“เทียนหง.. อย่า..” มู่เชียนพยายามแกะมือของเขาออกจากคอของโม่เจี้ยน ทว่ากลับไม่อาจทำได้ เยว่เทียนหงคล้ายจะไม่ต้องการถูกนางรบกวน ร่างสูงจึงเริ่มลอยขึ้นเหนือพื้น ทั้งที่ยังยึดลำคอของโม่เจี้ยนเอาไว้ไม่ปล่อย
มู่เชียนพลันคิดอะไรไม่ออกแล้ว.. จึงรีบกระโดดขึ้นกอดคอของเขาเอาไว้ ขณะที่ขาสองข้างรัดเอวของเขาไว้แน่น สมองคิดเพียงว่าหากเขาลอยขึ้นฟ้าไป จะต้องพานางไปด้วยเท่านั้น
เยว่เทียนหงถูกนางกอดรัด ทั้งร่างพลันนิ่งไปชั่วอึดใจ.. ท่วงท่านี้ทำให้เขาไม่อาจคิดถึงสิ่งใดได้นอกจากนาง
เมื่อมือแกร่งคลายออก คอของโม่เจี้ยนจึงหลุดจากมือของเยว่เทียนหงไปได้ มู่เชียนหันกลับไปคิดจะดูอาการของเขา ทว่ากลับถูกเยว่เทียนหงรั้งแขนข้างหนึ่งของนางไว้ ดวงตาสีดำเปล่งประกายสังหารยามประสานสายตากับโม่เจี้ยนอย่างไม่มีใครยอมใคร
มือแกร่งของเขาปรากฏปราณสีดำลูกไม่เล็กไม่ใหญ่ ทว่าสังเกตุจากสายฟ้าด้านบนที่ลั่นครืนครานตอบสนองต่อบอลลูกนี้ มู่เชียนก็มั่นใจว่าเยว่เทียนหงคิดสังหารโม่เจี้ยนแน่แล้ว
“ศิษย์พี่รีบไป !” มู่เชียนตะโกนไล่โม่เจี้ยน พลางรีบยึดมือข้างนั้นของเยว่เทียนหงเอาไว้ “เจี่ยอี .. พาเขาไปเร็วเข้า !”
ฟู่เจี่ยอีปรากฏตัวขึ้นข้างโม่เจี้ยนอย่างไม่เต็มใจ มือข้างหนึ่งยื่นไปจับไหล่เขาไว้แต่กลับถูกเขาสะบัดออกไปอย่างรุนแรง
“เสี่ยวเชียน มากับข้า”
ได้ยินโม่เจี้ยนเอ่ยวาจาไม่กลัวตาย ดวงตาของเยว่กระพริบวูบวาบแรงขึ้นเรื่อยๆ นางรู้ดีว่าไม่มีเวลาแล้ว ทั้งโม่เจี้ยนและเยว่เทียนหงต่างก็ตกอยู่ในอันตราย จึงหันไปออกคำสั่งกับฟู่เจี่ยอีด้วยน้ำเสียงเร่งเร้า “เร็วสิ.. ต่อให้ต้องทุบหัว ก็ต้องเอาเขาไปให้ได้”
ร่างเล็กหันกลับมาหาตัวปัญหาหลักของนาง มือสองข้างยึดแขนเขาเอาไว้ทั้งดึงทั้งผลักหมายจะแยกเขาไปอีกทาง ทว่าพยายามสุดแรงอยู่นาน ร่างสูงกลับไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย
“ท่านจะเอาอย่างนี้ใช่หรือไม่ ?!” มู่เชียนตะโกนออกมาอย่างหมดความอดทน ก่อนจะย่อกายลงโอบเอวร่างใหญ่ไว้หมายจะยกขึ้นบ่า ทว่าแรงที่สามารถยกช้างเคลื่อนภูเขาได้ของนาง กลับไม่อาจทำให้ร่างตรงหน้าลอยพ้นพื้นได้แม้เพียงนิ้วเดียว
ดวงตาสีดำสนิทยังคงจ้องโม่เจี้ยนอย่างประสงค์ร้ายอยู่เช่นนั้น จนกระทั่งฟู่เจี่ยอีสามารถฉุดร่างโม่เจี้ยนจากไปได้… เยว่เทียนหงจึงค่อยละสายตากลับมามองนาง
เห็นร่างเล็กที่กอดเขาไว้ พยายามจะแบกเขาพาดบ่าอย่างน่าขัน… ร่างสูงจึงพยายามผลักร่างของนางออก ทว่ากลับไม่อาจทำได้ แขนเล็กๆที่กอดเขาไว้นั้นแน่นเหนียวเกินคาด
เมื่อเห็นใบหน้าเล็กแดงก่ำจากการออกแรง ดวงตาสีดำสนิทพลันเปล่งประกายชั่วร้าย แขนแกร่งกอดยึดร่างมู่เชียนไว้ ก่อนจะพลิ้วกายจากไปอย่างไร้ร่องรอย
“ปล่อยข้า” โม่เจี้ยนพยายามสะบัดแขนที่ถูกฟู่เจี่ยอียึดไว้ “ข้าต้องกลับไปดูนาง” ปราณสังหารจากบุรุษผู้นั้นรุนแรงอย่างมาก เขาไม่อาจวางใจให้นางอยู่ตามลำพังกับคนเช่นนั้น
“เหอะ..กลับไปคราวนี้เจ้าตายแน่.. อีกอย่างนายหญิงอยู่กับฝ่าบาทจะเป็นอะไรได้ ฝ่าบาทไม่มีทางทำร้ายนาง”
“แต่เขาไม่ได้รักนาง…”
ฟู่เจี่ยอีหยุดร่าง หันกลับมาจ้องหน้าโม่เจี้ยนด้วยดวงตาจริงจัง.. “เจ้าเชื่อเช่นนั้นจริง หรือกำลังหลอกตัวเองอยู่กันแน่ ? ”
โม่เจี้ยนนิ่งไปชั่วอึดใจ ดวงตาของเขาวูบไหวสับสน… พวกเขาล้วนเป็นบุรุษเช่นเดียวกัน เพียงเห็นดวงตาที่คนผู้นั้นมองนาง ยังจะต้องให้เอ่ยคำว่ารักหรือไม่รักด้วยหรือ..?
เยว่เทียนหงพามู่เชียนมาถึงเรือนของนาง ก่อนจะพานางไปวางไว้บนเตียงด้วยท่าทางที่เป็นธรรมชาติอย่างมาก หญิงสาวดีดตัวลุกขึ้น คิดจะเอ่ยถามเขาว่ารู้จักห้องของนางได้อย่างไร ทว่ากลับถูกเขากดนางลงไปนั่งบนเตียงอีกครั้งอย่างรวดเร็ว ก่อนจะทำในสิ่งที่นางต้องตกใจจนอ้าปากค้าง
ร่างสูงปลดเสื้อนอกของตนออก ก่อนจะโยนทิ้งไปอีกทาง…. ดวงสีดำสนิทเย็นเยียบแฝงประกายบางอย่างที่ทำให้นางลอบกลืนน้ำลาย
“ท่านจะทำอะไร ?” เสียงใสสั่นเล็กน้อยยามเอ่ยถาม เห็นร่างบางพยายามเคลื่อนออกห่างจากเขา อย่างหวาดหวั่น.. ร่างสูงพลันหัวเราะเสียงต่ำออกมาอย่างชั่วร้าย
เยว่เทียนหงผลักนางนอนลงไป พร้อมกับโน้มกายตามลงมาคร่อมนางไว้ทั้งตัว ใบหน้าหล่อเหลาก้มลงมาหานางช้าๆ ทำให้หญิงสาวรู้สึกสับสนอย่างมาก ขณะที่ริมฝีปากของเขาจะสัมผัสกับริมฝีปากของนาง มู่เชียนพลันเบือนหน้าหนีไปด้านข้าง ก่อนจะหลับตาปี๋อย่างตกใจ
“รู้จักกลัวแล้วหรือ ?” เสียงทุ้มเอ่ยกลั้วหัวเราะ ก่อนจะประทับจุมพิตเบาๆลงบนแก้มใส จากนั้นก็เริ่มเปลี่ยนเป็นลิ้นที่ลากไล้สลับกับการขบเม้มไปบนลำคอเล็ก “มิใช่ว่าเจ้าเพิ่งเอ่ยว่ายินดีรับตัวตนของข้าทุกอย่าง ยินดีชอบข้าแม้จะเป็นปีศาจร้ายหรอกหรือ ?”
ลมหายใจอุ่นที่เป่าลงบนลำคอ ทำให้หญิงสาวรู้สึกปั่นป่วนจนไม่อาจทนได้ มือเล็กพยายามผลักใบหน้าของเขาออกไป ทว่ากลับถูกเขาจับยึดไว้อย่างง่ายดาย ก่อนจะตรึงข้อมือเล็กทั้งสองของนางไว้เหนือศีรษะด้วยมือเพียงข้างเดียว เสียงหัวเราะทุ้มต่ำเปล่งออกมา ราวกับยิ้มเยาะให้กับความพยายามอันไร้ประโยชน์ของนาง
เยว่เทียนหงก้มหน้าลงมาหานางอีกครั้ง หญิงสาวพยายามดิ้นหนี ทว่ากลับถูกมือแกร่งยึดคางเล็กเอาไว้ บังคับให้ประสานสายตากับเขา.. ดวงตาสีดำสนิทเปล่งประกายสนุกสนานและสาใจ ไร้ซึ่งความอ่อนโยนแม้แต่น้อย ความก้าวร้าวของเขาทำให้หญิงสาวเริ่มดิ้นรนแรงขึ้น
“เทียนหง .. ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้นะ !” เสียงหวานตวาดอย่างเกรี้ยวกราด ทว่าร่างสูงกลับไม่มีทีท่าจะเชื่อฟังเลยแม้แต่น้อย เขาก้มลงมาใกล้นางก่อนจะเอ่ยเสียงต่ำที่ข้างหูเล็กว่า
“ทำผิดต้องถูกลงโทษ..” ริมฝีปากขบเม้มที่ใบหูขาวสะอาดเบาๆ หญิงสาวรีบย่นคอหนีอย่างตกใจ ดวงตาสีน้ำตาลมองไปรอบๆเตียงของนาง ปราณสีดำจากร่างบุรุษตรงหน้า ยังคงแล่นพล่านไปทั่วห้องของนางจนน่าหวั่นใจ อาการของเขาไม่ปกติเลยสักนิด
“เทียนหง.. ท่านกำลังทำให้ข้ากลัวนะ..” เสียงสั่นเทาของนาง ยิ่งทำให้เขาพึงพอใจมากขึ้น
“ยิ่งกลัวยิ่งดี ดูซิ..คราวหน้าจะกล้าเอ่ยวาจาเช่นนั้นหรือไม่ ?” เสียงทุ้มเอ่ยกลั้วหัวเราะอย่างพึงพอใจ ก่อนจะก้มลงไปซุกไซ้ลำคอเล็กอีกครั้ง ร่างบางตรงหน้าทั้งหอมทั้งหวานจนเขาไม่อยากผละไปที่ใด.. ขณะรับรู้ถึงความอบอุ่นผสานกับความรุ่มร้อนที่กำลังเกิดขึ้นในร่างกายตน ก็ยิ่งลุ่มหลงจนอยากลืมทุกสิ่ง คิดเพียงต้องการครอบครองร่างเล็กนี้อย่างสมบูรณ์เท่านั้น
จนกระทั่งได้ยินเสียงสะอื้นหวานจากหญิงสาวใต้ร่าง พร้อมกับความชื้นจากน้ำตาบนเส้นผมของนาง เยว่เทียนหงพลันชะงักนิ่งไป
‘นางรังเกียจข้าหรือ ?’ เพียงแค่คิดว่านางอาจโกรธจนไม่ชอบเขาอีกต่อไป อารมณ์รุ่มร้อนเมื่อครู่ก็คล้ายถูกสาดน้ำเย็นเข้าใส่... หัวใจของเขาคล้ายกำลังจะถูกปิดตายอีกครั้ง
“ท่านรีบปล่อยข้า ให้ข้าช่วยท่านก่อนได้หรือไม่ ?” เสียงหญิงสาวเอ่ยขอร้อง สลับกับเสียงสะอื้น ทำให้เขาทั้งปวดใจและงงงัน..
“ได้โปรดเถอะ ข้าไม่อยากเสียท่านไป…” หากประโยคแรกสามารถเรียกสติเขาได้ ประโยคหลังนี้ก็ได้ละลายน้ำแข็งทั้งหมดในจิตใจของเขาลงไปแล้ว…..
ที่แท้นางมิได้กลัวที่เขาทำกับนางเช่นนี้… นางเพียงกลัวว่าเขาจะถูกปราณมืดกลืนกินไป..!! เมื่อปราการแห่งความหวาดหวั่นพังทลาย ร่างสูงก็เปลี่ยนเป็นกอดร่างของนางเอาไว้แน่น ราวกับนางเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตที่เขาไม่อาจเสียไปได้
“ข้าก็ไม่อยากเสียเจ้าไป …. ข้าเสียเจ้าไปไม่ได้” เสียงทุ้มเอ่ยพึมพำเสียงเบา ซ้ำไปมาอย่างน่าสงสาร มู่เชียนรีบยกแขนขึ้นกอดเขาไว้ พร้อมกับลูบหลังเขาเบาๆปล่อยปราณอี้เจ๋อลงไปในร่างของเขาเพื่อช่วยให้เขาสงบขึ้น ทว่าร่างสูงยังคงพึมพำประโยคคล้ายเดิมซ้ำๆไปมา “ข้าปล่อยเจ้าไปไม่ได้ อย่าโทษข้าเลย”
“วางใจเถิด หากท่านยังต้องการข้าจะอยู่ตรงนี้เสมอ”
“ข้าเสียเจ้าไปไม่ได้…” ได้ยินเขาเอ่ยซ้ำอย่างไร้สติ มู่เชียนพลันพลิกร่างตนเองขึ้นกดเขาไว้ มือสอดประสานกันก่อนจะหลับตาลงปล่อยปราณอี้เจ๋อลงไปอย่างรวดเร็ว….
รับรู้ถึงแรงต้านจากปราณธาตุมืดที่รุนแรงในร่างของเขามู่เชียนพลันนึกทึ่งอย่างมาก… การที่เขาสามารถทนรับปราณรัตติกาลปริมาณมหาศาลมาได้นานเช่นนี้โดยไม่เป็นบ้าไป….. นับได้ว่าจิตใจของเขาเข้มแข็งมากแล้ว
หลายชั่วยามผ่านไป ปราณอี้เจ๋อในร่างของนางถูกส่งให้เขาจนเกลี้ยง มู่เชียนจึงลืมตาขึ้น นางพบร่างของเขานอนหงายหลับสนิทอยู่ใต้ร่างนาง ใบหน้าหล่อเหลายามนอนหลับนั้น ชวนให้นางอยากมองเขาให้นานขึ้นอีกนิด.. ทว่าตาทั้งสองข้างกลับปรือต่ำจนยากจะฝืน.. สุดท้ายนางก็หมดสติล้มลงนอนเคียงข้างเขาอย่างหมดแรง
เยว่เทียนหงตื่นพร้อมกับความสบายตัวอย่างหาได้ยาก ความอบอุ่นทั้งในร่างและนอกร่างทำให้ชายหนุ่มถอนหายใจออกมาอย่างผ่อนคลาย.. ดวงตาสีเทากระจ่างใสเปิดขึ้นช้าๆ สิ่งแรกที่เห็นก็คือใบหน้าเล็กของมู่เชียน
ราชาแห่งต้าเยว่เบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อยอย่างตกใจ ก่อนที่ในอกจะกลายเป็นความอ่อนหวาน มือแกร่งเลื่อนขึ้นสัมผัสใบหน้าเล็กอย่างทะนุถนอม หมายจะยืนยันให้แน่ใจว่าสิ่งที่เขาเห็นนี้มิใช่ความฝัน ทว่าสัมผัสของเขากลับทำให้ดวงตาน้ำตาลเปิดกว้างขึ้นทันที
“ท่านเป็นอย่างไรบ้าง ?” เสียงหวานเอ่ยถามทันทีโดยไม่จำเป็นต้องคิด เพราะยามนี้ความปลอดภัยของเขาคือสิ่งเดียวที่นางกังวลใจแม้อยู่ในห้วงฝัน
“ดีขึ้นมากแล้ว” ได้ยินเสียงทุ้มแฝงกระแสอันอ่อนโยนอีกครั้ง มู่เชียนจึงคลี่ยิ้มกว้างออกมาอย่างวางใจ
ร่างสูงนิ่งอึ้งไป รอยยิ้มนี้ทำให้ใจของเขาสั่นไหวอย่างยิ่ง ปฏิกิริยาของเขาชัดเจนขึ้นทุกที.. ยามนี้เขาแน่ใจแล้วว่า เขาไม่เพียงชื่นชอบความรู้สึกของนาง… ไม่เพียงชื่นชอบนาง… แต่เขารักนาง .. ทั้งยังปรารถนาให้นางรักเขาเพียงผู้เดียวเท่านั้น
ความหวงแหนแล่นวาบขึ้นมาในใจ จนเขาต้องรีบยื่นมือไปประสานกับมือเล็กของนางไว้เพื่อระงับปราณชั่วร้ายในร่าง.. ดวงตาคมหลุบต่ำลงก่อนจะเอ่ยเสียงเบาว่า
“เชียนเชียน … มีเรื่องบางอย่าง ข้าจำต้องบอกให้เจ้ารู้ไว้”
เห็นหญิงสาวจ้องมองตาใสเพื่อรอฟัง.. เยว่เทียนหงจึงยกมือของนางขึ้นมาจุมพิตครั้งหนึ่งอย่างเอาใจ ก่อนจะเอ่ยปากเป็นนัยว่า
“ข้านั้นรังเกียจการใช้สิ่งของร่วมกับผู้อื่นอย่างยิ่ง ยิ่งเป็นของสำคัญเท่าไหร่ข้ายิ่งหวงแหน ไม่อยากให้ใครเข้าใกล้ .. หลายครั้งที่ข้าพลั้งมือทำร้ายคนที่กล้าเฉียดเข้าใกล้ของของข้า”
“ข้าไม่เข้าใจ” การกระทำของชายหนุ่มทำให้นางไม่อาจคิดอะไรได้มาก .. เพียงจับสัมผัสเลาๆได้ว่าเขากำลังไม่พอใจอะไรบางอย่างเท่านั้น
“เจ้าเคยเอ่ยว่าข้างดงาม เคยเอ่ยว่าเจ้าหวั่นไหวให้ข้า… รักข้า ชอบข้า ยังจำได้หรือไม่ ?” เสียงทุ้มเข้มขึ้นระดับหนึ่ง ยิ่งย้ำให้นางมั่นใจว่าเขากำลังโกรธอะไรสักอย่างเป็นแน่
“ข้าขออภัย…” แม้จะไม่รู้ว่าเรื่องอะไร แต่ขออภัยไว้ก่อนย่อมดีกว่า..
“หากรู้สึกผิดจริง…ต่อไปก็จงอย่าไปรักชอบใคร อย่าหวั่นไหวให้ผู้ใด อย่าได้มองใครอื่นงดงาม เข้าใจหรือไม่ ?” ร่างสูงเอ่ยปากออกคำสั่งเป็นชุด ก่อนจะดึงร่างบางมากอดไว้แน่น
‘อย่าได้บีบคั้นข้า.. ไม่เช่นนั้นข้าอาจฆ่าทุกคนที่เข้าใกล้เจ้าจริงๆ…’ ประโยคนี้เขาย่อมไม่กล้าพูดออกไปเพราะเกรงว่านางจะตกใจ ทว่าเพียงประโยคที่เขาเอ่ยเมื่อครู่ มู่เชียนก็เลยคำว่าตกใจไปไกลแล้ว
‘นี่เขาหึงหวงข้าหรือ ? ไม่หรอก… เพียงแค่หวงของเท่านั้น’ ประโยคที่เขาเอ่ยว่านางคิดไปเองยังคงฝังแน่นในใจของนาง ให้อย่างไรนางก็ไม่กล้าคิดเข้าข้างตัวเองอีกแล้ว
หญิงสาวคลี่ยิ้มบาง ก่อนจะเอ่ยปากอย่างจริงจังว่า “ท่านวางใจเถิด ตั้งแต่ข้าพบท่าน ก็ไม่อาจมองผู้อื่นงดงามขึ้นมาได้อีกเลย.. ข้ายังนึกโทษท่านด้วยซ้ำ ทำไมท่านไม่เกิดมาหน้าตาธรรมดากว่านี้สักหน่อย… ท่านทำข้าลำบากเพียงใดรู้หรือไม่ ?” ได้ยินหญิงสาวเอ่ยชมแกมต่อว่าเขายกใหญ่ ชายหนุ่มพลันหลุดหัวเราะออกมา ก่อนจะก้มลงไปสบตานางนิ่ง
“หากเจ้าชอบก็มองแต่ข้า ดีหรือไม่ ?” ใบหน้าทั้งสองยามนี้ใกล้กันมาก.. ดวงตาสีเทาอ่อนจางเปล่งประกายแห่งความอ่อนโยนอย่างที่นางชอบ.. พร้อมกับโอบกอดนางไว้ในอ้อมแขน มุมปากของเขายกบาง ทำให้มู่เชียนตาพร่าไป ได้แต่ปล่อยให้ตนเองตกหลุมรักเขาลึกขึ้นไปอีกอย่างไม่อาจต้านทาน
‘ข้ารู้ว่าทำเช่นนี้ช่างเห็นแก่ตัว แต่ข้าไม่มีทางเลือก เจ้าคือสิ่งสำคัญ… ที่ข้าจะขอยึดไว้ จนวันสุดท้ายของชีวิต’
ยิ่งเห็นความรักหลงในดวงตาอ่อนหวาน อารมณ์ที่ขุ่นมัวเสี้ยวสุดท้ายก็สลายไปจนสิ้น เขาหัวเราะออกมาเบาๆอย่างเอ็นดู ….. ก่อนดึงร่างนางมากอดเอาไว้อย่างหวงแหน
ทั้งใบหน้า และดวงตาของนาง เขาอยากเก็บเอาไว้ไม่ให้ผู้ใดได้พบอีกทั้งสิ้น ยิ่งนานวันก็ยิ่งต้องการนาง …. อยากทำให้นางเป็นของเขาผู้เดียว ความคิดนี้แล่นผ่าน มู่เชียนก็รับรู้ได้ว่าอ้อมกอดของเขากระชับพลันแน่นขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับใบหน้าหล่อเหลาที่กำลังก้มลงมาใกล้
มู่เชียนชะงักวูบก่อนจะถอยหลังไป.. ยามนี้เขาได้สติแล้วยังคิดจะทำเรื่องแบบเมื่อคืนอีกหรือ ?
เห็นดวงตาสีน้ำตาลกลอกไปมาอย่างสับสนวุ่นวายใจ เยว่เทียนหงก็เปล่งเสียงหัวเราะขบขันออกมา พลางประทับจุมพิตลงบนศีรษะเล็กอย่างเอ็นดู
“เมื่อคืนเหนื่อยมากมิใช่หรือ.. พักผ่อนต่ออีกหน่อยเถิด”
วงแขนของเขาเปลี่ยนเป็นโอบกอดร่างบางไว้เพียงหลวมๆ เพื่อให้นางวางใจ ก่อนจะลอบร่ายเวทย์ให้หญิงสาวหลับไปโดยไม่รู้ตัว และเมื่อนางตื่นขึ้นอีกครั้ง ข้างกายนางก็ไม่มีร่างของเขาอีกแล้ว
#ขออภัยในความล่าช้า เนื่องจากความไบโพลาร์ของพี่เทียน ทำให้ไรท์เห็นควรว่าควรต้องปล่อยสามตอนออกมาในคราวเดียว หากผิดพลาดไปตรงจุดไหนขอให้รี้ดทุกท่านเข้าใจและให้อภัยในความเบลอของเราด้วยน้าาาา….