กลับสู่ยุค 70 ฉันจะเป็นภรรยาแสนดีของคุณสามีที่รัก (มี e-book นะคะ)

    ตอนที่ 35 จะเลือกใครดี

            หลังจากได้นอนพักผ่อนอย่างเต็มที่ จูเสี่ยวลี่รีบลุกจากที่นอนเพื่อไปช่วยคุณย่าซ่งทำอาหารเช้า

            “สวัสดีตอนเช้าค่ะคุณย่า กำลังทำอาหารเช้าอยู่เหรอคะ เดี๋ยวหนูช่วยนะคะ” จูเสี่ยวลี่บอก

            “ย่ากำลังจะนึ่งซาลาเปาแต่ย่ายังไม่ได้นวดแป้งเลย หนูทำเป็นไหม ช่วยย่านวดแป้งที” คุณย่าซ่งยังยุ่งอยู่กับการปรุงไส้ซาลาเปา

            “สบายมากค่ะคุณย่า สูตรแป้งซาลาเปาของหนูนุ่มมากเลยนะคะ รับรองว่าถ้าคุณย่าได้ชิมแล้วคุณย่าต้องติดใจแน่นอนเลยค่ะ” จูเสี่ยวลี่เริ่มผสมแป้ง “แต่จะว่าไปมันก็ไม่ใช่สูตรที่หนูคิดขึ้นมาหรอกนะคะ เป็นแม่สามีที่สอนให้หนูทำค่ะ”

            “แม่สามีของหนูเป็นคนยังไง” คุณย่าซ่งถามอย่างสนใจ นางอยากรู้ว่าลูกสะใภ้ที่ลูกชายเลือกมีนิสัยอย่างไร

            “คุณแม่เป็นแม่สามีที่ดีมากเลยนะคะ เมื่อก่อนชื่อเสียงของหนูไม่ค่อยจะดีเท่าไหร่ เพราะมีคนไม่หวังดีอยากทำลายชีวิตคู่ของหนูกับอาหย่วนน่ะค่ะ หนูโชคดีมากที่แม่สามีไม่ใช่คนหูเบา นอกจากคุณแม่จะไม่เชื่อข่าวลือไร้สาระพวกนั้นแล้ว คุณแม่ยังออกโรงปกป้องหนูด้วยตัวเองเลยล่ะค่ะ” พูดถึงแม่สามีแล้วจูเสี่ยวลี่ก็ยิ้มกว้าง “มีแต่คนบอกว่าแม่สามีของหนูเป็นผู้หญิงปากร้าย แต่ความจริงแล้วเธอเป็นผู้หญิงที่ดีที่สุดเลยนะคะ”

            “ลี่ลี่ หนูอย่าโกรธเลยนะหากย่าจะถามคำถามที่น่ารำคาญสักหน่อย” คุณย่าซ่งพูดอย่างลังเล นางอยากรู้เรื่องของลูกชายคนเล็กจริงๆ แต่นางไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นจากตรงไหน

            “คุณย่าอยากถามเรื่องของคุณพ่อสามีใช่ไหมคะ” จูเสี่ยวลี่ถามอย่างเข้าใจ “ตั้งแต่หนูจำความได้คนในหมู่บ้านต่างก็เรียกคุณพ่อว่าคนปัญญาอ่อน แต่มันก็แค่ส่วนน้อยเท่านั้นค่ะ เพราะคนส่วนใหญ่ยังปฏิบัติกับคุณพ่ออย่างดี เพราะคุณพ่อสามารถขึ้นไปบนภูเขาเพื่อหาสมุนไพรมารักษาโรคให้พวกเขาได้ ชาวบ้านมีนิสัยเรียบง่ายจึงนึกถึงบุญคุณมากกว่าข้อบกพร่องที่คุณพ่อเป็น”

            “แล้วแม่สามีปฏิบัติกับพ่อสามีของหนูดีไหม”

            “ตอนนั้นหนูยังเด็กมาก แต่เท่าที่จำได้คือคุณแม่จะเป็นคนทำอาหารให้คุณพ่อกินทุกมื้อ ส่วนคุณพ่อก็จะดูแลคุณแม่กับอาหย่วนอย่างดี เพราะนอกจากอาการความจำเสื่อมที่ทำให้คุณพ่อจำอดีตของตัวเองไม่ได้ อาการอื่นก็ไม่มีให้เห็นค่ะ” จูเสี่ยวลี่คิดอย่างตัดสินใจ ไหนๆ คุณย่าซ่งก็อยากรู้เรื่องของแม่สามี เธอก็จะพูดถึงแต่ข้อดีของแม่สามีให้คุณย่าฟัง อย่างน้อยคุณย่าจะได้ไม่มีอคติ พอคุณแม่ย้ายมาอยู่เมืองหลวงด้วยกัน ปัญหาแม่สามีกับลูกสะใภ้จะได้ไม่เกิดขึ้น

            “ฟังดูพวกเขาก็มีความสุขกันดี แต่ทำไมหนูทำเหมือนกำลังกลุ้มใจ” คุณย่าซ่งถามเมื่อเห็นว่าอยู่ดีๆ อารมณ์ของจูเสี่ยวลี่ก็เปลี่ยนไป

            “หนูไม่แน่ใจว่าถ้าหนูเล่าภูมิหลังของคุณแม่ให้คุณย่าฟังมันจะเหมาะสมหรือเปล่า” จูเสี่ยวลี่พูดเสียงเบา

            “ตอนนี้มีแค่เราสองคน ย่าสัญญาว่าย่าจะไม่เล่าให้ใครฟัง หนูช่วยเล่าเรื่องของเธอให้ย่าฟังอย่างละเอียดที”

            “คุณย่าสัญญาแล้วนะคะ” จูเสี่ยวลี่ยิ้มก่อนจะพูดต่อ “แม่สามีเป็นเด็กกำพร้าที่ถูกเก็บมาเลี้ยงค่ะ ตอนที่ครอบครัวนั้นยังไม่มีลูก พวกเขาก็ปฏิบัติกับคุณแม่สามีอย่างดี แต่พอพวกเขามีลูกของตัวเอง คุณแม่สามีก็เปลี่ยนจากลูกเลี้ยงกลายมาเป็นคนงานในบ้านไปเลยล่ะค่ะ จนถึงวัยที่คุณแม่สามีต้องแต่งงาน ครอบครัวนั้นจะส่งแม่สามีไปแต่งงานกับชายแก่ที่อาศัยอยู่บนภูเขา ไม่รู้ว่าคุณพ่อสามีไปรู้มาจากไหน เขาไปขอให้หัวหน้าหมู่บ้านช่วยเป็นญาติผู้ใหญ่ไปสู่ขอคุณแม่ ใช้เงินสินสอดไปตั้งหนึ่งร้อยหยวน”

            “แล้วตอนนี้ครอบครัวน่ารังเกียจนั่นยังติดต่อกับแม่สามีของหนูอยู่หรือเปล่า” คุณย่าซ่งถาม

            “ไม่ได้ติดต่อกันแล้วค่ะ พวกเขากลัวว่าครอบครัวเราจะไปสร้างปัญหาให้จะตาย แต่หลังจากที่หนูกับอาหย่วนเดินทางมาเมืองหลวง หนูก็ไม่รู้ว่าครอบครัวนั้นจะไปรบกวนคุณแม่หรือเปล่านะคะ”

            “หนูรีบเขียนจดหมายกลับบ้านเลยนะ หรือจะโทรเลขไปก็ได้ เสียค่าใช้จ่ายเท่าไหร่เดี๋ยวย่าออกให้ หนูต้องบอกแม่สามีของหนูให้ตัดขาดกับคนใจดำพวกนั้นไปให้หมด ต่อไปนี้ปู่กับย่าจะเป็นพ่อแม่ให้เธอเอง” คุณย่าซ่งวางเงินไว้บนโต๊ะ “หนูเอาเงินจำนวนนี้ไปเป็นค่าส่งโทรเลขนะ”

            “คุณย่ากลัวว่าแม่สามีของหนูจะถูกเอาเปรียบเหรอคะ”

            “ก็ใช่น่ะสิ ต่อให้เป็นลูกเลี้ยงคิดจะทิ้งก็ทิ้งได้เลยหรือไง ทำอย่างนั้นยังเรียกตัวเองว่าเป็นคนได้อีกเหรอ”

            “คุณย่าอย่าโมโหไปเลยค่ะ หนูมั่นใจว่าแม่สามีจัดการเรื่องนี้ได้” จูเสี่ยวลี่เห็นว่าคุณย่าเหมือนจะโกรธแล้วจริงๆ เธอจึงเปลี่ยนไปพูดเรื่องอื่น “คุณย่าเคยเห็นลูกชายของคุณอาเฟิ่งฟานหรือยังคะ”

            “เคยเห็นแล้ว เด็กคนนั้นพูดเก่งมากทีเดียว”

            “ใช่แล้วค่ะ ฟ่านซีเป็นเด็กที่พูดเก่งมากจริงๆ แถมยังน่ารักมากด้วย” จูเสี่ยวลี่นึกถึงเฟิ่งฟ่านซีแล้วก็อมยิ้ม “ครอบครัวของคุณอาเฟิ่งยอมรับฟ่านซีได้จริงใช่ไหมคะ”

            “หนูหมายถึงสถานะที่ฟ่านซีเป็นแค่ลูกเลี้ยงของเสี่ยวฟานใช่ไหม” คุณย่าซ่งยิ้ม “ครอบครัวเฟิ่งน่ะไม่มีปัญหาอะไรเลย พวกเขารักและตามใจฟ่านซียิ่งกว่าอะไร แต่เป็นตระกูลเจี่ยมากกว่าที่ไม่ยอมรับ ย่าได้ยินมาว่าคุณพ่อกับคุณแม่ของซีซีตัดสินใจจะแยกครอบครัวออกจากบ้านใหญ่ เพราะพวกเขาไม่อยากให้ฟ่านซีได้ยินคำพูดที่ไม่ดีเวลาที่เด็กคนนั้นกลับมาเยี่ยมคุณตาคุณยาย”

            “ครอบครัวเจี่ยไม่ชอบคนชนบทเหรอคะ”

            “พวกเขาถือว่าตระกูลของพวกเขาเป็นตระกูลใหญ่ในเมืองหลวง เพราะฉะนั้นคนที่จะเข้ามาเป็นเขยหรือสะใภ้จะต้องมาจากตระกูลที่ดี คุณสมบัติของเสี่ยวฟานไม่ใช่ปัญหา ตระกูลนักวิชาการแถวหน้าของประเทศมีใครไม่อยากเกี่ยวดองบ้าง แต่ปัญหาคือฟ่านซีที่ไม่ใช่สายเลือดที่แท้จริงของตระกูลเฟิ่ง ตระกูลเจี่ยจึงไม่ยอมรับ”

            “ถ้าคุณพ่อกับคุณแม่ของคุณอาเจี่ยซียอมรับหลานชายคนนี้ได้จนถึงกับจะแยกครอบครัวออกมา หนูคิดว่าก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรแล้วล่ะค่ะ ดีเสียอีก...ฟ่านซีจะได้ไม่ต้องไปเจอกับคนแย่ๆ”

            “เฮ้อ...พอได้เห็นทัศนคติของคนตระกูลเจี่ยให้ชัดๆ ถึงแม้ย่าจะเสียใจแทนซีซี แต่ย่ากลับรู้สึกว่าอาเฉียงตัดสินใจถูกแล้วที่หนีงานแต่งไป” คุณย่าซ่งถอนหายใจ “ซีซีก็คงจะอยากให้พ่อกับแม่ของเธอแยกครอบครัวออกมานานแล้วเหมือนกัน ก็จะมีใครทนได้ที่ทุกครั้งเวลากลับบ้านจะต้องถูกคนที่บ้านพูดจาประชดประชัน เป็นคนชนบทแล้วยังไง เมื่อก่อนบรรพบุรุษของเราก็มาจากชนบทกันทั้งนั้น”

            “คุณย่าคะ หนูได้ยินว่าตระกูลเจี่ยบางคนยังยึดถือคำสัญญาเรื่องการแต่งงานของสองตระกูลอยู่เลยนะคะ แต่พี่ฉือเหล่ยบอกกับหนูว่าคุณปู่กับคุณย่าไปเจรจาขอยกเลิกคำสัญญานี้แล้วไม่ใช่เหรอ” พูดถึงเรื่องตระกูลเจี่ย จูเสี่ยวลี่ก็นึกถึงผู้หญิงที่ชื่อเจี่ยหลิงหรงขึ้นมาทันที เธออยากรู้ว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นคนยังไงถึงทำให้ญาติผู้พี่เกือบจะอยู่บ้านของตัวเองไม่ได้

            “ปู่กับย่าไปขอยกเลิกคำสัญญานั้นแล้ว คุณปู่เจี่ยกับคุณย่าเจี่ยยอมฉีกสัญญาฉบับนั้นต่อหน้าเราเลยนะ” คุณย่าซ่งยิ้มให้หลานสะใภ้อย่างรู้ทัน “หนูจะถามเรื่องของนังหนูเจี่ยหลิงหรงกับเสี่ยวเหล่ยใช่ไหม”

            “หนูอยากรู้ว่าทำไมผู้หญิงคนนั้นถึงยังยึดถือคำสัญญาที่ผู้ใหญ่ยกเลิกไปแล้ว อีกอย่างหนูก็ไม่เข้าใจว่าทำไมเขาต้องมาคอยตามติดพี่ชายด้วย ในเมื่อพี่ชายบอกกับหนูว่าเขาไม่เคยคิดอะไรกับผู้หญิงคนนั้นเลย ทั้งพี่ชายยังบอกว่าพี่ชายไม่เคยไปให้ความหวังอะไรกับหล่อนด้วยซ้ำ”

            “ก็จะอะไรเสียอีก เมื่อก่อนตอนที่เจ้าใหญ่ของบ้านเรายังไม่เสียชีวิต หล่อนก็มาตามติดเจ้าใหญ่จนเจ้าใหญ่ไม่เป็นอันทำอะไร เพราะหล่อนเชื่อว่าต่อไปเจ้าใหญ่จะต้องเป็นคนสืบทอดวิชาแพทย์ของตระกูลซ่ง แต่พอเจ้าใหญ่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุ หล่อนก็เปลี่ยนเป้าหมายมาที่เสี่ยวเหล่ยแทน เพราะเสี่ยวเหล่ยถือเป็นทายาทที่เหลืออยู่เพียงคนเดียวของเรา”

            “หา! ผู้หญิงคนนี้แค่อยากหาผลประโยชน์จากตระกูลซ่งของเราสินะคะ” จูเสี่ยวลี่ได้ฟังก็โมโห “ในเมื่อพี่ชายไม่ได้ชอบ คุณปู่คุณย่าก็อย่าไปตกปากรับคำหล่อนเรื่องการแต่งงานเชียวนะคะ ผู้หญิงนิสัยไม่ดีแบบนี้ไม่เหมาะกับพี่ชายของหนูเลยสักนิด”

            คุณย่าซ่งอดใจไม่ไหวจึงยกมือขึ้นลูบศีรษะจูเสี่ยวลี่อย่างเอ็นดู “เพิ่งเจอกันวันเดียวน้องสะใภ้ก็รู้จักหวงพี่ชายเสียแล้ว ย่าดีใจนะที่พวกเธอเข้ากันได้ดี”

            “หนูกับอาหย่วนชอบพี่ชายและยังชอบทุกคนในตระกูลซ่งด้วย” จูเสี่ยวลี่ยิ้มอย่างเอาใจ “ก่อนที่เราสองคนจะนั่งรถไฟมาเมืองหลวง คุณแม่สามีกำชับพวกเราตั้งหลายครั้งว่าให้เรามาทักทายคุณปู่กับคุณย่าให้ได้ แต่อาหย่วนปฏิเสธอยู่ท่าเดียวเพราะกลัวว่าจะไม่มีใครต้อนรับ แต่คุณย่าไม่รู้หรอกว่าเมื่อคืนอาหย่วนเขาดีใจจนนอนไม่หลับเลยนะคะที่ได้รับการต้อนรับจากทุกคน คุณย่าคะ หนูรู้ว่าคุณปู่กับคุณย่ายังเสียใจเรื่องของคุณพ่อ แต่คุณย่าเชื่อหนูเถอะนะคะว่าคุณพ่อมีความสุขกับชีวิตที่เรียบง่ายในชนบทจริงๆ”

            “ย่าเชื่อหนู ย่าแค่รู้สึกเสียใจที่ย่าไม่มีโอกาสได้ไปส่งอาเฉียงเป็นครั้งสุดท้ายเท่านั้น” พอพูดถึงลูกชายคนเล็กคุณย่าซ่งก็น้ำตาคลอ

            “หนูจำได้ว่าคุณแม่สามีมีรูปถ่ายคู่กับคุณพ่ออยู่สองสามใบ เดี๋ยวหนูจะให้คุณแม่ส่งมาให้คุณย่าเอาเก็บไว้ดูดีไหมคะ”

            “พวกเขาเคยถ่ายรูปเก็บไว้ด้วยเหรอ” คุณย่าซ่งยิ้มอย่างดีใจ “ถ้าอย่างนั้นหนูบอกให้แม่สามีของหนูส่งรูปถ่ายมาให้ย่าใบเดียวก็พอ ที่เหลือให้เธอเก็บไว้เถอะ”

            “ได้ค่ะคุณย่า” จูเสี่ยวลี่รีบเช็ดมือก่อนจะหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาเช็ดน้ำตาให้คุณย่าซ่ง “แต่ตอนนี้คุณย่าอย่าร้องไห้เลยนะคะ เดี๋ยวตาบวมแล้วจะไม่สวยเอานะ”

            “ย่าแก่แล้วยังจะกลัวไม่สวยอะไรอีก”

            “ใครว่าคุณย่าแก่แล้วคะ นี่ถ้าเราสองคนเดินออกไปด้วยกัน คนคงนึกว่าหนูมาเดินเล่นกับพี่สาวแน่ๆ” จูเสี่ยวลี่พยายามพูดให้คุณยาซ่งหายเศร้า เธอไม่อยากให้คุณย่าซ่งเอาแต่ร้องไห้เพราะคิดถึงลูกชายคนเล็ก เธอกลัวว่าคุณย่าจะล้มป่วย

            “ผมขาวของย่าขึ้นจนเต็มหัวแล้ว ยังจะมีใครกล้ามาเรียกย่าว่าพี่สาว” คุณย่าซ่งอารมณ์ดีเพราะรู้ว่าหลานสะใภ้เป็นห่วงความรู้สึกของตน และคำพูดที่เกินจริงเหล่านั้นก็พูดเพื่อให้นางหายเศร้า “ลี่ลี่ หนูช่างเป็นเด็กดีเสียจริง”

            “หนูจะเป็นเด็กดีของคุณย่าตลอดไปเลยดีไหมคะ”

            “ย่ากลัวก็แต่หนูจะรำคาญคนแก่อย่างย่าไปก่อนนะสิ”

            “หนูจะรำคาญคุณย่าได้ยังไงคะ คุณย่าใจดีขนาดนี้ แถมยังทำกับข้าวอร่อยๆ ให้หนูกับอาหย่วนกินทุกมื้อ หนูกลัวก็แต่คุณย่าจะเบื่อเราสองคนมากกว่าค่ะ” จูเสี่ยวลี่เห็นว่าหางตาของคุณย่าซ่งยังมีคราบน้ำตาเกาะอยู่ เธอจึงหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาเช็ด “คุณย่า เดี๋ยวหนูจะเช็ดคราบน้ำตาออกให้นะคะ”

            คุณย่าซ่งให้ความร่วมมืออย่างดี นางหยุดคลึงแป้งแล้วเงยหน้าให้หลานสะใภ้เช็ดคราบน้ำตาออกให้

            เจี่ยหลิงหรงที่ถือวิสาสะเดินเข้าบ้านมาโดยไม่ขออนุญาต เมื่อได้ยินว่าคุณย่าร้องไห้ ทั้งยังเห็นหญิงสาวแปลกหน้าทำท่าทางสนิทสนมกับคุณย่าซ่ง เธอพูดขึ้นอย่างไม่พอใจ

            “เธอเป็นใคร! ทำไมทำให้คุณย่าซ่งร้องไห้” เจี่ยหลิงหรงมองสำรวจจูเสี่ยวลี่ก็เห็นว่าผู้หญิงคนนี้แต่งตัวด้วยเสื้อผ้าราคาถูก ทั้งแบบของเสื้อผ้ายังเป็นเสื้อผ้าของคนชนบท “ออกไปให้ไกลๆ คุณย่าของฉันเลยนะนังบ้านนอก แกกล้าเข้ามาในบ้านของฉัน ระวังฉันจะโทรเรียกตำรวจให้มาจับแก”

            “คนที่เข้ามาโดยไม่ได้รับอนุญาตคือเธอ แล้วเธอก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะไล่คนในบ้านของฉันออกไปไหนทั้งนั้น” ซ่งฉือเหล่ยพูดขึ้น

            “แล้วถ้าอยากโทรเรียกตำรวจมาจับภรรยาของผมก็ลองดู ผมก็จะบอกตำรวจว่าคุณบุกรุกบ้านของผมเหมือนกัน” ซ่งหย่วนเดินเข้ามาได้ยินน้ำเสียงเกรี้ยวกราดที่ใช้ต่อว่าภรรยาของเขาพอดี

            เจี่ยหลิงหรงมองไปตามเสียงก็เห็นว่าเป็นซ่งฉือเหล่ย แต่ผู้ชายอีกคนหนึ่งที่เดินตามหลังมาเธอไม่รู้จัก ‘คนนี้เป็นใคร! ทำไมถึงได้หน้าตาดีขนาดนี้ ถ้าเป็นลูกหลานตระกูลซ่งก็แย่น่ะสิ ฉันจะเลือกใครดีระหว่างพี่ฉือเหล่ยกับเขา’

    คล้ายกับเรื่องกลับสู่ยุค 70 ฉันจะเป็นภรรยาแสนดีของคุณสามีที่รัก (มี e-book นะคะ) ที่คุณอ่าน