สีหน้าที่มึนงงของตู้โซ่วโซ่วทำให้อันเจิงมึนงงตาม แต่ในเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้พวกเขาไม่มีเวลามาลังเลอีกแล้ว อันเจิงลากตัวหม่าจื่อเวยมาพาดที่บ่าจากนั้นก็เริ่มวิ่งออกไปด้วยความเร็ว ตู้โซ่วโซ่ววิ่งตามอันเจิงด้วยสัญชาตญาณโชคดีที่ทหารหลวงที่เฝ้าอยู่ไม่ทันสังเกต และยอดฝีมือที่มาจากตำหนักจิงเซี่ยวก็กำลังรื้อค้นภายในห้องอยู่
อันเจิงและตู้โซ่วโซ่ววิ่งออกไปไกลมากพวกเขาทั้งสองไม่กล้าหยุดแม้แต่วินาทีเดียว อันเจิงวิ่งไปพร้อมถามขึ้น “มาได้อย่างไร?”
ตู้โซ่วโซ่วตอบกลับ “หากข้าจะพูดเรื่องที่ยิ่งใหญ่เรื่องหนึ่งเกรงว่าเจ้าคงไม่เชื่อล่ะสิ? ข้า...ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน เจ้าให้ข้าอยู่รอเจ้าจากนั้นก็มีคนมาตบบ่าข้าจากด้านหลัง พูดว่าสวัสดี...จากนั้นก็มีอะไรบางอย่างปรากฏขึ้นในมือข้าเมื่อมองอีกที นั่นก็คือหม่าจื่อเวยที่สลบไปแล้ว”
โชคดีที่ไม่มีใครตามเขาทั้งสองมาอันเจิงและตู้โซ่วโซ่วมองเห็นบ้านร้างตั้งอยู่ไม่ไกลมากคาดว่าเจ้าของบ้านย้ายออกไป หรืออาจตายไปหมดแล้วก็ได้ ทั้งสองกระโดดข้ามกำแพงบ้านตามกันไปติดๆ จากนั้นก็วิ่งเข้าไปในบ้าน
ในบ้านเต็มไปด้วยฝุ่นเมื่อเปิดประตูก็รู้สึกถึงความเย็นยะเยือกที่แผ่ออกมาอย่างน่าประหลาดแต่ถึงกระนั้น พวกเขาก็ไม่มีเวลามานั่งกังวลเรื่องเหล่านี้
สำหรับพวกเขาแล้วการวิ่งด้วยความเร็วในระยะทางเท่านี้ไม่ถือว่ายากอะไร แต่ที่ตู้โซ่วโซ่วยังคงหายใจหอบนั่นเพราะเขาตื่นเต้นมากเกินไป
“มันเรื่องอะไรกันแน่?” อันเจิงถาม
ตู้โซ่วโซ่วหอบหายใจพร้อมพูดขึ้น“ข้าไม่รู้จริง ๆ เมื่อครู่ข้าก็บอกแล้วว่ามีคนมาตบบ่าข้าจากด้านหลัง พูดทักทายจากนั้นในมือข้าก็ปรากฏของอะไรบางอย่าง เมื่อมองอีกที...พบว่าเป็นหม่าจื่อเวยตอนนั้นข้ายังคิดอยู่เลย หรือเพราะหม่าจื่อเวยรู้ว่าเราจะมาลักพาตัวเขาฉะนั้นเขาจึงวิ่งมาหาข้า จากนั้นก็ตบบ่าข้า ทักทายข้า แล้วยัดตัวเองไว้ในมือข้า?”
อันเจิงกลอกตา“คำตอบนี้สมเหตุสมผลจริงนะ”
ตู้โซ่วโซ่วนั่งลงแล้วหายใจหอบ“ไม่อย่างนั้น เจ้าคิดว่าข้าจะใช้มายากลเสกออกมารึ?”
อันเจิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งคนเดียวที่เป็นไปได้ก็คือเฉินเซ่าป๋าย
แอ๊ด...
ขณะกำลังคิดอยู่นั้นประตูก็ถูกเปิดออกจากด้านนอก ตู้โซ่วโซ่วกระโดดยืนขึ้นด้วยสัญชาตญาณ จากนั้นเรียกง้าวจี้ออกมาทันทีเขาตั้งท่าเตรียมพร้อมสำหรับการต่อสู้แล้ว
อันเจิงจับง้าวจี้ในมือตู้โซ่วโซ่วเอาไว้จากนั้นก็ชี้ไปที่ร่มกระดาษในมือคนคนนั้น
ร่มกระดาษสีดำ ด้านบนมีรูปของเย่ชา
“เจ้าจะทำอะไรกันแน่?” อันเจิงถามคนที่เพิ่งเดินเข้ามา
คนที่เดินเข้ามาวางร่มในมือลงที่แท้ก็เป็นเฉินเซ่าป๋ายจริง ๆ ด้วย เขาหัวเราะแห้ง ๆแต่ดูแล้วช่างน่ารังเกียจยิ่งนัก อันเจิงอยากชกให้เขาตัวเบี้ยวเลยทีเดียวเชียว
“เจ้าเป็นคนวางร่มไว้ที่หน้าประตู?” อันเจิงถาม
เฉินเซ่าป๋ายพยักหน้า “นอกจากข้าเจ้าคิดว่ายังจะมีใครดูแลเจ้าได้ขนาดนี้อีกหรือไม่? ข้าคิดว่าตัวเองคงเป็นเทพเจ้าคุ้มครองเจ้ากระมังเพียงแค่เจ้าอยากได้อะไรข้าก็จะมอบให้ แต่เจ้าไม่มีความเคารพข้าเลยสักนิดต่อให้ข้าจะเป็นเพียงแสงไฟ แต่อย่างไรเจ้าก็ต้องอธิษฐานกับข้าสิแต่ท่าทีที่เจ้ามีต่อข้าช่างน่าผิดหวังเสียจริง”
อันเจิงพูดอย่างสงสัย“เจ้ามอบร่มให้ข้าสองคัน ให้พวกข้าบุกเข้าหน่วยทหารจากนั้นเจ้าก็จับตัวหม่าจื่อเวยออกมา ในเมื่อเจ้าจะลักพาตัวเขาออกมาอยู่แล้วเจ้ายังจะเอาร่มให้ข้าอีกทำไม?”
“เจ้าพูดแบบนี้ช่างไร้เยื่อใยจริง ๆ เลยข้าอุตส่าห์ใจดีมาช่วยเจ้า ก็เหมือนผู้วิเศษในสมัยโบราณ ที่เวลาใครมีเรื่องเดือดร้อนเขาก็จะปรากฏตัวออกมาช่วยทันทีแล้วนั่นเป็นตรรกะอะไรล่ะ? เราทิ้งเรื่องตรรกะอะไรนั่นก่อนเถอะ และมาพูดถึงเรื่องตอนนี้...อย่างน้อยเจ้าก็ต้องกล่าวขอบคุณข้าสิ”
“ขอบคุณกับผีสิ”
เฉินเซ่าป๋ายถอนหายใจ“เจ้ามีมารยาทหน่อยได้หรือไม่?”
“รีบตอบข้ามา” อันเจิงเร่ง
ตู้โซ่วโซ่วถามขึ้น “เจ้าเป็นใครทำไมข้ารู้สึกคุ้นหน้าเจ้าอย่างบอกไม่ถูก”
เฉินเซ่าป๋ายหันไปยิ้มให้ตู้โซ่วโซ่ว “ที่เจ้ารู้สึกคุ้นหน้าข้านั่นเพราะความหล่อของข้าเป็นที่นิยมในหมู่ชายชาตรีน่ะสิ”
ตู้โซ่วโซ่วพยักหน้า “คำพูดนี้ดูเหมือนจะสมเหตุสมผลอยู่...”
“ที่ข้าให้ร่มกับเจ้าสองคันจากนั้นก็จับตัวหม่าจื่อเวยออกจากหน่วยทหาร นั่นเพราะว่า...ข้ารู้สึกว่ามันสนุกดีฮ่า ๆ ๆ...ใช่แล้ว เหตุผลง่าย ๆ แค่นี้เอง”
อันเจิงถอนหายใจแล้วพูด“หากไม่ใช่เพราะข้าสงสัยว่าตัวเองอาจสู้เจ้าไม่ได้ละก็ เจ้าเชื่อหรือไม่ข้าจะอัดเจ้าให้น่วม?”
“อย่าพูดเรื่องไร้สาระอยู่เลย เจ้าเป็นคนเดียวที่จะช่วยหน่วยทหารได้ยังต้องรีบไปเค้นถามคนชั่วนั่นอีกนะ ยังมีกะจิตกะใจมาต่อว่าข้าอยู่อีก...เหอะหยุดพูดได้แล้ว ตอนนี้เจ้าเป็นถึงความหวังเดียวของหวังไคไท่เชียวนะ เจ้าไม่กลัวว่าจะทำผิดต่อความเชื่อมั่นที่ทุกคนมีต่อเจ้า?”
“ที่ข้าสงสัยก็คือ...ทำไมเจ้าถึงคอยช่วยข้าตลอด”
“หากข้าบอกว่าเป็นความรักฉันท์สหายเจ้าจะเชื่อหรือไม่?”
อันเจิงส่ายหน้า“ระหว่างเจ้ากับข้าไม่ได้มีความสัมพันธ์อะไรมากมายสักหน่อย”
“แล้วความรักฉันท์หญิงชายเล่า?”
“ไสหัวไปเลย!” อันเจิงไล่ส่ง
เฉินเซ่าป๋ายหันไปยังตู้โซ่วโซ่ว“เขาไม่เชื่อ แล้วเจ้าเชื่อหรือไม่?”
ตู้โซ่วโซ่วลังเลครู่หนึ่งเขาหันไปมองอันเจิง จากนั้นก็หันกลับมามองเฉินเซ่าป๋าย “ข้า...น่าจะไม่เชื่อ?”
เฉินเซ่าป๋ายหัวเราะ“น้ำเสียงสงสัยที่ปนในคำพูดนี้ใช้ได้ดีมากเพราะมันแสดงให้เห็นถึงความสับสนของเจ้า...ได้ อย่างนั้นข้าจะพูดความจริงที่ข้าช่วยเจ้ามาตลอด นั่นเพราะเจ้าก็ช่วยข้าอย่างไม่รู้ตัวมาโดยตลอดเช่นกัน เจ้าว่าความสัมพันธ์ที่มั่นคงระหว่างมนุษย์คืออะไร? อย่าตอบข้าว่าเป็นความสัมพันธ์ฉันท์สหายเชียวนะนั่นเป็นเพียงคำพูดไร้สาระ ความสัมพันธ์ที่มั่นคงที่สุดระหว่างมนุษย์ก็คือผลประโยชน์ร่วมกัน”
เขามองอันเจิงแล้วพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง“ถึงแม้เจ้าไม่รู้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น แต่เจ้าจะคิดแบบนี้ก็ได้ที่ข้าช่วยเจ้าในตอนนี้ นั่นก็เป็นการตอบแทนสำหรับสิ่งที่เจ้าช่วยข้า หากคิดแบบนี้แล้วเจ้าคงจะรู้สึกดีขึ้นไม่น้อย สรุปแล้วก็คือ ข้าไม่ติดหนี้บุญคุณเจ้าและเจ้าก็ไม่ได้ติดหนี้บุญคุณข้า นี่ก็เป็นความสัมพันธ์แบบมีผลประโยชน์ร่วมกัน”
อันเจิงส่ายหน้า “ข้าไม่ได้หลอกใช้หรือกอบโกยผลประโยชน์จากเจ้าเสียหน่อยฉะนั้นการที่เจ้าพูดแบบนี้มันก็ไม่ถูก ไร้สาระสิ้นดี”
“อย่างนั้นเจ้าก็ถือว่าข้าพูดมั่วละกันแต่อย่างไรเจ้าก็จะได้รับการช่วยเหลือตลอด หรือจะพูดอีกอย่างข้าเพียงแค่ไม่อยากพูดคำว่าขอบคุณกับเจ้าเท่านั้นแหละฉะนั้นจึงตอบแทนเจ้าในรูปแบบต่าง ๆ แทน”
เมื่อพูดจบเฉินเซ่าป๋ายก็เดินไปด้านนอก“อีกอย่าง เจ้าดิ้นรนแทบเป็นแทบตายแต่ข้าสามารถช่วยเจ้าได้อย่างง่ายดายและดูเหมือนข้ายิ่งใหญ่ความรู้สึกแบบนี้ช่างดีจริง ๆ”
เขาเดินไปถึงหน้าประตู“ความสุขที่ข้าได้มาเพราะพละกำลังของตัวเอง หรือคงเป็นเพราะแบบนี้คนส่วนใหญ่จึงมักจะอยากเปลี่ยนแปลงตัวเองให้แข็งแกร่งมากขึ้น”
เขาเหวี่ยงร่มกระดาษสีดำในมือขึ้นฟ้าทันใดนั้น ตัวร่มก็ใหญ่ขึ้นทันตาเห็น จากนั้นก็คลุมบ้านหลังนี้ไว้ทั้งหมด“หลบอยู่ในบ้านเก่าหลังนี้ดี ๆ ล่ะ อะไรควรทำก็ทำไป”
อันเจิงพูด “ข้าไม่เข้าใจว่าระหว่างข้าและเจ้าจะมีหนี้บุญคุณอะไรมากมายขนาดนั้น”
เฉินเซ่าป๋ายหัวเราะเบา ๆ “เจ้าโง่...เมื่อครู่ข้าก็พูดไปหมดแล้วนี่ข้ากำลังติดหนี้บุญคุณเจ้าอยู่ฉะนั้นเจ้าใช้ชีวิตอย่างมีความสุขกับสิ่งที่ตัวเองได้รับเถอะคิดเสียว่ามีลาภลอยหล่นลงมาจากฟ้าก็แล้วกัน ไม่ใช่ก้อย ไม่ใช่น้ำตกและไม่ใช่คอหมูย่าง แต่มันคือลาภลอย”
เมื่อพูดจบเฉินเซ่าป๋ายก็เคลื่อนตัวไปบนกำแพงอย่างรวดเร็ว “จริงด้วยยังจำคำที่ข้าเคยบอกเมื่อนานมาแล้วได้หรือไม่? เจ้าจะเจอข้าในเทศกาลใบไม้ร่วงแต่จะเจอในรูปแบบอย่างไรก็ไม่แน่ ข้าอาจยืนอยู่ตรงหน้าเจ้าแต่เจ้ากลับจำข้าไม่ได้เลยด้วยซ้ำ”
“แต่ถึงกระนั้น จะให้ดีก็อย่าเข้าร่วมเทศกาลนี้เลยด้วยนิสัยของเจ้า คงไม่มีเรื่องใดราบรื่นแน่”
อันเจิงยังไม่ทันได้พูดอะไรเฉินเซ่าป๋ายก็หายตัวไปแล้ว
ตู้โซ่วโซ่วถามด้วยความสงสัย “เจ้าหมอนี่แปลกพิลึก...เขาเป็นใครกันข้ารู้สึกคุ้นตาไม่น้อย แต่ไม่ว่าจะนึกอย่างไรก็นึกไม่ออกว่าเคยเจอเขาที่ไหนมาก่อน”
“เฉินเซ่าป๋าย” อันเจิงตอบกลับ
ตู้โซ่วโซ่วชะงักไป “เฉินเซ่าป๋าย? ชื่อนี้ก็คุ้นหูเหมือนกัน...หาที่เจ้าบอกนั่นคือเฉินเซ่าป๋ายในโลกมายาน่ะหรือ?”
อันเจิงพยักหน้า “เขานั่นแหละ”
ตู้โซ่วโซ่วมองออกไปด้านนอกด้วยความตกตะลึง“หรือเจ้าหมอนั่นจะหลงรักเจ้าขึ้นมาจริง ๆ...”
อันเจิงกลอกตา ทันใดนั้นหม่าจื่อเวยที่ก่อนหน้านี้สลบอยู่ก็เงยหน้าขึ้น เขาเปล่งเสียงออกมาเล็กน้อยแล้วจึงลืมตาขึ้นช้าๆ ตอนที่เห็นว่าคนตรงหน้าเป็นอันเจิง เขาตกใจจนคลานไปด้านหลัง “อันเจิง...เจ้าคิดจะทำอะไร?”
อันเจิงยิ้มอย่างเย็นยะเยือก “ใต้เท้าหม่าน่าจะรู้ดีว่าข้าต้องการจะทำอะไร”
หม่าจื่อเวยไอแล้วพูด“เจ้าก็น่าจะรู้ดีว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ การลักพาตัวขุนนางในราชสำนักเช่นนี้เจ้าไม่รู้หรือว่าต่อไปจะเกิดอะไรขึ้น? เห็นแก่ที่ข้าเคยรู้จักเจ้ามาก่อน ข้า...ข้าจะไม่เอาเรื่องเจ้าก็ได้แต่เจ้าต้องรีบส่งข้ากลับหน่วยทหารเดี๋ยวนี้”
อันเจิงหัวเราะเบา ๆ “หากเป็นสถานการณ์แบบปกติและเป็นฝ่ายคนดีละก็ควรจะจัดการกับคนอย่างเจ้าอย่างไรดีล่ะ? รอให้สำนึกผิดเองแล้วสารภาพเรื่องทั้งหมดกับข้าจากนั้นข้าค่อยไปช่วยคนอื่น ๆ ที่เดือดร้อนจากเรื่องนี้อย่างนั้นหรือ?”
“ไม่ ๆ ๆ...”
อันเจิงยื่นมือไปกดที่แขนของหม่าจื่อเวย“ข้าไม่ได้มีเวลามากขนาดนั้น เจ้าบอกข้ามาว่าเรื่องทั้งหมดนี้มันคืออะไรกันแน่”
หม่าจื่อเวยยังไม่ทันได้ตอบอันเจิงก็ออกแรงที่ฝ่ามือ แกรก! แขนของหม่าจื่อเวยหักแล้ว
หม่าจื่อเวยร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวดจากนั้นก็เริ่มร้องให้คนช่วย “ช่วยด้วย! ใครก็ได้ช่วยด้วย!”
“ที่นี่ถูกของวิเศษผนึกไว้แล้วเจ้าเรียกไปก็ไม่มีใครได้ยินหรอก”
อันเจิงนั่งขัดสมาธิลงตรงหน้าของหม่าจื่อเวยจากนั้นก็จับแขนขวาของเขาขึ้นมา “ตอนนี้ข้าจะทวนอีกรอบข้าไม่มีเวลามานั่นเสวนากับเจ้านาน”
แกรก! อันเจิงหักนิ้วโป้งของหม่าจื่อเวย“จะพูดหรือไม่พูด?”
หม่าจื่อเวยเจ็บจนเหงื่อตก ร่างเขาสั่นเทาอยู่ตลอดเวลา“ข้า...ข้าไม่รู้ว่าเจ้ากำลังพูดอะไรอยู่ ข้ารู้เพียงว่าเจ้าลักพาตัวคนของราชสำนัก อีกทั้งยังใช้การทรมานมาข่มขู่อีกด้วย”
อันเจิงยิ้มแล้วพูด “ใช่เจ้าพูดไม่มีผิดเลย”
แกรก! อันเจิงหักนิ้วชี้ของหม่าจื่อเวย“ความจริงแล้ว วิธีนี้เหมือนจะไร้สาระไปหน่อย แต่โชคดีที่มนุษย์มีทั้งหมดยี่สิบนิ้วเคยได้ยินมาว่าการหักนิ้วเท้าเจ็บมากกว่าหักนิ้วมือนิดหน่อยแต่ก็ยังไม่เคยลองเหมือนกัน”
แกรก! นิ้วกลางของหม่าจื่อเวยหักทันที
แกรก! นิ้วนางหัก
แกรก! นิ้วก้อยหัก
จากนั้นอันเจิงก็วางมือขวาของหม่าจื่อเวยแล้วยกมือซ้ายขึ้น “ตอนนี้...จะให้ต่อเลยหรือไม่?”
“ข้าบอกแล้ว!”
หม่าจื่อเวยเจ็บจนหน้าบูดเบี้ยวไปหมดร่างเขาสั่นเทาและเหงื่อก็ไหลออกมาอย่างต่อเนื่องเขาเป็นถึงรองเจ้ากรมของหน่วยทหาร ฉะนั้นจะทนความเจ็บปวดเช่นนี้ได้อย่างไรอีกอย่าง ก่อนจะหักนิ้วมือเขา อันเจิงก็ไม่เปิดโอกาสให้เขาได้ตอบเลยเพราะอันเจิงอยากหักนิ้วทั้งห้านิ้วของเขา
หม่าจื่อเวยประคองนิ้วมือทั้งห้าของตัวเองร่างสั่นเทาจนเหมือนตกลงไปในบ่อน้ำแข็งก็ไม่ปาน
“เรื่องนี้...ความจริงก็เพื่อใส่ร้ายเฉินไจ่เหยียน”
หม่าจื่อเวยค่อย ๆ พูดขึ้น “พยานบุคคลและหลักฐานที่ท่านแม่ทัพซูโจ้งเอามาจากแคว้นโยวความจริงมันเป็นของปลอมทั้งนั้น ทหารเยี่ยนสู้รบทางแถบชายแดนอย่างบ้าคลั่งและได้บุกเข้าสู่แผ่นดินโยวแล้วแคว้นโยวไม่อยากพ่ายแพ้จึงส่งคนไปขอความช่วยเหลือจากจักรวรรดิต้าซี หวังว่าจักรวรรดิต้าซีจะช่วยมาไกล่เกลี่ยและยุติสงครามแต่ระยะทางระหว่างแคว้นโยวกับจักรวรรดิต้าซีช่างไกลเหลือเกิน กว่าจะรอให้องค์จักรพรรดิส่งคนมาถึงเกรงว่าตอนนั้นแคว้นโยวคงสูญสิ้นแล้ว”
“ฉะนั้นคนของแคว้นโยวจึงคิดวิธีอื่นแต่ทว่าแม่ทัพฟางจือจี่ไม่ยอมฟังอะไรทั้งนั้นไม่ว่าจะใช้วิธีอะไรก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงสงครามในครั้งนี้ได้สุดท้ายชาวโยวเลยคิดแผนนี้ขึ้น ในเมื่อไม่อาจทำอะไรทัพหน้าอย่างแม่ทัพฟางจือจี่ได้อย่างนั้นเลยคิดแผนทำให้ภายในของเราวุ่นวายพวกเขาส่งทรัพย์สินของมีค่ามาให้แม่ทัพซูโจ้ง แล้วยังมีหญิงงามอีกหลายคน เพื่อขอให้แม่ทัพซูโจ้งช่วยกำจัดแม่ทัพฟางจือจี่”
“แต่ซูโจ้งไม่กล้าลงมือกับแม่ทัพฟางจือจี่จึงทำได้เพียงคิดแผนการอื่น นั่นก็คือกำจัดท่านเสนาบดีของหน่วยทหารเฉินไจ่เหยียนหลังจากกลับมาเมืองหลวงเขาก็เข้าเฝ้าไทเฮา ไทเฮาทรงอยากกำจัดเฉินไจ่เหยียนอยู่แล้วเพื่อให้ตัวเองมีอำนาจควบคุมหน่วยทหาร...”
อันเจิงสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ“เรื่องแบบนี้ ฟังแล้วช่างน่าสะอิดสะเอียนจริง ๆ”