กลุ่มที่เมื่อสักครู่นี้ยังได้เปรียบกว่าอย่างเห็นได้ชัดใครจะคิดว่าจู่ๆ จะกลับตาลปัตรเป็นเช่นนี้
“บ้านสกุลเยี่ยกับบ้านสกุลไป๋อาจจะวางแผนลับไว้ร่วมกันแต่แล้วล่ะมั้ง”
เมื่อตู้เซ่าฝู่เห็นการเปลี่ยนแปลงอันฉับพลันทั้งหมดนี้ก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย ดูจากการเปลี่ยนเป้าหมายโจมตีของพวกเขา คาดว่าบ้านสกุลไป๋กับบ้านสกุลเยี่ยร่วมมือวางแผนซ้อนแผนเช่นนี้แต่แรกแล้วในช่วงเวลาที่เป็นโอกาสดีที่สุด ก็โจมตีอีกฝ่ายในจุดอันตรายถึงแก่ชีวิต
และเมื่อสักครู่นี้บ้านสกุลไป๋ก็ทำได้สำเร็จหลังจากการที่บ้านสกุลไป๋หันกลับมาโจมตีฝ่ายบ้านสกุลฉินและจังหวัดหลิวอวิ๋นก็สามารถทำร้ายฝ่ายนั้นให้บาดเจ็บกันยับเยินได้
“ศัตรูร้ายกาจเพียงใดไม่น่ากลัวเท่ากับพันธมิตรฝ่ายตนแอบวางแผนลับมาทำร้ายฝ่ายตัวเอง” ทุกอย่างที่เพิ่งเกิดขึ้น ทำให้ตู้เซ่าฝู่แอบถอนหายใจเองเบาๆ
“เจ้าบังอาจหักหลังข้าหรือข้าไม่มีทางปล่อยพวกเจ้าบ้านสกุลไป๋แน่!”
เฉาเทียนหมั่งกุมที่หน้าอกเพราะอาการเจ็บปวดจ้องไปที่ไป๋เหว่ยอย่างโกรธแค้นจนตาแดงก่ำ
ในขณะที่เฉาเทียนหมั่งไม่ได้ตั้งตัวตั้งรับแต่น้อยไป๋เหว่ยจึงแอบจู่โจมใส่ได้สำเร็จ มิเช่นนั้น ระดับฌานอย่างไป๋เหว่ยหากสู้กันซึ่งๆหน้าไม่น่าจะทำอะไรเขาได้
ไป๋เหว่ยจ้องหน้าเฉาเทียนหมั่งกล่าวอย่างหนักแน่น “เมืองสือเฉิงไม่ว่าอย่างไรก็คือเมืองสือเฉิงบ้านสกุลไป๋ของข้าแม้อยากได้ประโยชน์จากสิ่งที่อสูรพยัคฆ์จ้าวสายฟ้าตกทอดไว้ให้แต่ข้าเองก็เป็นคนเมืองสือเฉิงจะให้เข้าร่วมการกระทำที่พาโจรร้ายเข้าบ้านของตัวเองข้าทำไม่ลงยิ่งไปกว่านั้นที่เจ้าตกลงร่วมมือด้วยคือบ้านสกุลฉินต่างหากจะมาว่าข้าทรยศได้อย่างไร เป็นเพราะเจ้าไม่มีมันสมองเอง!”
“ไป๋ซวี่หรู เจ้ามันเลวทรามต่ำช้าที่สุด!”
ฉินจงฉยงเองก็จ้องไป๋ซวี่หรูตาเขม็งเขาก็คิดไม่ถึงว่าจู่ๆ ไป๋ซวี่หรูจะหันมาโจมตีเขาแทน
“พากองทัพจังหวัดหลิวอวิ๋นมาโจมตีเมืองสือเฉิงถ้าให้พูดคนที่เลวทรามต่ำช้าคือเจ้าต่างหาก”
ไป๋ซวี่หรูปล่อยพลังปราณพลุ่งพล่านชายเสื้อยาวของเขาพัดกระเพื่อมตามแรงลมที่เกิดจากพลังปราณ เขาจ้องหน้าฉินจงฉยงพลันกล่าวว่า “ยิ่งไปกว่านั้นการทำสงครามต้องรู้จักพลิกแพลงกลยุทธ์ เมืองสือเฉิงจะอย่างไรก็คือเมืองสือเฉิง”
“ไป๋ซวี่หรู พวกเราไม่ได้คุยกันไว้หรือว่าร่วมมือกันเจ้าพวกหักหลังไม่รักษาคำพูด!”
อั้นชิงซงเองที่กำลังวุ่นกับการต่อสู้กับตู้เจิ้นอู่ก็ตะโกนออกมาด้วยความโกรธเคืองโมโหจนตาแดงก่ำ ในเวลาอันสั้นก็มีการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้อีกแล้ว ในใจของเขารู้สึกรับไม่ค่อยได้
ไป๋ซวี่หรูเหลือบไปมองอั้นชิงซงที่อยู่ไกลๆกล่าวว่า “เงื่อนไขที่บ้านสกุลอั้นให้มา บ้านสกุลเยี่ยเองก็ให้กับข้าได้หากเปรียบความน่าเชื่อถือล่ะก็ บ้านสกุลอั้นน่าเชื่อถือกว่าบ้านสกุลเยี่ยเสียอีก”
“ปึงๆ!”
จากนั้นไม่นาน กลางอากาศก็เกิดเสียงดังสนั่นขึ้นร่างบึกบึนกำยำของอั้นหงเสียหลักโซเซพุ่งดิ่งลงพื้นพร้อมกับวิญญาณติดชีพจรอสูรอินทรีสายฟ้าของเขา
สีหน้าของเขาซีดเผือดมุมปากมีโลหิตไหลออกมาเป็นสาย วิญญาณติดชีพจรอสูรอินทรีสายฟ้าแตกสลายกลายเป็นอักษรยันต์และไหลเวียนเข้าสู่ร่างของเขาไป
“โฮก!”
อสูรราชาพยัคฆ์กิเลนร้องคำรามแผดเสียงอสูรมหึมาตัวนี้บินเข้าไปอยู่ข้างกายตู้เซ่าฝู่อีกครั้ง จากนั้นก็พับปีกเก็บไปอสูรที่สุดแสนจะร้ายกาจยืนเคียงข้างตู้เซ่าฝู่เช่นนี้ ทำให้รอบข้างตู้เซ่าฝู่ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ทว่าบนกรงเล็บของมันมีรอยแตกที่เกิดจากการโจมตีของอั้นหงด้วย
“ควรจะจบได้แล้วนะ!”
เยี่ยเป่าหลินสีหน้าซีดเผือดเขาหายใจเข้าลึก กวาดฝ่ามือร่างพลังจากนั้นกระโจนเข้าหาฉินจงฉยงอย่างรวดเร็วดั่งสายฟ้าฝ่ามือของเขามีแสงประกายไฟฟ้าห่อหุ้มชั้นหนึ่งแสงประกายไฟฟ้านี้มีรอยแปลกประหลาดน่าพิศวง อานุภาพเหนือล้ำเพียงพริบตาเดียวก็ปรากฏอยู่ด้านหน้าฉินจงฉยงที่บาดเจ็บหนักแล้ว
“ใช่ ก็สู้กันมาพอประมาณแล้วควรจะจบได้แล้ว”
ขณะที่พลังฝ่ามือของเยี่ยเป่าหลินกำลังปะทะร่างของฉินจงฉยงก็มีเสียงเบาๆ ดังมาจากที่ไกลพุ่งเข้ามาใกล้เรื่อยๆ มีร่างของคนโผล่มาด้านหน้าของฉินจงฉยงอย่างฉับพลันราวกับผีหลอกจากนั้นบุคคลปริศนานี้ก็ร่ายพลังอานุภาพร้ายกาจออกมาส่งปะทะกับพลังฝ่ามือของเยี่ยเป่าหลิน
“โครม!”
“ตึงๆ……”
พลังฝ่ามือของทั้งสองฝ่ายปะทะกันการโจมตีอย่างรุนแรงและฉับพลันนี้ ทำให้เยี่ยเป่าหลินถูกกระแทกจนถอยหลังอย่างต่อเนื่องในลำคอรู้สึกถึงบางอย่างที่กรูออกมา เขาพ่นโลหิตออกมาจากทางปากเมื่อตั้งหลักยืนนิ่งได้ นัยน์ตาก็มองไปด้วยความประหลาดใจ
ทุกสายตาจับจ้องไปที่บุคคลปริศนาที่อยู่ดีๆก็พุ่งเข้ามา เขาเป็นผู้เฒ่าคนหนึ่งที่สวมชุดยาวสีเทานัยน์ตาดำขลับแต่เป็นประกายงดงามประหนึ่งดวงดาราบนนภา เขายืนนิ่งอยู่ตรงนั้นลมปราณที่แข็งแกร่งมากทำให้ผู้คนทั่วไปอึดอัดจนพลังปราณในร่างรู้สึกติดขัดได้
ยอดฝีมือบ้านสกุลฉินจำนวนหนึ่งเมื่อเห็นผู้เฒ่าคนนี้ปรากฏตัวก็ยิ้มออกมาอย่างปีติ จากนั้นรีบคำนับทักทายอย่างนอบน้อม “คารวะท่านปู่ซีผิง!”
“ฉินซีผิงว่ากันว่าถูกปีศาจหงส์เพลิงม่วงสังหารในเทือกเขาอู้ตูไปนานแล้วเมื่อราวๆห้าสิบปีก่อน ทำไมเขายังมีชีวิตอยู่ล่ะ”
“ฉินซีผิง เขาคือฉินซีผิงจริงๆ ด้วย!”……
เยี่ยกวัง ไป๋เหว่ย อั้นหงและคนอื่นๆสีหน้าเปลี่ยน ฉินซีผิงแห่งบ้านสกุลฉิน เป็นผู้อาวุโสกว่าพวกเขาเสียอีกผู้คนเล่าลือกันว่าเขาถูกปีศาจหงส์เพลิงม่วงสังหารในเทือกเขาอู้ตูเมื่อนานมาแล้วคิดไม่ถึงว่าเขายังมีชีวิตอยู่บนโลก และเก็บซ่อนตัวไว้จึงออกมาตอนสุดท้ายเช่นนี้
เมื่อผู้เฒ่าคนนี้ปรากฏตัว เสียงต่อสู้ฆ่าฟันก็ค่อยๆสงบลงในทันใด ทุกคนรับรู้ได้ถึงแรงกดดันที่เกิดจากลมปราณที่มองไม่เห็นของชายคนนี้ทุกคนรู้สึกถึงอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นได้
ตู้เจิ้นอู่อั้นชิงซง ตู้จื้อสยงและคนอื่นๆ รู้สึกได้ถึงพลังอันน่ากลัวจนหยุดมือตามสัญชาตญาณสายตาพวกเขาเองก็มองไปที่ชายคนนั้น
อสูรพาหนะทั้งหลายในสนามสงครามนี้ก็เกรงกลัวลมปราณอันร้ายกาจนี้จนไม่กล้าส่งเสียงใดๆออกมา
“ขั้นชีพจรประสานวิญญาณในระดับขั้นถึงฟากฝั่งบ้านสกุลฉินมียอดฝีมือแข็งแกร่งขนาดนี้เชียวหรือ!”
เฉาเทียนหมั่งก็รับรู้ได้ถึงลมปราณอันแข็งแกร่งของชายที่มานี้เมื่อเห็นสีหน้าก็เปลี่ยน เขาเองก็ไม่รู้เลยว่า บ้านสกุลฉินก็มียอดฝีมือที่แข็งแกร่งขนาดนี้ซ่อนตัวอยู่ด้วยขณะนี้เองเขาจึงรู้ได้ว่า เขากำลังถูกบ้านสกุลฉินหลอกใช้
“แข็งแกร่งจริงๆ!”
ตู้เซ่าฝู่จ้องมองฉินซีผิงเขาเองสัมผัสได้ถึงพลังลมปราณไหลเวียนเป็นคลื่นของชายคนนั้นซึ่งทำให้เขารู้สึกใจสั่น
“รอมาตั้งหลายปีขนาดนี้น่าจะพอประมาณแล้ว”
ฉินซีผิงพูดเสียงเบาจากนั้นกวาดสายตามองรอบๆ เขาไม่มองคนอื่นอยู่ในสายตา ทว่ามองมาที่อสูรราชาพยัคฆ์กิเลนกับตู้เซ่าฝู่มากหน่อยเขาจ้องหน้าตู้เซ่าฝู่พร้อมกล่าวว่า “เป็นต้นกล้าที่แข็งแกร่งหาได้ยากเหลือเกินไม่มีทายาทคนใดของบ้านสกุลฉินเทียบกับเจ้าได้เลย เจ้าหนูนางหนูเสี่ยวลู่ข้ายกให้แต่งงานกับเจ้า ต่อจากนี้ไปบ้านสกุลตู้ของเจ้ากับบ้านสกุลฉินของข้าคือครอบครัวเดียวกันแล้วข้าจะตั้งใจสั่งสอนเจ้า เจ้าคิดว่าอย่างไร?”
เมื่อฉินซีผิงพูดจบคนในลานทุกคนต่างตกตะลึง สีหน้าของเฉาเทียนหมั่งแย่มากเมื่อได้ยินฉินเสี่ยวลู่คือว่าที่ภรรยาของบุตรชายของเขา การกระทำในตอนนี้ของบ้านสกุลฉินเท่ากับว่าไม่เห็นเขาอยู่ในสายตาเลย
ในกองทัพของบ้านสกุลฉินฉินเสี่ยวลู่ชุดกระโปรงยาวที่เปื้อนเลือดตาโตตกใจสีหน้าเปลี่ยนจากนั้นนางก็มองไปที่ชายหนุ่มชุดม่วงที่มีอสูรพยัคฆ์ยืนอยู่ข้างๆ ที่อยู่ห่างไกลกับนางไม่รู้ว่าทำไมในใจของนางแอบรอคอยคำตอบอย่างมีความหวังเล็กๆ
“บ้านสกุลฉินหมายความว่าไงหรือว่าลืมข้อตกลงที่ทำกับจังหวัดหลิวอวิ๋นของข้าไปแล้ว!”
เฉาเทียนหมั่งพูดอย่างโมโห คนหลายร้อยคนจากจังหวัดหลิวอวิ๋นที่มาขณะนี้เหลือเพียงร้อยกว่าคนและกำลังเกาะกลุ่มยืนคุ้มกันรอบๆ หัวหน้าของพวกเขาความเสียหายที่เกิดขึ้นสำหรับพวกเขารุนแรงมาก
ฉินซีผิงหันหน้าเหลือบไปมองเฉาเทียนหมั่งกล่าวว่า “พวกเขาพูดถูก เมืองสือเฉิงไม่ใช่ที่ที่จังหวัดหลิวอวิ๋นจะมาฉกชิงผลประโยชน์ไปได้เจ้าคิดว่าเจ้าเป็นผู้ปกครองของจังหวัดหลิวอวิ๋นแล้วจะมาฉวยโอกาสเอาผลประโยชน์จากเมืองสือเฉิงไปได้หรืออย่างไรหากไม่ใช่เพราะข้ารอคอยให้ถึงวันนี้ จังหวัดหลิวอวิ๋นจะยังตกทอดมาถึงรุ่นเจ้าได้หรือไม่ล่ะพาคนของพวกเข้ากลับไปเถิด เรื่องของเมืองสือเฉิง คนนอกไม่เกี่ยว”
“บ้านสกุลฉินช่างแสนดีเหลือเกิน ฮ่าๆ เมืองสือเฉิงสุดยอดเหลือเกินข้าจะจำไว้”
เฉาเทียนหมั่งหัวเราะเสียงดังแววตาแดงก่ำรู้สึกเคียดแค้น แต่เขาก็ไม่ใช่คนโง่ เรื่องของวันนี้เขารู้ดีว่าคงฉกฉวยผลประโยชน์อะไรไม่ได้แล้ว มีเพียงแต่ไว้วางแผนใหม่คราวหน้าเข้าโบกมือตะโกนเสียงดังเรียกพรรคพวกที่อยู่ด้านหลัง “พวกเราไปกัน!”
ทหารจากจังหวัดหลิวอวิ๋นกอดคอพยุงกันไปอย่างทุลักทุเลหลังจากนั้นเฉาเทียนหมั่งที่สภาพยับเยินก็เดินจากไปและหายไปจากสายตาของทุกคนตรงนี้
ไม่มีใครไปขัดขวางเฉาเทียนหมั่งไว้เพราะอย่างน้อยเฉาเทียนหมั่งเองก็เป็นคนของจักรวรรดิสือหลงและขณะนี้ทุกคนต่างสนใจไปที่ฉินซีผิงมากกว่า
ฉินซีผิงมองกลับมาที่ตู้เซ่าฝู่เอ่ยถามว่า “เจ้าหนู เจ้าพิจารณาได้คำตอบว่าอย่างไร?”
ตู้เซ่าฝู่จ้องมาไปที่ฉินซีผิงสีหน้าซีดจางทว่าเด็ดเดี่ยวของเขายิ้มออกมา กล่าวว่า “ขอโทษทีนะ ข้าไม่สนใจเท่าไร”
ฉินซีผิงสีหน้าเปลี่ยน กล่าวต่อไปว่า “เจ้าหนู เจ้าควรจะคิดให้ดี คิดดีแล้วค่อยตอบข้าก็ไม่สาย!”
“ข้าคิดชัดเจนดีมาก อย่างไรข้าก็ไม่สนใจ!” ตู้เซ่าฝู่ยังส่ายหัวให้อีก
“ถ้าอย่างนั้นก็น่าเสียดายนะคนที่ไม่ใช่คนที่ข้าสามารถใช้ได้ ข้าก็ไม่อยากเก็บไว้ ดังนั้นเจ้าก็ตายไปซะเถิด!”
เมื่อฉินซีผิงพูดจบ จู่ๆก็มีคลื่นพลังไหลเวียนออกมา ร่างของเขากลายเป็นภาพมัวจากนั้นภายในพริบตาเดียวเขาก็ปรากฏอยู่ด้านหน้าของตู้เซ่าฝู่แล้ว พร้อมกับยกมือบีบคอของตู้เซ่าฝู่
“โฮก!”
อสูรราชาพยัคฆ์กิเลนคำรามกระพือปีกอย่างแรงและกระโจนเข้าหา มันจ้องศัตรูอย่างโมโหมีอักษรยันต์ไหลเวียนออกมา กรงเล็บสิงโตตะปบเข้าหาศัตรู
“ฟึบ……”
ฉินซีผิงหลบกรงเล็บของอสูรราชาพยัคฆ์กิเลนอย่างพลิ้วไหวทันใดก็ปล่อยหมัดใส่อสูรราชาพยัคฆ์กิเลนอย่างแรง
อสูรราชาพยัคฆ์กิเลนกระเด็นถอยหลังไปไกลพลังมีอานุภาพรุนแรงจนเกิดคลื่นลมซัดไปทั่ว
“ไอ้เดรัจฉาน แกสู้ข้าไม่ได้หรอก!”
ฉินซีผิงพูด ร่างของเขาลอยขึ้นกลางอากาศตั้งท่าเตรียมพลังหมัดแล้วก็ต่อยใส่ปีกซ้ายของ อสูรราชาพยัคฆ์กิเลน
“ปึง!”
เกิดเสียงดังราวกับฟ้าผ่าเมื่อหมัดนี้ปะทะปีกซ้ายของอสูรราชาพยัคฆ์กิเลนก็ทำให้ปีกซ้ายของมันบาดเจ็บสาหัสจนร่างยักษ์ของมันตกดิ่งลงพื้นมันคำรามแผดเสียงดังจากความเจ็บปวดรวดร้าว
“ฆ่าเจ้าหนุ่มนี่ก่อนค่อยเอากระดูกหายากจากอสูรพยัคฆ์จ้าวสายฟ้าไป” ฉินซีผิงเดินไปหาตู้เซ่าฝู่อีกครั้ง จิตอาฆาตแผ่ออกมาอย่างน่าสยดสยอง
“เซ่าฝู่ระวัง”
ตู้เจิ้นอู่ ตู้จื้อสยง และแม้แต่ไป๋ซวี่หรูเองก็กระโจนเข้าหาฉินซีผิง
“ไม่สำเหนียกพลังของตัวเองเลย!”
ฉินซีผิงยิ้มแสยะ สีหน้าเคร่งเครียดขึ้นมาปลายชุดสีเทาสั่นไหว คลื่นพลังอันรุนแรงน่าขวัญผวาซัดโครมผ่านอากาศไปหาตู้เจิ้นอู่ตู้จื้อสยงและไป๋ซวี่หรูสามคนนี้
“ตึงโครม!”
ตู้เจิ้นอู่ ตู้จื้อสยง ไป๋ซวี่หรูสามคนนี้กระเด็นลอยฉิวตามลมประหนึ่งว่าวจากนั้นก็กระแทกลงบนกำแพงของบ้านสกุลเยี่ยอย่างแรงทำให้กำแพงแตกร้าวเป็นรอยยาวลานบริเวณนั้นรับแรงกระแทกไม่ไหวก็ถล่มโครมทั้งยวง
“ร่วมมือกัน!”
เยี่ยกวังส่งสายตาให้ไป๋เหว่ยทั้งสองร่วมใจกันกรูเข้าไปหาฉินซีผิงพร้อมกัน เรื่องมาถึงขนาดนี้แล้วคงได้แค่ร่วมมือสู้ด้วยกันเต็มกำลัง
“โฮก!”
ทั้งสองทุ่มพลังสุดตัว เขากระตุ้นวิญญาณติดชีพจรออกมาอีกครั้งร่างเงามหึมาของอสูรหมีสะเก็ดน้ำแข็งกับเสือดาวสายฟ้ากระโจนใส่ฉินซีผิง
ฉินซีผิงยิ้มออกมาอย่างไม่กังวลทุกอย่างต้องเป็นอย่างที่เขาต้องการ เขาต่างหากที่จะเป็นผู้ชนะคนสุดท้าย