King of world ราชันแห่งพิภพ

    อัมมอร์

    “รักษาตัวด้วยนะท่านวาส”พักรักษาร่างกายอยู่ 2 วันก็ถึงเวลาที่วาสจะออกไปผจญภัยโลกภายนอกอีกครั้ง ผู้เฒ่าเวนก้าและชาววีดทั้งหมดต่างมาอวยพรให้วาสโชคดี แม้วาสจะบอกว่าเขาจะต้องกลับมาอยู่ในโลกมิติเป็นพักๆอยู่แล้วแต่ชาววีดก็เลือกที่จะมาส่งวาสด้วยตัวเองกันทุกคน น่าเสียดายที่โตโต้ไม่ได้อยู่ที่นี่ด้วย ต้นไม้ตัวน้อยตอนนี้กำลังยุ่งอยู่กับการศึกษาเทคนิคการสร้างต่างๆอยู่กับราชาคนแคระ แต่ก่อนหน้านี้เขาก็ได้กลับมาร่วมงานเลี้ยงฉลองและบอกวาสว่าเขาคงต้องอยู่ที่อาณาจักรคนแคระอีกสักพักใหญ่
    นอกจากชาววีดแล้วก็ยังมีชายชราร่างเล็กอีกคนที่มือถือเหยือกเบียร์ไม่ห่างกายและร่างกายคงไม่ขาดเบียร์อีกนานเพราะวาสได้กลับไปซื้อมาตุนให้แล้ว
    “รับนี่ไปเจ้าหนู”ไออ้อนดีดกำไลข้อมือสีน้ำตาลแวววาวให้เขา บนกำไลมีไข่มุกเม็ดเล็กๆสีขาวเรียงชิดติดกันจนเต็ม
    “ต่อจากนี้เวทีของเจ้าคงจะใหญ่ขึ้นกว่าเดิม สิ่งที่ข้าให้เจ้าไปมันคงจะพอช่วยเจ้าได้บ้าง จำไว้! ถ้าไข่มุกแตกเมื่อไหร่ให้เจ้าหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับศัตรูทันที เป็นไปได้ก็ให้หนีไปซะ”วาสตั้งใจจะถามเพิ่มเติมแต่ไออ้อนกลับโบกมือปัดๆแล้วบอกให้ชายหนุ่มส่งเขากลับอาณาจักรคนแคระ
    ชายหนุ่มคิ้วกระตุกแต่ก็ส่งไออ้อนกลับไปแต่โดยดี
    “ก่อนท่านจะออกไปข้ามีเรื่องจะรบกวนอีกอย่าง”ผู้เฒ่าเวนก้าเอ่ยขึ้น
    “เรื่องอะไรครับ?”
    “ตอนนี้โลกมิติของท่านเริ่มจะสมบูรณ์ขึ้นแล้ว ทรัพยากรสำหรับดำรงชีวิตก็มีเพียบพร้อม ข้าจึงอยากจะให้ท่านเริ่มนำมอนเตอร์เข้ามาอยู่อาศัยในโลกมิตินี้ สิ่งที่ท่านควรจะนำเข้ามาก่อนคือมอนเตอร์ประเภทกินพืชและมีนิสัยรักสงบ หลังจากพวกมันแพร่พันธุ์ได้ที่แล้ว ท่านก็จะต้องนำมอนเตอร์ประเภทนักล่าเข้ามาเพื่อรักษาสมดุล”
    “แล้วพวกมันจะไม่ทำอันตรายพวกคุณหรอครับ”
    “เรื่องนั้นไม่ต้องเป็นห่วง พวกข้าสามารถป้องกันตัวได้ระดับหนึ่ง และยังสามารถใช้พวกมันเป็นคู่ต้อสู้เพิ่มระดับเลเวลได้อีกด้วย”
    วาสเอ่ยรับคำเรียกใช้สกิลวาร์ปและออกจากโลกมิติไป
    สิ่งที่อยู่หลังประตูวาร์ปคือด้านหลังของร้านค้าสมุนไพรตระกูลไป๋ที่เดิม และที่หลังประตูก็มีหญิงสาวคนหนึ่งมารอรับวาสอยู่แล้ว
    “มาแล้วหรอ”ไป๋ฟางยิ้มรับเดินไปคล้องแขนชายหนุ่มและพาไปหาครอบครัวของเธอ
    ครอบครัวตระกูลไป๋อยู่กันพร้อมหน้าขาดเพียงแต่ไป๋หลงเท่านั้น พวกเขาทั้งหมดร่วมกันรับประทานอาหารกับวาส สนทนาพูดคุยถึงเรื่องราวต่างๆรวมถึงเรื่องธุรกิจ
    ตั้งแต่ไป๋ฟางได้ไปศึกษาเล่าเรียนกับผู้เฒ่าเวนก้า นักปราชญ์ผู้เลื่องชื่อของเผ่าพันธุ์วีด ทักษะการปรุงยาของเธอก็พัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดด ทำให้เธอเล็งเห็นถึงโอกาสสำคัญ
    ไป๋ฟางไปปรึกษากับวาสและผู้เฒ่าเวนก้าเรื่องที่จะนำสมุนไพรที่ชาววีดปลูกมากลั่นเป็นยาและออกขายในโลกภายนอกซึ่งทั้งคู่ก็เห็นด้วย
    เพียงครั้งแรกที่นำยาออกขายก็ทำให้วงการค้าสมุนไพรและยาของเผ่าพันธุ์มนุษย์สะเทือน!
    ยาที่ไป๋ฟางนำออกมาขายก็คือยาห้ามเลือด มันคือยาแสนธรรมดาสำหรับชาววีดที่ไม่ต่างจากยาสามัญประจำบ้าน
    แต่กลับมนุษย์นั้นไม่ใช่ ยานี้สามารถหยุดเลือดที่ไหลโชกได้ในเวลาไม่กี่สิบวินาทีถึงแม้จะเป็นบาดแผลขนาดใหญ่ก็ตาม!
    ถือเป็นยาที่สามารถใช้ช่วยชีวิตได้ในช่วงวินาทีสำคัญ
    เพียงนำออกมาขายครั้งแรกยาทั้งหมดก็ถูกเหมาซื้อไปโดยผู้มีอิทธิพลสร้างผลกำไรให้ร้านค้าสมุนไพรตระกูลไป๋มหาศาล หลายคนพยายามจะแกะสูตรยาห้ามเลือดนี้แต่ไม่สามารถทำได้ เพราะยาห้ามเลือดนี้ถูกปรุงขึ้นจากสมุนไพรพิเศษที่ชาววีดปลูกขึ้น
    มีบางคนต้องการจะใช้วิธีสกปรกเค้นถามจากคนในครอบครัวตระกูลไป๋แต่ก็ต้องพบกับการโต้กลับอย่างรุนแรงจากกิลด์นักรบโลหิต
    เมื่อไป๋หลงรู้เรื่องยาห้ามเลือดที่ร้านค้าสมุนไพรตระกูลไป๋นำมาขายก็ประกาศกร้าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างเขาและร้านค้าสมุนไพรตระกูลไป๋ทันที
    ข่าวเรื่องที่ไป๋หลงและร้านค้าสมุนไพรตระกูลไป๋เป็นครอบครัวเดียวกันสร้างแรงสั่นสะเทือนอีกระลอก เรื่องนี้ทำให้หลายคนที่ต้องการจะใช้วิธีสกปรกต้องหยุดคิดทันที
    ส่วนไป๋ฟางที่ตั้งใจจะนำยาชนิดอื่นมาขายก็ต้องชะลอเอาไว้ก่อน เพียงแค่ยาห้ามเลือดธรรมดาก็ทำให้ร้านค้าสมุนไพรตระกูลไป๋ของครอบครัวเธอปั่นป่วนไปมากแล้ว สิ่งที่ควรจะทำตอนนี้ก็คือเพิ่มกำลังผลิตให้มากขึ้นโดยมีแรงงานซากทัพของวาสและชาววีดคอยช่วยเหลือ
    หลังจบการทานอาหารไป๋ฟางก็พาวาสออกไปเดินเล่นในเมือง ชายหนุ่มหยิบหน้ากากหยินหยางออกมาสวมตามความเคยชิน
    ท้องฟ้ายามราตรีประดับไปด้วยหมู่ดาวจำนวนมาก ร้านรวงหลายร้านเปิดขายกันอย่างคึกคัก ทั้งสองพากันเดินเล่นจนทั่วเมืองซื้อของที่อยากซื้อ กินของที่อยากกิน พยายามใช้เวลาอยู่ร่วมกันให้มากที่สุด
    เมื่อเดินจนครบรอบเมืองทั้งคู่ก็พากันมาหยุดอยู่ที่ประตูเมืองทิศใต้
    “ส่งฉันแค่นี้ละ”วาสเอ่ยเบาๆ ไป๋ฟางหยุดเดินและสวมกอดเขาจากด้านหลัง
    “ดูแลตัวเองดีๆนะ”วาสหันไปจูบลงที่หน้าผากของหญิงสาวจากนั้นจึงผละกายจากไปอย่างฝืนทน
    ไป๋ฟางมองวาสที่เดินออกจากประตูเมืองและหายลับไปกับตา คิดในใจอย่างอัดอั้นว่า
    ‘สักวันฉันจะต้องเดินเคียงข้างนายให้ได้’


    สายลมตีปะทะเข้ากับใบหน้าของบุรุษหนุ่มไม่ขาดสาย ทันทีที่เดินออกมาพ้นจากสายตาผู้อื่น วาสก็นำซากทัพอินทรีปีกดำกลายพันธุ์ออกมาเป็นพาหนะเดินทาง
    จุดมุ่งหมายต่อไปของเขาคือ1ในเมืองทั้ง 7 ของเหล่ามวลมนุษย์ อัมมอร์!
    อัมมอร์กับฟอนเต้นับว่าอยู่คนละฟากกันอย่างสิ้นเชิง
    จากที่ไออ้อนเล่ามาคนที่ครอบครองลาวาสวรรค์อยู่ที่เมืองนี้ ลักษณ์เด่นชายวัยกลางคนที่มีแขนเพียงข้างเดียว!
    ในหัวของวาสนึกถึงชายคนหนึ่งอย่างเลือนราง เขาคือคนที่ร่วมฝ่าฟันบททดสอบจากโลกเดิมมากับวาส
    และนี่คือหนึ่งในสาเหตุที่วาสไม่อยากพาไป๋ฟางมาด้วยก็เพราะเหตุนี้
    อัมมอร์คือดินแดนไร้กฎหมายอย่างแท้จริง เมืองนี้คือสวรรค์ของอาชญากรทั้งหลาย ทั้งไร้กฎและไม่มีผู้ครอบครอง สิ่งสำคัญของเมืองอัมมอร์ไม่ใช่พลัง แต่เป็นการเอาตัวรอด หลายครั้งที่พลังก็พ่ายแพ้ต่อเล่ห์เหลี่ยม
    วาสถือเป็นคนหนึ่งที่เคยคลุกคลีอยู่ในวงการมืดเช่นนี้ เขารู้ดีว่าการพาสาวสวยอย่างไป๋ฟางไปที่เมืองอัมอร์ไม่ต่างจากยื่นเนื้อไปให้ฝูงหมาป่า
    ความงามของไป๋ฟางจะดึงดูดปัญหาเข้ามามากมาย ตราบใดที่เขายังไม่มีพลังพอที่จะกำราบทั้งเมืองได้ด้วยตัวคนเดียววาสก็ไม่อาจประมาทให้ไป๋ฟางมาด้วยได้เพราะการพลาดท่าในเมืองไร้กฏเช่นนี้ผลที่ได้รับมาจะต้องร้ายแรงมากแน่นอน
    ชายหนุ่มปล่อยอารมณ์ให้ลอยไปกับสายลม เดินทางบนฟ้าเพียงไม่นานสายตาของเขาก็กวาดไปเห็นแสงไฟจากเมืองเดสซ่า
    การเดินทางบนอากาศที่ไร้สิ่งกีดขวางย่นระยะเวลาวาสไปได้มาก หรืออาจจะเป็นเพราะมนุษย์ยังใหม่สำหรับโลกใบนี้ จึงพากันสร้างเมืองให้ใกล้กันเข้าไว้
    สายตาชายหนุ่มเหลือบมองเมืองเดสซ่าแวบหนึ่งแล้วออกเดินทางต่อโดยไม่หยุดพัก
    ต่อจากเมืองเดสซ่าก็คือเมืองกรีนวู้ดที่อยู่ไม่ห่างกันนัก เวลานี้เมืองกรีนวู้ดแทบไม่ต่างจากเมืองที่พึ่งก่อสร้างขึ้นมาใหม่ รอบเมืองเต็มไปด้วยร่องรอยของสงคราม ส่วนภายในเมืองก็มีแต่สิ่งปลูกสร้างที่ดูใหม่เอี่ยม
    จากการที่กองทัพก็อบลินเผาเมือง ทำให้ทั้งเมืองไม่สามารถอยู่อาศัยได้ต้องทุบทิ้งและสร้างขึ้นใหม่ทั้งหมด
    ยังดีที่ได้รับการช่วยเหลือจากมหาอำนาจที่ครองเมืองอื่นๆทำให้เมืองกรีนวู้ดสามารถฟื้นตัวได้เร็ว
    นอกจากบ้านเรือนที่เปลี่ยนใหม่ ลักษณะผู้คนภายในเมืองก็เปลี่ยนใหม่เช่นกัน!
    หลังผ่านสงครามครั้งใหญ่และตกเป็นเชลยก็ทำให้ชาวเมืองกรีนวู้ดเข้มแข็งขึ้นมาก ทุกคนต่างตระหนักถึงพลังที่ช่วยในการเอาชีวิตรอด
    เวลานี้ชาวเมืองกรีนวู้ดไม่ต่างจากคนธรรมดาที่เปลี่ยนเป็นนักรบที่ชุบตัวมาในสงคราม นอกเหนือเวลางานพวกเขาต่างหาเวลาว่างออกไปล่ามอนเตอร์เพื่อเพิ่มเลเวล ยกระดับความแข็งแกร่งเฉลี่ยของเมืองกรีนวู้นขึ้นแบบพรวดพราดจนเมืองกรีนวู้ดแทบจะเปลี่ยนเป็นเมืองของนักรบอยู่รอมร่อ
    ชายหนุ่มบนหลังซากทัพอินทรีปีกดำกลายพันธุ์มองที่เมืองกรีนวู้ดอย่างชมเชย หลังพายุใหญ่ท้องฟ้าย่อมสดใสอยู่เสมอ
    ฟ้าใกล้จะรุ่งสางแล้ว วาสเร่งการเดินทางขึ้นอีก ซากทัพอินทรีปีกดำกลายพันธุ์สะบัดปีกถี่ยิบราวกับเป็นเครื่องจักร พุ่งฉิวแหวกเมฆบนฟ้าให้เป็นทางแยก
    แสงอาทิตย์เริ่มสาดส่องไปทั่วฟ้าจนชายหนุ่มต้องหรี่ตาลง แต่แล้วในที่สุดสายตาของเขาก็มองเห็นเป้าหมาย
    ที่ใจกลางป่าทึบมีเปลวควันหลายสายลอยขึ้นมา สิ่งปลูกสร้างจำนวนมากผุดขึ้นเหนือยอดไม้ให้เห็นกระจัดกระจาย น่าแปลกที่เมืองนี้กลับไม่มีกำแพงเมืองเหมือนเมืองปกติ ดูๆไปไม่ต่างจากค่ายพักกองโจรที่ตั้งขึ้นชั่วคราว
    และแล้วเขาก็มาถึงจนได้ อัมมอร์ เมืองไร้กฏ!






    คล้ายกับเรื่องKing of world ราชันแห่งพิภพ ที่คุณอ่าน