ก่อกำเนิด : เทพเซียน 9 วิบัติ [จบ]

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 53 ชำระล้างกระดูก

            “หุ่นเชิด!เป็นไปไม่ได้ คุณชายเจี้ยนเคยบอกไว้ว่าต้องการบ่มเพาะให้เฟิงเอ๋อร์เป็นยอดฝีมือแห่งยุค”

            “ถูกต้อง เป็นยอดฝีมือแห่งยุคจริงๆเพียงแต่เป็นยอดฝีมือแห่งยุคที่ไร้จิตสำนึกแล้ว”

            เสิ่นเสวียนสะบัดมือเก็บร่างไร้วิญญาณของผู้อาวุโสตระกูลหานทั้งสองคนเข้าไปในมิติจากนั้นจึงหันไปกล่าวกับหานหนานเทียน

            “ชาติหน้าหากเกิดมาแล้วก็ทำตัวให้ฉลาดกว่านี้หน่อยคนบางคนใช่ว่าเจ้าจะล่วงเกินได้”

            เมื่อกล่าวจบ เสิ่นเสวียนไม่รอให้หานหนานเทียนตั้งสติได้เขายื่นมือคว้าเข้าที่คอของหานหนานเทียนอย่างรวดเร็วราวกับสายฟ้าฟาด มือบีบอย่างแรงหักคอเขาในทันที

            กร๊อบ!

            เสียงดังขึ้นเหมือนกับก่อนหน้านี้แล้วหัวของหานหนานเทียนก็ก้มลง ดวงตาเบิกโพลง สิ้นใจตายไปแล้ว

            เขาแสดงอำนาจยิ่งใหญ่ในเมืองอวี่ฮว่ามานานขนาดนี้ไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะตายด้วยน้ำมือของเสิ่นเสวียน หากรู้ว่าจะเป็นเช่นนี้ เขาคงทำลายล้างตระกูลเสิ่นไปนานแล้ว

            เสิ่นเสวียนรู้สึกสบายใจมากแม้ต้องสังหารคนเหล่านี้วิถีของเขาคือความอิสระ ชีวิตเป็นของข้าหาใช่ของสวรรค์ ใช้ชีวิตอย่างเป็นสุขตามใจปรารถนาบุญคุณต้องทดแทน แค้นต้องชำระ ในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรชาติก่อนเขาก็ทำเช่นนี้เหมือนกันด้วยเหตุนี้เขาจึงถูกเรียกว่าจอมมารในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรมาอย่างยาวนาน กระทั่งหลังจากนั้นที่เขามีพลังอยู่ในขั้นที่ทุกคนมิอาจขัดขวางได้แล้วจึงถูกเรียกว่าเป็นท่านเซียน

            เมื่อใดที่เจ้ามีพลังแข็งแกร่งอย่างที่สุดจนผู้อื่นมิอาจต่อกรได้แล้วทุกอย่างที่เจ้าทำจะกลายเป็นถูกต้องในทันที

            คนตระกูลหานทั้งหลายยืนอยู่ด้านล่างพวกเขามองบนท้องฟ้าด้วยความหวาดกลัว เพราะพวกเขาไม่รู้เลยว่าเสิ่นเสวียนจะจัดการพวกเขาอย่างไรต่อไป

            แม้แต่ยอดฝีมือตระกูลหานทั้งสามยังโดนเสิ่นเสวียนสังหารตอนนี้ในตระกูลหานหรือกระทั่งในเมืองอวี่ฮว่าไม่มีใครเป็นคู่ต่อสู้ของเสิ่นเสวียนได้แล้ว

            หลังจากเก็บร่างไร้วิญญาณของหานหนานเทียนเข้าไปในมิติแล้วเสิ่นเสวียนจึงปรายตามองทุกคนในตระกูลหานแล้วกล่าวเสียงเรียบ “จงจำไว้ว่าตระกูลหานของพวกเจ้ากระทำผิดก่อนข้าเพียงแค่ลงทัณฑ์พวกเขาเท่านั้น หากใครยังกล้ากระทำผิดอีก ตระกูลหานต้องพินาศ”

            เสียงของเสิ่นเสวียนดังก้องยาวนานทุกคนในเมืองอวี่ฮว่าได้ยินชัดเจน

            อำนาจในเมืองอวี่ฮว่าถูกชำระล้างเสร็จสิ้นลงแล้วในวันนี้หลายคนที่จ้องมองต่างคิดไม่ถึง พวกเขาคิดว่าตระกูลเสิ่นต้องพินาศลงอย่างแน่นอน ทว่าตอนนี้สถานการณ์กลับพลิกผันตระกูลหานพินาศแล้ว

            เมืองอวี่ฮว่าต่อจากนี้ ตระกูลเสิ่นจะเป็นตระกูลยิ่งใหญ่เพียงหนึ่งเดียว

            เสิ่นเสวียนกล่าวจบก็ไม่ใส่ใจคนตระกูลหานอีกเลยสำหรับเขาแล้วคนเหล่านี้เป็นเพียงมดเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องแยแส

            เมื่อกลับมาถึงตระกูลเสิ่นทุกคนในตระกูลเสิ่นออกมาจากวังปฐพีกันแล้ว เมื่อครู่ที่เสิ่นเสวียนสังหารผู้อาวุโสทั้งสามคนจากตระกูลหานพวกเขาได้ประจักษ์แล้ว เรียกได้ว่ายอมสยบต่อพลังของเสิ่นเสวียนอย่างสิ้นเชิง

            ก่อนหน้านี้เสิ่นเสวียนเข้ารับตำแหน่งผู้นำตระกูลเพราะสัมพันธ์ทางสายเลือดเช่นนั้นในตอนนี้เขาได้เป็นผู้นำตระกูลแล้ว ต้องใช้พลังของตนเองต่อสู้เพื่อให้ได้อำนาจมา

            “ท่านพี่!”

            ขณะนั้นเอง เสิ่นว่านซื่อเข็นรถเข็นของเสิ่นเสี่ยวเม่ยเดินออกมาจากด้านหลังอย่างรวดเร็วใบหน้าเล็กๆ ของนางฉายความปลื้มปีติออกมา

            เสิ่นเสวียนวิ่งเข้าไปหานางเช่นกันไม่ว่าเขาจะมีพลังแข็งแกร่งมากเพียงใด เขายังคงเป็นพี่ชายคนหนึ่งของน้องสาวตรงหน้านี้เสมอ

            “ท่านพี่ อาการบาดเจ็บของท่านเป็นอย่างไรบ้าง”

            เสิ่นเสี่ยวเม่ยกล่าวถามถึงอาการบาดเจ็บของเสิ่นเสวียนเป็นอย่างแรกทันทีที่ได้เจอหน้าเมื่อได้ยินดังนั้นทำให้เสิ่นเสวียนครุ่นคิดเล็กน้อย

            ตาแก่อย่างเขาที่ใช้ชีวิตมากว่าพันปีมีคนมาเป็นห่วงเช่นนี้หัวใจเก่าแก่ดวงนี้เริ่มผ่อนคลายลงบ้างแล้ว

            ความรู้สึกที่มีคนเป็นห่วงช่างยอดเยี่ยมเหลือเกิน

            “พี่ไม่เป็นไรแล้วบาดเจ็บเล็กน้อยแค่นี้ทำอะไรพี่ไม่ได้หรอก กลับไปกับพี่เถอะ”

            เสิ่นเสวียนกล่าวกับเสิ่นเสี่ยวเม่ยจากนั้นเขาก็ตบบ่าของเสิ่นว่านซื่อแสดงถึงการขอบคุณ

            “ตอนกลางคืนไปหาข้าหน่อย”

            จากนั้นเขาก็เข็นรถเข็นของเสิ่นเสี่ยวเม่ยเดินกลับไปยังลานหลังเขา

            “เขาไม่เปลี่ยนไปเลย”

            เสิ่นว่านซื่อมองเสิ่นเสวียนเดินจากไปใบหน้าของเขาฉายความปลาบปลื้มออกมาอย่างอธิบายไม่ได้ แม้มีพลังแข็งแกร่งถึงเพียงนี้ทว่าเสิ่นเสวียนยังคงเหมือนเดิม

            เรื่องต่างๆ ของตระกูลเสิ่นมีคนอื่นจัดการอยู่แล้วสิ่งสำคัญของเขาในตอนนี้คือปลุกร่างวิญญาณเพลิงของเสิ่นเสี่ยวเม่ยให้ตื่นขึ้น

             

            ณ ลานหลังเขาตระกูลเสิ่น เสิ่นเสวียนสร้างค่ายกลง่ายๆขึ้นมาปกคลุมลานเอาไว้ เพื่อไม่ให้ไอพลังเล็ดลอดออกไป

            ตอนนี้เขาบำเพ็ญเพียรถึงขั้นแก่นทองคำระดับต้นแล้วเขาสามารถทำในสิ่งที่ทำไม่ได้ก่อนหน้านี้ได้บ้างแล้ว

            หลังจากตระเตรียมทุกอย่างเรียบร้อยเสิ่นเสวียนจึงนั่งลงที่ม้าหิน สบตาเสิ่นเสี่ยวเม่ย

            “ท่านพี่ เป็นอะไรหรือ”

            เสิ่นเสี่ยวเม่ยมองร่างของเสิ่นเสวียนที่เต็มไปด้วยบาดแผลเขาไม่รักษาตัวแล้วยังมาจ้องตนเองอีก

            “เสี่ยวเม่ยพี่เจอวิธีที่ทำให้เจ้าลุกขึ้นยืนได้อีกครั้งแล้ว”

            “หา!”

            เสิ่นเสี่ยวเม่ยอ้าปากค้างดวงตากลมโตจ้องเสิ่นเสวียน

            “ทั้งยังทำให้เจ้าฝึกตนได้อีกครั้งด้วย”

            ตั้งแต่วินาทีที่ได้เจอกับเสิ่นเสี่ยวเม่ยเสิ่นเสวียนตัดสินใจแล้วว่าจะรักษาเสิ่นเสี่ยวเม่ยให้หาย ตอนนี้ใกล้จะเป็นจริงขึ้นมาแล้วเขาจะไม่ดีใจได้อย่างไร

            “จริงหรือท่านพี่!”

            เสิ่นเสี่ยวเม่ยยังไม่อยากเชื่อแต่นางก็รู้ว่าเสิ่นเสวียนไม่เคยโกหกนาง

            “จริงๆ”

            เสิ่นเสวียนพยักหน้าอย่างมั่นใจ

            ระหว่างที่กล่าว คลื่นพลังมิติสั่นสะเทือนขึ้นที่ใจกลางฝ่ามือจากนั้นขวดสีดำสามขวดพลันปรากฏขึ้นในมือของเขา

            “นี่คือยาน้ำสกัดอีกเดี๋ยวพี่จะถ่ายทอดวิธีการดูดซับให้เจ้า”

            “อืม”

            เสิ่นเสี่ยวเม่ยพยักหน้าทันทีนางเชื่อมั่นต่อเสิ่นเสวียนอย่างไม่มีเงื่อนไขใดๆ

            ก่อนหน้านี้หม่าเมี่ยนหลอมรวมหลินจือโมราได้ยาน้ำสกัดมายี่สิบขวดเขาเอาออกมาสามขวดนี้ก็เพียงพอแล้ว เสิ่นเสี่ยวเม่ยมีร่างวิญญาณเพลิงแต่กำเนิดยาน้ำสกัดจากหลินจือโมราจะช่วยกระตุ้นกำลังแฝงของนางออกมาได้ ทำให้ร่างกายถูกหลอมรวมกลายเป็นร่างที่สามารถฝึกตนได้

            หากไม่ใช่เพราะเสิ่นเสวียนมองเห็นร่างวิญญาณเพลิงของเสิ่นเสี่ยวเม่ยคงไม่ถูกกระตุ้นไปทั้งชีวิต

            เสิ่นเสี่ยวเม่ยเปิดขวดสีดำขวดแรกแล้วนางก็กินเข้าไปทันที

            ยาน้ำสกัดชนิดนี้มีความร้อนแรงมากอยู่แต่ด้วยความพิเศษของเพลิงวิญญาณทำให้ยาน้ำสกัดเหล่านี้เย็นลงกว่าเดิม รวมกับร่างกายที่มีคุณสมบัติเฉพาะของเสิ่นเสี่ยวเม่ยเข้าไปแล้วไม่มีอะไรที่ไม่เหมาะสมกันเลย ทว่าหากเป็นคนอื่นผลลัพธ์จะแตกต่างออกไป

            เมื่อกลืนยาน้ำสกัดลงไป มันก็ไหลไปตามแขนขา และกระดูกในทันที

            เสิ่นเสี่ยวเม่ยนั่งอยู่บนรถเข็นกำลังตัวสั่นเทิ้มไม่หยุดบนขนตาเริ่มมีผลึกน้ำแข็งก่อตัวขึ้น ใบหน้าเล็กๆ ของนางกำลังฉายความเจ็บปวดออกมา

            ทว่านางไม่ได้กล่าวอะไรกับเสิ่นเสวียนเลยนางพยายามกัดฟันอดทนอยู่ตลอด

            เสิ่นเสวียนเห็นเสิ่นเสี่ยวเม่ยเป็นแบบนั้นก็รู้สึกเจ็บปวดใจแต่เขาไม่มีทางเลือก หากต้องการให้นางทำสำเร็จจำเป็นต้องผ่านความทรมานเหล่านี้ไปให้ได้เพลิงวิญญาณมีอานุภาพรุนแรงมากจริงๆ แม้เพียงเล็กน้อยแต่เสิ่นเสี่ยวเม่ยก็ยากที่จะรับไหว

            “รวบรวมสติโคจรไอพลังสู่ตันเถียน”

            เสิ่นเสวียนกล่าวกับเสิ่นเสี่ยวเม่ย

            เสิ่นเสี่ยวเม่ยที่กำลังโดนเพลิงวิญญาณแผดเผาพยายามฝืนรวบรวมสติเอาไว้ค่อยๆ โคจรไอพลังสู่ตันเถียน ไม่ว่าเพลิงวิญญาณจะแผดเผาสักเท่าไรนางยังคงสงบนิ่งอยู่เช่นเดิม

            “เจ้าจะสัมผัสได้ถึงไอพลังร้อนแรงกำลังก่อตัวขึ้นภายในตันเถียนลองชักนำให้ไอพลังร้อนแรงนี้ออกไปจากตันเถียนดู”

            เสิ่นเสี่ยวเม่ยทำตาม สีหน้าเจ็บปวดของนางดูบรรเทาลงเล็กน้อย

            “ใช่แล้ว ทำแบบนี้แหละหลังจากชักนำออกจากตันเถียนไปแล้วเจ้าจะพบว่าไอพลังร้อนแรงกำลังรวมตัวอย่างต่อเนื่องควบคุมไอพลังร้อนแรงเหล่านี้ให้เคลื่อนที่ไปตามเส้นลมปราณซานเจียว[1] ผ่านเข้าชีพจร ต่อไปยังจุดหยุนเหมิน ใช่แล้ว แบบนั้นแหละ เป็นการโคจรหนึ่งรอบเล็กๆ”

            เสิ่นเสวียนสังเกตและชี้นำแนวทางการโคจรไอพลังให้กับเสิ่นเสี่ยวเม่ยอยู่ข้างๆเมื่อเห็นว่าเสิ่นเสี่ยวเม่ยค่อยๆ สงบลงแล้วเขาจึงวางใจได้สักที

            ในโลกนี้เขาไม่มีครอบครัวคนอื่นมีเพียงน้องสาวคนนี้คนเดียวเท่านั้น เมื่อเห็นนางเจ็บปวด เขารู้สึกเจ็บปวดใจยิ่งกว่าใคร

            ไม่กล่าวไม่ได้เลยว่าเสิ่นเสี่ยวเม่ยมีพรสวรรค์ที่ยอดเยี่ยมมากจริงๆเสิ่นเสวียนบอกไปเพียงครั้งเดียว เสิ่นเสี่ยวเม่ยกลับทำตามได้อย่างสมบูรณ์

            หลังจากนั้นหนึ่งชั่วยาม เสิ่นเสี่ยวเม่ยสามารถโคจรไอพลังได้เองอย่างอิสระแล้วกระทั่งสามารถโคจรไปตามร่างกายหนึ่งรอบใหญ่ได้แล้วด้วย

            ส่วนสำคัญของผู้ฝึกตนคือการเรียนรู้ที่จะดูดซับพลังฟ้าดินหลังจากนั้นให้โคจรไปทั่วร่างกายหลายๆ รอบเพื่อชำระล้างร่างกายและเติมเต็มตันเถียนเมื่อผ่านพ้นก้าวนี้ไปได้พลังยุทธ์จะแข็งแกร่งขึ้นตามไปด้วย เสิ่นเสี่ยวเม่ยไม่ได้ดูดซับพลังมาตั้งแต่แรกดังนั้นจึงต้องใช้หลินจือโมราเป็นตัวช่วย ด้านหนึ่งเป็นการวางรากฐานที่ดี อีกด้านหนึ่งเป็นการกระตุ้นธาตุไฟดั้งเดิมภายในร่างกายออกมาเพื่อชำระล้างกระดูกให้สมบูรณ์

            สองชั่วยามผ่านไป เสิ่นเสี่ยวเม่ยที่นั่งอยู่ถอนหายใจออกมายาวๆแล้วนางจึงค่อยๆ ลืมตาขึ้น

            “ท่านพี่ ข้าทำสำเร็จแล้ว!”

            น้ำเสียงของนางเคล้าไปด้วยความดีใจ

            ..............................................................

            [1] เส้นลมปราณซานเจียว (三焦经) เป็นเส้นทางหลักในการไหลเวียนของพลังชี่และเลือดในร่างกายเส้นทางเริ่มจากปลายนิ้วนาง ไล่ไปตามแขนด้านนอก ไหล่บ่า ต้นคอ แนวหลังใบหู จนถึงขมับ