิดปากปิดจมูกจนหมดสติไม่รู้สึกตัว
หรือว่า...
นางจะถูกวางยา?
ยิ่งคิด นางก็ยิ่งแน่ใจ
แย่แล้ว!
ตัวเองมาอยู่ในรังโจรเข้าแล้ว!
ต้วนเยว่เอ๋อร์คิดจะขยับเพื่อหลบหนีแต่กลับพบว่าตนเองอยู่ในกรงเหล็กสองมือสองเท้าถูกพันธนาการไว้ด้วยโซ่ตรวนขยับเขยื้อนไม่ได้
เหลือบมองไปก็พบสหายรักโม่ลั่วฮว่าอีกฝ่ายถูกกักขังเช่นเดียวกับตน แถมยังคงอยู่ในสภาวะหมดสติไม่ว่าตนจะส่งเสียงเรียกอย่างไร ก็ยังคงไม่ตื่น
“ตามธรรมเนียมเดิมวันนี้ท่านผู้ใดเสนอราคาสูงสุดคณิกาสาวทั้งสองนางนี้ก็จะตกเป็นของผู้ครอบครองท่านนั้น วางใจได้ทั้งสองนางยังไม่เคยผ่านมือชายใดมาก่อน บริสุทธิ์ผุดผ่องอย่างแท้จริงเจ้าค่ะ!”แม่เล้าโบกพัดพลางร้องประกาศด้วยรอยยิ้ม
เมื่อได้ยินเช่นนี้ต้วนเยว่เอ๋อร์ก็ยิ่งตื่นตระหนก
“ข้าไม่ใช่คณิกา ปล่อย... ปล่อยข้าไปนะ!!!”
ไร้ซึ่งผู้ใดสนใจมีเพียงเสียงหัวเราะที่โสมมที่ดังกังวาน เติมแต่งบรรยากาศที่ชวนให้สยดสยอง
“ข้าให้ราคาหนึ่งเหรียญทอง” ชายร่างกำยำล่ำสันหัวเราะในลำคอ
นางคณิกาในอ้อมกอดเขาครางเสียงหวานราวกับขุ่นเคืองใจ
“นายท่านท่านสัญญาแล้วว่าจะพาข้าไปนี่เจ้าคะ...”
“แค่เจ้าคนเดียวมันจะไปพออะไรวันนี้ข้าขออย่างน้อยสิบคน” ชายร่างกำยำบึกบึนเลียริมฝีปากมือขวาบีบเค้นลงบนผิวกายคณิกาอย่างรุนแรง จนนางร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวด
“ข้าให้ราคาสองเหรียญทอง” ชายอีกคนตะโกนออกมา
ต่อจากนั้นผู้คนมากมายก็เริ่มส่งเสียงเสนอราคา
ราคาเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆบรรยากาศก็ยิ่งร้อนระอุ
ริมฝีปากของต้วนเยว่เอ๋อร์ขาวซีดหัวใจราวกับถูกแช่แข็งไปครึ่งดวง
สถานที่แห่งนี้ นางเคยได้ยินผู้คนกล่าวถึงดูเหมือนจะเป็นสถานที่เฉพาะของหอเหมันต์จันทราที่ใช้ซื้อขายคณิกาเคยถูกผู้มีอำนาจระดับสูงของเมืองจื่อหรานสั่งปิดไปแต่สุดท้ายเจ้าของหอคณิกาแห่งนี้ก็ใช้เงินทองฟาดหัวผู้มีอำนาจ ปิดหูปิดตาปล่อยให้เปิดกิจการต่อ
ที่นี่เมื่อเด็กสาวถูกนำมาซื้อขายในฐานะคณิกาแล้ว ก็ไม่มีอะไรแตกต่างจากการทำสัญญาขายตัว
นึกไม่ถึงว่าเรื่องที่ได้ยินมาจะเป็นเรื่องจริง
“ข้าให้ราคายี่สิบเหรียญทอง!”
ทันใดนั้นเอง เสียงที่ทรงถึงอำนาจก็ดังขึ้น
ผู้ที่เอ่ยคือชายผู้มีแผลเป็นที่ใบหน้าเขาเป็นผู้ฝึกตนในขอบเขตนักรบขั้นเนื้อหนังระดับห้าสองแขนอุดมไปด้วยมัดกล้ามเนื้อกำยำ ใบหน้าที่ดุดันแสดงถึงความน่าเกรงขาม
การเสนอราคาของชายผู้นี้ทำให้คนจำนวนมากถึงกับอ้าปากค้าง ลังเลที่จะเสนอราคาต่อ
แม้ว่าต้วนเยว่เอ๋อร์และโม่ลั่วฮว่าจะเป็นคณิกาชั้นยอดแต่การขัดแย้งกับผู้มีพลังในขอบเขตนักรบขั้นเนื้อหนังระดับห้าเพื่อผู้หญิงสองคนเห็นได้ชัดว่าเป็นการกระทำที่ไม่ฉลาด
ทว่ากลับยังมีผู้เสนอราคา
“ข้าให้ราคาห้าสิบเหรียญทอง”
ทั้งสนามต่างฮือฮา
ไม่เพียงแต่กล้าขัดแย้งกับผู้มีพลังในขอบเขตนักรบขั้นเนื้อหนังระดับห้าเท่านั้นแต่ยังเพิ่มราคาขึ้นถึง 1.5 เท่าผู้ที่เอ่ยคือผู้ใดกัน?
ชายมีแผลเป็นบนใบหน้าหรี่ตามองไปยังคนที่กำลังแข่งขันเสนอราคาด้วยอย่างไม่พอใจยังไม่ทันได้ระเบิดโทสะ สีหน้าก็เปลี่ยนไปในบัดดล
“ที่แท้ก็คือคุณชายฟู่หากล่วงเกินประการใด ขอท่านได้โปรดอภัยให้ข้าด้วย”
เมื่อเห็นสีหน้าที่หวาดหวั่นนั้นผู้คนมากมายต่างก็ตกตะลึง
การที่ผู้มีพลังในขอบเขตนักรบขั้นเนื้อหนังระดับห้ายอมศิโรราบให้ย่อมพิสูจน์ได้ว่าคุณชายฟู่ผู้นั้นมีภูมิหลังที่ไม่ธรรมดา
“นั่นไม่ใช่ฟู่ลั่วปาหรือ?” มีคนจดจำผู้เสนอราคาได้ จึงร้องทักขึ้นด้วยความตกตะลึง
ในพริบตาเดียว เสียงซุบซิบนินทาก็ดังกระหึ่ม
“ฟู่ลั่วปา คุณชายรองแห่งตระกูลฟู่ผู้มีพลังในขอบเขตนักรบขั้นเนื้อหนังระดับเจ็ด พี่ชายของเขา ฟู่ลั่วชีเก่งกาจยิ่งกว่า มีพลังในขอบเขตนักรบขั้นเนื้อหนังระดับเก้าสองพี่น้องล้วนเป็นอัจฉริยะในรุ่นเยาว์ของตระกูลฟู่”
“ได้ยินมาว่าพักหลังมานี้ฟู่ลั่วปาได้รับเคล็ดวิชาที่ชั่วร้ายอย่างหนึ่ง สามารถเร่งการบำเพ็ญเพียรได้แต่ต้องใช้โลหิตแห่งพรหมจรรย์เป็นวัตถุดิบ วันนี้ที่เขามาที่นี่แถมยังเข้าร่วมการซื้อขายคณิกา คาดว่าคงเป็นไปเพื่อการบำเพ็ญเพียร”
“ไม่ว่าจะมองมุมไหนคุณชายจากตระกูลใหญ่ไม่ควรย่างกรายเข้ามาในที่แห่งนี้ มันไม่เหมาะสม งานเช่นนี้มอบหมายให้คนใต้บังคับบัญชาทำก็พอ”
.........
เสียงวิพากษ์วิจารณ์เซ็งแซ่ดังต่อเนื่องไม่ขาดหู
ฟู่ลั่วปาไม่แยแสต่อคำนินทาสองตายังคงจับจ้องอยู่ที่หญิงสาวทั้งสองที่อยู่ภายในกรงแววตาฉายชัดถึงความปรารถนาอันชั่วร้าย
เมื่อได้สองร่างพรหมจรรย์นี้มาผนวกกับสิ่งที่สั่งสมมาในอดีตคืนนี้เขาจะสามารถทะลวงไปสู่ขอบเขตนักรบขั้นเนื้อหนังระดับแปดและก้าวหน้าไปอีกขั้น
แม่เล้ากวาดสายตาไปทั่วก่อนจะประกาศเสียงดัง “คุณชายฟู่เสนอราคาห้าสิบเหรียญทองมีใครให้ราคาสูงกว่านี้อีกหรือไม่?”
ในใจของนางเบิกบานยิ่งนักในเมืองจื่อหรานแห่งนี้ ราคาสาวคณิกาไม่ได้สูงมากนักส่วนใหญ่อยู่ต่ำกว่าหนึ่งเหรียญทอง แม้แต่คนที่หน้าตาดี รูปร่างงดงาม ก็มีราคาราว 2-5เหรียญทองเท่านั้น
ส่วนการซื้อขายคณิกาเช่นต้วนเยว่เอ๋อร์และโม่ลั่วฮว่าที่มีราคาสูงถึงห้าสิบเหรียญทองนั้นหาดูได้ยากในเมืองจื่อหราน
ท้ายที่สุดแล้วผู้หญิงไม่ว่าจะอย่างไรก็มีข้อจำกัดแค่เป็นเครื่องมือระบายความใคร่สำหรับลูกค้าหลายคน ล้วนแต่เหมือนกันเมื่อหมดปิดไฟ
พวกเขาจึงยอมที่จะใช้ห้าสิบเหรียญทองซื้อทาสหญิงจำนวนมากที่พร้อมจะทำตามคำสั่งของตนเอง มากกว่าซื้อคณิกาที่อาจมีจิตใจไม่ซื่อตรงกลับไป
ที่ด้านบนสุดลวี่จื่อฮั่นพิงเก้าอี้ขนสัตว์อย่างสง่างามพลางหัวเราะเสียงดัง“ไม่นึกเลยว่าคณิกาสองคนนี้จะมีค่าขนาดนี้ช่างเหนือความคาดหมายจริงๆ”
“คุณชายลวี่ท่านมิได้ตั้งใจจะใช้ต้วนเยว่เอ๋อร์ล่อต้วนจื่อออกมาหรอกหรือ? การขายพวกนางทิ้งเช่นนี้ นับว่าเร็วเกินไปหรือไม่?” ด้านข้างสุนัขรับใช้ข้างกายเขากล่าวด้วยความไม่เข้าใจ
“สติปัญญาของเจ้านั้นต่ำต้อยเกินไปข้าขี้เกียจจะอธิบาย” ลวี่จื่อฮั่นยกแก้วเหล้าขึ้นดื่มจนหมด
เขาได้สั่งให้ทาสรับใช้ส่งข่าวเรื่องที่จับต้วนเยว่เอ๋อร์ให้แก่สาวใช้ข้างกายของต้วนจื่อเรียบร้อยแล้วถึงเวลานั้น เมื่อต้วนจื่อรู้แล้วย่อมต้องมาที่นี่ ไม่ว่าจะมีการซื้อขายหรือไม่ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบใดๆ
ท้ายที่สุดแล้วหน้าที่ของต้วนเยว่เอ๋อร์ก็คือการล่อต้วนจื่อออกมา ข่าวได้ถูกส่งไปแล้วเขาจะขายสาวงามทั้งสองเวลาไหนก็ย่อมได้
หากต้วนจื่อไม่มา เขาก็ไม่ได้ขาดทุนอะไรเพียงแค่การแก้แค้นคงต้องเลื่อนออกไปเท่านั้น เขายังคงมีเวลาเหลือเฟือ
บนแท่นประมูลเมื่อเห็นว่าไม่มีใครเพิ่มราคาอีกแล้วแม่เล้าจึงเตรียมประกาศว่าหญิงสาวทั้งสองเป็นของฟู่ลั่วปา
“ข้าให้ราคาหนึ่งร้อยเหรียญทอง!”
ทันใดนั้นเองเสียงแหบแห้งที่มาจากมุมหนึ่งก็ดังขึ้น
ผู้คนที่นี่ถึงกับตะลึงงัน
ประการหนึ่งคือไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะมีราคาซื้อขายคณิกาสองคนที่สูงถึงเพียงนี้อีกประการหนึ่งก็คือไม่เชื่อว่าจะมีคนกล้าแย่งคนจากคุณชายรองแห่งตระกูลฟู่
ฟู่ลั่วปาเหลือบสายตามองไปเมื่อเห็นว่าผู้ที่เอ่ยคือชายตาเดียวสวมผ้าคลุมสีดำ ก็ต้องประหลาดใจจนพูดไม่ออก
“ช่างเป็นสายลมที่ประหลาดนักถึงกับพัดพาท่านมังกรตาเดียวมาได้?”
คำกล่าวเช่นนี้ทำให้ผู้รู้บางคนสีหน้าแปรเปลี่ยนเล็กน้อย
“ท่านที่ฟู่ลั่วปากล่าวถึงนั้นไม่ใช่ใครอื่น หากแต่เป็นอดีตผู้นำกลุ่มโจร มังกรตาเดียวผู้นำกลุ่มทหารรับจ้างตาเดียว กลุ่มที่มีชื่อเสียงติดอันดับต้นๆ ในเมืองจื่อหรานนอกจากพลังวรยุทธ์ในขอบเขตนักรบขั้นเนื้อหนังระดับเจ็ดแล้วยังมีพรรคพวกมากมายที่อยู่ในทุกชนชั้น เข้าถึงทุกระดับ”
“วันนี้อุตส่าห์มีเวลาว่างข้าจึงออกมาเดินเล่นเสียหน่อย คาดไม่ถึงว่าจะต้องมาเจอกับคุณชายฟู่นับว่าเป็นวาสนา” มังกรตาเดียวรับองุ่นที่คณิกาข้างกายส่งมาแล้วฉีกยิ้ม “ได้ยินมาว่าตระกูลฟู่มีเงินมากมายเหลือเฟือข้าจึงอยากจะรู้ว่าคุณชายฟู่จะสามารถซื้อคณิกาสองคนนี้ไปจากข้าได้หรือไม่”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ฟู่ลั่วปาก็ขมวดคิ้วเข้ม
เขาเข้าใจดีว่ามังกรตาเดียวคือคนบ้าดีเดือดเมื่อหมายตาอะไรแล้วก็จะทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้มันมาหากต้องแข่งกับอีกฝ่ายเพื่อแย่งคณิกาสองคนนี้ คงต้องสูญเสียอย่างใหญ่หลวง
แต่หากไม่สู้นอกจากจะเสียหญิงพรหมจรรย์ไปแล้ว ก็ยังต้องเสียหน้าต่อหน้าผู้คนมากมายนับว่าขาดทุน
คิดไปคิดมา เขาก็ตัดสินใจที่จะสู้
“ข้าให้ราคาหนึ่งร้อยห้าสิบเหรียญทอง!”
มังกรตาเดียวเพิ่มราคาทันที“สองร้อย!”
“สามร้อย!”
“สี่ร้อย!”
“ห้าร้อย!”
.........
ณ ที่แห่งนี้มีเพียงสองคนเท่านั้นที่กำลังเสนอราคา ไม่มีผู้ใดกล้าเข้าไปแทรกกลาง
ทั้งไร้เงิน ทั้งไร้ความสามารถก็คงทำได้เพียงหลีกให้ไกลจะดีกว่า
โดยไม่รู้ตัว ราคาได้สูงถึงหลักพันแล้ว
เมื่อเห็นเช่นนั้นแล้วแม่เล้าก็ยิ้มจนแก้มปริ หากการซื้อขายสำเร็จ นางจะได้รับส่วนแบ่งหลายสิบเหรียญทองนับเป็นรายได้หลายปีเลยทีเดียว
สุดท้ายต้วนเยว่เอ๋อร์และโม่ลั่วฮว่าก็ถูกฟู่ลั่วปาซื้อไปด้วยราคาหนึ่งพันหนึ่งร้อยเหรียญทอง
หลายคนอยากจะรู้ว่าทำไมมังกรตาเดียวถึงไม่สู้ต่อในความทรงจำของพวกเขา มังกรตาเดียวไม่ใช่คนที่ยอมแพ้กลางทางง่ายๆ
“ข้าเพียงแค่อยากจะลองดูสินทรัพย์ของตระกูลฟู่ก็เท่านั้นคุณชายฟู่จะไม่ว่าอะไรใช่หรือไม่ที่ต้องเสียเงินมากกว่าพันเหรียญทองไปกับเรื่องเช่นนี้?”มังกรตาเดียวหมุนแก้วสุราพลางฉีกยิ้ม “ถ้าเรื่องที่ใช้เงินพันกว่าเหรียญทองไปกับหญิงสาวสองคนแพร่งพรายออกไปชื่อเสียงของคุณชายฟู่คงกระฉ่อนน่าดู”
เมื่อกล่าวจบเขาก็ควักเหรียญทองหลายสิบเหรียญ โยนให้แก่ลูกน้องคนสนิท
“จงบันทึกเรื่องนี้ลงบนกระดาษเสียแล้วคัดลอกออกมาให้ได้พันฉบับ นำไปแจกจ่ายให้แก่คนทั่วไปช่วยทำให้ชื่อเสียงของท่านฟู่โด่งดังไปทั่วเมืองจื่อหรานในวันพรุ่งนี้ด้วย”
“รับทราบขอรับ!” ลูกน้องเข้าใจในทันทีแล้วรีบออกไป
ถึงตอนนี้เอง ฟู่ลั่วปาก็เข้าใจแล้วว่าอะไรเป็นอะไร พลันตบโต๊ะเสียงดัง สีหน้าถมึงทึง “ท่านบังอาจหลอกข้า?”
“พูดอะไรของท่านกันข้าไม่ได้ทำอะไรสักหน่อย” มังกรตาเดียวแบมือทำท่าทางเหมือนไม่รู้เรื่อง
ในกลุ่มของเขามีหลายคนที่เคยไปยุ่งเกี่ยวกับตระกูลฟู่ถูกตระกูลฟู่ตามล่าจนต้องเข้าร่วมกลุ่มทหารรับจ้างตาเดียว เพื่อหลีกหนีการตามฆ่าวันนี้เจอคนของตระกูลฟู่ทั้งที จะปล่อยผ่านไปได้อย่างไร?
“หึ เจ้ามันร้ายกาจนักข้าจำเรื่องในวันนี้ไว้แล้ว” ฟู่ลั่วปากำหมัดแน่น กัดฟันกรอด
บรรดาจิ่วเหนียงที่อยู่ด้านข้างต่างหลบซ่อนตัวด้วยความหวาดกลัวว่าอีกฝ่ายจะโกรธแล้วฆ่าพวกตน
มังกรตาเดียวไม่ได้สนใจอีกต่อไปเขาเพียงดื่มเหล้าต่ออย่างสบายใจ
“เร็วเข้า! ปล่อยตัวสตรีทั้งสองและนำพวกนางขึ้นรถม้า เดินทางไปยังจุดหมายปลายทางตามคำสั่งของสกุลฟู่” แม่เล้าออกคำสั่งอย่างฉับไว
เหล่าคนงานรีบตอบรับแล้วเข้าไปจัดการ
ลวี่จื่อฮั่นซึ่งอยู่บนชั้นสูงสุดเมื่อเห็นภาพนั้นก็อดส่ายหน้าไม่ได้
คนตระกูลฟู่ก็เป็นเช่นนี้ ทั้งหัวแข็ง และไม่รู้จักพลิกแพลง
สถานการณ์แบบนี้ฟู่ลั่วปากลับมองไม่ออกถึงกลอุบายที่คนอื่นวางไว้ช่างน่าหวาดหวั่นนักกับความเขลาเช่นนี้
แต่เขากลับแอบหวังให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นอีกเรื่อยๆ
ใครเล่าจะไม่ชอบนั่งรอรับเงินสบายๆ กัน?
ส่วนต้วนเยว่เอ๋อร์ที่ได้เห็นทุกสิ่งที่เกิดขึ้นสายตาก็เต็มไปด้วยความสิ้นหวัง ความตายค่อยๆ คืบคลานเข้ามาในหัวใจ ไม่จางหาย
นางและโม่ลั่วฮว่าคงมิอาจรอดพ้นจากเคราะห์กรรมนี้ไปได้แล้ว
“เสี่ยวจื่อ พี่สาวรักเจ้าเสมอถึงแม้พี่จะไม่อยู่แล้ว เจ้าก็ต้องดูแลตัวเองให้ดีวิญญาณของพี่จะคอยปกป้องเจ้าจากบนฟ้า”
เสียงพึมพำเบาๆดังแว่วมาพร้อมกับน้ำตาที่ร่วงรินของต้วนเยว่เอ๋อร์ช่างดูเปล่าเปลี่ยวและเศร้าสร้อย
แต่ในขณะที่นางเตรียมจะกัดลิ้นจบชีวิตเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกทรมานเสียงความวุ่นวายกระแสหนึ่งก็ดังขึ้นอย่างรุนแรง ณ บริเวณทางเข้าชั้นใต้ดิน
ผู้คนต่างหยุดชะงักก่อนจะหันไปมองทางเข้าก็พบว่าประตูทางเข้านั้นถูกแรงมหาศาลระเบิดออกทำให้พื้นดินยุบตัวลงเป็นหลุมขนาดใหญ่
ทหารยามสองคนที่เฝ้าอยู่หน้าประตูถูกแรงระเบิดซัดกระเด็นเข้ามาในงานมีแผลฉกรรจ์ตามเนื้อตัว สภาพดูไม่ได้ นอนจมกองเลือดตรงพื้น
“ตึก ตึก ตึก...”
เสียงฝีเท้าดังชัดเจนขึ้นเรื่อยๆเสียงนั้นดังขึ้นท่ามกลางบรรยากาศอันเงียบงัน
ในเวลาเดียวกัน เงาร่างของผู้หนึ่งก็ค่อยๆปรากฏขึ้นที่ทางเข้า
ผู้ที่มาไม่ใช่ใครอื่น... เขาคือ ต้วนจื่อ!
เชิงอรรถ
[1] บริกรหญิง