“ก็ได้ ก็ได้ ท่านอยากกลับก็กลับไปเถอะ เป่าฉือตอนนี้ยังไม่สมควรเคลื่อนย้าย บ้านข้ามีผู้ใหญ่อยู่เยอะ ดูแลเด็กแค่คนเดียวไม่มีปัญหา ท่านกลับไปก็คิดดี ๆ ว่าพี่น้องตระกูลอู๋นั้นพึ่งพาอาศัยได้ไหม?”
“งั้น ขอบคุณน้องหนิงมาก”
น้ำตาบนหน้าของเฉียนชื่อเหือดแห้งไปหมดแล้ว ทำท่าทำทางเก่งขนาดนี้ หนิงเยี่ยนนับถือจริง ๆ
เฉียนชื่อหยอกล้อ พูดคุยกับอู๋เป่าฉืออีก 2-3 ประโยค แล้วลุกเดินออกจากประตูห้องไป เดินผ่านอู๋หวยซาน เธอหยุดยืนพักหนึ่ง ไม่พูดอะไรออกมา แล้วจึงเอียงตัวเดินผ่านอู๋หวยซาน
นี่เป็นครั้งแรกที่อู๋หวยซานถูกเฉียนชื่อมองข้าม หัวใจของเขาอึดอัดอย่างฉับพลัน เขาพลิกมือไปฉุดข้อมือของเฉียนชื่อไว้
“แล้วลูกชายล่ะ ทำไมมีแค่เจ้าคนเดียว?”
เฉียนชื่อมองอู๋หวยซาน อารมณ์ในแววตาของเธอสับสนไปหมด สุดท้ายเธอก็ตัดสินใจหลับตาลง อ้าปาก แล้วก้มหน้าลงไปกัดแขนของอู๋หวยซานหนึ่งที
ด้วยความเจ็บปวด อู๋หวยซานจึงปล่อยมือและในเวลาเดียวกันก็ผลักเฉียนชื่อล้มลงไปกองกับพื้นหญ้าที่ลานบ้าน
“นังผู้หญิงสกปรก เจ้าบ้าไปแล้วหรือไง”
เฉียนชื่อทั้งร้องไห้ทั้งยิ้มออกมา เธอมองไปที่อู๋หวยซานอย่างเศร้าสลด
“ไม่ได้บ้าหรอก”
พูดจบก็ใช้สองมือดันตัวเองลุกขึ้นมาจากพื้น พยุงขาที่ถูกกระแทก ลุกขึ้นเดินออกไปจากลานบ้านของหนิงเยี่ยนอย่างโซซัดโซเซ
สีหน้าของอู๋หวยซานดูไม่ได้เอาเสียเลย เขามองไปยังประตูบ้านที่ปิดอยู่ แล้วตะโกนขึ้นเสียงดัง
“หนิงเยี่ยน เจ้าเอาลูกชายข้าออกมาเดี๋ยวนี้ ไม่งั้น.....”
“นี่ไม่ใช่ลูกชายท่าน ถ้าอยากเอาคนไปฆ่าไปแกง ก็มาเอาไป”
หนิงเยี่ยนเปิดประตู เดินตามหลังอู๋หวยซานไป จากนั้นจึงใช้เท้าถีบอู๋หวยซานกระเด็นเข้าไปในห้อง
เมื่อไม่มีอู๋หวยซานคอยคุ้มกัน อู๋เหมยก็ตกอยู่ภายใต้สายตาของหนิงเยี่ยน เมื่อต้องเผชิญกับสายตาดูหมิ่นของหนิงเยี่ยน เธอจึงรีบก้าวเท้าเข้าไปในห้อง มองอู๋เป่าฉือที่นอนอยู่บนเตียง แล้วเอนหัวไปมองพี่ชายของตัวเอง
“เป่าฉือทำไมดูอ่อนแอไร้กำลังเพียงนี้ พี่...ท่านต้องพาเขากลับไป เอาเขาไว้ที่นี่ ถ้าตายก็ไม่รู้เลยว่าจะตายยังไง”
“ข้า…..”
อู๋หวยซานหน้าซีดมองลูกชายที่นอนตัวเหลืองบนเตียง แล้วยังมีกะละมังเลือดอยู่ข้างเตียง หัวใจของเขากระวนกระวายไปหมด เขาเตะไปแค่ทีเดียว ไม่ได้ออกแรงเยอะเลย ทำไมบาดแผลถึงได้ร้ายแรงขนาดนี้
“พี่ อย่าเอาเขาไว้ที่นี่นะ” อู๋เหมยเอ่ยขึ้น
“ท่านอาจารย์ซวีบอกว่าเด็กคนนี้เสียเลือดมาก ห้ามเคลื่อนย้ายจะดีที่สุด นี่เจ้าอยากให้หลานชายตายขนาดนั้นเลยเหรอ? หรือว่าถ้าหลานชายคนนี้ตายมันมีประโยชน์อะไรกับชีวิตเจ้า”
ตอนที่หนิงเยี่ยนพูด เธอให้ความสนใจกับเด็กน้อยบนเตียงมาก อู๋เป่าฉือจึงแกล้งทำเป็นหลับ
ที่ต้องแกล้งหลับคงเป็นเพราะไม่รู้จะเผชิญหน้ากับคนที่ไม่สมควรเป็นพ่อได้ยังไง
“อย่ามาไร้สาระ เป่าฉือก็มีเลือดคนตระกูลอู๋ ข้าจะไปอยากให้เขาตายได้ไง” อู๋เหมยเอ่ยอย่างร้อนรน
“เขาตายแล้ว พี่เจ้าจะได้ตั้งใจเก็บเงินให้เจ้าไปแต่งงานไง แบบนี้ก็เป็นไปตามที่เจ้าบงการ ข้าพูดผิดตรงไหน?”
หนิงเยี่ยนยกคิ้ว อะไรที่อยู่ในใจของอู๋เหมยเธอไม่ต้องไปเปลืองกำลังคิดหาหรอก แค่มองตาก็ดูออกแล้ว
แต่สงสัยอู๋หวยซานจะตาบอด!
“พอได้แล้ว เหมยไม่ได้เป็นคนไร้ศีลธรรมดังเจ้าว่า เป่าฉือขยับไม่ได้ งั้นรบกวนฝากเจ้าดูแลเขาสัก 2-3 วัน นี่ค่าอาหาร”
อู๋หวยซานดึงอู๋เหมยหลบออกไป เขาเอื้อมมือหยิบถุงเงินที่ห้อยไว้ข้างเอวออกมา แล้วหยิบเอาเงินส่งให้หนิงเยี่ยน
หนิงเยี่ยนรับเงินมา หยิบเงินขึ้นมาชมแล้วจึงเก็บใส่กระเป๋าเงินใบเล็ก จากนั้นยื่นมือเล็ก ๆ ออกไป
“ค่าหมอค่ายาล่ะ? เรียกท่านอาจารย์ซวีมาก็ใช้เงินนะ”
“.....”
อู๋หวยซานคลำบนตัวอีกรอบแล้วมองไปทางน้องสาว
“เอาเงินมาไหม?”
“เงิน..ท่านพี่ เงินอยู่ที่บ้านหมดเลย ให้ข้ากลับไปเอาไหม?” อู๋เหมยเอ่ยขึ้นอย่างน่าสงสาร
“ก็ดี” อู๋หวยซานว่า
“ไม่ต้อง”
เสียงของหนิงเยี่ยนดังขึ้นพร้อมกับเสียงของอู๋หวยซาน
อู๋เหมยหยุดฝีเท้า รอยยิ้มมุมปากยังไม่ทันจางหายเพราะตอนนี้มันแข็งค้างอยู่บนใบหน้า เธอเหลือบมองไปยังกระเป๋าเงินใบเล็กสีชมพูในมือของหนิงเยี่ยน ทำให้เธอแทบหายใจไม่ออก
“ท่านขโมยเงินข้า” อู๋เหมยว่า
“เจ้าพูดเหลวไหลอะไร เจ้าไม่ได้พกเงินติดตัว แล้วนี่จะเป็นของเจ้าได้ไง”
หนิงเยี่ยนพูดพลางเปิดปากกระเป๋าสีชมพูใบเล็กออก เทเอาเงินในกระเป๋าใส่มือ มีเท่าไหร่กันล่ะ?
เอามารวมกันก็เป็นเงินเยอะทีเดียว หึ...ยายแก่ต้าหลี่ชื่อที่ว่ารักหนิงหว่านขนาดนั้นยังไม่เคยเห็นหนิงหว่านจะพกเงินออกไปไหนมากเท่านี้
ดูท่าแล้วอู๋หวยซานคงจะรักน้องสาวคนนี้จากใจจริง ไม่เพียงแต่ให้จัดการเรื่องในบ้าน แต่ยังให้เงินค่าขนมอู๋เหมยเยอะขนาดนี้
“เจ้า…”
ดวงตาของอู๋เหมยแดงก่ำขึ้นมา สายตาขอร้องทอดมองไปยังอู๋หวยซาน แล้วเอ่ยออกมาอย่างน้อยใจ
“พี่ ท่านให้นางไปเมื่อกี้ก็ไม่น้อยเลย นางยังไม่คิดพอใจ”
อู๋หวยซานไม่เอ่ยอะไรออกมา เขาเองก็ไม่รู้จะพูดอะไรดี เมื่อกี้น้องสาวตัวเองเพิ่งบอกว่าไม่ได้พกเงินมา นี่เขาถูกตบตาเหรอ? ความจริงทำให้เขาจำต้องคิดมากว่าแท้จริงแล้วน้องสาวของเขานั้นซื่อจริงไหม....
“ไปเถอะ กลับบ้าน”
อู๋หวยซานลากอู๋เหมยออกจากบ้าน
หลังจากอู๋หวยซานกลับไป เหล่าผู้คนที่มามุงที่ลานบ้านเริ่มพุ่งความสนใจไปยังลู่หานจาง
เมื่อมองไปยังลู่หานจาง หนึ่งในกลุ่มคนที่มามุงดูจึงเดินไปถามต่อหน้าหนิงเยี่ยน
“แม่นางหนิง นี่เจ้าหาผู้ชายให้ตัวเองเหรอ?”
“....ไม่เกี่ยวอะไรกับเจ้า!”
เธอทิ้งประโยคนี้ไว้แล้วเดินกลับเข้าบ้านไป
หนิงเยี่ยนยังต้องคอยดูแลจิตใจของอู๋เป่าฉือ อย่างไรเสีย...ใครที่กำลังป่วยแล้วพ่อแม่ไม่อยู่ข้างกาย ในใจก็ต้องมีความคิดมากบางอย่างแน่ ๆ
เธอนั่งลงบนเก้าอี้ มองใบหน้าเล็ก ๆ ของอู๋เป่าฉือที่กำลังป่วย
“ยังเจ็บอยู่ไหม?”
“ไม่เจ็บแล้ว ข้านอนสักพักก็หาย ท่านไม่ต้องกังวลเลย”
“…”
หนิงเยี่ยนคาดไม่ถึงว่าจะถูกเด็กปลอบโยน เด็กในยุคนี้นี่โตเร็วขนาดนี้เชียว?
“แม่ ท่านไม่ใช่ว่าจะพูดอะไรกับลู่ต้าเหรอ? ข้าจะอยู่ที่นี่นอนกับเป่าฉือ ท่านไปหาลู่ต้าเถอะ”
“.....”
หนิงเยี่ยนถูกเจ้าหนูน้อยผลักออกมาจากห้อง
มองไปยังลู่ต้า หนิงเยี่ยนจึงถามขึ้น
“ลู่ต้า เจ้าชื่ออะไร?”
“ลู่หานจาง”
หนิงเยี่ยนเงยหน้าขึ้น เธอคิดว่าคนคนนี้จะสร้างเรื่องวุ่นวายไปอีกสักพัก แต่ทำไมถึงพูดชื่อตัวเองออกมาตรง ๆ แบบนี้ล่ะ?
ยิ่งไปกว่านั้น ชื่อนี้ฟังดูคุ้นหูมาก เธอเคยได้ยินมาจากไหนนะ?
คิดไม่ออก!
“ช่างเถอะ เจ้าไปบ้านป้าหวงกับข้าหน่อย”
เธอจะเปิดร้านปิ้งย่าง เตาปิ้งต้องทำให้เสร็จ แต่จะให้ไปเจอจางเถี่ยจู้คนเดียวหนิงเยี่ยนก็ไม่กล้า เธอกลัวว่าเธอจะควบคุมตัวเองไม่ได้ แล้วเผลอมือไปฟาดจางเถี่ยจู้ เอาลู่หานจางไปด้วยดีกว่า จางเถี่ยจู้เป็นคนหน้าบาง คงไม่กล้ามาสารภาพรักแน่
ทั้งสองไปถึงบ้านป้าหวง เมื่อยืนอยู่ในลานบ้านก็ได้กลิ่นเหล้าแรง ๆ ลอยออกมา ผลักประตูเข้าไปในห้องก็พบว่าจางเถี่ยจู้หมอบอยู่กับโต๊ะ เขาดื่มจนเมาไปแล้ว ป้าหวงกับเสี่ยวเฉ่าไม่อยู่ ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
“ไปเถอะ ไปหลังบ้านกัน” หนิงเยี่ยนว่า
“อือ”
สายตาของลู่หานจางมองไปยังร่างของจางเถี่ยจู้ สบเข้ากับดวงตาสีแดง ดวงตาสีแดงที่มีแววตระหนกเปิดตาขึ้นแล้วปิดลงไปใหม่ จากนั้นเขาจึงฟุบลงกับโต๊ะ ลู่หานจางปิดประตู เดินตามหลังหนิงเยี่ยนเข้าไปในห้องหลอมเหล็ก เห็นหนิงเยี่ยนกำลังตีเหล็กรูปร่างประหลาดจึงเอ่ยถามขึ้น
“นี่คืออะไร?”
“กลับบ้านก็รู้เอง”
ระหว่างพูดหนิงเยี่ยนก็ไม่หยุดมือ
ในที่สุดเตาปิ้งย่างก็เป็นรูปเป็นร่างในตอนเย็น เวลานี้ป้าหวงกลับมาบ้านแล้ว เห็นหนิงเยี่ยน ป้าหวงก็ไม่มีความกระตือรือร้นเหมือนก่อน หนิงเยี่ยนคุยกับป้าหวงอยู่ 2-3 ประโยค ก็แบกเอาเตาปิ้งย่างออกจากบ้านจางเถี่ยจู้ไป
“พวกเขาไม่ต้อนรับเจ้า” ลู่หานจางว่า
“ข้าไม่ได้ตาบอด”
หนิงเยี่ยนกลอกตาใส่ลู่หานจาง เรื่องแบบนี้ใครก็ดูออกถ้าตาไม่ได้บอด ไม่ต้องมาย้ำก็ได้
...................