ตอนที่ 32 รอยแดงที่แก้มของหวังซิน
ตอนที่ 32 รอยแดงที่แก้มของหวังซิน“ลูก ลูกได้ทำอะไรลงไปกันแน่? เด็กผู้หญิงสวยขนาดนี้ ทำไมถึงได้ร้องไห้ฟูมฟายมาหาลูกกันล่ะ?” เมื่อหวังเป่าหลงเห็นหยางเจียอิ่งมีท่าทางน่าสงสารที่กำลังร้องไห้อยู่ที่ลานบ้าน จึงได้ถามหวังซินออกไป ในเวลานี้หวังซินก็วิ่งไปที่ระเบียงแล้วลงจากตึกไปดูสักหน่อย สรุปก็เป็นหยางเจียอิ่งที่กำลังร้องไห้อยู่จริง ๆ ด้วย“ไอ้ลูกไม่รักดี ที่จริงแล้วแกไปทำเรื่องอะไรมากันแน่!” ถึงกับอดไม่ได้ที่จะตามน้ำไปก่อน หวังจวนและหวังเป่าหลงจึงลงไปชั้นล่างพร้อมกับหวังซินที่ข้างล่างตึก ในตอนนี้หวังจวนและหวังเป่าหลงต่างก็เห็นรูปร่างของหยางเจียอิ่งได้อย่างชัดเจน ซึ่งเป็นสาวสวยคนหนึ่ง แต่ว่าในตอนนี้ก็ร้องไห้จนตาบวม ท่าทางที่น่าสงสารนั้นทำให้หวังเป่าหลงและหวังจวนปวดใจมาก“ไอ้ลูกไม่รักดี ลูกทำเรื่องอะไรไป! ทำไมถึงรังแกลูกสาวบ้านอื่นจนมีสภาพเป็นแบบนี้ล่ะ” หวังจวนโมโหมาก เมื่อพูดจบ จึงง้างมือตบไปที่หวังซินสองครั้งหวังซินได้ลูบที่หน้า แล้วมองไปที่แม่อย่างตกใจ นึกไม่ถึงว่าแม่จะมาจริง ๆ ซึ่งฝ่ามือที่ประทับลงมาสองครั้งนั้นทำให้เขาหยุดอยู่กับที่หวังจวนไม่แม้แต่ที่จะมองหวังซิน โดยรีบดึงหยางเจียอิ่งเข้ามาโอบกอดไว้ แล้วพูดปลอบใจว่า: “เด็กน้อย เธอเป็นอะไรไป? ไอ้ลูกไม่รักดีของน้าทำอะไรลงไปกันแน่ ไหนลองบอกน้ามาซิ น้าจะจัดการให้เธอเอง” หวังซินยังอยู่ในอาการตกตะลึงอยู่ ที่ตัวเองถูกแม่ตบไปสองครั้งโดยไม่ทันได้ถามเหตุผลสักคำ พ่อแม่ไม่แม้แต่จะปลอบตัวเขาเอง แต่กลับไปปลอบหยางเจียอิ่งแทนแล้วงั้นเหรอ?“สาวน้อย เธอบอกน้ามาซิ ไอ้ลูกไม่รักดีบ้านน้าจริง ๆ แล้วไปทำอะไรกันแน่ วันนี้น้าจะต้องสั่งสอนเขาไปสักตั้ง ไอ้เด็กคนนี้วัน ๆ ไม่ตั้งใจเรียนหนังสือ รู้จักเอาแต่ก่อเรื่อง สาวน้อยเธออย่าเพิ่งร้องไห้นะ คอยดูน้าจัดการเขา!” อย่างไรก็ตามที่นี่ก็เป็นที่พักของหน่วยงาน เรื่องของหยางเจียอิ่งครั้งนี้ ก็ทำให้ทั่วทั้งลานบ้านรู้กันหมดว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นหวังซินเป็นเด็กดื้อที่ชอบก่อความวุ่นวายที่รู้กันดีในบริเวณลานบ้านมาตั้งแต่เล็ก ๆ แล้ว ตอนนี้เมื่อเห็นเด็กผู้หญิงที่ร้องไห้ฟูมฟายมาหาหวังซิน ต่างก็เข้าใจว่าหวังซินไปทำอะไรให้เด็กสาวบ้านอื่นเข้าแล้ว ภายในเวลาอันสั้น ๆ นี้ก็มีคนจำนวนมากในลานบ้านที่เฝ้าดูเหตุการณ์จากระเบียงเมื่อเห็นพ่อแม่ต่างก็ไปปลอบหยางเจียอิ่ง ซึ่งทิ้งให้หวังซินที่ใบหน้าแดงก่ำยืนอยู่ท่ามกลางสายลมที่โดดเดี่ยว “อ๋า! แม่ครับ แม่ตบผมตั้งสองครั้งโดยที่ไม่แยกแยะอะไรเลย แม่เป็นแม่แท้ ๆ ผมอยู่รึเปล่า? แม่ยังเป็นแม่แท้ ๆ ของผมอยู่ไหมครับ?” หวังซินได้ตะโกนออกมาอย่างดัง ซึ่งรีบต่อต้านในทันทีเมื่อหวังเป่าหลงได้ยินคำพูดนี้ ก็มองหวังซินด้วยรอยยิ้มที่เย็นชา แล้วพูดว่า: “เหอะเหอะ แกมันไม่เชื่อฟัง แม่แกได้ทำในสิ่งที่ฉันคิดจะทำเหมือนกันไปแล้ว ฉันเห็นด้วยกับวิธีการของแม่แก เรื่องนี้แม่แกทำได้ดีมาก!” “พ่อครับ แม่ครับ พวกพ่อแม่……ทำไมพวกพ่อแม่ไม่มีเหตุผลเลย!” ที่แก้มหวังซินแดงฝาด ในเวลานี้ได้มองดูหยางเจียอิ่งที่ถูกหวังจวนปลอบไม่หยุด ก็อยากจะถามหยางเจียอิ่งว่าที่จริงแล้วเกิดอะไรขึ้นกันแน่ แต่พอเห็นหยางเจียอิ่งในสภาพนี้แล้ว คำพูดที่อยู่ในปาก ก็ได้แต่กล้ำกลืนกลับไปเท่านั้น“สาวน้อย ไหนบอกน้าซิ ที่จริงแล้วลูกชายน้าไปทำอะไรให้เธอโกรธกันแน่ บอกน้ามาสิ น้าจะช่วยเธอจัดการเอง” หวังจวนที่โอบกอดหยางเจียอิ่ง ก็รีบพูดโน้มน้าวทันทีหยางเจียอิ่งยังคงไม่พูดอะไร ร่างกายมีแค่เสียงสะอื้นที่ไม่หยุด เมื่อเห็นหยางเจียอิ่งร้องไห้ด้วยความเสียใจขนาดนี้ หวังจวนก็รู้สึกปวดหัวขึ้นมา จะให้อยู่ในลานบ้านอย่างนี้ต่อไปคงไม่ใช่วิธีที่ดีแน่ ๆ บริเวณโดยรอบ ยังมีคนอื่นที่อยู่ในหน่วยงาน ทุกคนล้วนเห็นเรื่องนี้กันหมดแล้ว เกรงว่าพรุ่งนี้ก็คงจะถูกแพร่กระจายออกไปจนทั่วหน่วยงานแน่ สิ่งสำคัญก็คือยังหาสาเหตุเรื่องนี้ไม่ได้ เมื่อถึงเวลานั้นชื่อเสียงแย่ ๆ ของลูกก็คงไม่ดีแน่ถึงแม้ว่าในยุคนี้บทลงโทษนักเลงหัวไม้จะไม่ได้หนักหนาอะไรขนาดนั้น แต่ว่าโทษทัณฑ์ในส่วนนี้ยังคงมีอยู่流氓罪หากมีคนเอาเรื่องนี้ไปพูดขึ้นมาจริง ๆ แล้วถ้าอธิบายไม่ชัดเจนล่ะก็ ชั่วชีวิตนี้ของหวังซินก็คงจะหมดกันเป็นแน่“สาวน้อย เธออย่าเพิ่งร้องนะ เธอบอกมาซิว่าหวังซินรังแกเธอยังไง ให้พวกเราคิดวิธีจัดการเรื่องนี้ไม่ได้หรอกเหรอ?” หวังจวนได้ปลอบใจหยางเจียอิ่งต่อไปเมื่อหยางเจียอิ่งได้ยินคำพูดของหวังจวน ก็ไม่รู้ว่าจะพูดยังไง หรือว่าจะให้พูดว่าเป็นเพราะเมื่อตอนกลางวันหวังซินไปที่บ้านของตัวเองแล้วพูดคุยเรื่องโควตาการทำงานกับแม่ ที่ทำให้แม่เข้าใจผิดคิดว่าตัวเองกำลังมีความรัก หลังจากนั้นก็ถูกแม่อบรมไปหนึ่งรอบ ในใจที่รู้สึกโกรธมาก ถึงได้มาหาหวังซินอย่างนี้งั้นเหรอ? อีกทั้ง ถึงแม้ว่าบ้านของตัวเองจะยากจน แต่ก็ไม่ได้ต้องการความเห็นอกเห็นใจจากหวังซินอยู่ดีการที่หวังซินยื่นมือมาช่วยเหลือแม่ของตัวเองโดยพลการ พูดไปแล้วก็นับว่าเป็นเรื่องดีเรื่องหนึ่ง แต่สำหรับหยางเจียอิ่งแล้ว เธอไม่ได้ต้องการความเห็นอกเห็นใจจากหวังซินเลยภายในใจที่เข้มแข็งของหยางเจียอิ่งแท้จริงแล้วมีความทะนงตนอยู่แบบหนึ่ง ดังนั้นเธอเลยปฏิเสธความช่วยเหลืองของหวังซิน อีกทั้งที่มาหาหวังซินในช่วงเวลานี้ก็เพราะอยากจะถามด้วยตัวเองจนกระทั่งหยางเส่ว์แม่ของเธอก็เข้าใจว่าตัวเองกำลังคบกับหวังซิน จะไม่ให้ตัวเองโกรธได้ยังไง? หวังจวนเห็นหยางเจียอิ่งที่ยังโกรธอยู่ ก็กลับไม่พูดอะไร ในใจจึงรู้สึกกังวลมาก เมื่อหันกลับไปจ้องที่หวังซินครู่หนึ่ง จึงส่งสายตาเพื่อเป็นการเตือนให้กับหวังซินหวังซินที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ บนหน้าก็ยังมีรอยฝ่ามืออยู่สองรอย นี่จึงทำให้ในใจหวังซินรู้สึกกลุ้มใจเป็นอย่างมาก“สาวน้อย ไม่ว่าเรื่องอะไรก็แก้ไขได้ เธอไม่พูดแบบนี้ พวกเราจะแก้ไขได้ยังไงกันล่ะ?” ในตอนนี้หวังจวนรู้สึกปวดหัวขึ้นมาทันที ที่คิดว่าหวังซินจะต้องไปล่วงเกินผู้หญิงบ้านอื่นอย่างแน่นอน ไม่อย่างนั้นอีกฝ่ายก็คงจะไม่ร้องห่มร้องไห้มาหากันถึงที่ แล้วมิหนำซ้ำยังไม่พูดอีก หวังจวนที่ปลอบหยางเจียอิ่งไปได้สักพัก แล้วอารมณ์ของหยางเจียอิ่งก็สงบขึ้นมากหลังจากที่อารมณ์สงบลงแล้ว หยางเจียอิ่งก็รู้สึกละอายใจเล็กน้อย ตอนที่มาเมื่อสักครู่นี้ ก็เป็นเพราะตัวเองโมโหมากเกินไป จึงไม่สามารถที่จะควบคุมอารมณ์ของตัวเองได้ เรื่องนี้เดิมทีแล้วเป็นแค่เรื่องเล็กๆน้อยน้อย ที่ถูกแม่เข้าใจผิดไปเอง แค่อธิบายให้ชัดเจนน่าจะได้แล้ว แต่ว่าตอนนี้ตัวเองกลับถูกมองว่าก่อเรื่องใหญ่โตถึงขนาดนี้ จนไม่รู้ว่าจะอธิบายยังไงดีหยางเจียอิ่งที่เงียบมาตลอด แต่กลับกันในตอนนี้เองก็ไม่สามารถพูดอะไรได้ จึงถือโอกาสที่จะไม่พูดเลยละกันหวังจวนที่ยังปลอบหยางเจียอิ่งต่อไป เมื่อเห็นว่าในตอนนี้หยางเจียอิ่งไม่ได้ร้องไห้แล้ว อีกทั้งหลังจากที่อารมณ์สงบขึ้น ก็เตรียมที่จะถามหยางเจียอิ่งว่าที่จริงแล้วเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่ถ้าลูกชายไปรังแกผู้หญิงบ้านอื่นจริง ๆ ล่ะก็ งั้นเรื่องนี้ก็จะต้องเป็นเรื่องใหญ่มากกว่าเดิมแล้วแต่ยังไม่ทันรอให้หวังจวนถามต่อ หลังจากที่หวังซินเห็นอารมณ์หยางเจียอิ่งสงบแล้ว จึงได้ถามหยางเจียอิ่งว่า: “เราขอถามหน่อยหัวหน้าคนเก่ง ที่จริงแล้วเธอเป็นอะไรกันแน่? เราไปทำอะไรให้เธอเหรอ ดึกดื่นขนาดนี้เธอถึงได้วิ่งมาร้องไห้เสียงดังโวยวายถึงหน้าบ้านเราอยู่ จริง ๆ แล้วเกิดอะไรขึ้นกันแน่?” “นายหุบปากไปเลย เรื่องที่นายทำ นายเองก็น่าจะรู้อยู่แก่ใจ” หยางเจียอิ่งปาดคราบน้ำตาตรงหางตา แล้วมองหวังซินอย่างไม่เป็นมิตร หวังซินที่รู้สึกกลุ้มใจ ตัวเองได้ทำเรื่องอะไรลงไปงั้นเหรอ? ฉันไม่ได้ไปล่วงเกินเธอแล้วก็ไม่รับผิดชอบนี่นา จะว่าไปแล้ว ตัวเองก็ไม่ได้ล่วงเกินเธอสักหน่อย“เฮ้ เธอพูดให้ชัดเจนเลยนะ ที่จริงแล้วเราไปทำเรื่องอะไรกันแน่ ทำไมเธอถึงมาร้องไห้โหวกเหวกโวยวายที่บ้านเรา เราไปทำอะไรกันแน่ เธอพูดออกมาให้เราฟังซิ!” หวังซินก็รู้สึกโมโหแล้ว ที่ในเวลานี้พูดด้วยน้ำเสียงที่ดังมาก“เฮ้เฮ้ ลูกชายของหวังเป่าหลงคนนี้ มันช่างหน้าไม่อายจริง ๆ เลย ใครเขาพูดกับผู้หญิงแบบนี้กันล่ะ เห็นชัดว่ารังแกผู้หญิงบ้านอื่นไปแล้ว ตอนนี้ยังจะมาขู่ผู้หญิงบ้านอื่นอีก เฮ้อ เด็กผู้หญิงคนนี้ช่างน่าสงสารเหลือเกิน” ด้วยระยะที่ห่างจากพวกหวังซินไม่ไกล คนที่ชั้นสองก็กำลังวิพากษ์วิจารณ์หวังซินอยู่เบา ๆ เมื่อหวังเป่าหลงได้ยินคำพูดนี้ ก็โมโหมาก จึงมองไปที่หวังซิน แล้วดุว่า: “แกนี่มันเด็กนรก ทำเรื่องอะไรหน้าไม่อายเลย!” ก็เป็นเพราะหยางเจียอิ่งวิ่งมาร้องไห้ในลานบ้านได้พักหนึ่ง แล้วตัวเองก็ถูกแม่ตบจนบ้องหูสะเทือนไปทั้งสองข้าง ตอนนี้พ่อก็มาดุตัวเองอีก และถัดมาหยางเจียอิ่งในตอนนี้ก็คาดไม่ถึงว่ายังจะมองตัวเองด้วยสายตาที่ไม่เป็นมิตรขนาดนี้ด้วย จริง ๆ แล้วตัวเองไปทำอะไรผิดกันแน่นะ? “เฮ้ หัวหน้าหยางคนเก่ง เราไปทำอะไรให้เธอเหรอ เธอถึงได้ใส่ร้ายเราแบบนี้น่ะ เธอพูดมาสิว่าเราทำผิดตรงไหน เราจะแก้ไขให้ทันทีเลยตกลงไหม? ขอร้องล่ะขอแค่เธออธิบายให้เราฟังหน่อยได้ไหม?” ที่จริงแล้วรับไม่ได้กับท่าทีนี้ของหยางเจียอิ่ง แต่หวังซินก็ขอด้วยหน้าตาที่ขมขื่นหวังเป่าหลงและหวังจวนทั้งสองคนก็ล้วนเข้าใจว่าหวังซินไปทำอะไรผู้หญิงบ้านอื่นเข้าให้แล้ว แต่ว่าจากที่ดูสถานการณ์ตอนนี้แล้ว ก็เหมือนว่าจะไม่ใช่สักเท่าไหร่นี่นาถ้าหวังซินทำอะไรผู้หญิงบ้านอื่นขึ้นมาจริง ๆ ล่ะก็ ทำไมเด็กสาวคนนี้ถึงได้มาตะโกนต่อหน้าคนมากมายขนาดนี้ในตอนดึกดื่นนี่กันล่ะ? อีกทั้งหวังซินก็ไม่มีความกล้าที่จะถามอะไรเด็กสาวคนนี้อีก“เหอะ” หยางเจียอิ่งได้ทำเสียงเย็นชาใส่หวังซินหวังซินจ้องไปที่หยางเจียอิ่ง มองขึ้นฟ้าในมุมสี่สิบห้าองศา ซึ่งทำให้หยางเจียอิ่งมองเห็นแค่เพียงรูจมูกของเขา แต่พอรู้สึกได้ว่ามีรอยฝ่ามือบนใบหน้าตัวเอง หวังซินก็รีบก้มหน้าลง ลูบแก้มตัวเองเบา ๆ ในใจก็ยิ่งรู้สึกไม่พอใจ“นายมันบ้า!” เมื่อมองท่าทีของหวังซิน หยางเจียอิ่งจึงด่าหวังซินไปหนึ่งประโยค แล้วจึงหันหลังเดินออกไปในกลางดึกนี้ หยางเจียอิ่งมาที่ด้านล่างบ้านของหวังซินแล้วด่าหวังซินอยู่พักหนึ่งแล้วก็กลับออกไป นี่จึงทำให้หวังเป่าหลงและภรรยาไม่เข้าใจในสถานการณ์เล็กน้อย แต่ดูจากท่าทางของเด็กสาวแล้ว หวังซินจะต้องทำผิดอย่างแน่นอน จึงรีบพูดกับหวังซินไปว่า: “ไอ้ลูกไม่รักดีกลับไปรออยู่ที่บ้านไปเลย เดี๋ยวกลับไปจัดการแกแน่” เมื่อหวังเป่าหลงและภรรยาพูดจบ ก็รีบตามหลังหยางเจียอิ่งไปทันที เพื่อส่งหยางเจียอิ่งกลับบ้านเมื่อหวังซินกลับมาที่บ้าน ยิ่งนึกถึงเรื่องนี้ ก็ยิ่งรู้สึกจุกจนพูดไม่ออก มื้อเย็นที่กำลังกินพร้อมกับคนในครอบครัวอย่างมีความสุข คาดถึงไม่ว่าจะถูกหยางเจียอิ่งขัดกลางคันแบบนี้นี่ก็ไม่ต้องพูดแล้ว หยางเจียอิ่งมาแค่ด่าตัวเขาเอง ถามเธอถึงสาเหตุก็กลับไม่พูดอะไร นี่จึงทำให้ในใจหวังซินยิ่งโมโหขึ้นโดยไม่รู้ตัวเมื่อนึกถึงความไม่เป็นธรรมที่ตัวเองได้รับ แม่ที่ไม่ทันได้แยกแยะอะไรก็ตบตัวเองไปสองฉาด พ่อก็ตำหนิเขาไปยกใหญ่ ยิ่งคิดก็ยิ่งทำให้หวังซินรู้สึกโมโหมาก“ไม่ได้ จะต้องรอให้พวกเขากลับมาก่อน จะต้องให้พวกเขาพูดออกมาให้ได้ว่าที่จริงแล้วฉันทำผิดตรงไหนกันแน่!” หวังซินลูบแก้มของตัวเองด้วยความโมโห ซึ่งแก้มก็ยังปวดแสบปวดร้อนอยู่ จึงรีบไปหาน้ำแข็งซักก้อนในตู้เย็นมาประคบไว้ หลังจากนั้นก็มารอพ่อแม่ในบ้านอยู่แบบนี้เมื่อเวลาค่อย ๆ ผ่านไป หนังตาของหวังซินก็เริ่มรับไม่ไหวแล้ว แต่เขาก็ยังจะถ่างตาเพื่อให้ไม่นอนหลับ แล้วรอให้หวังจวนกลับมา จะได้คุยเรื่องนี้กับเธอเมื่อเวลาเกือบจะเที่ยงคืน หวังซินก็ได้ยินเสียงประตูห้องดังขึ้น เขาจึงนั่งตัวตรงในทันที ที่บนโซฟาแล้วมองไปที่ประตูหวังเป่าหลงและภรรยาได้เปิดประตูห้อง เมื่อเห็นหวังซินที่นั่งอยู่ที่โซฟาเหมือนรูปปั้นหิน ต่างก็พากันชะงัก“แม่ครับ แม่แท้ ๆ ของผม แม่บอกผมหน่อยครับ ว่าที่จริงแล้วผมเป็นลูกชายแท้ ๆ ของแม่หรือเปล่า? ไม่ทันแยกแยะอะไรก็ตีผมแล้ว มีแม่ที่ไหนทำแบบนี้กันบ้างครับ?” เมื่อเข้าบ้านมาก็ได้ยินคำพูดนี้ของลูกชาย หวังจวนจึงโมโหมาก แล้วพูดว่า: “ทำไม ในใจแกยังโกรธอยู่ใช่ไหม? ไปรังแกลูกสาวบ้านอื่นจนกลายเป็นแบบนั้น แกยังจะถามถึงเหตุผลจากฉันอีกงั้นเหรอ?” “ผมไม่ได้ทำอะไรให้เธอแม้แต่นิดเดียวเลย เธอก็มาโวยวายที่หน้าบ้านแบบไม่มีเหตุผล ทำไมแม่ไม่แยกแยะอะไรก็มาตีผมแล้ว!” หวังซินเบะปาก และหดหู่ใจมาก...