CHAPTER 02
คนเมาเคล้าน้ำตา
.
.
FEI FARIS PART
“เอาล่ะครับเข้าสู่รอบสุดท้ายไฟนอลแล็บ (Final Lab) แล้วนะครับตอนนี้หมายเลขเจ็ดเฟย ฟาริศถูกฌอห์น สมิธไล่มาติดๆ เลยครับกดดันกันอย่างไม่มีใครยอมใครเลยทีเดียว อีกไม่กี่โค้งเราก็จะได้รู้กันแล้วนะครับว่าใครจะเป็คันแรกที่เข้าเส้นชัยแล้วคว้าเงินรางวัลสำหรับการแข่งขันรุ่นคิตโตะ เรซซิ่ง เพอร์ฟอร์แมนซ์ คัพ (Kitto Racing Performance Cup) ”
ผมจดจ่อถนนเบื้องหน้าโดยที่มือยังคงทำหน้าที่บังคับพวงมาลัยได้ดีอย่างไม่บกพร่องเท้าที่เหยียบคันเร่งก็เช่นเดียวกัน อีกเพียงไม่กี่โค้งการแข่งขันก็จะสิ้นสุดลง เสียงเครื่องยนต์หลายร้อยแรงม้าดังกระหึ่มทั่วสนามแข่งรถเพิ่มความฮึกเหิมให้กับผมเป็อย่างมาก ่เวลาที่ต้องเข้าโค้งผมผ่อนคันเร่งเล็กน้อยแล้วปาดซ้ายปาดขวาเพื่อปิดทางรถด้านหลังที่้าจะขึ้นนำ เส้นชัยลายตารางหมากรุกบนพื้นถนนข้างหน้าทำให้ผมเร่งเครื่องจนมิดไมล์แต่ดูเหมือนว่าคันที่ไล่ตามมาติดๆ ก็จะไม่ยอมเช่นกันถึงเหยียบคันเร่งขึ้นมาตีคู่กับผมอยู่สูสี
“โอโหฌอห์ณ สมิธตีคู่มาแล้วครับเส้นชัยข้างหน้านี้จะเป็ใคร!”
ผมเหลือบมองรถแข่งแต่งสวยที่ตีคู่มาข้างกันก่อนจะเหยียบคันเร่งจมเท้า รถทะยานไปด้วยความเร็วสายตาผมจดจ้องที่เส้นชัยลายตารางหมากรุกและภายในเสี้ยววินาทีผมก็ขับพารถข้ามเส้นชัยนั้นมาพร้อมกับธงลายหมากรุกขาวดำที่โบกสะบัดอยู่้า
“เรียบร้อยครับ! เฟย ฟาริศหมายเลขเจ็ดคว้ารางวัลชนะเลิศไปอย่างฉิวเฉียดลำดับสองคือฌอห์ณ สมิธ ลำดับสาม ปรีดา ยังมีมานะ ลำดับสี่….”
ผมนั่งหอบหายใจอย่างโล่งอกเมื่อการแข่งจบลง ก่อนที่เรซควีน (Race queen) สาวสวยประจำทีมจะเดินมากางร่มให้ผมที่เปิดประตูลงมาจากรถ
“สุดยอดเลยพี่เฟย”
“ก็เกือบพลาดเหมือนกัน” ผมตอบกลับเรซควีนคนสวยอย่าง ‘อุ้ม’ น้องเป็เรซควีนประจำทีมหรือหลายคนที่ว่าพริตตี้นั่นแหละ
“สุดยอดพี่เฟย จังหวะพุ่งเข้าเส้นชัยโคตรเอาเื่” ผมมองทีมช่างคนอื่นๆ ที่ทยอยเดินเข้ามาหาผม “เกือบโดนแย่งรางวัลแล้วดีนะที่ลูกรักผมแรง”
ผมมองไอ้ ‘โค้ก’ รุ่นน้องที่พ่วงตำแหน่งช่างประจำทีมที่เดินเข้ามาลูบไล้รถแต่งปอร์เช่สีดำมีหมายเลขเจ็ดตรงข้างประตูที่ผมเพิ่งใช้งานเสร็จด้วยความหลงใหล “แบลคดราก้อนของพ่อ”
“ไอ้โค้กมึงก็น้อยๆ หน่อยนั่นรถเฮียเฟยเขา” ‘ปิง’ นายช่างประจำทีมอีกคนเอ่ยปรามรุ่นน้องผมอย่างเอือมระอา “เก่งมากเลยเฮียเฟย”
“เฮียก็ขอบคุณพวกแกเหมือนกันที่ดูแลรถให้อย่างดี ประสิทธิภาพสุดยอด” ผมยกนิ้วให้คนตรงหน้า
“พี่เฟยคะ” ผมหันไปมองอุ้มที่พยักพเยิดหน้าไปด้านหลัง เมื่อหันมาก็พบว่าใครที่เดินมา
“หายหน้าหายตาไปนานกลับมาฝีมือไม่ตกเลยนะ”
“พี่ก็เหมือนกัน” ฌอห์ณ สมิธ ที่เบียดผมมาตลอดการแข่งขันคนนี้เป็รุ่นพี่ที่ผมรู้จักั้แ่เริ่มเข้าวงการแข่งรถหนุ่มหล่อลูกครึ่งไทยแคนาดา
“ไม่ต้องมาอวยกัน คืนนี้สักหน่อยไหม?” แค่เห็นหน้าตาและน้ำเสียงที่เชื้อเชิญผมก็เข้าใจถึงความหมาย “ไม่ได้เจอกันนาน”
“ไว้คราวหน้าก็แล้วกันครับพี่ วันนี้ผมต้องรีบกลับกรุงเทพฯ”
“น่าเสียดายแต่ไว้ครั้งหน้าห้ามเบี้ยวแล้วกัน ยังไงนายกับฉันคงต้องเจอกันอีกหลายสนาม”
“ครับพี่”
-----
หลังจากจบการแข่งและพิธีมอบเงินรางวัลผมและทีมช่างก็พากันกลับมายังอู่รถทันที เมื่อเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จสรรพผมก็รีบคว้ากุญแจรถเตรียมจะกลับกรุงเทพฯ
“พี่เฟยจะไปแล้วเหรอคะ” ผมหันมองอุ้มที่ออกมาเรียกผมไว้ “ไม่กินอะไรก่อนเหรอ”
“นั่นสิเฮียจะรีบกลับเลยเหรอ ยังไม่ได้ฉลองเลยนะ”
“พวกแกเอาเงินไปแบ่งกันแล้วก็ฉลองกันเลย เฮียต้องรีบกลับไว้เดี๋ยวจะมาใหม่ ฝากบอกพี่ฉัตรด้วยว่าเฮียกลับก่อน” ผมไม่ลืมจะฝากฝังให้ปิงลาผู้จัดการอู่ให้ด้วยเพราะตอนนี้เขายังไม่มาแต่ผมต้องกลับแล้ว “ไปก่อน”
“ขับรถดีๆ นะคะพี่เฟย”
“ขับดีๆ เฮีย” ผมพยักหน้ารับคนทั้งคู่ก่อนจะเดินมาเอารถที่โรงจอดรถแล้วเข้าประจำตำแหน่งคนขับก่อนจะสตาร์ทเครื่องจากนั้นก็เคลื่อนรถหรูราคาแพงออกมาจากอู่รถ
เฟย ฟาริศ นั่นคือชื่อของผมที่วงการนักแข่งรถรู้จักกันเป็อย่างดีถึงแม้จะหายหน้าหายตาไปบ้างแต่ถ้าหากกลับมาเมืองไทยเมื่อไรผมมักจะลงแข่งในนามของ ดราก้อนคิง เรซซิ่ง ทีม (Dragonking racing team) ทุกครั้ง ส่วนสาเหตุที่หายหน้าหายตาอย่างที่พี่ฌอห์ณว่าก่อนหน้านี้ก็เพราะผมทำงานอยู่ต่างประเทศเป็บริษัทรถยนต์ที่อเมริกาผมมีตำแหน่งเป็วิศวกรที่คอยตรวจเช็กสมรรถนะของเครื่องยนต์รวมไปถึงตรวจดูประสิทธิภาพของรถที่ผลิตออกจากบริษัทซึ่งมีบริษัทลูกอยู่หลายประเทศทั่วโลกรวมถึงประเทศไทยด้วย
ผมกลับมาไทยเมื่อสองวันก่อนเพราะถูกส่งตัวมาให้ดูแลความเรียบร้อยของบริษัทลูกที่ไทย แต่เพราะว่ารุ่นน้องอย่างโค้กโทร.มาบอกว่าวันนี้มีการแข่งรถที่ผมชื่นชอบเป็ชีวิตจิตใจพอลงเครื่องที่สนามบินผมก็ขับรถตรงมาชลบุรีทันทีและผลมันก็เป็ที่น่าพอใจที่คว้าชัยชนะมากได้ถึงแม้จะห่างจากการแข่งรถไปนานก็ตามที
RRRR
“ว่าไงเฮียฟาน” ผมกดรับสายเรียกเข้าจากพี่ชาย “ผมกำลังกลับกรุงเทพฯ อย่าเพิ่งด่า”
[ได้ เฮียจะไม่ด่าเฟย…แต่คุณแม่วอร์มปากรอแล้ว] คำว่า ‘คุณแม่วอร์มปากรอ’ ทำเอาขนแขนผมลุกชันขึ้นมาอย่างเสียวสันหลัง [มีอย่างที่ไหนกลับไทยมาแล้วแทนที่จะมาหาพี่มาหาแม่ แต่ดันไปสนามแข่ง]
“ไหนว่าไม่ด่าไงเฮีย” ผมถามกลับด้วยรอยยิ้มขณะที่ตายังจดจ้องถนนด้านหน้า “เอาเป็ว่าบอกคุณแม่ให้ผมทีว่าผมรักท่านมากนะครับ”
[เ้าลูกคนนี้นี่ ไม่ต้องมาพูดเลย] ผมได้ยินเสียงแม่ต่อว่าผมอยู่ไม่ไกล
“ผมจะรีบกลับเลยครับคุณแม่ ไม่เกินหนึ่งชั่วโมงเจอกันที่บ้านนะครับ สวัสดีครับ”
ผมชิงตัดสายก่อนจะโดนคนเป็แม่ต่อว่าอีกครั้ง ครอบครัวของผมตอนนี้เหลือแค่แม่กับพี่ชายพ่อเสียไปเมื่อหลายปีก่อนพี่ชายผมอย่าง ‘เฮียฟาน’ เลยรับ่ต่อบริษัทนำเข้าอะไหล่รถยนต์และธุรกิจเกี่ยวกับรถยนต์ในเครือซึ่งนี่ก็เป็สาเหตุที่ผมเลือกเรียนวิศวกรยานยนต์เพราะที่บ้านทำธุรกิจเกี่ยวกับรถยนต์นั่นเองในตอนแรกตั้งใจว่าจะกลับมาช่วยงานที่บริษัทแต่พอไปเรียนต่อที่อเมริกาผมก็ได้โอกาสดีๆ จากโปรเฟสเซอร์ที่มหาวิทยาลัยที่นั่นแนะนำบริษัทผลิตรถยนต์ให้ผมลองไปสมัครดูและในที่สุดผมก็ได้เข้าทำงานที่นั่น
กรุงเทพฯ
ผมใช้เวลาไม่เกินหนึ่งชั่วโมงอย่างที่สัญญาไว้กับแม่ก็ขับมาถึงบ้านหลังใหญ่เมื่อจอดรถเสร็จสรรพป้าแม่บ้านก็รีบมาต้อนรับทันที
“สวัสดีค่ะคุณเฟย โอโหไม่เจอไม่เท่าไหร่หล่อขึ้นเยอะเลยนะคะ” ป้าทองใบแม่บ้านที่มายืนรอรับผมที่หน้าประตูเอ่ยทักทาย “คุณผู้หญิงนั่งรอที่ห้องรับแขกนะคะ”
“ป้าว่าคุณแม่จะด่าผมเยอะไหมครับ ผมจะได้เตรียมแคะหูไปก่อนเลย”
“คุณเฟยก็ทำเป็พูดติดตลก ไปเถอะค่ะเดี๋ยวคุณผู้หญิงจะรอนานคุณฟานก็อยู่นะคะ ส่วนรถเดี๋ยวป้าให้สมบัติเอาไปเก็บให้นะคะ”
“ขอบคุณครับป้า ฝากขอบคุณลุงสมบัติด้วยนะครับ”
“มาแล้วเหรอไอ้น้องรัก” ผมยังก้าวมาไม่ทันถึงโซฟาพี่ชายก็เอ่ยทักทาย ส่วนคนเป็แม่ทำเพียงปรายตามองผมเท่านั้น “อยู่ต่างประเทศตั้งนานแทนที่กลับมาจะมาหาพี่หาแม่แต่แกดันไปแข่งรถ ไอ้น้องรัก!!”
“โถ่เฮียฟานก็นานๆ ทีผมจะกลับมาตรงกับ่แข่งนี่ครับเข้าใจผมเถอะน่า” ผมนั่งลงข้างพี่ชายก่อนจะมองนายหญิงของบ้าน “คุณแม่ครับ”
“เหอะ” คนตรงข้ามหันมามองผมแล้วแค่นหัวเราะในลำคอ “ไม่ต้องมาทำเสียงอ่อนเสียงหวาน”
“โถ่แม่ครับ” ผมรีบเปลี่ยนไปนั่งข้างคนเป็แม่แล้วกอดท่านอย่างออดอ้อน “อย่าโกรธผมเลยนะครับ นะครับ”
“มันน่านักลูกคนนี้” ในที่สุดแม่ก็หันกลับมามองผมดุๆ แล้วตีที่แขนผมอย่างแรง
“โอ๊ยผมเจ็บนะครับ”
“ก็ตีให้เจ็บ อายุก็จะสามสิบเข้าไปแล้วแต่ทำอะไรไม่คิดหน้าคิดหลังเลย”
“คุณแม่ครับใจเย็นสิครับ ผมกลับไทยคราวนี้อยู่หลายเดือนเลยนะมีเวลามาหาคุณแม่ทุกวันเลย”
“มีเวลามาหา?” แม่มองผมตาขุ่นเข้าไปใหญ่ราวกับผมพูดอะไรไม่เข้าใจ “นี่ลูกจะไม่นอนที่บ้านเหรอตาเฟย!”
“แหะๆ” ผมยิ้มแห้งแล้วหันไปขอความช่วยเหลือจากพี่ชาย “คือว่า…”
“นานๆ จะกลับมาทีแทนที่จะอยู่กับแม่ให้แม่ชื่นใจแต่นี่อะไรทำตัวเป็นินจามาๆ ไปๆ”
“แต่ผมสัญญานะครับว่าจะมาหาคุณแม่บ่อยๆ”
แม่ทำท่าคิดก่อนจะมองผมตาเป็ประกายซึ่งนั่นมันทำให้ผมเริ่มขนลุกจริงจัง “ถ้าอย่างนั้นแม่ขอถามแกหน่อยว่าแกมีแฟนหรือยัง”
“ครับ?” ผมชะงักแล้วหันมองเฮียฟานดูเหมือนเฮียจะรู้ว่าผมคิดอะไรเฮียถึงเมินหน้าหนี “ยังครับ”
“ดี” แม่พูดด้วยรอยยิ้มแต่เป็ยิ้มที่ชวนไม่น่าไว้วางใจ “พรุ่งนี้แกไปงานแต่งลูกสาวหุ้นส่วนบริษัทกับตาฟานด้วยนะ”
“…” ผมมองเฮียฟานเฮียก็มองผมพลางยกน้ำขึ้นดื่ม
“จำหนูน้ำหนึ่งได้ไหม” พอแม่เริ่มเอ่ยถึงบุคคลที่สามผมก็เห็นเค้าลางบางอย่าง “พรุ่งนี้หนูน้ำเธอก็ไปงานด้วย แกก็ทำความรู้จักกับน้องเขาไว้ซะตอนเด็กๆ เห็นชอบเล่นกัน”
“แม่ครับ” ผมมองคนเป็แม่อย่างรู้ทัน “ผมโตแล้วนะครับเื่ความรักปล่อยให้เป็หน้าที่ของผมดีกว่าครับ”
“คนพี่ก็ไม่ยอมแต่ง คนน้องก็ไม่ยอมดูตัวอีกแล้วแบบนี้แม่จะได้อุ้มหลานเมื่อไหร่ล่ะ พวกแกสองคนนี่ยังไงกันนะไม่เห็นใจแม่บ้างหรือไง”
“เฮียฟานมีแฟนแล้วเหรอ” ผมหันมาถามพี่ชายที่มีสีหน้าใกับคำถาม “หรือเฮียกับพี่ศนิ…”
“ไม่ใช่ ฉันกับนิเป็เพื่อนกัน”
“ปากแข็ง” แม่พูดลอยๆ ออกมาทำเอาผมเข้าใจความหมาย “แกกับหนูศนิน่ะชอบกันแน่ๆ ทำเป็ปากแข็ง”
“ผมกับนิเป็เพื่อนกันจริงๆ ครับแม่” เฮียฟานรีบแก้ตัว “ผมแค่ยังอยากทุ่มเทกับงานมากกว่านี้”
“เฟย”
“แม่ครับอย่าทำเสียงอ้อนแบบนั้น ผมก็ขอยืนยันครับว่าผมไม่ดูตัว” จบคำพูดแม่ก็กระฟัดกระเฟียดด้วยความไม่พอใจ “ไม่รู้แหละ ถ้าแกไปไม่งานแต่งกับตาฟานแม่ก็จะไม่ให้แกไปอยู่ที่อื่นนอกจากที่บ้าน”
“แต่แม่ครับ”
“ตามนั้นนะ”
“ก็ได้ครับ” ผมเอ่ยรับคำ “แต่ว่าถ้าผมเจอคนที่ชื่อน้ำหนึ่งอะไรนั่นแล้วผมไม่ชอบก็คือไม่ชอบนะครับ”
“ก็ได้อย่างน้อยๆ แกก็ได้ไปเห็นความสวยของหนูน้ำเผลอๆ แกอาจจะตกหลุมรักคนที่เพิ่งเจอก็ได้ใครจะไปรู้”
“สรุปตกลงกันเรียบร้อยนะครับ” เฮียฟานโพล่งขึ้น “ถ้าอย่างนั้นให้ป้าทองใบตั้งโต๊ะเถอะครับผมหิวแล้ว”
หลังจากทานมื้อเย็นเสร็จผมกับเฮียก็อยู่คุยกับแม่อีกพักใหญ่จนเวลาร่วงเลยถึงเวลาค่ำ “แม่ครับผมขอออกไปสังสรรค์กับเพื่อนได้ไหมครับไม่ได้เจอมานาน”
“อ้อนอีกแล้วนะไม่เห็นเหมือนตอนที่แกหนีแม่ไปแข่งรถเลย”
“โถ่ เฮียฟานก็ไปครับแม่หมดห่วงเื่ผมจะหนีไปอื่นได้เลย”
“ไม่ต้องห่วงครับแม่ผมจะเป็คนลากเฟยกลับมาบ้านเองครับ”
“นะครับแม่ เดี๋ยวผมกลับมานอนบ้านแน่นอนครับคืนนี้” ผมเสนอข้อแลกเปลี่ยน
“ก็ได้ แต่คืนนี้แกสองคนต้องกลับมานอนที่บ้านเข้าใจไหม” แม่มองผมกับเฮียฟานสลับกัน “เดี๋ยวแม่จะขึ้นนอนแล้ว แกสองคนก็อย่าเมามายนักล่ะ ถ้าเมามากก็โทร.ตามให้สมบัติไปรับเข้าใจไหม”
“ครับแม่” ผมกอดแม่ก่อนจะหอมแก้มทั้งสองข้างของท่าน “ถ้าอย่างนั้นก็ฝันดีนะครับแม่ ฝันถึงลูกชายคนนี้ด้วยล่ะ”
“ฟานถ้าตาเฟยเมาเราลากน้องกลับเลยนะ”
“ครับแม่” เฮียฟานตอบรับอย่างว่าง่าย เราสองคนมองแม่จนเดินลับหายขึ้นไปยังชั้นสอง “ไปร้านเพื่อนเฮียก็แล้วกัน”
“ได้เลยเฮีย เดี๋ยวผมโทร.ตามคนอื่นก่อน” เป็เพราะไปอยู่ต่างประเทศมานานเพื่อนที่ไทยก็เลยห่างหายกันไปวันนี้ผมถือว่าเป็วันดีที่จะโทร.นัดเพื่อนเก่ามาเจอกันสักหน่อยเพื่อนของผมทุกคนล้วนรู้จักพี่ชายอย่างเฮียฟานเป็อย่างดีผมเลยไม่มีปัญหาในการไปสังสรรค์โดยที่มีเฮียฟานไปด้วย
“อู่รถที่ชลบุรีเป็ไงบ้าง” หลังขับออกมาจากบ้านได้ไม่นานเฮียก็เอ่ยถามถึงอู่ซ่อมรถที่ชลบุรีของผม
สมัยเรียนมหาวิทยาลัยที่ไทยผมขอแม่เปิดอู่ซ่อมรถที่ชลบุรีเป็กิจการเล็กๆ ส่วนตัวของผมเพราะผมไปแข่งรถที่ชลบุรีบ่อยครั้งเลยอยากจะมีทีมแข่งรถอยู่ที่ชลบุรีนั่นจึงเป็ที่มาของอู่รถและทีมแข่งรถของผมที่นั่น ผมให้พี่ฉัตรรุ่นพี่คนสนิทเป็คนดูแลอีกนัยหนึ่งก็คือหุ้นส่วนนั่นแหละแล้วก็มีรุ่นน้องผมคนอื่นๆ ทำงานอยู่ที่นั่นด้วยถึงแม้อายุจะยังน้อยแต่ทุกคนล้วนมีฝีมือ
“ก็ดีเฮีย มีรถเข้าไม่ขาดส่วนใหญ่ก็รถแข่ง”
“ก็มีแกเป็นักแข่งชื่อดังไว้เรียกลูกค้าไงเฟย”
“ไม่ใช่หรอกเฮียผมว่าเพราะทีมช่างที่มีฝีมือมากกว่าที่เรียกลูกค้าน่ะ”
“แล้ววันนี้แข่งเป็ไง?”
“ชนะสิเฮียรออะไรล่ะ” ผมตอบอย่างภาคภูมิใจ
“อย่างนั้นคืนนี้ก็ต้องฉลองล่ะสิ เฮียเป็เ้ามือเองเต็มที่เลยคืนนี้”
“ซาบซึ้งน้ำตาจะไหลเลยครับผม”
หลังจากขับรถมาไม่นานเฮียฟานก็เลี้ยวเข้าจอดที่สถานบันเทิงแห่งหนึ่งที่ดูแล้วว่าน่าจะเป็ที่นิยมเพราะดูได้จากรถจอดเต็มไปหมดแต่พี่ชายของผมกลับมีที่จอดพิเศษ ไม่ใหญ่ก็ไม่รู้จะพูดว่าอะไรแล้ว
“คนอื่นๆ เดี๋ยวตามมานะเฮีย”
“โอเค ถ้างั้นเราเข้าไปกันก่อนก็แล้วกันเฮียจองโต๊ะเอาไว้แล้ว”
เฮียฟานดูเหมือนว่าจะมีบัตรผ่านพิเศษเรียกว่าแขกวีวีไอพียังได้เลยการ์ดหน้าร้านทักทายเฮียอย่างเป็กันเองก็อย่างที่เฮียบอกว่าร้านนี้เป็ของเพื่อนเฮียมันเลยไม่แปลกที่หลายคนจะรู้จักเฮีย
“สั่งเครื่องดื่มตามสบายเลยเดี๋ยวเฮียไปห้องน้ำก่อน”
“ครับเฮีย” หลังจากเฮียฟานลุกไปห้องน้ำผมก็จัดการสั่งเครื่องดื่มกับบริกรก่อนจะมองรอบๆ เพื่อสำรวจสถานที่ลูกค้าค่อนข้างเยอะทั้งหญิงชายเมื่อเพลงจังหวะสนุกดังกระหึ่มหลายคนก็ออกไปวาดลวดลายอย่างไม่มีใครยอมใคร
“แกยังจะมาต่อที่นี่อีกเหรอ กลับห้องเถอะ” ผมเหลียวมองด้านหลังที่มีชายหนุ่มหญิงสาวกำลังเดินมานั่งโดยฝ่ายชายยื้อยุดฉุดแขนผู้หญิงราวกับ้าจะรั้งไม่ให้เธอนั่งลง "นังหมวยแกเมาแล้วนะกลับเถอะ"
“ไอ้เฟย!” ผมเลิกสนใจคนด้านหลังแล้วหันกลับมาตามเสียงเรียกก็พบว่าเป็เพื่อนที่ผมโทร.นัดมันออกมา “กว่าจะกลับไทยมาได้นะมึง”
“บ่นเป็แม่กูเลยนะ” ผมตบไหล่เพื่อนมันคือไอ้ เอ เป็เพื่อนสมัยมหาวิทยาลัย “แล้วนี่ไอ้ดั้มกับไอ้ฟรอยล่ะ”
“เดี๋ยวตามมาไอ้พวกนั้นมันติดแฟน แล้วนี่ไหนว่าเฮียฟานเลี้ยงไงไปไหนแล้วล่ะ”
“ห้องน้ำ” ผมตอบเพื่อนขณะที่บริกรนำเครื่องดื่มมาเสิร์ฟพอดี “ว่าแต่พวกนั้นมันแต่งงานกันแล้วเหรอ”
“มึงนี่ก็พูดเอาขำอีกแล้วนะ ไอ้สองตัวนั่นน่ะเหรอจะแต่งงานมึงฝันเหรอ”
“อ้าวเอ” เฮียฟานกลับมาถึงโต๊ะพอดีพอเห็นว่าเป็ไอ้เอเฮียก็เอ่ยทัก “เมื่อกี้ได้ยินว่าใครจะแต่งงานนะ”
“ไม่มีใครทั้งนั้นแหละเฮียฟาน ก็ไอ้เฟยนี่สิมันถามอะไรตลกๆ ว่าเพื่อนแต่งงานหรือยัง” เฮียฟานมองผมพลางยกแก้วเครื่องดื่มที่สวยขึ้นมาจิบ
“ถ้าจะมีใครแต่งสงสัยจะเป็น้องชายเฮีย”
พรวด!
ผมสำลักเครื่องดื่มทันทีที่พี่ชายพูดแบบนั้น “ไอ้เฟยเนี่ยนะจะแต่งงาน ถามจริง”
“มึงเชื่อเฮียฟานเหรอ” ผมปรายตามองพี่ชายที่นั่งข้างกัน “ถ้าจะแต่งคงเป็เฮียกับพี่ศนิมากกว่า”
“อ้าว ไม่เอาไม่เผากันสิครับสองพี่น้อง” หลังจากคุยกันได้สักพักเพื่อนผมอีกสองคนก็มาสมทบเลยกลายเป็วงสนทนาที่ผลัดกันเล่าเื่ชีวิตตัวเองจนเวลาผ่านไปนานฤทธิ์น้ำเมาก็ทำให้เพื่อนผมคอพับคออ่อน
“มึงกลับไหมไอ้เอเมาปลิ้นแล้ว” ไอ้ฟรอยสะกิดไอ้เอที่นั่งหน้าแดงคอโอนเอนไปมา “กูว่าแม่งไม่ไหว”
“กูก็ว่าอย่างนั้น” ผมมองเพื่อนแล้วส่ายหน้าก่อนจะยกแก้วในมือขึ้นจรดริมฝีปากเตรียมจะกระดกแต่ทว่า
ปึก
“ฉันไม่กลับ! ฉันบอกว่าไม่กลับไงนังเพื่อนบ้า!”
อีกแล้ว! ผมหันมองคนด้านหลังอีกครั้งก่อนจะหันกลับมาแล้วรินเครื่องดื่มลงแก้วเติมให้เต็มเพื่อจะดื่มอีกครั้ง
ปึก
แอลกอฮอล์ที่เพิ่งเติมจนเต็มแก้วเมื่อครู่กระฉอกใส่เสื้อของผมครั้งแล้วครั้งเล่าในยามที่คนด้านหลังกระทบกระทั่งกับเพื่อนแล้วเซถลามาชนผม
ปึก
หลังจากที่เสื้อเปียกชุ่มด้วยของเหลวกลิ่นแรงผมก็วางแก้วลงบนโต๊ะแล้วหันกลับไปมองเธออย่างจริงจัง “มีอะไรเหรอเฟย”
“เสื้อผมเปียกไปหมดแล้วเฮียเห็นไหม” เฮียฟานถามผมด้วยความสงสัยเมื่อเห็นว่าผมหันไปสนใจสองคนด้านหลัง “นี่คุณ…”
“ไม่กลับโว้ย…อะ ว้าย!!”
พรึบ
ผมยังไม่ทันจะเอ่ยเรียกผู้หญิงคนที่เป็เหตุให้เสื้อผมเปียกชุ่มไปด้วยแอลกอฮอล์ ร่างเล็กที่ยืนโงนเงนก็หงายหลังลงมานอนบนตักของผมอย่างไม่ทันตั้งตัว
“นังหมวย!”
“เฟย!”
ผมนั่งตัวแข็งมองคนที่นอนหงายลงมาบนตักแล้วกะพริบตามองผมอย่างงุนงง ผมเองก็งงแต่ดูเหมือนว่าเฮียฟานกับเพื่อนของเธอจะใมากกว่า
“ใครเนี่ย” เธอพึมพำพลางชี้นิ้วมาที่ผมแล้วจิ้มอกผมสองสามที “ฉันไม่ดีตรงไหน”
เสียงยานครางฟังทีเดียวก็รู้แล้วว่าอีกคนเมามากแค่ไหนดวงตาหวานเยิ้มฉ่ำแดงก่ำแถมยังปรือแพขนตาขึ้นลงเชื่องช้า สาวขี้เหล้าคนนี้คือใครกัน
“หมวยลุก” เพื่อนชายของเธอรีบเข้ามาฉุดให้เธอลุกจากตักของผม แต่เธอกลับขัดขืน “ขอโทษนะครับ หมวยแกลุกขึ้นมาเดี๋ยวนี้เลย”
“ฉันไม่กลับ!”
“เอ่อ” เฮียฟานมองผมสลับกับคนบนตัก “เฟย”
“ฉันผิดอะไร” เธอลุกขึ้นนั่งบนตักแล้วขยุ้มคอเสื้อผมอย่างหาเื่จนเฮียฟานมีทีท่าใ “ฉันผิดอะไร ตอบมาสิ”
“เอ่อ คุณผิดอะไร” ผมเองก็ใไม่เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้มาก่อนที่คนเมาตาเยิ้มมีทีท่าจะร้องไห้ในตอนถามคำถามว่าเธอผิดอะไร
“ไอ้คนเฮงซวย มักมาก”
“นังหมวยแกหยุด!” เพื่อนเธอรีบเข้ามายื้อแขนเธอให้ลุกแต่คนตัวเล็กบนตักกลับไม่สนใจ จนเพื่อนเธอก้มหัวผงกๆ ให้กับผมและเฮียฟาน
“ทำแบบนี้กับฉันได้ยังไง ฮือออออ” และแล้วเธอก็ปล่อยโฮเสียงแล้วซุกอกผม
“คุณ” ผมแตะไหล่เรียกเธอเบาๆ
“พี่ทำกับหมวยแบบนี้ได้ยังไง ฟืดดดดด” ผมตาค้างเมื่อได้ยินเสียงไม่พึงประสงค์ตรงอก “ไอ้คนชั่ว ฮืออออ ฟืดดดดด”
“โอ๊ยนังหมวยนังเพื่อนบ้าหล่อนทำอะไรของหล่อนเนี่ย!”
“คุณ!” ผมจับไหล่เธอแล้วดันออกถึงได้เห็นว่าเสื้อที่เคยชุ่มไปด้วยแอลกอฮอล์ตอนนี้มันมีทั้งน้ำตา แล้วก็น้ำมูกของเธอเปื้อนอยู่ด้วย
“หมวยเกลียดพี่ อุก” เธอตะครุบปากตัวเองราวกับว่ากลัวบางสิ่งบางอย่างจะออกมา “อุก”
“อย่านะนังหมวย หล่อนอย่าเชียวนะ!” เพื่อนเธอยืนพนมมือส่ายหน้าไปมาเมื่อเห็นท่าไม่ค่อยดี เฮียฟานเองก็เช่นกัน
“คุณครับ อย่า…”
“อุก…อุแหวะ” พระเ้ามักไม่ฟังคำขอของคนบาป…ซึ่งผมคือคนบาปคนนั้น “แหวะ”
“กะเทยจะเป็ลม” เพื่อนเธอทรุดลงนั่งอย่างหมดแรงเมื่อเห็นว่าคนเมาอ้วกใส่ผม “ขอโทษนะครับ ขอโทษแทนเพื่อนผมด้วย ขอโทษจริงๆ”
“เฟย โอเคปะวะ”
“โอเคก็แย่แล้วเฮีย” ผมตอบพี่ชายแล้วมองคราบเลอะเทอะบนเสื้อก่อนจะเลื่อนสายตามามองเ้าของรอยเปื้อนพวกนี้ เธอเองก็จ้องตาผมไม่ลดละ “ยังจะมามองกันอีก”
“ดึกแล้ว กลับกันเถอะ” เธอใช้แขนข้างหนึ่งกอดคอผมเพื่อพยุงร่างตัวเองให้ลุกนั่งบนตักผมอีกครั้ง “นังโป้ แกอยู่ไหน”
เธอเช็ดมุมปากที่มีคราบอ้วกเลอะอยู่ก่อนจะเรียกหาใครบางคนซึ่งผมคิดว่าน่าจะเป็เพื่อนเธอ “ฉันจะกลับ!”
“แล้วนี่ล่ะคุณ!” ผมมองเธอแล้วผายมือมายังเสื้อของผมที่เปรอะเปื้อนไปหมด
“นังโป้ ฉันจะกลับห้องแกอยู่ไหน ฮืออออออ”
“เฮ้ย คุณอย่าร้อง” ผมรีบห้ามเธอที่เริ่มร้องไห้โฮอีกครั้ง จนหลายคนหันมามองยังเราสี่คน “โอเคๆ ผมไม่รั้งคุณแล้วจะกลับก็กลับ”
พอผมพูดแบบนั้นเ้าตัวก็ผุดลุกอย่างหุนหันก่อนจะเดินเซสับขาก้าวยาวๆ ออกไปจากตรงนี้ราวกับไม่ใช่คนเมาจนเพื่อนเธอเองยังงง…ช่างเป็ผู้หญิงที่โคตรอันตรายเลย