บทที่ 15 ข่าวสาร
บทที่ 15 ข่าวสารภายในโรงน้ำชานอกเมืองเป็นโรงน้ำชาขนาดใหญ่ที่มีโต๊ะตั้งมากกว่า 20 โต๊ะ โดยปกติแล้วโรงน้ำชานอกเมืองของเมืองต่างๆมันคงจะเป็นเพียงแค่โรงน้ำชาโรงเล็กๆที่แทบจะมีโต๊ะตั้งอยู่เพียงแค่ไม่กี่ตัวเพื่อให้แกที่เดินทางผ่านไปผ่านมาได้พักแล้วดื่มชาแต่ว่าภายในโรงน้ำชานอกเมืองของเมืองหลอมนภามันแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เพราะว่าภายในเมืองหลอมนภาแห่งนี้เป็นเมืองขนาดใหญ่ผู้คนที่อาศัยอยู่บริเวณด้านนอกเมืองมันก็มีมากพอสมควรทำให้โรงน้ำชาแห่งนี้กลายเป็นโรงน้ำชาที่ใหญ่โตมากพอสมควรตอนนี้เป็นยามเช้าของวันมันเป็นเวลาที่เหมาะสมที่เหล่าผู้คนนั้นจะมาสนทนาแลกเปลี่ยนเรื่องต่างๆกัน หลินซานที่เพิ่งกลับเข้ามาภายในเมืองหลอมนภาของเขาได้กลับมานั่งอยู่ภายในโรงน้ำชาแห่งนี้แทนที่จะกลับเข้าไปภายในเมืองเลยมีเหตุผลอยู่ดวงตาของเขากวาดมองไปรอบบริเวณเพื่อสำรวจเหล่าผู้คนที่เข้ามานั่งอยู่ภายในโรงน้ำชาอย่างนี้แล้วกำลังสนทนาเรื่องต่างๆกัน เขาจากภายในเมืองแห่งนี้ไปตั้ง 1 เดือนเต็มๆแน่นอนว่าก่อนที่จะกลับเข้าไปก็ต้องได้รู้ข่าวสารจำนวนหนึ่งก่อนเพื่อที่จะประกอบการตัดสินใจของตนเอง ทำทุกอย่างมันต้องมีแผนการทั้งหมดเขาไม่ใช่หลินซานคนไร้ค่าที่หยิ่งทะนงในพรสวรรค์ของตนเองอย่างก่อนหน้านี้อีกแล้ว เพราะฉะนั้นถ้าเขาอยากจะทำอันใดสักอย่างก็ต้องสำเร็จและมันก็ต้องจัดเตรียมแผนเอาไว้ทุกอย่างเพื่อที่จะสามารถพาให้ตัวเขาไปถึงเป้าหมายได้อย่างรวดเร็วมากที่สุดโรงน้ำชาจะเป็นสถานที่ที่สามารถสืบค้นหาข่าวต่างๆได้ง่ายดายที่สุดมันเป็นเพราะว่ามาในสถานที่แห่งนี้มีผู้คนมากมายที่ต่างมานั่งกันเพื่อที่จะสนทนาเรื่องต่างๆทั้งเรื่องบ้านเมืองเรื่องเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและเรื่องอื่นๆ หลินซานที่นั่งกวาดสายตามองเหล่าผู้คนภายในร้านอยู่สักพักดวงตาเขาก็ได้ไปสะดุดเข้ากับผู้ที่เพิ่งจะเดินเข้ามาภายในร้าน มันเป็นชายฉกรรจ์ 2 ผู้ที่สวมใส่ชุดเกราะสีเงินนี่เป็นสัญลักษณ์ของกองทัพของเมืองหลอมนภา ชายฉกรรจ์สองผู้ร่างกายผอมสูงสวมใส่ชุดเกราะสีเงินของกองทัพพร้อมกับมีกระบี่เล่มนึงที่เหน็บอยู่บริเวณข้างเอวเดินเข้ามาด้วยรอยยิ้มมันแสดงท่าทางองอาจและทำท่าทางวางท่ากับผู้อื่นเป็นอย่างมาก “ วันนี้โชคดียิ่งนักได้เวรออกมาเดินตรวจตานอกเมืองถือโอกาสมานั่งพักที่โรงน้ำชาแห่งนี้ ”“ จริงด้วยจริงด้วย!! ออกมานอกเมืองเราสามารถพักเท่าไหร่ก็ได้ไม่มีผู้ใดจับผิดสบายจะตาย ”ทหาร 2 ผู้นั้นสนทนากันด้วยรอยยิ้มก่อนที่มันจะเดินมานั่งที่บริเวณโต๊ะข้างๆของหลินซานที่มันยังว่างอยู่ หลินซานได้ดึงผ้าคลุมศีรษะของตนเองลงอีกระดับแล้วพยายามหันหน้าไปอีกทางเพื่อที่จะปิดบังตัวตนของตนเอง มันเป็นเพราะว่าเขาจำได้และรู้เป็นอย่างดีว่าทหารของผู้นี้เคยเห็นหน้าเขาพวกมันเองก็เป็นหนึ่งในทหารของเมืองหลอมนภาที่รับใช้ราชวงศ์อยู่ “ ได้แล้วขอรับ!! ” เสี่ยวเอ้อหนุ่มได้นำน้ำชาและขนมมาวางเอาไว้บริเวณด้านหน้าของหลินซาน หลินซานไปพยักหน้าตอบกลับอีกฝ่ายไปก่อนที่เสี่ยวเอ้อหนุ่มผู้นั้นจะได้วิ่งออกไปแล้วเอาไปหาโต๊ะข้างๆต่อทันที หลินซานนั่งอยู่ด้วยท่าทางสงบนิ่งเขาได้นำน้ำชาของตนเองที่สั่งมายกดื่มยังช้าๆพร้อมกับเริ่มนำขนมเข้าปาก ตอนนี้ข่าวสารที่เขากำลังตามหามันก็เดินหาเขาเรียบร้อยแล้ว ทหารสองผู้ที่อยู่โต๊ะข้างๆมันน่าจะรู้เรื่องนี้เป็นอย่างดีพวกมันแอบมานั่งสุขสำราญกันที่โรงน้ำชาแห่งนี้โดยที่ไม่ออกไปลาดตระเวนตามคำสั่ง มันก็เป็นเพราะว่าพวกมันอยู่ภายในกองทัพมานานมากพอสมควรแล้วเลยรู้ลู่ทางที่จะสามารถหลบหลีกหลายอย่างได้ “ นายท่านขอรับรับอันใดดี!! ” เสี่ยวเอ้อหนุ่มวิ่งเข้าไปพร้อมกับทักทายด้วยรอยยิ้ม “ เอาน้ำชา 2 ที่ขนม 2 ที่!! ”“ ขอรับ!!! ” เสี่ยวเอ้อหนุ่มรับคำสั่งก่อนที่จะวิ่งกลับไปอย่างรวดเร็วผ่านไปสักพักตัวของมันก็ได้นำน้ำชาและขนมมาให้กับทหาร 2 ผู้นี้ น้ำชาและขนมถูกวางลงตรงหน้าทหาร 2 ผู้ได้หยิบพวกมันขึ้นมาดื่มกินกันทันทีพร้อมกับเริ่มบทสนทนา “ เฮ้อ!!! ช่วงนี้พวกเราถ้าได้เวรภายในเมืองก็ย่ำแย่ยิ่งนัก เหนื่อยกับการฝึกซ้อมกับบุตรชายของท่านแม่ทัพจนเมื่อยเนื้อเมื่อยตัวไปหมด ” ทหารผู้หนึ่งได้บ่นพึมพำออกมา “ จริงด้วย!!! จริงด้วย!!! สู้เราออกมารับงานในการลาดตระเวนนอกมาอย่างนี้ดีกว่าตั้งเยอะ มันเป็นเพราะว่าบุตรชายของท่านแม่ทัพได้รากเหง้าปราณระดับราชันย์มาเลยเลือดร้อนเป็นพิเศษ เอาแต่ฝึกฝนแล้วก็พัฒนาฝีมือของตนเองอย่างต่อเนื่องมันก็ทำให้ลำบากพวกเราที่ต้องเป็นกระสอบทรายซ้อมไปด้วย ” ทหารอีกผู้หนึ่งที่เป็นคู่สนทนาได้ตอบกลับไปด้วยความเห็นด้วยเกี่ยวกับเรื่องที่สหายของตนเองนั้นพูดขึ้นมาหลินซานนั่งเอี้ยวฟังอยู่ข้างๆเขาก็ได้ยินบทสนหน้าพวกมันอย่างชัดเจน แน่นอนว่าเขารู้เรื่องที่พวกมันพูดคุยกันดี สำหรับบุตรชายของแม่ทัพเกาที่เป็นแม่ทัพใหญ่แห่งเมืองหลอมนภามันคือผู้ที่ช่วงชิงรากเหง้าปราณระดับราชันย์ไปจากเขา ตอนนี้หลังจากที่มันได้รากเหง้าปราณระดับราชันย์ไปมันคงจะเลือดร้อนเป็นอย่างมากแล้วก็มุ่งมั่นฝึกฝนเพื่อที่หวังจะพัฒนาฝีมือของตนเอง เมื่อยิ่งฟังแล้วก็ยิ่งบังเกิดความโกรธภายในจิตใจเหมือนกับเปลวเพลิงที่มันได้ลุกไหม้ขึ้นมาอีกครั้ง คนผู้นั้นได้ช่วงชิงพลังของผู้อื่นไปเป็นของตัวเองแล้วกลับทำราวกับว่าพลังดังนั้นเป็นของมัน เกาเยี่ยน มันคือบุตรชายของแม่ทัพใหญ่แห่งเมืองหลอมนภาผู้ที่ช่วงชิงรากเหง้าปราณไปจากตัวของเขา มันเป็นเด็กหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกับตัวของเขาแต่ว่ามีพรสวรรค์ที่ด้อยกว่าตรงที่รากเหง้าปราณ ไม่ได้มีรากเหง้าปราณระดับราชันย์ที่เป็นพรสวรรค์เช่นเขา แต่ว่าส่วนประกอบภายในร่างกายของมันในส่วนอื่นๆก็ถือว่าอยู่ในระดับที่มีพรสวรรค์ระดับหนึ่งแต่ผู้ใดจะคิดเล่าว่าตัวของเกาเยี่ยนมันจะร่วมมือกับนางแพศยาผู้นั้นมาช่วงชิงรากเหง้าปรานของเขาไป มันน่าเจ็บใจยิ่งหนักก่อนหน้านี้ตัวของเขาแล้วมันก็มีปะทะฝีปากและก็ปะทะคารมกันอยู่บ้างเพราะความแค้นในอดีต ตัวของเกาเยี่ยนมันเกิดในตระกูลเกาที่มีแม่ทัพเกาเป็นผู้นำตระกูล แม่ทัพเกาผู้ที่เป็นบิดาของมันเป็นผู้ที่มีพรสวรรค์ระดับสูงและก็เป็นผู้ฝึกวรยุทธที่เก่งกาจมากด้วยภายในเมืองหลอมนภา ไม่เช่นนั้นคงจะไม่ได้ถือครองฐานะแม่ทัพใหญ่แห่งเมืองหลอมนภา และผู้บัญชาการกองทัพทั้งหมดของจักรวรรดิหลอมนภาอย่างแน่นอน เพราะว่าอำนาจของมันที่มีล้นมือมันทำให้ตัวของมันเป็นคนเย่อหยิ่งทะนงตนแล้วก็วางท่า ตัวของมันชิงชังตัวของเขามาตั้งแต่สมัยก่อนเพราะว่ามันไม่ได้เกิดมามีรากเหง้าปราณระดับราชันย์เช่นเขา เช่นนั้นเขาแล้วมันก็ถือว่าเป็นคู่แค้นกันมาตั้งแต่ในอดีตมันเกลียดชังเพราะว่าเหตุใดคนในตระกูลสาขาของตระกูลหลินเช่นเขาถึงมีคุณสมบัติของรากเหง้าปราณระดับราชันย์แต่ว่าตัวเขาก็ชะล่าใจมากเกินไปไม่คิดว่ามันจะกล้าลงมือเช่นนี้ เมื่อรู้ตัวอีกทีละตัวของเขาก็ได้โดนช่วงชิงไปแถมคนเองโดนทำร้ายจนบาดเจ็บสาหัสเกือบจะตายไปแล้วถ้าไม่ได้ปฏิหารครั้งนั้นช่วยเอาไว้เขาก็คงจะไม่รอดมาถึงตอนนี้บุญคุณต้องทดแทนแค้นต้องชำระเหล่าชาวยุทธต่างยึดถือกฎข้อนี้มาโดยตลอดและแน่นอนว่าตัวของเขาเองก็เช่นกัน หลินซานสาบานเอาไว้ภายในใจว่าตัวเขาจะต้องคืนความเจ็บปวดที่เขาเคยได้รับให้กับพวกมันนับสิบนับร้อยเท่าและดูเหมือนว่าตอนนี้เกาเยี่ยนมันจะหลงระเริงภายในพรสวรรค์ที่มันช่วงชิงมาแล้วก็กำลังขัดเกลาอย่างต่อเนื่อง “ ว่าแต่เรื่องที่หลินซานมันตายไปแล้วคนของตระกูลหลินทำอันใดบ้างล่ะ!! ” ทหารผู้นั้นได้หันไปถามสหายของตนเองที่เป็นคู่สนทนาที่นั่งอยู่ข้างๆกันหลินซานเป็นคนของตระกูลหลิน การในครั้งนี้แทบจะไม่มีผู้ใดภายในเมืองหลวงที่ไม่รู้เลย ผู้คนส่วนใหญ่ก็ต่างรู้กันทั้งหมดเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งเรื่องที่หลินซานตอนช่วงชิงรากเหง้าปราณไปและโดยสังหารจนตาย การกระทำครั้งนี้มันเป็นการใหญ่แน่นอนว่าให้เอาต้นไม้ต้นใหญ่มาปิดบังเอาไว้เรื่องนี้ก็คงจะปิดบังเอาไว้ไม่มิดชิด หลักฐานที่แสดงอยู่มันก็เห็นกันอย่างเต็มตาว่ารากเหง้าปราณระดับราชันย์ตอนนี้มันอยู่ที่ใดการที่ก่อนหน้านี้บุตรชายของแม่ทัพใหญ่แห่งเมืองหลอมนภาไม่ได้มีรากเหง้าปราณระดับราชันย์แต่ในตอนนี้ กลับมีมันมันก็เป็นหลักฐานที่ทำให้ผู้คนนั้นรู้อยู่แล้วว่าผู้ใดเป็นคนสังหารหลินซาน มันเป็นเพราะว่าภายในเมืองหลอมนภาแห่งนี้มีรากเหง้าปราณระดับราชันย์อยู่เพียงแค่สามคนเท่านั้น มันถึงกลายเป็นการกระทำที่ไม่ว่าจะยกต้นไม้หรือภูเขาทั้งลูกมาปิดมันก็ไม่สามารถปิดบังเรื่องนี้จากผู้คนส่วนใหญ่ได้“ ตระกูลหลินจะทำอันใดได้มันก็คงจะเจ็บใจที่พวกมันไม่ได้ช่วงชิงรากเหง้าปานไปจากหลินซานเสียก่อน จนสุดท้ายแล้วก็โดนบุตรชายของท่านแม่ทัพใหญ่ช่วงชิงไปตัดหน้าตอนนี้พวกมันคงจะโกรธราวกับว่าเป็นแผลฝังลึกอยู่ภายในจิตใจ ”“ ฮ่าๆๆๆ จริงด้วย ว่าแต่ตอนนี้ใบหน้าของบิดาและมารดาของเจ้าหลินซานเป็นเช่นไรนะ ข้าอยากจะเห็นจริงๆเลย ”“ ไม่รู้เรื่องอย่างงั้นหรือ!! ”“ เรื่องอันใด!!! ”“ ก็ตอนนี้บิดาและมารดาของเจ้าหลินซานมันได้ถูกลดลำดับจากคนตระกูลสาขากลายเป็นคนของตระกูลรับใช้ไปแล้ว ” ทหารผู้นั้นเอ่ยอย่างเยาะเย้ยรอยยิ้มที่ปรากฏอยู่บนใบหน้าของมันเต็มไปด้วยความสะใจ“ ฮ่าๆ ขนาดนั้นเลยอย่างงั้นหรือน่าสมเพชเสียจริง!! ”“ ฮ่าๆๆๆ ” ในขณะที่พวกมันกำลังหัวเราะประสานเสียงกันอย่างสะใจหารู้ไม่ว่าผู้ที่นั่งอยู่บริเวณโต๊ะข้างๆของมันกำลังปลดปล่อยออร่าแห่งความโกรธแค้นออกมาจากร่างกายหลินซานที่ได้นั่งฟังประโยคสนทนาของทหารสองผู้ที่นั่งอยู่บริเวณโต๊ะข้างๆของเขาเขาก็พยายามข่มความโกรธของตนเองอยู่ตลอดเวลาแต่เมื่อเอ่ยถึงบิดาและมารดาของเขาแน่นอนว่าความโกรธที่พยายามข่มเอาไว้ภายในจิตใจมันไม่สามารถปิดกั้นได้อยู่แล้วตอนนี้อาการของเขาเริ่มปลดปล่อยออร่าแห่งความโกรธแค้นออกมาจบตอน