แสงอรุณทอประกายฉาบยอดเขาพันลี้ในเช้ายามเหม่า (ประมาณหกโมงเช้า) บรรยากาศในค่ายพักแรมเต็มไปด้วยความคึกคักอย่างน่าประหลาด เหล่าผู้คุ้มกันร่างกำยำต่างพากันจัดแจงสัมภาระพลางวิพากษ์วิจารณ์ถึงเรื่องราวเมื่อคืนด้วยน้ำเสียงระรื่นผิดกับตอนก่อนนอนที่กลัวผีจนตัวสั่น
“ข้าบอกเจ้าแล้วว่าเรื่องพรายสมรอะไรนั่นมันก็แค่นิทานหลอกเด็ก!” หัวหน้าผู้คุ้มกันกล่าวพลางหัวเราะร่าขณะยกหีบไม้ขึ้นหลังรถม้า
“เห็นไหมล่ะ? เมื่อคืนเงียบกริบไม่มีแม้แต่เสียงนกแสก พวกเจ้าก็ตื่นตูมกันไปเองทั้งนั้น”
ห่างออกไปที่รังฟางขนาดยักษ์ ฉินอวี้ ศิษย์เอกเทพสงครามผู้หล่อเหลาค่อยๆ ขยับกายลุกขึ้นด้วยท่าทางที่ดูเกียจคร้านยิ่งกว่าทุกวัน เขาบิดกายจนกระดูกลั่นดังเปรี๊ยะ พลางหาววอดใหญ่จนน้ำตาเล็ด แววตาที่เคยคมกริบดูเลื่อนลอยเหมือนคนที่วิญญาณยังกลับเข้าร่างไม่ครบ
“อืม... พี่ลู่ ช่างเป็นคืนที่หลับสบายเหลือเกิน” ฉินอวี้พึมพำพลางตบไหล่ตัวเองเบาๆ
“ข้าแทบจำไม่ได้เลยว่าครั้งสุดท้ายที่ได้หลับลึกจนไม่รู้เนื้อรู้ตัวเช่นนี้คือเมื่อไหร่ เหมือนดวงวิญญาณของข้าได้ล่องลอยไปในสรวงสวรรค์ที่เต็มไปด้วยกลิ่นหอมของดอกไม้... แปลกจริงๆ ทั้งที่นอนบนฟางแท้ๆ”
เขาหารู้ไม่ว่า "กลิ่นหอม" ที่ว่านั้นคือกำยานนิทราเข้มข้นที่นางปีศาจสาวจงใจเป่าใส่หน้าเขาเต็มๆ ตามคำสั่งของลู่ชิง เพื่อให้เขาหลับปุ๋ยเป็นตายขณะที่ลู่ชิงนั่งซักฟอกนางปีศาจทั้งคืน!
ทว่า... ในขณะที่คนทั้งค่ายตื่นมาด้วยความสดชื่นราวกับได้เกิดใหม่ กลับมีจุดหนึ่งที่บรรยากาศอึมครึมเหมือนมีเมฆฝนตั้งเค้าอยู่ตลอดเวลา นั่นคือกระโจมหรูของ คุณชายจอมยโส ผู้ที่เคยดูถูกลู่ชิงไว้เมื่อวาน
ทันทีที่ผ้าม่านกระโจมเปิดออก ทุกคนถึงกับชะงักกึก คุณชายหนุ่มที่เคยหน้าตาสะสวยปานหยกสลัก บัดนี้เดินโงนเงนออกมาในสภาพที่ดูไม่ได้ ขอบตาของเขาดำคล้ำหนาเตอะราวกับหมีแพนด้าจากแดนไกล ใบหน้าซีดเซียวไร้สีเลือด ดวงตาทั้งสองข้างเบิกโพลงและสั่นระริกเหมือนคนที่เพิ่งเห็นนรกสวรรค์รำไร
เขามิได้หลับสบายเหมือนคนอื่น เพราะตลอดทั้งคืนเขาต้องเผชิญกับ 'ฝันร้ายซ้อนฝันร้าย' ที่นางปีศาจสาวบรรจงสร้างสรรค์ให้ตามคำสั่งแกมบังคับของลู่ชิง ทั้งโดนหมาขโมยไก่นับร้อยตัวรุมจิก ทั้งฝันว่าต้องสอบตกจอหงวนไปตลอดชีวิต และที่หนักที่สุดคือฝันว่าถูกบัณฑิตยากจนบังคับให้กินหมั่นโถวแข็งๆ จนฟันร่วงหมดปาก!
ลู่ชิง ที่บัดนี้กำลังนั่งฮัมเพลงอย่างร่าเริงอยู่บนหลังม้าแก่พลางแทะหมั่นโถวอย่างเอร็ดอร่อย เมื่อเห็นสภาพขอบตาดำปิ๊ดปี๋ของคุณชายผู้นั้น เขาก็แทบจะกลั้นขำไว้ไม่อยู่ แววตาของเขาเป็นประกายระยิบระยับด้วยความสะใจอย่างที่สุด
‘หึ... ปากดีนักใช่ไหม? เจอฝันร้ายชุดใหญ่ไฟกระพริบเข้าไป เป็นไงล่ะคุณชาย? ถึงข้าจะเป็นคนขี้งก แต่ข้าก็เป็นคนที่เจ้าคิดเจ้าแค้นนะจะบอกให้!’ ลู่ชิงคิดในใจพลางหัวเราะ ‘หึๆ’ ในลำคออย่างผู้ชนะ
ฉินอวี้ที่เห็นพี่ชายร่วมเดินทางของตนดูสดใสร่าเริงผิดปกติ ถึงกับทำหน้าฉงน เขาขยี้ตาพลางมองลู่ชิงที่ดูเหมือนจะมีออร่าความสุขแผ่ออกมาจนรัศมีเจิดจ้า
“พี่ลู่... เหตุใดเช้านี้ท่านจึงดูมีพละกำลังและร่าเริงปานนี้? ท่านมิได้นอนบนพื้นแข็งๆ เหมือนข้าหรอกหรือ? ดูสิ ขนาดยอดฝีมืออย่างคุณชายท่านนั้นยังดูเหมือนคนใกล้ตาย แต่ท่านกลับดูเหมือนเพิ่งไปกินโสมพันปีมาอย่างนั้นแหละ”
ลู่ชิงหันมาฉีกยิ้มกว้างจนเห็นฟันครบทุกซี่ พลางตบไหล่ฉินอวี้เบาๆ
“โอ้... น้องฉินอวี้ เจ้าไม่รู้อะไร การทำจิตใจให้บริสุทธิ์และไม่ผูกพยาบาทใคร (ยกเว้นคนที่ด่าข้า) มันทำให้ร่างกายนกระชุ่มกระชวยยิ่งนัก ข้าเพียงแค่รู้สึกว่า... เช้านี้อากาศมันช่างสดใส และโลกใบนี้ก็ช่างยุติธรรมยิ่งนัก ฮ่าๆๆๆ!”
เขาหัวเราะเสียงดังลั่นป่า ทิ้งให้ฉินอวี้ได้แต่ยืนเกาหัวด้วยความมึนตึบ ว่าบัณฑิตถังแตกผู้นี้ไปเอาความมั่นใจมาจากไหนกันแน่!
รอบกายของบัณฑิตลู่ชิงในยามนี้ หากมีผู้ใดบรรลุถึงเนตรทิพย์ระดับ เทพสงคราม ขึ้นไปจ้องมองมา จะพบกับภาพเหตุการณ์ที่ชวนให้ทั้งตื่นตะลึงในความงามและน่ากุมขมับจนอยากจะบ้าตายไปพร้อมกัน ร่างอ้อนแอ้นของ "พรายสมร" หรือที่นางเพิ่งแนะนำนามที่แท้จริงอย่างนอบน้อมว่า "หนิงเซียน" หญิงสาวผู้มีสิริโฉมล่มเมืองในชุดอาภรณ์สีม่วงบางเบาราวกับทอจากเศษเสี้ยวของมนตรา กำลังบินร่อนไปมารอบตัวลู่ชิงอย่างรื่นเริงประหนึ่งผีเสื้อที่เพิ่งได้รับอิสรภาพหลังจากถูกขังมานานแสนนาน
ผิวพรรณของ หนิงเซียน นั้นขาวนวลเนียนประหนึ่งมุกดาต้องแสงรำไร นัยน์ตาสีม่วงอำพันทอประกายระยิบระยับลึกลับสอดประสานกับปีกบางละเอียดคู่สวยที่สั่นระริกอยู่กลางอากาศ ปีกนั้นดูบอบบางแต่กลับพยุงร่างของปีศาจหมื่นปีให้โฉบเฉี่ยวไปมาได้อย่างพลิ้วไหว ทว่านางหาได้ติดตามอย่างสำรวมไม่ แต่กลับเริ่ม "ออกลาย" หยอกเย้าเจ้านายใหม่ของนางอย่างร่าเริงเกินเหตุ
เบื้องลึกที่ไม่มีใครในคณะเดินทางล่วงรู้เลยก็คือ เมื่อคืนที่ผ่านมาลู่ชิงได้กระทำการที่หากหลุดไปถึงหูเหล่ายอดฝีมือคงได้กระอักเลือดตายกันทั้งยุทธภพ เขาได้ปลดผนึกค่ายกลระดับ จักรพรรดิปฐพี ที่จองจำนางปีศาจตนนี้มานานหลายพันปีลงได้อย่างง่ายดายประหนึ่งการแกะห่อขนม!
สำหรับจอมยุทธ์ทั่วไป ค่ายกลนี้คือปราการเหล็กที่ไม่มีวันทำลายได้ แต่สำหรับลู่ชิงที่สายตาจดจ่ออยู่แต่กับคัมภีร์เซียนบรรพกาลมาตลอด เขามองว่ามันก็แค่ "โจทย์เลขระดับประถม" แม้จะแอบบ่นว่ามัน "ยากและจุกจิกอยู่นิดหน่อย" แต่มันก็ห่างชั้นกับค่ายกลมหาโหดในคัมภีร์ที่เขาใช้ฝึกสมองยามว่างแก้เบื่อเหลือเกิน เขาเพียงแค่อาศัยจังหวะที่นางปีศาจเผลอ สะบัดนิ้วแก้ปมพลังเพียงไม่กี่จุด ผนึกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของมนุษย์ก็พังครืนลงเหมือนกระดาษเปียกน้ำ!
หนิงเซียน ที่เห็นความเหนือชั้นเช่นนั้นจึงตัดสินใจถวายหัวรับใช้ลู่ชิงโดยไม่คิดจะลังเล นางคำนวณในใจอย่างรวดเร็วว่า ในเมื่อชีวิตนางต้องคอยหลบๆ ซ่อนๆ จากพวกตาแก่จอมยุทธ์ผู้แข็งแกร่งมานับหมื่นปีเพื่อเอาตัวรอด เช่นนั้นแล้วการเกาะขา "ท่านเซียน" ผู้ที่ปลดผนึกระดับจักรพรรดิได้ด้วยปลายนิ้วราวกับปัดแมลงวันเช่นนี้ ย่อมเป็นทางเลือกที่มั่นคงและยอดเยี่ยมที่สุดในชีวิต!
ทว่า... ความซาบซึ้งใจในตอนแรกกลับกลายเป็นการก่อกวนประสาทในเวลาต่อมา เมื่อนางเริ่มมองว่าเจ้านายของนาง "น่าแกล้ง" เป็นที่สุด
นางบินโฉบลงมาใช้ปลายนิ้วเรียวยาวที่ขาวจนเกือบซีด เขี่ยติ่งหูของลู่ชิงเบาๆ จนเขาต้องสะดุ้งหดคอหนีประหนึ่งโดนไฟฟ้าช็อต พอเห็นเขาเสียอาการนางก็ส่งเสียงหัวเราะคิกคักหวานใสปานระฆังแก้วกังวานไปทั่วป่า จากนั้นก็บินอ้อมไปด้านหลัง แอบกระตุกเส้นผมที่ขมวดเป็นมวยของลู่ชิงจนหน้าเขาแทบหงาย หรือบางทีก็แกล้งเป่าลมหายใจเย็นเฉียบที่ข้างลำคอจนลู่ชิงขนลุกซู่ตั้งชันไปถึงกลางหลัง
"นายท่านเจ้าคะ... เดินเท้าไปบนพื้นดินขรุขระแบบนี้มันช่างตรากตรำนัก ให้หนิงเซียนอุ้มท่านบินร่อนขึ้นฟ้าไปส่งที่เมืองหลวงเลยดีไหมเจ้าคะ? หรือถ้าท่านอาย ข้าจะยอมแปลงกายเป็นม้าที่สง่างามกว่าเจ้าม้าแก่หนังเหี่ยวตัวนี้ให้ท่านขี่ขึ้นหลังก็ได้นะเจ้าคะ" นางกระซิบเย้าพลางบินมาดักหน้า ยื่นใบหน้าสวยซึ้งเข้ามาใกล้จนปลายจมูกแทบจะชนกัน แววตาซุกซนนั้นปิดไม่มิดเลยแม้แต่น้อย
ลู่ชิงที่พยายามรักษามาดบัณฑิตผู้สุขุมคัมภีรภาพเริ่มคิ้วกระตุกยิกๆ มุมปากเบ้ขยับพึมพำลอดไรฟันด้วยความรำคาญสุดขีด
"เลิกเล่นได้แล้ว! เจ้าเป็นปีศาจหมื่นปีนะ ไม่ใช่เด็กห้าขวบที่เพิ่งเคยเห็นดวงอาทิตย์ บินอยู่นิ่งๆ หรือไปสืบข่าวข้างหน้าบ้างเถอะ ข้าจะเดินสมาธิหาทางประหยัดค่าอาหาร!"
"แหม... ท่านเซียนขี้งอนจังเลยนะเจ้าคะ" นางไม่ได้สนใจคำสั่งเลยแม้แต่น้อย แถมยังแกล้งร่อนลงมานั่งยองๆ บนอากาศว่างเปล่าข้างๆ ไหล่เขา พลางทำท่าจะงับหมั่นโถวปิ้งแข็งๆ ในมือเขาเล่นประหนึ่งลูกแมวขี้อ้อน
ฉินอวี้ ที่เดินตีคู่มาข้างๆ เห็นลู่ชิงทำท่าทางประหลาด เดี๋ยวก็ปัดป้องอากาศ เดี๋ยวก็หดคอหนีลมหนาวที่ไม่มีใครสัมผัสได้ แถมยังพึมพำดุด่าอากาศธาตุด้วยสีหน้าบูดบึ้งปนระแวง ก็ถึงกับขยับถอยห่างออกมาสามก้าวด้วยความหวาดวิตก พลางกระซิบพึมพำกับตัวเองอย่างเป็นกังวล
"พี่ลู่... สงสัยเมื่อคืนจะนอนน้อยไปจริงๆ ถึงขั้นคุยกับอากาศเป็นตุเป็นตะ "