จอมอาคมกู้บัลลังก์

    บทที่ 62: แสงสุดท้ายแห่งชากังราว

    ความสิ้นหวังเย็นเยียบและหนักอึ้งราวกับแผ่นศิลาทับถมลงบนจิตใจของหน่วยเด็ดหัวพญามารที่เหลือรอดชีวิต


    เบื้องหน้าคือกำแพงอาคมสีดำแดงที่ส่องประกายอำมหิต มันคือเส้นตายที่ไม่อาจข้ามผ่าน


    เบื้องหลังคือเสียงฝีเท้าและเสียงตะโกนของกองทัพพม่าที่กำลังบีบวงล้อมเข้ามา มันคือคลื่นมรณะที่พร้อมจะโถมซัดพวกเขาทุกเมื่อ


    คำอินทร์คุกเข่าอยู่บนพื้นดินเรี่ยวแรงของเขาหมดสิ้นลงแล้วโดยสมบูรณ์ เขาพยายามจะโคจรพลังจากแก่นอาคมอีกครั้ง แต่สิ่งที่ได้รับกลับมามีเพียงความว่างเปล่าและความเจ็บปวดที่แล่นริ้วขึ้นมาตามเส้นทางพลังภายในที่บอบช้ำ เขาฝืนใช้พลังเกินขีดจำกัดมากเกินไป


    เขาทำได้เพียงแค่มองดูกำแพงอาคมนั้นแล้วนึกถึงใบหน้าของจอน 


    ทหารกล้าผู้สละชีพเพื่อให้พวกเขามาได้ถึงจุดนี้ 


    หรือว่าการเสียสละของเขากำลังจะสูญเปล่า...


    หัวหน้าหน่วยองครักษ์และทหารที่เหลืออีกไม่กี่นายต่างเข้ามายืนล้อมร่างของผู้นำหนุ่มของตนไว้ พวกเขาตั้งดาบขึ้นหันหน้าออกไปเผชิญหน้ากับศัตรูที่กำลังจะมาถึง 


    แววตาของพวกเขาไม่มีความหวาดกลัวอีกต่อไปมีเพียงความสงบนิ่งของผู้ที่ยอมรับในชะตากรรม


    ท่านแม่ทัพดูเหมือนว่านี่จะเป็นที่ตายของเรา คำพูดของหัวหน้าหน่วยยังคงก้องอยู่ในหัวของคำอินทร์


    ในขณะที่ทุกคนกำลังจะยอมจำนนต่อโชคชะตา 


    ในขณะที่ทหารพม่าระลอกแรกปรากฏตัวขึ้นจากเงามืดพร้อมที่จะเข้าขย้ำเหยื่อที่จนตรอก 


    พลันบังเกิดเสียงหนึ่งที่ดังขึ้นมาทำลายทุกสิ่ง!


    วู่วววววววววววววววววววววววววว!


    มันไม่ใช่เสียงแตรจากในค่ายพม่าแต่มันคือเสียงแตรเขาสัตว์ของกองทัพสยาม! ที่ดังมาจากทิศทางของกำแพงเมืองชากังราว!


    และมันไม่ใช่สัญญาณตั้งรับแต่มันคือสัญญาณ "เข้าโจมตี"!


    ตามมาด้วยเสียงโห่ร้องที่ดังสนั่นหวั่นไหวราวกับแผ่นดินจะถล่มทลาย!


    "ไชโย! เพื่อท่านเจ้าคุณ! เพื่ออสุราน้อย! ฆ่าพวกมัน!"


    ทุกคนทั้งฝ่ายสยามและพม่าต่างหันไปมองยังทิศทางของเสียงด้วยความตกตะลึง!


    ภาพที่พวกเขาเห็นคือประตูเมืองทิศใต้ที่เคยพังพินาศ บัดนี้ได้เปิดออกกว้าง! และมีกองทัพทหารม้าและทหารราบของสยามจำนวนนับพันกำลังพุ่งทะยานออกมาจากประตูเมืองข้าใส่ค่ายทหารพม่าที่กำลังโกลาหลจากทางด้านหลัง!


    ผู้นำทัพนั้นคือเจ้าพระยาเพชรพิไชยด้วยตนเอง!


    ท่านเจ้าเมืองหลังจากที่ได้รับรายงานเรื่องเพลิงไหม้ที่ยุ้งฉาง ท่านก็ตระหนักได้ทันทีว่าแผนการของศัตรูคืออะไรและตระหนักได้ว่าหน่วยของคำอินทร์นั้นได้ทำในสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดนั่นคือการสังหารแม่ทัพใหญ่ของพม่าลงได้สำเร็จ!


    ในภาวะที่ศัตรูไร้หัวและกำลังระส่ำระสาย ท่านเจ้าเมืองจึงตัดสินใจทำในสิ่งที่บ้าบิ่นที่สุดคือการเปิดประตูเมืองแล้วนำทัพทั้งหมดออกไปเผด็จศึก!


    มันคือการเดิมพันครั้งสุดท้ายที่ต้องทุ่มด้วยทุกสิ่งทุกอย่างที่มี!


    กองทัพของเจ้าพระยาเพชรพิไชยเข้าปะทะกับกองทัพพม่าที่กำลังสับสนสร้างความโกลาหลและความแตกตื่นให้แก่พวกมันเป็นทวีคูณ!


    เหล่าจอมอาคมของพม่าที่เคยรวมพลังกันเสริมสร้างกำแพงมนตรา บัดนี้กลับต้องตื่นตระหนกและหันไปป้องกันตัวเองจากการโจมตีที่ไม่คาดฝัน! สมาธิของพวกมันแตกกระเจิง!


    กำแพงอาคมสีดำแดงที่เคยดูแข็งแกร่งและไม่อาจทำลายได้ บัดนี้พลันเริ่มสั่นไหวและส่องแสงริบหรี่ลง!


    คำอินทร์เห็นภาพนั้น! ประกายแห่งความหวังสุดท้ายลุกวาบขึ้นในดวงตาที่ใกล้จะมืดบอดของเขา!


    "บัดนี้!" เขารวบรวมแรงทั้งหมดตะโกนขึ้น! "ไป!"


    เขาใช้แรงเฮือกสุดท้ายที่เหลืออยู่ ผลักร่างของหัวหน้าหน่วยองครักษ์ให้พุ่งไปข้างหน้า!


    เหล่าทหารกล้าที่เหลือรอดเมื่อเห็นโอกาสเดียวที่จะรอดชีวิตก็ออกวิ่งสุดชีวิต! พุ่งเข้าใส่กำแพงอาคมที่กำลังจะสลายไป!


    เปรี้ยง!


    พวกเขาทะลวงผ่านม่านพลังนั้นไปได้สำเร็จ!


    บัดนี้พวกเขากลับมาอยู่ในแดนสังหาร ที่ที่การรบพุ่งกำลังเกิดขึ้นอย่างดุเดือดรอบตัว 


    หัวหน้าหน่วยองครักษ์มองหาธงนำทัพของท่านเจ้าเมือง แล้วเขาก็เห็น!


    "ไปทางนั้น!"


    พวกเขาทั้งหมดช่วยกันพยุงร่างของคำอินทร์ที่แทบจะหมดสติแล้วฝ่าดงดาบและคมหอกมุ่งหน้าไปยังตำแหน่งของเจ้าพระยาเพชรพิไชย


    ในที่สุดพวกเขาก็มาถึงจนได้


    เจ้าพระยาเพชรพิไชยเมื่อเห็นหน่วยเด็ดหัวพญามารที่เหลือรอดชีวิตกลับมา โดยเฉพาะเมื่อเห็นสภาพของคำอินทร์ แววตาของท่านก็เต็มไปด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ทั้งความยินดีที่พวกเขาปลอดภัย ทั้งความเศร้าใจต่อผู้ที่ต้องสละชีพและทั้งความภาคภูมิใจในความกล้าหาญของพวกเขาอย่างถึงที่สุด


    "กลับบ้าน" ท่านเจ้าเมืองกล่าวกับพวกเขาสั้นๆ น้ำเสียงเต็มไปด้วยอารมณ์ที่อัดอั้น


    ท่านสั่งให้ทหารม้าเร็วกลุ่มหนึ่งเข้าคุ้มกันหน่วยของคำอินทร์แล้วนำพวกเขากลับเข้าสู่ประตูเมืองโดยด่วนที่สุด


    คำอินทร์ถูกพยุงขึ้นไปบนหลังม้า สติของเขาเลือนลางเต็มที...


    แต่ในภาพสุดท้ายที่เขาเห็นก่อนที่ทุกอย่างจะดับวูบลง


    เขาเห็นแสงแรกของรุ่งอรุณที่กำลังสาดส่องขึ้นมาทางทิศตะวันออก


    เขาเห็นค่ายทหารพม่าที่กำลังลุกเป็นไฟไม่ใช่ด้วยภาพมายาแต่เป็นไฟที่เกิดจากการสู้รบจริงๆกองทัพที่เคยยิ่งใหญ่ บัดนี้แตกพ่ายและกำลังหนีกระจัดกระจายไปคนละทิศคนละทาง


    และเขาเห็นประตูเมืองชากังราวที่เปิดอ้ารอรับการกลับมาของพวกเขาอยู่


    ภารกิจสำเร็จแล้ว


    แล้วสติของเขาก็ดับลงสู่ความมืดมิดที่ปราศจากความเจ็บปวด มีเพียงความรู้สึกของชัยชนะและความปลอดภัยที่โอบล้อมกายเขาไว้...

    คล้ายกับเรื่องจอมอาคมกู้บัลลังก์ ที่คุณอ่าน