ลวงสวรรค์สู่วิถียุทธคลั่ง [จบ]

    บทที่116 ซีเอ๋อร์ ปะทะ อวิ้นซานซี

    หลังจากที่ เจ้าสำนักศักดิ์สิทธิ์กลับมาจากการช่วยหลินเหว่ย "นางไต่ถามอย่างจริงจัง ข้าอยากได้ลูกศิษย์ของพวกเจ้าคนหนึ่งจะได้หรือไม่"


    เจ้าสำนักเซียนได้ยินคำพูดของนางพวกเขาถึงกับขมวดคิ้วมุ่น "เจ้าอยากได้ตัวอี้เฉินอย่างนั้นหรือ"


    เจ้าสำนักศักดิ์สิทธิ์พยักหน้ารับ "ใช่ข้าอยากได้เด็กผมขาวคนนั้น"


    เจ้าสำนักเซียนถอนหายใจ "ข้าก็อยากได้มันเป็นศิษย์เหมือนกัน มันปฏิเสธข้า ไปอยู่กับเจ้าสำนักอักษร
    เจ้าสำนักศักดิ์สิทธิ์ถึงกับขมวดคิ้วมุ่นครุ่นคิด ไอ้เด็กบ้านี่มันกล้าปฏิเสธเจ้าสำนักเซียน แล้วตัวนางจะไม่โดนปฏิเสธหรือ
    ........................
     

     

    .............................................
    ซีเอ๋อร์ที่เห็นการต่อสู้ของอี้เฉินกับหลินเหว่ย ทำให้เลือดภายในกายาเขาสูบฉีดอย่างรุนแรงหมายมั่นอยากต่อสู้ เขาพุ่งทะยานดั่งสายแสงขึ้นลาน

    ประลองในทันที ซีเอ๋อร์หันมองมาที่อี้เฉินดวงตาคมกล้า "ข้าอยากท้าประลองสู้กับเจ้าอีกสักรอบ จะเป็นไรหรือไม่"


    อี้เฉินที่ได้ยินถึงกับหน้ามืดทะมึน เขาอีกแล้วงั้นหรือ


    ฝูงชนที่อยู่รอบๆ ถึงกับแปลกใจ "เหตุใดนายน้อยซีเอ๋อร์ถึงท้าประลองกับคนแพ้กันเล่าก็เห็นๆ อยู่อี้เฉินโดนอัดจนลอยกระเด็นออกไปไกล"


    ชายหนุ่มสำนักศักดิ์สิทธิ์อีกคนกล่าว "หรือว่านายน้อยอยากจะฆ่ามันกับมือกัน"

    ศิษย์พี่อวิ้นซานซี ที่เห็นนายน้อยซีเอ๋อร์ขึ้นลานประลอง เขาเองก็อยากต่อสู้เหมือนกัน จะได้ใช้โอกาสนี้ประเมินความสามารถ นายน้อยซีเอ๋อร์แห่งสำนักศักดิ์สิทธิ์ไปในตัว


    ศิษย์พี่อวิ้นซานซี พุ่งทะยานขึ้นลานประลองมาทันที ข้าสู้แทนได้หรือไม่ "ข้าอยากรู้นายน้อยแห่งดินแดนศักดิ์สิทธิ์ จะเก่งกาจขนาดไหนกันเชียว"


    เหล่าศิษย์ทั้งสองสำนักที่เห็นอันดับ 1 ของแต่ละฝั่งจะขึ้นประลอง พวกเขาต่างตื่นเต้นกันเป็นอย่างมาก ใครจะเป็นอนุชนอันดับหนึ่งของสองดินแดนกันแน่ ฝูงชนต่างตั้งตารอ สายตานับร้อยคู่จ้องมองไปยังการประลองนี้ ไม่มีใครเอ่ยพูดคำใด


    ซีเอ๋อร์ไม่รอช้า ระเบิดปราณพลังสีทองท่วมท้นท้องฟ้า อากาศรอบๆ ถูกกดดันอย่างรุนแรง จากปราณพลังขั้นวีรชน ระดับปลาย เขาวาดมือกลางอากาศ สร้างกระบี่นับสิบ บินล้อมกายา ก่อนจะชี้นิ้วออกไป ดาบพุ่งดิ่งดั่งสายแสง เสียงกระบี่นับสิบแหวกอากาศ"ฟึบๆ"ดังไม่ขาดสาย พุ่งเข้าโจมตี


    อวิ้นซานซี ยิ้มเป็นปีติ เลือดในกายเดือดพล่าน
    ระเบิดปราณพลังหลั่งไหลสร้างเขตแดนรอบตัวเองขึ้นมา ดาบที่พุ่งเข้ามานับสิบถูกดีดออกไม่อาจเจาะการโจมตีเข้าไปได้
    เสียง"เคร้ง"ดังก้อง


    ฝูงชนที่ชมการประลองต่างเบิกตากว้างอ้าปากค้าง "นั่นมันพลานุภาพอะไรถึงขนาดดีดการโจมตีของนายน้อยซีเอ๋อร์ออกมาได้"


    ซีเอ๋อร์ถึงกับขมวดคิ้ว ชายคนนี้ร้ายกาจไม่ธรรมดาเขาจดจ่ออยู่กับควบคุมกระบี่ทั้งสิบเข้าฟาดฟันอย่างบ้าคลั่ง คราวนี้กระบี่ที่เขาควบคุมปลดปล่อยคลื่นกระบี่ออกไปโจมตีอย่างรุนแรง รอบๆ มองเห็นแต่แสงคลื่นกระบี่เข้าฟาดฟันนับร้อย

    "ตูมๆ" ดังต่อเนื่องไม่มีหยุด อากาศรอบๆ แตกร้าวเป็นทางยาว มองเห็นมิติภายในเป็นช่องแยกออกเล็กๆ

    เขตแดนป้องกันของ อวิ้นซานซี เริ่มแตกร้าวไม่อาจรับการโจมตีของนายน้อยซีเอ๋อร์ได้


    อวิ้นซานซีถอยห่าง จากนายน้อยซีเอ๋อร์ทันที เขตแดนของเขาไม่สามารถป้องกันการโจมตีได้อีกต่อไป เขาจึงสลายเขตแดนของเขาทิ้ง

    อวิ้นซานซีระเบิดปราณพลังหลั่งไหล สร้างคันธนูใหญ่ขึ้นมาก่อนจะง้างคันธนูเต็มแรงปลดปล่อยปราณพลังสร้างลูกศร ลูกศรลูกขนาดเท่าตัวคนพุ่งแหวกอากาศออกไปอย่างรุนแรง "ฝึบ"ทุกที่ ที่ลูกศรผ่านแหลกลาญ ทั้งสนามประลองสั่นไหวอย่างรุนแรง ค่ายกลคุ้มกันยังสั่นไหวหน่อยๆ ราวจะแตกสลาย



    ซีเอ๋อร์มองลูกศรที่พุ่งเข้ามาด้วยดวงตาคมกล้า ก่อนเขาจะขยายปราณพลังเป็นมือใหญ่พุ่งออกไปจับลูกศรนั้นไว้ ทันทีที่ฝ่ามือใหญ่เจ็บเข้ากับลูกศร มันกับดิ้นอย่างรุนแรง คล้ายกับปลาที่พยามดิ้นหนี เสียงปราณพลังทั้งสองเสียดสีกันอย่างรุนแรง เสียง"เอี๊ยดอ๊าด" ดังแสบแก้วหู แม้แต่ฝูงชนยังต้องปิดหูไม่อย่างนั้นอาจบาดเจ็บจากเสียงนั่นได้
    ไม่ถึง 3ลมหายใจ ลูกศรภายในมือใหญ่ก็หยุดนิ่ง แล้วสลายไป

    อวิ้นซานซียิ้มให้ ซีเอ๋อร์ ก่อนที่เขา จะเดินลงจากลานประลองไปทั้งอย่างนั้น


    ฝูงชนที่ดูต่างตกตะลึง พวกเขาไม่อาจคาดเดาได้ใครแพ้หรือชนะ แต่ปราณพลังที่ปะทะกันนั้นรุนแรงอย่างมากไม่อาจดูแคลนใครได้เลย


    ชายหนุ่มคนหนึ่งเอ่ยขึ้น "ข้าว่าพวกเขาทั้งสองหน้าจะอยู่ระดับเดียวกัน หากต้องการวัดผลกันจริงๆ ก็ต้องสำแดงวิชาออกมา"
    เมื่อหลายๆ คนได้ยินต่างพยักหน้ารับ


    ซีเอ๋อร์ ที่เห็นอวิ้นซานซีเดินลงจากลานประลองไปเขาไม่ได้คัดค้าน มันเป็นแค่การประลองกระชับมิตรเท่านั้น หากวัดกันจริงๆ คือศึกแห่งความตายเท่านั้นถึงจะชี้ชะตาได้ แต่ชายคนนี้ก็ถือว่าร้ายกาจไม่ธรรมดา
    ถึงขนาดทำให้มือของเขาที่เชื่อมโยงกับปราณพลังของเขาชาหนึบ มีเลือดไหลซึมตามง่ามนิ้วได้ก็ถือว่าร้ายกาจ


    เมื่อทั้งคู่ลงจากลานประลอง ไม่มีใครกล้าขึ้นมาต่อสู้อีกหากขึ้นประลองอีกจะกลายเป็นการหยามเกียรติอันดับหนึ่งของแต่ละสำนัก

    ฝูงชนที่อยู่ภายในงานเลี้ยงเริ่มพูดคุย ถึงเรื่องสุสานเทพ ทำให้กลุ่มคนของสำนักเซียนเอียงหูฟังกันเป็นแถบๆ

    ไม่เว้นแม้แต่อี้เฉิน พวกเขาอยากหาข้อมูลให้มากที่สุด


    ไม่นานงานเลี้ยงก็สิ้นสุดลง หลายๆ คนทยอยแยกย้ายกันกลับที่พักของตน พักผ่อนเอาแรงเตรียมพร้อมไปสุสานเทพ พรุ่งนี้สุสานเทพก็จะเปิดขึ้นอย่างเป็นทางการในรอบ1000ปี

    คล้ายกับเรื่องลวงสวรรค์สู่วิถียุทธคลั่ง [จบ] ที่คุณอ่าน