“หือ...น้องหญิงเจ้าไม่คิดจะลดน้ำหนักหรอกหรือ? ข้าเป็นห่วงสุขภาพเจ้านะ กลัวจะเจ็บป่วยไปเสียก่อน”
หานซูลี่หน้าร้อนผ่าว‘อีกแล้ว! นี่ไม่คิดจะพูดกับข้าให้มันชัดเจนเลยใช่ไหม?’
“พะเพคะ”
อ๋องเก้าชะโงกหน้ามาด้านข้างแก้มกับใบหูอวบอิ่มขึ้นสีจัดเช่นนี้ เขาก็อมยิ้ม
“หรือว่าเจ้ากังวลเรื่องบุตรธิดา”
“ไม่กังวลหรอกเพคะเพราะเราคงไม่มีอยู่แล้ว” นางเริ่มเก็บความแค้นเคืองไม่ไหวแล้วนางท่องคำว่าอดทนในใจซ้ำไปซ้ำมา เกือบหลุดถ้อยคำที่รุนแรงยิ่งกว่านี้หากแสดงตัวเขาก็จะล่วงรู้แผนการได้โดยง่าย
“เจ้าอย่าเพิ่งคิดมากเดี๋ยวเจ้าค่อยๆ ลดน้ำหนักไป ลูกๆ ก็คงมาเอง”น้ำเสียงปลอบโยนของเขามันช่างดูปลอมสิ้นดี หานซูลี่ขัดเคืองยิ่งนัก นางได้แต่นิ่งแล้วก็นิ่ง เขาอยากจะพูดอะไรปล่อยให้เขาพูดไป
“เพคะ”
เมื่อกลับถึงวังอ๋องเก้ากลับเดินตามนางไปตำหนักหมีขาว ใบหน้างามดังหยกขาวสลักนั้นอมยิ้มน้อยๆอยู่ตลอดเวลา
“ซูเจินซูเมิ่ง เจ้าอาบน้ำให้พระชายาหอมๆ เทียว”
องค์หญิงอยากจะหันกลับไปแยกเขี้ยวให้นักวันนี้ทั้งวันนางไม่ได้ทำงานที่วางแผนไว้คิดจะแอบออกไปหาเจ้าสำนักหงส์ไฟเพื่อคุยเรื่องงานที่ส่งมาให้เลือกก็ยังไม่มีโอกาสโดนตามประกบทั้งวัน
ท่านอ๋องแยกไปอาบน้ำที่ห้องข้างๆเมื่อวางแผนว่าจะมานอนที่ตำหนักนี้จึงสั่งให้องครักษ์ไปเอาถังอาบน้ำอีกใบมาตั้งไว้ เมื่อเขาเดินกลับมาที่ห้องบรรทมร่างขาวอ้วนของนางก็เป็นก้อนกลมอยู่บนเตียงแล้ว นางนอนหันหน้ามาด้านนอกดวงตาโตสวยคู่นั้นมองเขาเขม็ง ร่างเดิมของนางคงจะสวยงามสมกับดวงตาคู่นี่กระมัง
อ๋องเก้าหยิบผ้าห่มที่ปลายเท้าอีกผืนขึ้นมาห่มแล้วนอนหันหน้าเข้าหานาง
“เจ้าเตรียมพัดหรือยัง?”
“ยังเพคะ”นางหวังให้เขาเดินออกไปนอนห้องข้างๆ ที่เตรียมเอาไว้
อ๋องเก้าส่ายหน้า “ช่างเถิด หากเจ้าไม่ได้เตรียมข้าคงต้องทำตามที่แม่นมเคยสอนไว้ตอนเด็ก”
“เอ๋?” นางกระพริบตาสองสามครั้ง
“แม่นมสอนว่า หากน้องข้าผายลมให้จูบที่ใบหูหนึ่งทีแล้วจะไม่ผายลมซ้ำอีก ถ้าไม่อยากให้เจ้าผายลม ข้า.....” เขาเล่าด้วยสีหน้าจริงจังแต่หานซูลี่ฟังแล้วสะดุ้งในใจ ‘อีกแล้ว ข้าโดนแกล้งอีกแล้ว’
นางรีบลุกขึ้นนั่งท่าทางขึงขัง“เช่นนั้นก็ให้หม่อมฉันลุกไปเอาพัดมาสักสองสามอันเถิดเพคะ”
“จะไปทำไมกัน? ในเมื่อมีพัดแล้วเจ้าก็ผายลมอยู่ดี สู้ให้ข้าจูบใบหูสักทีไม่ดีกว่าหรือ?” เขาพูดด้วยใบหน้าเรียบนิ่งตอนนี้ทั้งสองนั่งประจันหน้ากันบนเตียงใหญ่นางนั่งเหยียดขาในขณะที่เขานั่งชันเขาข้างหนึ่ง ขวางทางลงเตียงไว้ หานซู่ลี่หน้าแดงก่ำด้วยความเคืองนางเลยพ้นความอายกับจิ้งจอกขาวเจ้าเล่ห์ตัวนี้แล้ว
“ให้หม่อมฉันลงไปเถอะ เพคะ”นางไม่พูดเปล่าแต่กระถดก้นเพื่อจะลงจากเตียง ทันใดนั้นเขาก็ใช้แขนข้างหนึ่งโอบไหล่นางไว้แล้วเม้มที่ใบหูขาวอวบอูมที่หมายตามาหลายวัน
งึ่ม! ง่ำ! งึ่ม! ง่ำ!
ไม่ได้จูบเลย นี่เรียกว่าเม้มจะดีกว่าอ๋องเก้าใช้ปากคาบใบหูอวบอิ่มของนางแล้วขยับหยอกเย้าไปมาขอบใบหูและติ่งหูขาวอวบนั้นถูกเขาดูดเบาๆ สองสามที หานซูลี่ตกตะลึง นางไม่คิดว่าจิ้งจอกขาวจะกล้าลงมือเช่นนี้
“หูเจ้ารสชาติดีจริง หอมอร่อย”เขาปล่อยหูนางแล้วยิ้มให้ องค์หญิงถึงกับร้อนผ่าวไปทั้งตัวเขายื่นใบหน้าหล่อเหลาเข้ามาใกล้แต่นางในตอนนี้ตาลายไปหมดแล้วตากลมโตค้างนิ่งชั่วขณะ
“ทะ ท่าน ทำอะไร?”
“ชิมหูเจ้าเพื่อให้เจ้าไม่ผายลมตอนหลับไงเล่า?”
คราวนี้องค์หญิงอายจนใบหน้าแดงก่ำรู้สึกร้อนผ่าวที่ใบหู แม้ปากของเขาจะไม่ได้อยู่ตรงนั้นแล้วนางอยากจะถีบเขาลงจากเตียงเหลือเกิน แต่จนใจที่เขาเป็นสามีอย่างถูกต้องซ้ำยังเป็นองค์ชายในแคว้นที่นางเป็นเพียงเชลย
“เช่นนั้น คงนอนได้แล้วไม่ต้องใช้พัด” หมีขาวตัวอ้วนล้มตัวลงนอนแล้วรีบเอาผ้าห่มมาคลุมศีรษะ อ๋องเก้านอนอมยิ้มก่อนจะหลับตา“เจ้าก็อย่ามัวแต่นอนคลุมโปง จมูกเล็กๆ นั่นระวังจะไม่หายใจเข้าไปไม่ทัน”
คืนนั้นองค์หญิงหานซู่ลี่นอนตัวแข็งทื่อทั้งคืนรุ่งสางท่านอ๋องออกไปทำธุระแต่เช้า นางแสร้งนอนนิ่งในตอนที่เขาตื่น จนเขาออกจากห้องไปผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าที่ห้องข้างๆแล้วจึงค่อยลุกขึ้นนั่ง
“พระชายา ตะ ตาของท่าน”เป่ยซูเจินเห็นขอบตาที่ดำคล้ำของนางแล้วถึงกับผงะ
“เขาแกล้งเปิ่นกง”นางผงกศีรษะขึ้นลงอย่างเหนื่อยอ่อน
“ท่านอ๋องทำอะไรท่าน?”
“เขากินหูเปิ่นกง”
“หา!” นางกำนัลทั้งสองร้องออกมาพร้อมกันทำหน้างวยงงกับคำบอกเล่านั้น
“กินอย่างไรเพคะ?”
นางถ่ายทอดการกระทำป่าเถื่อนของจิ้งจอกขาวให้พี่เลี้ยงทั้งสองฟังซูเจินถึงกับขำคิกคัก ก่อนที่องค์หญิงหานซูลี่จะเดินทางมาอภิเษกสมรส นางกำนัลทั้งสองได้รับการอบรมเกี่ยวกับการเข้าห้องหอของชายหญิงจากนางกำนัลรุ่นใหญ่ในแคว้นเว่ยเพื่อให้รู้จังหวะในการเข้าปรนนิบัติเจ้านายที่ร่วมห้องกัน
“เช่นนี้เรียกพิศวาสต่างหากเล่า เพคะ?”
“พิศวาสอะไรกัน” หานซูลี่นึกโมโหที่เขามาคาบใบหูนางเล่น
เป่ยซูเจินจึงเข้าไปกระซิบบอกกล่าวให้องค์หญิงของนางเข้าใจเรื่องนี้ฟังแล้วหานซูลี่ใบหน้าขึ้นสีแดงจัด
“ละ แล้วเขาจะทำอย่างอื่นเปิ่งกงไหมเล่า?”
ความจริงแล้วพระมารดาขององค์หญิงต้องการจะสอนเรื่องขั้นตอนในห้องหอแต่เพราะตอนนั้นองค์หญิงมัวแต่ออกไปตามหาหมอเทวดาจึงไม่ได้สนใจมีเพียงนางกำนัลทั้งสองที่เรียนรู้ไปหน้าแดงไปเพราะจะได้นำมาถ่ายทอดให้องค์หญิงฟัง
เป่ยซูเมิ่งเป็นคนไม่ค่อยพูดแต่กลับเดินไปค้นในห้องเก็บสินเดิม เอาห่อผ้าสีดำเดินกลับมาให้เป่ยซูเจิน“เจ้าเก่งจริง รู้ว่าข้าอยากให้พระชายาได้เห็นสิ่งนี้”
หานซูลี่มองนางกำนัลคู่ใจตาปริบๆ“นั่นคือ....”
“สิ่งที่พระชายาต้องเรียนรู้ก่อนเข้าห้องหอเพคะ”เป่ยซูเจินแกะห่อผ้านั้นออก คลี่สมุดที่ถูกห่อปกไว้ด้วยกระดาษสีดำเปิดสมุดภาพแล้วเริ่มอธิบายแต่ละหน้า ทั้งนายทั้งบ่าวคนหนึ่งพูด อีกสองคนฟังต่างหน้าร้อนผ่าวด้วยกันทุกคน
“ขะ เขาจะทำแบบนี้กับเปิ่นกงหรือ?”
-------------------------------------