บทที่ 3 บดขยี้ในสามหมัด
“ร้อน!”
นี่เป็ความรู้สึกเดียวของเย่อู๋เชวียในขณะนี้
ในกระท่อมที่ถูกสร้างขึ้นอย่างเรียบง่ายแต่สะอาดสะอ้านเย่อู๋เชวียกำลังฝืนทนเพื่อรักษาท่านั่งสมาธิ ร่างกายของเขาร้อนรุ่มและผิวที่เคยขาวผ่องก็เปลี่ยนเป็แดงก่ำไปแล้ว!
เหงื่อขนาดเท่าเม็ดถั่วไหลหลั่งออกมาจากหน้าผากของเขาไม่หยุดแต่เพียงชั่วพริบตาเหงื่อทั้งหมดก็ระเหยกลายเป็ไอจากอุณหภูมิที่สูงขึ้นอย่างน่ากลัว
เย่อู๋เชวียหลับตาลงและคิ้วของเขายังคงขมวดเข้าหากันแน่นแม้ว่าใบหน้าของเขาจะดูเรียบเฉยไร้ความรู้สึกแต่ในความเป็จริงความเ็ปที่เย่อู๋เชวียได้รับมันแทบไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์ธรรมดาจะทนทานได้
“กรอด”
“ครืน”
มีเสียงคำรามของแม่น้ำดังออกมาจากร่างกายของเย่อู๋เชวียหากจ้องมองอย่างใกล้ชิดจะเห็นว่ากล้ามเนื้อทุกส่วนของเขากำลังเกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ!
มันราวกับว่าร่างกายของเขามีพลังที่ไม่รู้จบคล้ายกับม้าป่าที่วิ่งอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย!
โลหิตเนื้อของเขาเหมือนจะถูกฉีกออกจากกันด้วยพลังอันดุร้าย!
ิญญาของเขาได้รับความเ็ปราวกับถูกคมมีดเฉือนออกจากกันเป็ชิ้นๆ!
แม้ว่าความเ็ปอันยิ่งใหญ่จู่โจมประสาทััเย่อู๋เชวียอย่างต่อเนื่องแต่เจตจำนงที่ได้รับการขัดเกลามาเป็เวลาสิบปีก็ทำให้ชายหนุ่มผู้ซึ่งมีอายุเพียงสิบห้าปียังคงอดทนอย่างหนัก!
“ร่างกายของข้าดูเหมือนว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่!การเปลี่ยนแปลงนี้เป็ผลมาจากการเสียเวลาถึงสิบปีเต็มเพื่อหลอมรวมต้นกำเนิดศักดิ์สิทธิ์เข้ากับร่างกาย?”
ความเ็ปที่ลึกเข้าไปในไขกระดูกและจิติญญาท่วมท้นประสาทของเย่อู๋เชวียทันทีความรู้สึกของเขาตอนนี้เหมือนกับการนั่งอยู่ในูเาไฟที่กำลังปะทุ!
การเผาไหม้ การฉีกขาด การขูดขีดความเ็ปทุกชนิดทวีความรุนแรงมากกว่าเดิมหลายเท่าแม้ว่าเจตจำนงของเย่อู๋เชวียจะแข็งแกร่ง แต่มันก็ยังเป็เื่ยากที่เขาจะทนได้
ในไม่ช้าการรับรู้ทุกอย่างของเขาก็ค่อยๆ พร่ามัวและดวงตาของเขาก็มืดดับไปในทันที
อย่างไรก็ตามหากเย่อู๋เชวียหลับใหลลงตรงนี้เขาจะไม่มีโอกาสตื่นขึ้นอีกเลย!
“อดทนไว้ อย่ายอมแพ้ เ้าจะต้องไม่หมดสติ!”
เสียงกรีดร้องเงียบๆดังขึ้นในใจและเหงื่อของเขาก็ไหลทะลักออกมาจนร่างกายเปียกชุ่มแม้ว่าดวงตาของเขาจะมืดสนิท แต่หูของเขายังคงได้ยินเสียงนั้นอย่างชัดเจน!
“ปัง”
“ครืด”
เสียงคำรามของแม่น้ำภายในร่างกายของเขาทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้นกล้ามเนื้อบนผิวกายมีเส้นโลหิตปูดโปนจนมีลักษณะคล้ายกับงูมากมายนับไม่ถ้วน
ปวดร้าวถึงขีดสุด!
ความอดทนของเขากำลังจะถึงขีดจำกัดแล้ว!
แต่เย่อู๋เชวียยังต้องอดทนต่อไป!
แม้ต้องตายก็ไม่คิดจะยอมแพ้!
“โอ้…”
ใน่หัวเลี้ยวหัวต่อของความเป็ความตาย เย่อู๋เชวียก็ได้ยินเสียงถอนหายใจของใครบางคนดังมาจากส่วนลึกในร่างกายเสียงถอนหายใจนี้เต็มไปด้วยความเงียบเหงาเหมือนกับบุคคลที่ถูกทอดทิ้งอย่างเดียวดายมาเป็เวลานาน
“ซ่า”
ในขณะนั้นแสงสีทองได้สว่างวาบเื้ัศีรษะของเย่อู๋เชวีย
เย่อู๋เชวียซึ่งสติยังคงพร่ามัวจู่ๆก็ััได้ถึงความเย็นที่ชโลมไปทั่วร่างกายของเขาอย่างฉับพลันมันเป็เหมือนเม็ดฝนที่โปรยปรายลงมาในผืนดินอันแห้งแล้ง
“ฮ่า”
สติที่พร่ามัวของเย่อู๋เชวียฟื้นกลับมาเป็ปกติอีกครั้งทันใดนั้นเขาก็รู้สึกว่าทุกสิ่งที่ปรากฏขึ้นในสายตาเปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิง!
“นี่คืออวัยวะภายในของข้า? ร่างกายของข้ามีลักษณะเช่นนี้หรือ?”
ฉากแปลกๆ ปรากฏขึ้น “ต่อหน้า” เย่อู๋เชวีย
หัวใจที่กำลังเต้นเอ็นไขว้กันอย่างสลับซับซ้อนและเป็ระเบียบ กระเพาะบีบตัว ไตที่ส่งผ่านความร้อนออกมาไม่หยุดตับของเขาเป็ประกายแวววาว ทั้งหมดนี้นำความแปลกใหม่มาสู่เย่อู๋เชวียอย่างไม่รู้จบ
“ปัง ปัง!”
ในที่สุดเย่อู๋เชวียก็มองเห็นเสียงที่คำรามเหมือนคลื่นทะเลภายในร่างกายของเขาอย่างชัดเจน
เสียงเหล่านี้เป็ของพลังพื้นฐานที่สำคัญที่สุดของผู้บ่มเพาะมันคือปราณโลหิต!
หากมู่หรงฉางชิงได้เห็นฉากนี้เขาจะต้องโห่ร้องออกมาด้วยความตื่นเต้นและดีใจอย่างแน่นอนเพราะในอดีตปราณโลหิตภายในร่างกายของเย่อู๋เชวียได้หายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอย
เย่อู๋เชวียไม่ได้รู้สึกแปลกใจกับการมีอยู่ของปราณโลหิตเหล่านี้ความสนใจของเขาได้ถูกดึงดูดไปยังแสงที่สว่างไสวซึ่งอยู่ในตำแหน่งต่ำกว่าใต้สะดือสามนิ้ว!
“ต้นกำเนิดกฎศักดิ์สิทธิ์นี่คือต้นกำเนิดกฎศักดิ์สิทธิ์ที่ข้าฝึกฝนมาเป็เวลาสิบปี! ์!ในที่สุดมันก็สำเร็จ ฮ่าๆๆ ในที่สุดข้าก็ควบแน่นมันได้สำเร็จ!”
แสงที่สว่างไสวสั่นไหวราวกับิญญาอันงดงามมันมีความน่าเกรงขามและยิ่งใหญ่สมกับเป็ความลับของ์พิภพ อีกทั้งคลื่นพลังจิติญญาที่ถูกปลดปล่อยออกมาจากภายในยังน่าหวาดหวั่นอย่างถึงที่สุดอีกด้วย!
ความเ็ปยังคงดำเนินต่อไปแต่ด้วยความอุตสาหะอย่างยิ่งยวดและความสำเร็จที่กำลังรอคอยอยู่เบื้องหน้ามันก็ทำให้จิตใจของเย่อู๋เชวียไม่ได้ร้อนรุ่มเหมือนเมื่อครู่อีกแล้ว
หลังจากยืนยันว่าต้นกำเนิดกฎศักดิ์สิทธิ์ถูกควบแน่นสำเร็จแล้วเย่อู๋เชวียก็เริ่มเปลี่ยนมุมมองของเขาและตรวจสอบสถานการณ์ภายในร่างกายอย่างละเอียด
อย่างไรก็ตามทุกสิ่งที่อยู่ตรงหน้าทำให้หัวใจของเย่อู๋เชวียแทบจะหยุดเต้น!
ทอง ทุกสิ่งเปลี่ยนเป็สีทองไปแล้ว!
แม้แต่โลหิตที่อยู่ภายในร่างกายของเขาก็ยังมีสีทองจางๆแทรกซึมอยู่ด้วย!
“ปราณและโลหิตเปลี่ยนเป็สีทองไปแล้ว? เป็ไปได้อย่างไร? เกิดอะไรขึ้น?"
เย่อู๋เชวียรู้สึกงงงวยกับสิ่งที่ “ดวงตา”ของเขามองเห็น!
เพราะพลังปราณและโลหิตในร่างกายของเขาถูกหล่อเลี้ยงโดยต้นกำเนิดกฎศักดิ์สิทธิ์?
“เป็เวลาสิบปีปราณและโลหิตทั้งหมดของข้าถูกปิดกั้นอย่างแ่าภายในตันเถียน มันถูกใช้เพื่อหล่อเลี้ยงต้นกำเนิดกฎศักดิ์สิทธิ์และไม่เคยรั่วไหลออกมาเลยตอนนี้ข้าทำสำเร็จแล้ว นั่นเป็เหตุผลให้ปราณและโลหิตของข้าเปลี่ยนไปทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเป็ผลมาจากต้นกำเนิดกฎศักดิ์สิทธิ์?”
ในขณะที่บรรลุข้อสรุปนี้เย่อู๋เชวียก็ประสบความเ็ปอย่างรุนแรงในฉับพลัน
ต้นกำเนิดกฎศักดิ์สิทธิ์ถูกควบแน่นสำเร็จและตอนนี้มันกำลังเปลี่ยนแปลงร่างกายของเขาในขั้นตอนสุดท้ายกระบวนการนี้เหมือนกับการลอกิั เลาะกระดูก ฉีกทึ้งเส้นเอ็นซึ่งไม่มีทางที่คนธรรมดาจะทนได้
“หึ่ง หึ่ง หึ่ง”
เวลาผ่านไปเพียงไม่กี่ลมหายใจแต่เย่อู๋เชวียรู้สึกว่ามันยาวนานเหมือนเป็นิรันดร์ในที่สุดโลหิตทั้งหมดที่ขังอยู่ในตันเถียนก็ถูกปลดปล่อยออกสู่ร่างกายอีกครั้งมันทำให้อวัยวะภายใน กล้ามเนื้อ กระดูกและเส้นลมปราณทั้งหมดของเย่อู๋เชวียได้รับการชำระล้างทันทีนี่เป็ความรู้สึกที่คุ้นเคยซึ่งหายไปในตอนที่เขาอายุเพียงห้าขวบ
พลังปราณและโลหิตสีทองนั้นแข็งแกร่งมากพวกมันเป็เหมือนหมาป่าที่หลุดการควบคุมและบุกทะลวงไปทั่วร่างกายของเขาอย่างบ้าคลั่ง
“ปัง”
มีเสียงะเิที่รุนแรงดังขึ้นภายในร่างกายของเย่อู๋เชวียและทำให้ดวงตาของเขามืดดับไปในทันที
เย่อู๋เชวียนอนเหยียดกายบนเตียงไม้ไผ่ราวกับปลาที่ถูกต้มสุกแม้ว่าตอนนี้เขาจะหมดสติไปแล้ว แต่รอยยิ้มสดใสยังคงฉาบอยู่บนใบหน้าของเขา
“เฮ้อ!”
เสียงถอนหายใจดังออกมาจากจิตใจของเย่อู๋เชวียอีกครั้งหลังจากได้ยินเสียงถอนหายใจนี้เย่อู๋เชวียก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะเสียงหัวเราะนี้ไม่ได้ปรากฏขึ้นเป็สิบปีแล้ว
“กง (ความว่างเปล่า) ไม่เจอกันนานเลย”
เสียงที่ไพเราะและอ่อนเยาว์ดังออกมาจากปากของเย่อู๋เชวียราวกับเขากำลังพูดกับตัวเองหรือใครสักคน
“สิบปีแห่งความเงียบงันโชคดีที่ในที่สุดเ้าก็ทำสำเร็จ”
หลังจากนั้นไม่นานเสียงที่อ่อนเยาว์ของใครบางคนก็สะท้อนขึ้นภายในใจของเย่อู๋เชวีย
“ซ่า!”
เย่อู๋เชวียหลับตาอีกครั้งภายในจิตใจส่วนลึกของเขามีกลิ่นอายของความคุ้นเคยปรากฏออกมาเล็กน้อย
“ไม่คิดว่าข้าจะหลับใหลนานถึงสิบปีและเ้าก็ประสบความสำเร็จในการหลอมรวมต้นกำเนิดกฎศักดิ์สิทธิ์นั่นจึงเป็เหตุผลให้ข้าตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ฮ่าๆๆ ในตอนนั้นแม้ว่าเ้าจะยังเด็กแต่ข้าบอกได้เลยว่าเส้นทางที่เ้าเลือกคือสิ่งที่ถูกต้องที่สุดอย่างแน่นอน”
เย่อู๋เชวียเรียกคนผู้นี้ว่ากงแม้ว่าน้ำเสียงของอีกฝ่ายจะค่อนข้างอ่อนเยาว์แต่เห็นได้ชัดว่าเย่อู๋เชวียก็ให้ความเคารพต่อคนผู้นี้อย่างสูง
“กงเ้านอนหลับไปถึงสิบปีแล้วพอจะจำอะไรได้บ้างหรือไม่?” เย่อู๋เชวียถามด้วยความกระตือรือร้น
กงไม่คิดว่าจะเจอกับคำถามนี้เขาเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวว่า “ไม่ แม้ว่าข้าจะยังจำไม่ได้ว่าข้าเป็ใครแต่พลังิญญาของข้าก็เริ่มฟื้นตัวกลับมาเล็กน้อยแล้ว”
เย่อู๋เชวียซึ่งนอนอยู่บนเตียงก็ยิ้มเบาๆจากนั้นมือขวาของเขาได้ยื่นเข้าไปในอกเสื้อและหยิบจดหมายฉบับหนึ่งออกมา
จดหมายดูธรรมดาไม่มีแม้กระทั่งข้อความที่เขียนอยู่บนหน้าซองแต่เย่อู๋เชวียกลับมองจดหมายในมือด้วยความเศร้าโศกเล็กน้อย
“นี่คือความยึดมั่นที่ทำให้เ้าอดทนได้นานถึงสิบปี?”
เมื่อเห็นจดหมายในมือของเย่อู๋เชวียกงก็อดไม่ได้ที่จะกล่าวด้วยสีหน้าเย้ยหยัน
“เ้ารู้ไหมว่าถ้าเ้าไม่เลือกที่จะหลอมรวมต้นกำเนิดกฎศักดิ์สิทธิ์และฝึกฝนด้วยพร์ของตัวเองั้แ่แรกอนาคตของเ้าจะไปได้ไกลแค่ไหน?แต่สุดท้ายเ้ากลับเลือกเส้นทางนี้และเป็เหตุผลให้ตัวเองติดอยู่ใน์ชั้นที่ห้าของขอบเขตหลอมรวมร่างกายมันคุ้มค่าแล้วหรือ?”
คำถามของกงก้องอยู่ในใจเย่อู๋เชวีย
เมื่อมองไปยังจดหมายในมือเย่อู๋เชวียก็ยิ้มเล็กน้อย “คุ้มหรือไม่? แน่นอนมันคุ้มค่าข้าติดตามลุงฝูมาั้แ่จำความได้จนกระทั่งอายุได้สี่ขวบลุงฝูจึงพาข้ามาที่ตระกูลมู่หรงและทิ้งจดหมายฉบับนี้กับหยกโลหิตัไว้ข้าจำเหตุการณ์ก่อนอายุสี่ขวบไม่ได้ด้วยซ้ำ เ้ารู้ไหมว่าข้าเป็ใครพ่อแม่ของข้าคือใคร บ้านเกิดของข้าอยู่ที่ไหน?”
เมื่อกล่าวถึงเื่นี้สีหน้าของเย่อู๋เชวียก็ปรากฏความอบอุ่นและหวนคำนึง
“ข้าจำเหตุการณ์ก่อนอายุสี่ขวบได้รางๆถึงแม้ลุงฝูจะไม่ใช่พ่อของข้า แต่เขาปฏิบัติต่อข้าเหมือนลูกชายคนหนึ่งพวกเราเดินทางไปด้วยกันหลายต่อหลายแห่งจนสุดท้ายมาหยุดอยู่ที่ตระกูลมู่หรงข้าไม่รู้ว่าตอนนี้เขาอยู่ที่ไหนแต่ความหวังที่จะตามหาลุงฝูนั้นขึ้นอยู่กับหยกโลหิตัและจดหมายฉบับนี้เท่านั้น!
“กง หลังจากลุงฝูจากไปข้าก็รู้สึกเคว้งคว้างจนกระทั่งเดินหลงเข้าสู่ถ้ำผนึกสุริยันจันทรา และดาราจนได้พบกับเ้า เ้าบอกข้าว่าจดหมายนี้ถูกผนึกไว้ด้วยกฎศักดิ์สิทธิ์ไม่ว่าระดับพลังในอนาคตของข้าจะสูงแค่ไหนหากไม่ฝึกฝนกฎศักดิ์สิทธิ์ก็ไม่มีทางที่จะเปิดจดหมายฉบับนี้ได้”
เมื่อได้ยินเช่นนี้กงก็เงียบไปชั่วขณะเขาจะไม่เข้าใจคำพูดของเย่อู๋เชวียได้อย่างไรในสายตาของชายหนุ่มคนนี้ไม่ว่าความแข็งแกร่งในอนาคตจะยอดเยี่ยมมากเพียงใดมันก็ไม่สามารถเทียบกับความรักของครอบครัวและชาติกำเนิดของตนเองได้ซึ่งแน่นอนว่าความลับทุกอย่างล้วนถูกบันทึกอยู่ในจดหมายฉบับนี้!
เย่อู๋เชวียตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกันกับเขาทั้งสองคนล้วน้าค้นหาชาติกำเนิดของตัวเองอยู่เสมอ
“ข้าลืมไปแล้วว่าตัวเองเป็ใครหวังว่าสักวันหนึ่งเราจะบรรลุความปรารถนาของตัวเองได้”
ชั่วขณะหนึ่ง กระท่อมก็ตกอยู่ในความเงียบงัน
หลังจากผ่านไปนานกงก็กล่าวว่า
“อย่างไรก็ตามข้าให้คำรับรองได้เลยว่าเวลาสิบปีที่เ้าสูญเสียไปจะต้องคุ้มค่าอย่างแน่นอนสักวันหนึ่งเ้าจะเข้าใจว่าการหลอมรวมต้นกำเนิดกฎศักดิ์สิทธิ์ได้สำเร็จนั้นเป็โชควาสนาอันยิ่งใหญ่แค่ไหน?”
เสียงที่เต็มไปด้วยความประหลาดใจและความสุขดังก้องอยู่ในใจเย่อู๋เชวียซึ่งทำให้เขาตกตะลึงเล็กน้อยแต่แล้วเขาก็ตระหนักถึงนัดหมายระหว่างตัวเขากับมู่หรงเทียนที่จะเริ่มในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้าและมันทำให้ใบหน้าของเขาเ็าลงเล็กน้อย
“หึ หึ”
ในขณะนั้นปราณงโลหิตสีแดงในร่างกายของเขาก็ทวีความแข็งแกร่งอย่างไม่สิ้นสุดและรอยยิ้มก็ค่อยๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปากของเย่อู๋เชวีย
“ตอนนี้กฎศักดิ์สิทธิ์แห่งการต่อสู้ได้บรรลุผลแล้วปราณและโลหิตของข้าได้สลายพันธนาการจากตันเถียนและกลับสู่ร่างกายอย่างสมบูรณ์กงข้าสามารถเริ่มต้นการฝึกฝนได้เลยหรือไม่?”
ในขณะนั้นเย่อู๋เชวียได้บอกกงเกี่ยวกับการนัดหมายในอีกหนึ่งเดือน
“เมื่อเ้าอายุห้าขวบเ้าบรรลุการหลอมรวมร่างกายจนถึงระดับที่ห้าและสามารถฝึกฝนกล้ามเนื้อได้เล็กน้อยแล้วและตลอดหลายปีที่ผ่านมาแม้ว่าเ้าจะไม่สามารถใช้ปราณโลหิตได้แต่ร่างกายของเ้าก็แข็งแกร่งขึ้นอย่างมีนัยสำคัญสำหรับสิ่งที่เ้า้าตอนนี้คือการขัดเกลากระดูกเท่านั้นด้วยการฝึกฝนกฎศักดิ์สิทธิ์แห่งการต่อสู้เส้นทางการบ่มเพาะของเ้าจะแตกต่างจากผู้อื่นโดยสิ้นเชิงนี่คือเส้นทางแห่งโชควาสนาอย่างแท้จริง ดังนั้นไม่ต้องห่วงไม่ว่าเ้าจะฝึกฝนอะไรเ้าก็สามารถเชี่ยวชาญมันได้อย่างง่ายดาย!”
เมื่อมองไปยังจดหมายในมืออีกครั้ง สีหน้าของเย่อู๋เชวียก็เปลี่ยนเป็เ็ามากขึ้นเรื่อยๆจากนั้นเขาก็เก็บจดหมายไว้ในอกเสื้อและนั่งสมาธิพร้อมกับเดินลมปราณไปตามวิถีที่กงสอน
“อาณาจักรแห่งจิติญญาสีทอง” นี่คือทักษะที่ทำให้เขาเคยเป็อัจฉริยะที่ไม่มีผู้ใดเทียบได้และตอนนี้เขาก็มีโอกาสได้กลับมาฝึกฝนมันอีกครั้ง!
เย่อู๋เชวียรู้สึกได้อย่างคลุมเครือว่ามีการเปลี่ยนแปลงบางอย่างที่ไม่รู้จักเกิดขึ้นในต้นกำเนิดกฎศักดิ์สิทธิ์ซึ่งอยู่ภายในตันเถียนของเขา
ในขณะนี้เย่อู๋เชวียมีความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าว่าเขาจะสามารถเอาชนะการต่อสู้ในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้าได้อย่างแน่นอน!
“ปัง”
ปราณสีทองซีดที่คุ้นเคยพุ่งออกมาจากต้นกำเนิดกฎศักดิ์สิทธิ์และกระจายไปทั่วแขนขาของเขาในทันที
อย่างไรก็ตามเย่อู๋เชวียรู้ว่าสิ่งที่กำลังหลั่งไหลไปทั่วร่างกายของเขาตอนนี้ไม่ใช่ปราณประเภทเดิมที่เคยอีกต่อไป เพราะมันยิ่งใหญ่ รุนแรงและแข็งแกร่งอย่างไม่อาจนำมาเปรียบเทียบกันได้!
“กง เกิดอะไรขึ้น?”
ในที่สุดเย่อู๋เชวียก็อดไม่ได้ที่จะถามในขณะที่พยายามอดทนต่อความเ็ปซึ่งเกิดขึ้นอีกครั้ง
“ประโยชน์ประการแรกของการหลอมรวมต้นกำเนิดกฎศักดิ์สิทธิ์คือจากนี้ไปสิ่งที่เ้าฝึกฝนจะแตกต่างจากคนธรรมดาโดยสิ้นเชิงทุกสิ่งทุกอย่างจะเปลี่ยนไปในแนวทางของต้นกำเนิดกฎศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ภายในร่างกายของเ้า!”
เสียงของกงมีความตื่นเต้นอย่างไม่อาจปิดบังก่อนที่เย่อู๋เชวียจะถามคำถามอื่น เขาก็กล่าวต่อไป“จิติญญาแห่งการต่อสู้ของต้นกำเนิดกฎศักดิ์สิทธิ์จะทรงพลังมากกว่าจิติญญาแห่งการต่อสู้ทั่วไปนับสิบเท่าเมื่อพลังปราณของเ้าถูกควบแน่นขึ้นแน่นอนว่าความหนาแน่นและความแข็งแกร่งของมันก็จะมีมากกว่าปกตินับสิบเท่าเช่นกันกล่าวคือจากนี้ไปความแข็งแกร่งของเ้าจะสามารถเอาชนะบุคคลที่มีระดับบ่มเพาะเหนือกว่าอย่างง่ายดายส่วนคนระดับเดียวกันนั้นไม่คู่ควรจะนำมาเปรียบเทียบกับเ้าอีกต่อไป!”
“...”
ดวงตาที่สดใสของเย่อู๋เชวียสว่างขึ้นเรื่อยๆจากคำอธิบายของกงมันทำให้โลหิตสีทองภายในร่างกายของเขาเดือดพล่านด้วยความตื่นเต้นทันที
ลึกเข้าไปในดวงตาที่สงบของเย่อู๋เชวียมีร่องรอยของความคมชัดที่น่าสนใจอย่างยิ่งซ่อนอยู่!
“ลุงฝูข้าจะปกป้องหยกัโลหิตให้ได้มู่หรงเทียนเ้าจะเป็หินก้อนแรกที่ข้าเย่อู๋เชวียใช้เหยียบย่ำเพื่อกลับสู่ความรุ่งโรจน์อีกครั้ง!”
เสียงทุ้มหนักของเขาเต็มไปด้วยความมั่นใจอย่างหาที่เปรียบไม่ได้
…
ใน่เช้า ท้องฟ้าค่อนข้างแจ่มใส
หน้าลานบ้านของตระกูลมู่หรงผู้คนกลุ่มใหญ่เดินไปข้างหน้าอย่างเร่งรีบ สองคนแรกเป็ชายหนุ่มและหญิงสาว
ชายหนุ่มมีร่างกายกำยำและมีรอยแผลเป็น่าเกลียดบนแก้มซ้ายเขาคือมู่หรงไห่ ในขณะที่หญิงสาวสวมชุดกระโปรงผ้าไหมสีแดงเพลิงรัดรูปซึ่งเผยให้เห็นรูปร่างอันเย้ายวนและเต็มไปด้วยเสน่ห์ของนาง
อย่างไรก็ตามดวงตาที่สดใสของหญิงสาวกลับปรากฏร่องรอยความเกลียดชังและอัปยศอดสูอย่างปิดไม่มิดนางไม่ใช่ใครอื่นนอกจากมู่หรงปิงหลาน
ส่วนผู้ที่ติดตามอยู่ด้านหลังของพวกเขาคือทายาทรุ่นเยาว์หลายคนของตระกูลมู่หรงแม้ว่าทุกคนจะก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงแต่สายตาของคนส่วนใหญ่กลับจับจ้องไปยังรูปร่างอันเย้ายวนของมู่หรงปิงหลานและดวงตาของพวกเขาต่างแสดงความลุ่มหลงออกมาอย่างไม่คิดจะปิดบัง
“ปิงหลานเ้ากำลังทำเื่เล็กให้เป็เื่ใหญ่ก็แค่เ้าขยะอย่างเย่อู๋เชวียไม่เห็นต้องลงทุนลงแรงถึงขนาดนี้”มู่หรงไห่กล่าวด้วยความไม่พอใจเล็กน้อย
“ถูกต้อง ข้าสามารถจัดการเขาด้วยมือข้างเดียว”ชายหนุ่มคนหนึ่งกล่าวด้วยรอยยิ้ม
มู่หรงปิงหลานตอบรับอย่างเฉยเมยและกล่าวว่า“คราวนี้ข้ากำลังสร้างปัญหาให้กับทุกคน มันทำให้ข้ารู้สึกลำบากใจจริงๆ”
“ปิงหลานเ้าพูดอะไรอย่างนั้นไม่ว่าใครก็ตามที่ทำให้เ้าขุ่นเคืองมันจะถือเป็ศัตรูของพวกเราด้วย”
“ถูกต้องเดี๋ยวข้าจะเป็คนสั่งสอนเ้าขยะเย่อู๋เชวียเอง”
มู่หรงไห่หรี่ตาลงเล็กน้อยในขณะมองไปยังมู่หรงปิงหลานที่ยืนอยู่ข้างๆแน่นอนว่าเขาสามารถเดาจุดประสงค์ของมู่หรงปิงหลานได้อย่างง่ายดายแต่สาเหตุที่เขายังคงติดตามมู่หรงปิงหลานมาที่นี่ก็เป็เพียงเพราะ้าร่วม“สนุก” เท่านั้น
ในที่สุดทุกคนก็หยุดฝีเท้าอยู่ที่ด้านหน้าของกระท่อมไม้ขนาดปานกลางมู่หรงปิงหลานจ้องมองไปยังอาคารหลังเล็กด้วยดวงตาดุร้ายมู่หรงไห่ก้าวไปข้างหน้าพร้อมเสียงหัวเราะและยืนอยู่เคียงข้างมู่หรงปิงหลานเมื่อเห็นสิ่งนี้ ทายาทตระกูลมู่หรงคนอื่นๆ ก็เกิดความไม่พอใจเล็กน้อย
“เ้าขยะอู๋เชวียออกมาเถอะเมื่อวานนี้ข้ามู่หรงไห่ยังเล่นสนุกกับเ้าไม่พอเลย!”
แม้คำพูดของเขาจะค่อนข้างหยิ่งผยองแต่มู่หรงไห่กลับมีความระแวดระวังอยู่เสมอเขารู้ดีว่าเย่อู๋เชวียคนนี้มีบางอย่างที่ผิดปกติอย่างแน่นอนเพราะตลอดสิบปีที่ผ่านมายังไม่เคยมีทายาทตระกูลมู่หรงคนใดสามารถรังแกเขาได้แม้แต่ครั้งเดียว
“แอ๊ด!”
เมื่อประตูไม้ถูกเปิดออกร่างสูงโปร่งของใครบางคนก็ก้าวออกมาอย่างช้าๆนั่นคือเย่อู๋เชวีย
เมื่อเห็นเย่อู๋เชวียปรากฏตัวมู่หรงไห่ยิ่งเพิ่มความระมัดระวังมากกว่าเดิม เห็นได้ชัดว่าตอนนี้เ้าขยะเย่อู๋เชวียมีบางอย่างที่ผิดแปลกไปจากปกติอย่างชัดเจน
“ข้าก็นึกว่าสุนัขที่ไหนมาเห่าหอนั้แ่เช้าที่แท้ก็เป็สุนัขบ้าฝูงใหญ่นี่เอง”
หลังจากคำพูดนี้หลุดออกมาใบหน้าของทายาทตระกูลมู่หรงทุกคนก็เปลี่ยนไปในทันที เย่อู๋เชวียดูมีความหยิ่งผยองมากกว่ามู่หรงไห่ด้วยซ้ำ
ในขณะนี้ดวงตาของมู่หรงปิงหลานเป็เหมือนเข็มที่แหลมคมนางขบฟันแน่นและจ้องมองเย่อู๋เชวียอย่างดุเดือดอย่างไรก็ตามสีหน้าของเย่อู๋เชวียยังคงเรียบเฉยคล้ายไม่เห็นนางอยู่ในสายตาแม้แต่น้อย
เมื่อได้ยินคำพูดของเย่อู๋เชวียใบหน้าของมู่หรงไห่ก็ทอประกายความอำมหิตขึ้นทันทีเขาสูดลมหายใจอย่างลึกล้ำเพื่อระงับความโกรธและกล่าวว่า“ข้าหวังว่าความสามารถของเ้าจะดีได้ครึ่งหนึ่งของวาจาไม่อย่างนั้นข้าคงรู้สึกผิดหวังอย่างยิ่ง!”
สิ้นเสียงมู่หรงไห่ก็ก้าวเข้าหาเย่อู๋เชวียอย่างช้าๆ
ดวงตาที่สดใสของเย่อู๋เชวียเป็ประกายเล็กน้อยเขาค่อยๆ ยกมือขวาขึ้นก่อนจะหัวเราะเบาๆ และกล่าวว่า
“มู่หรงไห่เชื่อหรือไม่ว่าข้าสามารถบดขยี้เ้าด้วยสามหมัดเท่านั้น!”