ชะตาฟ้า ข้าลิขิต

    ตอนที่ 49 : กลิ่นอายที่คุ้นเคย

    โรงเตี๊ยมไม่ไกลจากตำหนักตระกูลจาง ที่นั่นมีร่างของชายผมสีเงินยาวถึงกลางหลัง ที่กำลังถือจอกสุราและกระดกรวดเดียวด้วยเสียงถอนหายใจ “จางหลินถูกคุ้มครองโดยใครบางคนที่แม้แต่สำนักจักรพรรดิพิรุณก็ไม่กล้าจะแตะต้อง และตระกูลจางยังไม่มีภูมิหลังที่แน่ชัด...ข้าควรจะรับภารกิจนี้ดีหรือไม่?”


    มันคือเทียนเหยาที่สองที่กำลังบ่นพึมพำขณะดื่มอย่างไม่คิดชีวิต


    หลังจากใช้เวลาหลายวันในการค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับตระกูลจางและไม่พบต้นกำเนิดรวมถึงรากเหง้าของพวกเขา เทียนเหยาที่สองก็รู้สึกกดดันและรู้สึกหวั่นเกรงอยู่ในใจ ว่าอาจจะมีบางสิ่งผิดปกติเกี่ยวกับตระกูลนี้


    ตั้งแต่เทียนเหยาที่สองมีชื่อเสียงในฐานะมือสังหาร ทุกเป้าหมายที่มันเข่นฆ่าล้วนแล้วแต่ผ่านการไตร่ตรองอย่างเฉียบขาดและไร้ซึ่งความลังเลใจ 


    แต่นี่เป็นกรณีแรกที่ทำให้เทียนเหยาที่สองจำต้องครุ่นคิดอย่างหนักเป็นเวลาหลายวัน และยังไม่สามารถตัดสินใจได้จวบจนปัจจุบัน ราวกับว่ามีลางสังหรณ์ที่ไม่ดีทำให้มันไม่กล้าที่จะตอบตกลงไปในทันที


    ด้วยเหตุนี้เทียนเหยาที่สองจึงได้ตัดสินใจอาศัยอยู่ในโรงเตี๊ยมที่อยู่ใกล้กับตระกูลจางมาสองวันเต็มๆ เพื่อค้นหาเกี่ยวกับความลึกลับของตระกูลจางและคำถามมากมายที่ยังไม่มีคำตอบ


    แต่มันกลับเห็นตระกูลจางเป็นเพียงแค่ตระกูลผู้ฝึกยุทธ์ธรรมดาๆเท่านั้น ราวกับว่าพวกเขาไม่ได้มีภูมิหลังสูงส่งอย่างที่มันคิด


    ซึ่งนั่นยิ่งทำให้เทียนเหยาที่สองรู้สึกสับสนเป็นอย่างยิ่ง 


    ผู้คนมักจะกลัวสิ่งที่ตนเองไม่รู้ ต่อให้ภูมิหลังของตระกูลจางจะไม่ได้ยิ่งใหญ่จริงๆ แต่หากมันไม่รู้อะไรเลย ความกล้าที่จะตัดสินใจในเรื่องใดเรื่องหนึ่งก็จะลดหายไปเกือบครึ่ง


    ในระหว่างที่มันกำลังดื่มอยู่นั้น ก็มีชายในชุดคลุมสีดำมานั่งที่เก้าอี้ตรงข้าม ใบหน้านั้นถูกปกปิดไว้ด้วยหมวกไม้ไผ่สานที่ถูกปิดด้วยผ้าสีดำอีกที เสียงที่เปี่ยมไปด้วยความคาดหวังก็ดังขึ้น “ท่านเทียนเหยาที่สอง ท่านตัดสินใจได้แล้วหรือยัง?”


    เทียนเหยาที่สองเงยหน้าขึ้นมาเล็กน้อยและพบเข้ากับใบหน้าของหยางเซี่ยที่ซ่อนอยู่ภายใต้หมวกไม้ไผ่ ดวงตาของมันแดงก่ำและใต้ตาหมองคล้ำ ราวกับว่ามันไม่ได้นอนหลับสนิทเป็นเวลาหลายคืน 


    เทียนเหยาที่สองอดไม่ได้ที่จะบิดริมฝีปาก “ดูเหมือนว่าเจ้าเองก็หักโหมตนเองพอสมควร”


    หยางเซี่ยทำได้เพียงลูบจมูกอย่างเขินอาย ก่อนจะเบี่ยงประเด็น “ท่านเทียนเหยาที่สอง ไม่ทราบว่าท่านจะให้คำตอบข้าได้หรือยัง?”


    คำถามนั้นทำให้เทียนเหยาที่สองรีบถามกลับ “ข้ามั่นใจว่าก่อนที่เจ้าจะเสนอภารกิจให้แก่ข้า เจ้าก็คงสืบหาข้อมูลเกี่ยวกับตระกูลจางมาบ้างแล้ว… ด้วยข้อมูลที่มีแต่ช่องโหว่ เจ้าไม่รู้สึกตงิดใจเลยหรืออย่างไร?”


    หยางเซี่ยเงียบไปครู่หนึ่งและไม่ได้เอ่ยตอบ 


    แน่นอนว่าตัวของมันเองก็ได้สืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับตระกูลจางมาบ้างแล้ว และพบว่าข้อมูลเกี่ยวกับตระกูลจางไม่มีอยู่ในสารานุกรมใดๆเลย นั่นยิ่งเป็นการตอกย้ำความรู้สึกหวาดหวั่นในใจของมันว่าหากตระกูลจางไม่มีภูมิหลังที่แข็งแกร่งจริงๆ จางหยินเซียวคงไม่มีวาสนาที่จะได้ครอบครองสิ่งประดิษฐ์ระดับ 7 อย่างแน่นอน


    จะเป็นไปได้อย่างไรที่ตระกูลจางที่อยู่ในชนชั้นต่ำสุดของผู้ฝึกยุทธ์จะสามารถครอบครองสิ่งประดิษฐ์ระดับ 7 ที่อยู่ในระดับสูงสุดของแคว้นได้?


    ต้องเข้าใจว่าสิ่งประดิษฐ์ระดับ 7 เป็นสิ่งที่แม้แต่เจ้าสำนักจักรพรรดิพิรุณก็ยังโลภอยากจะครอบครอง นับประสาอะไรกับอาจารย์ของมันที่เป็นเพียงผู้อาวุโสในสำนัก


    แต่ด้วยความแค้นที่บังตา มันไม่ได้สนใจเลยว่าตระกูลจางจะมีภูมิหลังยิ่งใหญ่หรือไม่ ขอเพียงแค่มันสามารถสังหารตระกูลจางและล้างความอัปยศอดสูโดยการนำสิ่งประดิษฐ์ระดับ 7 กลับไปโดยที่ไม่มีผู้ใดภายนอกรับรู้แค่นั้นก็เพียงพอแล้ว


    ต่อให้ตระกูลจางมีภูมิหลังที่ลึกลับแล้วอย่างไร? หากไม่สามารถชี้ได้ว่าผู้ใดเป็นผู้ลงมือสังหารตระกูลจาง ก็จะไม่เป็นอะไรมิใช่หรือ? 


    และอีกอย่างต่อให้ตระกูลจางถูกล้างบาง เมื่อนั้นเทียนเหยาที่สองจะกลายเป็นแพะรับบาปที่ดีที่สุด!


    แต่หยางเซี่ยกลับแสร้งทำเป็นส่ายหน้าเบาๆ “ท่านกำลังคิดมากเกินไป บางทีตระกูลจางอาจจะเป็นเพียงแค่ทาสรับใช้ของตระกูลใดตระกูลหนึ่งก่อนจะมีชื่อเสียงเฉกเช่นปัจจุบันก็เป็นได้ หากเป็นเช่นนั้นก็สามารถยืนยันได้แล้วว่า เหตุผลที่ข้อมูลของตระกูลจางไม่เคยปรากฏอยู่ในสารานุกรม ก็เป็นเพราะสถานะของพวกเขาต่ำต้อยตั้งแต่แรก”


    “ท่านเทียนเหยาที่สอง ท่านอย่าลืมว่าผลตอบแทนที่ท่านจะได้รับก็คือเม็ดยาระดับ 6 จากอาจารย์ของข้า การจะสังหารบุคคลในระดับนี้เพียงแค่ไม่กี่คน ข้าคิดว่ามันก็คุ้มค่าสำหรับท่านแล้ว” หยางเซี่ยพยายามโน้มน้าวและหว่านล้อม


    ดวงตาของเทียนเหยาที่สองเผยให้เห็นระลอกคลื่นแห่งความลังเล แน่นอนว่ามันไม่ได้เชื่อในสิ่งที่หยางเซี่ยกำลังชี้นำ เพราะมันเองก็เป็นผู้มากประสบการณ์ยิ่งกว่าหยางเซี่ยมากนัก


    หากแต่ผลประโยชน์อย่างเม็ดยาระดับ 6 ช่างล่อตาล่อใจเสียเหลือเกิน


    กรับ!


    กรับ!


    กรับ!


    กรับ!


    ทันใดนั้นเสียงฝีเท้าม้าก็มาทำลายบรรยากาศความเงียบงันของการสนทนา หางตาของเทียนเหยาที่สองและหยางเซี่ยเหล่มองไปในทิศทางเดียวกันโดยไม่ได้ตั้งใจ 


    หยางเซี่ยมองเห็นว่านั่นคือรถม้าการค้าของพ่อค้าจากต่างแดนที่มักจะเข้าออกเมืองหยางโจวเป็นประจำทุกๆวัน


    แต่กลับกันเมื่อรถม้าของพ่อค้าวิ่งผ่าน สีหน้าของเทียนเหยาที่สองก็เปลี่ยนไป “ภายในรถม้านั้นมีกลิ่นอายของใครบางคนที่ข้าคุ้นเคย…”


    เสียงพึมพำของเทียนเหยาที่สองทำให้หยางเซี่ยหันกลับมา “โอ้?”


    ก่อนที่จะมอบภารกิจให้แก่เทียนเหยาที่สอง หยางเซี่ยก็ได้สืบค้นข้อมูลโดยสังเขปมาแล้วว่า ในบรรดานักฆ่าจากศาลาเทียนเหยา เทียนเหยาที่สองเป็นผู้ที่มีประสาทการดมกลิ่นที่เฉียบแหลมที่สุดในบรรดาเทียนเหยาทั้งหมด และเขายังจดจำกลิ่นอายของเป้าหมายทั้งหมดได้ขอเพียงแค่เดินผ่านหรือมีข้าวของเครื่องใช้ของเป้าหมายมาให้ 


    นั่นเป็นเหตุผลที่ว่าไม่เคยมีเป้าหมายใดเคยรอดชีวิตจากคมกระบี่ของเทียนเหยาที่สอง เพราะไม่ว่าเป้าหมายจะหนีไปไกลสุดหล้าฟ้าเขียว เทียนเหยาที่สองก็จะตามจนเจอด้วยความสามารถนี้!


    และด้วยความต้องการแรกคือการสังหารจางหลิน หยางเซี่ยจึงไม่ลังเลเลยที่จะกำหนดให้เป็นเทียนเหยาที่สอง เพราะเขาเหมาะสมกับการติดตามร่องรอยมากที่สุด


    แต่ประโยคถัดไปของเทียนเหยาที่สองกลับทำให้สีหน้าของหยางเซี่ยตกตะลึงอย่างถึงที่สุด “ข้าจำได้แล้ว! กลิ่นอายของคนในรถม้าคือกลิ่นอายของจางหลิน!”