บทที่ 31 โต๊ะอาหารดุจสนามรบ
"วางใจเถิด ข้าต้องให้พวกเจ้ากินจนอิ่มอย่างแน่นอน แม้ตระกูลจวงของพวกเราจะไม่ถึงขั้นร่ำรวยมหาศาลแต่ไม่มีทางปล่อยให้พวกเจ้าต้องหิวโหยเด็ดขาด มื้อเช้านี้มีซาลาเปาไส้หมูชิ้นโตคู่กับซุปไข่ มีทั้งไส้หมูและไส้แพะสองชนิด" ฮูหยินจวงกล่าวด้วยรอยยิ้ม
ในตอนนี้นางยังไม่รู้ว่าเด็กพวกนี้กินจุราวกับหลุมดำ เมื่อคืนตอนกินเนื้อแพะ นางเห็นปริมาณการกินของมู่มู่แล้วซึ่งก็พอ ๆ กับลูกชายของนางเอง
พอได้ยินว่ามีซาลาเปาไส้หมูให้กินจนอิ่มชิงหยางและชิงมู่ก็รู้สึกทันทีว่าฮูหยินจวงช่างเป็นคนใจดีเหลือเกิน
บนโต๊ะอาหารมีซาลาเปาวางอยู่หลายเข่งแต่ละลูกแป้งบางไส้แน่น พร้อมด้วยซุปไข่ ปาท่องโก๋ และเครื่องเคียง
มื้อเช้าง่าย ๆ เริ่มต้นขึ้นแล้ว
แม่ทัพใหญ่จวงและฮูหยินจวงเอ่ยชวน "เด็ก ๆ กินกันให้เต็มที่ ในหม้อยังนึ่งอยู่อีกอย่าเกรงใจเด็ดขาด"
ฮูหยินจวงเห็นอู๋ชิงชิงยังไม่นั่ง จึงรีบเชิญให้นางนั่งลง "ขออภัยด้วย บ้านเราไม่มีการแยกโต๊ะชายหญิง ให้ข้าพาเจ้าไปนั่งที่โต๊ะเล็กนี้ดีกว่า"
"ฮูหยินจวงไม่ใช่อย่างนั้นเจ้าค่ะ ตอนนี้ข้าเป็นสาวใช้ของคุณหนู รอให้ทุกคนกินเสร็จแล้วบ่าวค่อยกินทีหลังเจ้าค่ะ" อู๋ชิงชิงพยายามนึกว่าจะทำตัวเป็นสาวใช้ที่ดีได้อย่างไร
"ไม่ต้องยืนหรอก ในเมื่อเจ้าเต็มใจตามข้ามาก็ต้องทำตามกฎของข้า นั่งกินเถอะไม่อย่างนั้นรอให้ศิษย์พี่ของข้ากินเสร็จจะไม่เหลืออะไรเลย" ซูมู่มู่รีบแบ่งซาลาเปาสามลูกให้อู๋ชิงชิง
"ขอบคุณคุณหนู ข้ากินลูกเดียวกับซุปถ้วยเดียวก็พอแล้วเจ้าค่ะ" ปกติอู๋ชิงชิงกินมื้อเช้าน้อยมาก
"กินน้อยอย่างกับนกแบบนี้ไม่ได้ ร่างกายอ่อนแอเกินไป อย่างน้อยต้องกินสองลูก อย่ากลัวอ้วนเลย ร่างกายเป็นของเจ้าเอง" ซูมู่มู่ไม่เห็นด้วย ใครบอกกันว่าสตรีทุกคนต้องผอมแห้งราวกับกิ่งไม้ไผ่
นางรักเนื้อหนังบนร่างกายของนางจะตาย
สตรีที่แข็งแรงอย่างฮูหยินจวงนี่แหละดีที่สุด!
"ใช่! ผู้หญิงต้องเข้มแข็ง เมื่อเจ้ากินเสร็จข้าจะสอนเพลงหมัดชุดหนึ่งให้ พอเจ้าต้องฝึกทุกวันร่างกายก็จะแข็งแรงความอยากอาหารก็มากขึ้น ไม่อย่างนั้นเวลามู่มู่วิ่งนำหน้าเจ้าจะตามไม่ทันแล้วจะปรนนิบัติได้อย่างไร" ฮูหยินจวงเห็นลูกสาวเต็มใจให้อู๋ชิงชิงปรนนิบัติดังนั้นจึงต้องฝึกฝนนาง
อู๋ชิงชิงพยักหน้ารัว "ขอบพระคุณฮูหยินจวงและคุณหนูที่ชี้แนะ ข้าเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ"
นางกัดซาลาเปาไส้หมูคำโต ต้องกินให้มากเพื่อร่างกายแข็งแรงถึงจะปรนนิบัติคุณหนูได้
ในช่วงแรกที่ทุกคนเริ่มกินยังพอพูดคุยและหัวเราะกันได้ แต่ไม่นานนัก ลูกชายทั้งห้าคนของตระกูลจวงก็พบว่านักพรตน้อยสองคนนี้กินซาลาเปาแบบคำเดียวหมดลูก
ซาลาเปาไส้หมูลูกใหญ่ขนาดนี้ไม่กลัวร้อนเลยหรือ ยัดเข้าไปคำเดียวหมดลูกมันจะเกินไปแล้ว
ความเร็วและท่าทางการกินนี้ราวกับว่าไม่ได้กินข้าวปลามาแรมปี
จากการแย่งด้วยตะเกียบกลายเป็นการใช้มือแย่งโดยตรง แม้แต่แม่ทัพใหญ่จวงและฮูหยินจวงก็เข้าร่วมด้วย
อู๋ชิงชิงกินซาลาเปาสองลูกจนจุกจนพูดไม่ออก เมื่อเห็นว่าพวกเขากินกันคนละอย่างน้อยสิบลูกนางก็ตกใจจนอ้าปากค้าง รีบดื่มซุปเพิ่มอีกคำดีกว่า!
ตอนนี้ฮูหยินจวงถึงเข้าใจว่า ทำไมลูกสาวถึงย้ำนักย้ำหนาว่าพวกเขากินเก่ง เพราะนี่มันกินเก่งเกินไปแล้ว
กินจุถึงเพียงนี้แต่รูปร่างยังผอมกะหร่อง ไม่รู้ว่าอาหารหายไปไหนหมด
"ฮูหยินจวง ท่านช่างเมตตานัก ข้าจะหวดลูกชายท่านให้หนัก... ไม่สิต้องบอกว่าฝึกฝนลูกชายท่านให้หนักเพื่อให้วรยุทธ์ของพวกเขาก้าวหน้าขึ้นไปอีกขั้น" ชิงมู่เกือบจะพูดหลุดปากแล้ว
ชิงหยางก็ลูบท้องตัวเอง "อิ่มกำลังดีรู้สึกสบายท้องจริง ๆ ท่านอาจารย์ให้กินโจ๊กขาวถ้วยเดียวทุกวัน ข้าแทบจะหิวตายอยู่แล้ว"
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ฮูหยินจวงก็รู้สึกสงสารทันที "กินไม่อิ่มหรือ งั้นให้พวกเขาทำบะหมี่มาเพิ่ม เราไม่ต้องอิ่มแปดส่วนแต่เราต้องกินให้จุกไปเลย"
"ฮูหยิน ท่านช่วยรับข้าเป็นลูกชายอีกคนได้หรือไม่ขอรับ" ชิงมู่รู้สึกว่าความเมตตาของฮูหยินจวงส่องสว่างไปไกลหมื่นลี้
"ข้าวปลาข้าให้กินได้ แต่ลูกชายน่ะบ้านข้ามีมากจนล้นแล้ว!" แม่ทัพใหญ่จวงรีบคัดค้านทันที
เขากลัวว่าฮูหยินจะใจอ่อนแล้วตอบตกลง เจ้าเด็กแสบนี่มีดีอะไรพวกเขาไม่ต้องการเลยสักนิด
"งั้นกินข้าวต่อเถิดขอรับ" ชิงมู่ไม่ได้เสียใจเพราะอย่างไรแล้วศิษย์พี่หลายคนก็ไม่มีพ่อแม่ ขาดเขาไปอีกคนก็ไม่ต่างกัน
พวกเขาทุกคนถูกท่านอาจารย์เก็บมาเลี้ยง หากไม่มีท่านอาจารย์ก็คงตายไปนานแล้ว
"บะหมี่มาแล้ว!" พ่อครัวตระกูลจวงเพิ่งรู้สึกว่าตนเองมีตัวตนขึ้นมาเป็นครั้งแรก เดิมทีนายท่าน ฮูหยิน และคุณชายในบ้านก็กินเก่งอยู่แล้วนึกไม่ถึงว่าจะมีคนที่กินเก่งกว่ามาเพิ่มอีกสามคน
เขาอยากจะแสดงฝีมือทั้งหมดที่มีออกมา สิ่งที่พ่อครัวกลัวที่สุดคืออาหารเหลือเต็มโต๊ะแต่สิ่งที่กลัวน้อยที่สุดคือการเพิ่มอาหาร
"ท่านแม่ ข้าก็จะกินต่อด้วย" จวงหยวนอวี่รู้สึกว่าคนพวกนี้ช่างอวดดีนัก
เขาต้องกินให้มากเพื่อให้ร่างกายแข็งแรงขึ้น จะปล่อยให้เจ้าตัวเล็กสามคนตรงหน้าดูถูกไม่ได้
"ข้าก็จะกินด้วย" จวงหยวนเตี้ยนก็เลือดสูบฉีด เขาต้องรีบเติบโตและแข็งแกร่งขึ้นให้ได้!
"กินเลย กินให้หมด กินได้คือวาสนา มู่มู่ เจ้ายังต้องการอีกไหม" ฮูหยินจวงถามลูกสาวเป็นคนแรก
ซูมู่มู่ส่ายหน้า "ข้าอิ่มแล้ว ให้พวกเขากินเถอะ"
เมื่อครู่นี้ไม่ใช่แค่นางที่แย่งกิน แต่ท่านแม่จวงยังช่วยนางแย่งด้วย นางกินซาลาเปาไส้หมูไปสิบสามลูกพร้อมปาท่องโก๋สามชิ้นและซุปสองถ้วย ตอนนี้อิ่มแปล้แล้ว
บะหมี่ชามยักษ์ถูกเด็กชายทั้งสี่คนรุมจัดการจนเกลี้ยงชาม
สุดท้ายแต่ละคนก็เรอออกมาพลางพิงพนักเก้าอี้ ชิงหยางและชิงมู่ลูบท้องอย่างสบายใจ
แต่จวงหยวนอวี่และจวงหยวนเตี้ยนกลับไม่สบายตัว โดยเฉพาะจวงหยวนเตี้ยนเพราะเขายังเด็ก
การกินไม่ใช่การทำสงคราม ผลของการฝืนยัดเข้าไปคือไม่นานเขาก็วิ่งออกไปพิงต้นไม้แล้วอาเจียนออกมา
"สมน้ำหน้า! เจ้าเด็กโง่ อะไร ๆ ก็ต้องแข่ง" แม่ทัพใหญ่จวงทำหน้าเอือมระอา เขาถือแส้ม้าเตรียมจะไปที่ค่ายทหารทางทิศใต้
ฮูหยินจวงรีบเรียกเขาไว้ "รอก่อน วันนี้ท่านหยุดพักเถอะ อีกเดี๋ยวจะมีแขกมาที่จวน ข้าจะบอกเรื่องลูกสาวมู่มู่ให้ญาติสนิทมิตรสหายทุกคนรู้ เมื่อคืนข้าส่งเทียบเชิญออกไปหมดแล้ว"
แม่ทัพใหญ่จวงขมวดคิ้วหน้าดำคร่ำเครียด "ท่านจะให้พวกเขามาทำไม คนพวกนั้นน่ารำคาญจะตาย"
"ข้าได้ลูกสาวที่ดีขนาดนี้ ข้าก็ต้องอวด ท่านไม่มีสิทธิ์มาสั่ง!" เมื่อคืนฮูหยินจวงก็บอกเรื่องเด็กสองคนในบ้านกับจวงเหริน
ผลคือเขาพลิกตัวหลับปุ๋ยทันทีโดยไม่ได้ใส่ใจเรื่องนี้เลยแม้แต่น้อย ดังนั้นตอนนี้จึงไม่ได้รับสีหน้าที่ดีจากนาง
"ได้ ๆ ๆ ลางาน ลางาน! ฟังตามการจัดการของท่าน ข้าผิดไปแล้ว" ความเร็วในการยอมรับผิดของแม่ทัพใหญ่จวงนั้นรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ
เพราะทุกวันเขาต้องสลับไปมาระหว่างการทำผิดและการขอโทษ สิ่งสำคัญที่สุดคือความจริงใจ
ซูมู่มู่มองดูความสัมพันธ์ของทั้งสองคน ในหัวก็อดคิดไม่ได้ว่า หากท่านพ่อกับท่านแม่ได้อยู่ด้วยกันจะเป็นแบบนี้หรือไม่
"ศิษย์น้องเล็ก จะเริ่มฝึกพวกเขาเลยไหม ข้าว่าพวกเขาอ่อนแอเกินไป" ชิงหยางและชิงมู่ดูถูกจวงหยวนอวี่และจวงหยวนเตี้ยนเล็กน้อย
ส่วนจวงหยวนปิงตัวเล็กจิ๋วนั้น ไม่มีโอกาสแม้แต่จะถูกมอง
ท่าทางโอหังนี้กระตุ้นจวงหยวนอวี่ทันที "ฝึกเดี๋ยวนี้เลย ใครอ่อนแอกว่ากันยังไม่แน่ ท่านพ่อของข้าเป็นถึงแม่ทัพใหญ่"
"เหอะอวดว่ามีพ่อหรือ? ข้าก็มีท่านอาจารย์ ท่านอาจารย์ของข้าเก่งที่สุดในใต้หล้านี้แล้ว" ชิงหยางพูดด้วยความรู้สึกผิดเล็กน้อย
เพราะเขาไม่เคยเห็นเลยว่า ท่านอาจารย์มีส่วนไหนที่เก่ง
ก่อนหน้านี้อาศัยศิษย์พี่ใหญ่เลี้ยง ต่อมาอาศัยศิษย์น้องเล็กเลี้ยง หากจะหาจุดที่ท่านอาจารย์เก่งจริง ๆ ก็คือการพูดจาไร้สาระและการปล่อยเนื้อปล่อยตัว
"ไปประลองกันที่ลานฝึกยุทธ์เดี๋ยวก็ได้รู้!" จวงหยวนอวี่ตะโกนด้วยความโกรธ
"ใครกลัวใครกัน" ชิงหยางวัยสิบขวบปะทะกับจวงหยวนอวี่วัยสิบเอ็ดขวบ ก็ไม่ต่างอะไรกับไม้สองท่อนที่ฟาดกันไปมา
"งั้นพวกเราก็ไปด้วย?" ชิงมู่หันไปหาจวงหยวนเตี้ยน อย่างไรเสียไม่ช้าก็เร็วต้องสู้กันอยู่ดี
ครั้งนี้จวงหยวนเตี้ยนไม่โง่ เขารีบโบกมือ "ข้าไม่สบาย พวกเจ้าไปก่อนเลย"