ณ ปัจจุบันหลังจากที่ฉินหยางดูดซับพลังจากแก่นผลึกปราณของสัตว์วิเศษจนหมดแล้วกลุ่มก้อนพลังปราณภายในร่างกายของเขาก็เริ่มปรากฏกลุ่มปราณดวงที่ 11 ปรากฏขึ้นมาในจุดตันเถียรแต่ไม่มีท่าทีว่าเขาจะทะลวงเข้าสู่ระดับต่อไปเลยแม้แต่น้อย
เขายังคงนั่งกลับตาอยู่บนพรมขนสัตว์โดยมีเสวี่ยอวี๋คอยคุ้มกันอยู่รอบ ๆ ไม่ห่าง เวลาผ่านไปอีกราว 4 ชั่วยามฉินหยางก็ยังคงหลับตาอยู่ในท่าเดิมไม่ขยับเขยื้อนเลยแม้แต่น้อย เสวี่ยอวี๋ที่นั่งเฝ้าอยู่เริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่าง จึงกล่าวกับตัวเองในความคิดว่า
"เกิดอะไรขึ้น? ฉินหยางน่าจะดูดซับพลังปราณจากแก่นผลึกปราณเสร็จสมบูรณ์แล้วไม่ใช่รึ? เหตุใดจึงยังไม่คลายจากสมาธิอีกกัน"
เสวี่ยอวี๋คิดขึ้นกับตัวเองในใจพลางมองสังเกตเหตุการณ์อยู่ข้าง ๆ อย่างเงียบ ๆ ไม่ได้เอ่ยสิ่งใดออกมาจนค่ำคืนยามราตรีมาถึงและผ่านพ้นไปจนถึงรุ่งเช้าของอีกวันฉินหยางก็ยังคงนั่งหลับตาอยู่ในสมาธิดังเดิมจนเวลาล่วงเลยผ่านไปอีก 2 วันฉินหยางที่นั่งหลับตาอยู่ราวกับหินก้อนหนึ่งก็เริ่มขยับเปลือกตาเล็กน้อยและค่อย ๆ ลืมตาขึ้นอย่างช้า ๆ
หลังจากลืมตาขึ้นมาแล้วฉินหยางก็ยังคงไม่ขยับเขยื้อนอันใดแววตาเขาดูเหม่อลอยคิ้วของเขาเริ่มขมวดเข้าหากันจ้องมองไปทางด้านหน้าราวกับกำลังขบคิดบางอย่างอยู่
"เกิดอะไรขึ้นงั้นรึ?"
เสวี่ยอวี๋ที่เห็นว่าฉินหยางมีท่าทีแปลกไปก็เอ่ยถามขึ้นก่อนจะลอยตัวมาหยุดอยู่ด้านหน้าของฉินหยางและมองด้วยสายตาเป็นห่วง
"เปล่า..ไม่มีอันใด ข้าแค่พบอุปสรรคเล็กน้อยระหว่างทะลวงระดับแค่นั้น ความจริงแล้วพลังปราณของข้าควรจะสามารถทะลวงระดับต่อไปได้แล้วแท้ ๆ แต่ข้าลองพยายามที่จะทะลวงอยู่หลายรอบแต่ก็ไม่สามารถทำได้ กลับกันพลังปราณจากแก่นผลึกปราณที่ข้าดูดซับไปกลับสร้างกลุ่มก้อนพลังปราณที่ 11 ขึ้นมาแทน?!!"
ฉินหยางกล่าวอธิบายสิ่งที่ตนประสบให้เสวี่ยอวี๋ได้ฟังและยังคงคิดไม่ตกกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แม้ว่าเขาจะเคยเป็นจักรพรรดิสวรรค์แต่ทางที่เขากำลังเดินต่อจากนี้เรียกได้ว่าเริ่มนับหนึ่งใหม่เลยก็ไม่ผิดเขาจึงไม่รู้ว่าเหตุการณ์ที่เป็นอยู่มันคือสิ่งใด
"กลุ่มก้อนพลังงานที่ 11..นั่นมันเป็นไปได้ด้วยงั้นรึ? ตอนที่เจ้ามีกลุ่มพลังปราณกลุ่มที่ 10 ขึ้นมาข้าก็ว่าเหลือเชื่อมากแล้วแต่นี้มีถึง 11 ?! หรือว่าเจ้าจะเดินบนเส้นทางฝึกตนที่แตกต่างไปจากผู้วิเศษคนอื่น ๆ แล้วจริง ๆ "
เสวี่ยอวี๋ขมวดคิ้วกล่าวขึ้นด้วยความประหลาดใจพลางเริ่มขบคิดบางอย่าง
"ข้าคิดว่าอย่างไรเสียมันก็ต้องถึงจุดที่สามารถทะลวงได้อย่างแน่นอนแน่นอน อาจจะเนื่องจากว่าพลังปราณที่เจ้าสะสมยังไม่เพียงพอ เช่นนั้นก็ลองดูดซับพลังปราณต่อไปเรื่อย ๆ อาจจะทำให้เจ้าทะลวงผ่านได้ก็เป็นได้"
เสวี่ยอวี๋กล่าวเสนอความคิดเห็นของตนให่ฉินหยางได้ฟัง
"อื้ม..อาจจะเป็นอย่างที่เจ้าว่ามา แต่ตอนนี้ข้าดูดซับแก่นผลึกปราณที่เหลือไปหมดแล้ว จะออกไปล่าสัตว์วิเศษในตอนนี้ก็คงไม่ทันการ ถ้าเช่นนั้นเราออกไปข้างนอกกันเถอะ ข้าจะลองตามหาสมุนไพรที่จะใช้ปรุงโอสถ "หยางพิสุทธิ์" ดูมันอาจจะช่วยให้ข้าทะลวงระดับที่ติดอยู่ตอนนี้ได้ก็เป็นได้"
ฉินหยางพยักหน้าเห็นด้วยก่อนจะเสนอว่าตนจะปรุงยาหยางพิสุทธิ์ ที่อาจจะช่วยให้ตนสามารถขจัดปัญหาที่พบอยําในตอนนี้ได้
"โอสถหยางพิสุทธิ์? ข้าเข้าใจแล้ว.."
เสวี่ยอวี๋กล่าวทวนชื่อโอสถที่ฉินหยางพูดออกมาก่อนจะพยักหน้าเป็นว่าเข้าใจหลังจากนั้นร่างกายของเขาก็เรืองแสงสว่างวาบและหายลับไปจากสายตาของฉินหยาง
"ว่าแต่ เจ้าจะไปหาสมุนไพรจากที่ไหนงั้นรึ? แม้ว่าโอสถหยางพิสุทธิ์จะไม่นับว่าเป็นโอสถที่ปรุงยากอันใดแต่สมุนไพรที่ใช้ปรุงก็ใช่ว่าจะหาได้ง่าย ๆ ยิ่งเป็นดินแดนที่อ่อนแอเช่นนี้ด้วยแล้ว.."
เสวี่ยอวี๋ที่กลับเข้าไปในไข่มุกจิตวิญญาณเอ่ยถามขึ้น
"ส่วนผสมที่ใช้ในการปรุงโอสถตอนนี้ข้ามีสองอย่าง คือ น้ำสุริยันศักดิ์สิทธิ์และน้ำผึ้งมะตาหะรีที่ข้าได้มาก่อนหน้านี้จะขาดก็เพียงสมุนไพรหลักอีก 4 อย่างคือ หญ้าปราณแท้ หญ้าแสงดารา โสมตะวัน ดอกหยางฮัว และผลหยางเหมย อีกสี่อย่างนี้แค่นั้น"
"ส่วนหญ้าปราณแท้ กับหญ้าแสงดาราคงไม่มีปัญหาอะไรแต่ที่หายากก็คงจะเป็นโสมตะวัน ดอกหยางฮัว และผลหยางเหมย เพราะสมุนไพรเหล่านี้มักเกิดในสถานที่จำเพาะ ทำให้ยากต่อการพบเจอ แต่ก็หวังว่าข้าจะโชคดีหาได้ในเมืองนี้ล่ะนะ"
ฉินหยางพูดจบก็เดินออกจากห้องพักก่อนจะเดินลงไปชั้นล่างและเดินออกไปจากโรงเตี๊ยมแห่งนี้ไปในเวลาต่อมาไม่นาน
หลังจากออกมาจากโรงเตี๊ยมฉินหยางก็เดินไปตามทางเรื่อย ๆ พลางมองซ้ายขวาดูบรรยากาศโดยรอบของเมืองพบว่าวันนี้ผู้คนในเมืองเริ่มหนาแน่นมากกว่าวันแรกที่เขามาถึงเมืองแห่งนี้อย่างมาก ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะวันประลองคัดเลือกศิษย์ของสำนักอัคคีสวรรค์เริ่มใกล้เข้ามาแล้วจึงทำให้มีผู้คนเดินทางมายังเมืองแห่งนี้กันอย่างคึกคัก
ฉินหยางเริ่มเดินตามหาร้านขายสมุนไพรภายในเมืองโดยเริ่มจากการถามทางจากชาวเมืองในระแวกที่เขาอยู่ จนในที่สุดเขาก็พบเข้ากับร้านขายสมุนไพรร้านแรกภายในเมือง
"ยินดีต้อนรับคุณชายไม่ทราบว่าต้องการสมุนไพรชนิดใดหรือขอรับ"
เสียงของชายวัยกลางคนที่สังเกตเห็นฉินหยางเดินเข้ามาหน้าร้านก็รีบกล่าวต้อนรับในทันที ก่อนฉินหยางจะถามหาซื้อสมุนไพรที่ต้องการโดยไม่อ้อมค้อมอันใด นับว่าโชคดีที่ร้านดังกล่าวมีสมุนไพรที่ฉินหยางต้องการอยู่หนึ่งอย่างนั่นก็คือ หญ้าปราณแท้
หลังจากฉินหยางรับหญ้าปราณแท้มาและจ่ายศิลาปราณเรียบร้อยและเขาก็ได้สอบถามถึงร้านในเมืองที่อาจจะมีสมุนไพรที่เขาต้องการกับชายวัยกลางคนก่อนจะเดินออกไปตามหาร้านขายสมุนไพรร้านต่อไปตามเส้นทางที่ชายวัยกลางคนบอกกล่าวมา
ฉินหยางเดินออกไปตามทางที่ชายวัยกลางคนแนะนำไม่นานก็พบเข้ากับร้านขายสมุนไพรร้านหนึ่งซึ่งเป็นร้านที่ดูค่อนข้างใหญ่โตกว่าร้านก่อนหน้าอยู่พอสมควร ฉินหยางเดินเข้าไปเพื่อสอบถามอย่างไม่รอช้า หลังจากสอบถามแล้วฉินหยางก็โชคดีอีกครั้งเขาได้ซื้อหญ้าแสงดาราที่เป็นสมุนไพรหลักที่ใช้ในการปรุงโอสถหยางพิสุทธิ์มาอีกหนึ่งอย่าง
นอกจากนั้นเขายังได้ซื้อเตาปรุงโอสถใบใหม่ติดมือมาด้วยเนื่องจากเตาปรุงโอสถที่เขามีอยู่ในตอนนี้นั้นมีคุณภาพต่ำเกินไป แม้ในตอนแรกฉินหยางจะสามารถปรุงโอสถออกมาได้ในระดับสุดยอด แต่ถ้าหากเขาได้เตาปรุงโอสถที่มีคุณภาพมากขึ้นก็จะยิ่งทำให้การปรุงโอสถของเขาลื่นไหลและเม็ดยาที่ออกมาเองก็จะมีคุณภาพที่ดีขึ้นตามไปด้วย
หลังจากฉินหยางได้ของที่ต้องการจากร้านดังกล่าวแล้วเขาก็ออกตามหาร้านขายสมุนไพรอื่นต่อ ในตอนนี้เขายังขาดสมุนไพรหลักอยู่อีกสามอย่าง คือ โสมตะวัน ดอกหยางฮัว และผลหยางเหมย เขาเดินตามหาสมุนไพรทั้งสามอยู่เป็นเวลานานและได้เข้าไปสอบถามตามร้านสมุนไพรต่าง ๆ จนแทบจะทั่วทั้งเมืองแล้วแต่ก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะพบ
"คงไม่มีจริง ๆ สินะ "
ฉินหยางที่ตอนนี้เดินอยู่ในซอยเล็ก ๆ หลังจากเข้าไปสอบถามจากร้านสมุนไพรร้านหนึ่งในระแวกแต่ก็ต้องผิดหวังเช่นเดิมและกำลังเตรียมจะเดินทางกลับไปยังโรงเตี๊ยมเพื่อคิดหาทางอื่นในการตามหาสมุนไพรทั้งสาม
"สมุนไพรทั้งสามล้วนแล้วแต่เป็นสมุนไพรที่เกิดในพื้นที่เฉพาะ การที่เมืองเล็ก ๆ เช่นนี้ไม่มีก็ไม่นับว่าแปลกอันใด ข้าว่าเราลองออกไปตามหาดูที่ภูเขาทางทิศตะวันออกนอกเมืองดีหรือไม่ อาจจะโชคดีพบสมุนไพรที่เหลืออยู่ก็เป็นได้"
เสียงของเสวี่ยอวี๋กล่าวเสนอความคิดขึ้นกับฉินหยาง แต่ในระหว่างที่เสวี่ยอวี๋กำลังจะกล่าวบางอย่างต่อฉินหยางก็ชะงักฝีเท้าลงก่อนจะหันหลังกลับไปมองยังทางที่เขาเดินผ่านมาเมื่อครู่พบว่า มีชายชราคนหนึ่งนั่งอยู่ด้วยสภาพมอมแมมเนื้อตัวเต็มไปด้วยคราบสกปรก สวมเสื้อผ้าขาด ๆ เส้นผมพันกันยุ่งเหยิงราวกับขอทาน
บนพื้นด้านหน้าของเขามีสมุนไพรเหี่ยว ๆ ที่พอจะมองว่าเป็นชนิดที่แตกต่างกันอยู่สี่ห้าชนิด ซึ่งสภาพดูแล้วไม่น่าจะนำไปใช้ประโยชน์อะไรได้
แต่ฉินหยางที่เห็นสมุนไพรเหี่ยว ๆ เหล่านั้นกลับตาเป็นประกายลุกวาวด้วยความยินดี ก่อนจะเดินสาวเท้าไปหยุดอยู่ด้านหน้าชายชราอย่างรวดเร็ว
"ท่านตา ท่านขายอะไรอยู่งั้นรึ?"
ฉินหยางก้มศีรษะลงเล็กน้อยและปรายตามองไปยังสมุนไพรเหี่ยว ๆ บนพื้นก่อนจะเอ่ยปากถามชายชราขอทานด้วยความสุภาพ
"อะแฮ่ม!! สวัสดีคุณชาย นี่เป็นสมุนไพรที่ข้าหามาเองกับมือ หากคุณชายสนใจข้าจะลดให้ท่านพิเศษเลยว่าไง"
ชายชรากล่าวตอบเสียงสั่น ๆ น้ำเสียงของเขาฟังดูติด ๆ ขัด ๆ ราวกับคนสติไม่สมประกอบ
ผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมาโดยรอบมองเห็นฉินหยางที่แต่งตัวราวกับคุณชายตระกูลสูงศักดิ์กำลังพูดคุยอยู่กับขอทานชราเพื่อถามซื้อสมุนไพรเหี่ยว ๆ ที่ดูแล้วไม่น่าจะเรียกว่าสมุนไพรได้ด้วยซ้ำ ต่างก็พากันทำสีหน้างุนงง บางคนถึงขั้นคิดว่าฉินหยางเองก็คงเป็นคุณชายสติไม่ดีเช่นเดียวกับขอทานชราถึงได้มาถามซื้อสมุนไพรไร้ค่าเช่นนี้
"งั้นข้าขอซื้อทั้งหมดนี่ท่านคิดเท่าไหร่?"
ฉินหยางเอ่ยถามด้วยใบหน้าแย้มยิ้มเขาไม่ได้สนใจสายตาใจากผู้คนโดยรอบเลยแม้แต่น้อย
"ได้สิ ๆ!! ถ้าคุณชายเหมาหมดนี้ล่ะก็ข้าลดให้พิเศษเลยเดี๋ยวขอข้าคิดก่อน..เอ๋ขายเท่าไหร่ดีน้า.."
ชายชราทำหน้าดีอกดีใจพลางเอามือลูบคางทำท่าทีราวกับกำลังคิดหนักก่อนผ่านไปสักพักจะพูดขึ้นว่า
"ทั้งหมดนี่ข้าคิดท่านเพียง ศิลาปราณเงิน 2 ก้อนท่านคิดเห็นว่าเช่นไร"
ชายชรากล่าวออกมาพร้อมชูนิ้วมือขึ้นมาสองนิ้ว เป็นท่าทางประกอบ
" 2 ศิลาปราณเงิน? ไอ้แก่นี้มันบ้าไปแล้วงั้นรึ? ขายสมุนไพรขยะ ๆ เช่นนั้นในราคา 2 ศิลาปราณเงินนั้นมันขูดรีดกันชัด ๆ ใครมันจะไปโง่ซื้อกัน"
เสียงผู้คนโดยรอบที่เห็นเหตุการณ์สบถด่าออกมา เมื่อเห็นว่าชายชราคิดจะขายสมุนไพรขยะตรงหน้าในราคา 2 ศิลาปราณเงิน
" 2 ศิลาปราณเงินงั้นรึ? เช่นนั้นข้าตกลง"
ฉินหยางควักศิลาปราณเงินออกมา 2 ก้อนยื่นให้ชายชราอย่างไม่ขบคิดให้มากความอันใด
ชายชรารับเงินมาด้วยท่าทีดีอกดีใจราวกับเด็กน้อยได้ของเล่นใหม่แต่ภายในเวลาตาของเขาที่จ้องมองไปทางฉินหยางกลับกำลังขบคิดบางสิ่งบางอย่างอยู่ในใจอย่างไม่มีใครรับรู้ได้ หลังจากที่ชายชรารับเงินมาจากฉินหยางแล้วเขาก็นำสมุนไพรเหี่ยว ๆ ทั้งหมดตรงหน้านำใส่ถุงผ้าและยื่นให้ฉินหยาง
ฉินหยางรับถุงผ้าดังกล่าวมาก่อนจะเอ่ยขอบคุณชายชราและหันกายเดินออกไปด้วยใบหน้าที่ประดับรอยยิ้มโดยไม่สนใจเสียงพูดของผู้คนโดยรอบที่กล่าวถึงการกระทำอันโง่เขลาของเขาเลยแม้แต่น้อย
ขอทานชราแอบปรายตามองตามทางที่ฉินหยางเดินจากไป แววตาที่เคยล่องลอยราวกับคนสติไม่ดีก่อนหน้าค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นแหลมคมราวจะสามารถมองทะลุทุกสิ่งได้
"เด็กคนนี้ไม่ธรรมดา หึหึ น่าสนใจจริง ๆ ไม่คิดว่าจะได้เจอเด็กที่มีพรสวรรค์ระดับนี้ในเขตดาราที่อ่อนแอเช่นนี้"
ขอทานชรากล่าวกับตัวเองในใจก่อนเขาจะแกล้งทำเป็นขอทานสติไม่ดีและเดินออกไปจากพื้นที่ดังกล่าวและหายลับไป
ส่วนฉินหยางตอนนี้เขาเดินเข้ามาในทางแคบ ๆ เมื่อเห็นว่าเป็นมุมอับสายตาแล้วจึงนำถุงที่ใส่สมุนไพรแห้งเหี่ยวเหล่านั้นออกมาจัดเก็บเข้าไว้ในแหวนมิติอย่างเงียบ ๆ
"เจ้าสังเกตหรือไม่ขอทานชราเมื่อเมื่อครู่..."
จู่ ๆ เสียงพูดของเสวี่ยอวี๋ก็ดังขึ้นมาในโสตประสาทของฉินหยาง
"อื้ม ดูเหมือนจะไม่ใช่ขอทานชราธรรมดา ๆ ถึงขนาดสามารถกดพลังจนแม้แต่ข้าเอง หากไม่สังเกตให้ดี ๆ ก็คงไม่สามารถรับรู้ได้ นับว่าฝีมือร้ายกาจไม่เบา"
ฉินหยางตอบกลับอย่างไม่ได้รู้สึกตกใจหรือแปลกใจกับคำถามของเสวี่ยอวี๋แต่อย่างใด
"เช่นนั้นหรือว่าชายขอทานเมื่อครู่จะเป็นพวกของชายชุดคลุมดำ?"
เสวี่ยอวี๋กล่าวสันนิฐานถึงควาเป็นไปได้
"คงไม่ใช่เช่นนั้น หากเขาเป็นพวกเดียวกับชายชุดคลุมดำจริงคงไม่จำเป็นต้องทำอะไรยุ่งยากเช่นนี้ แค่เข้ามาจัดการโดยข้าในตอนนี้ก็คงไม่สามารถต่อกรอะไรได้ อีกอย่างข้าลองใช้จิตสัมผัสตรวจดูบริเวณโดยรอบและสมุนไพรที่ได้มาแล้วไม่มีสิ่งผิดปกติอันใด "
"เช่นนั้นรึ?"
เสวี่ยอวี๋กล่าวตอบเพียงสั้น ๆ ก่อนจะเงียบไปและกำลังครุ่นคิดบางอย่างอยู่
"อาจจะเป็นผู้วิเศษที่เบื่อหนายจากการกักตนกระมัง เจ้าไม่ต้องกังวลไปจะเป็นใครไม่สำคัญ ที่สำคัญคือเขาไม่ได้คิดจะทำอะนตรายเราอย่างแน่นอน เรื่องนี้ข้ามั่นใจ"
ฉินหยางกล่าวอธิบายเพื่อให้เสวี่ยอวี๋คลายความกังวลลง
"หากเจ้ากล่าวเช่นนั้นข้าก็วางใจ ว่าแต่..สมุนไพรที่เจ้าได้มาเมื่อครู่มีสิ่งที่เจ้าต้องการอยู่ด้วยใช่หรือไม่"
เสวี่ยอวี๋เปลี่ยนหัวข้อสนทนาเมื่อคลายความกังวลลงไปได้แล้ว
ได้ยินคำถามของเสวี่ยอวี๋ฉินหยางก็ยิ้มขึ้นมาจาง ๆ ก่อนตอบกลับเสวี่ยอวี๋ว่า
"อื้ม..ใช่แล้วล่ะ ในนั้นมีโสมตะวันกับผลหยางเหมยอยู่ แม้จะแห้งเหี่ยวจนแทบจะเรียกว่าไม่เหลือสภาพอะไรแล้ว แต่ก็ไม่นับว่าเป็นปัญหาอันใด ข้าสามารถใช้น้ำสุริยันศักดิ์สิทธิ์ฟื้นสภาพมันให้กลับมาดังเดิมได้ อีกอย่างข้ายังโชคดีได้สมุนไพรที่ค่อนข้างหายากมาอีก 2-3 ชนิด ซึ่งอาจจะมีประโยชน์กับข้าในอนาคต"
"เช่นนั้นงั้นรึ งั้นก็แสดงว่าขอทานชราเมื่อครู่ไม่ใช่คนธรรมดาจริง ๆ ถึงขนาดมีสมุนไพรเช่นนี้ไว้ครอบครองได้ แต่ว่าข้าก็ยังนึกไม่ออกเลยว่าเขาทำเช่นนี้ไปเพื่อสิ่งใดกัน"
แม้จะดีใจแต่เสวี่ยอวี๋ก็ยังคงไม่เข้าใจการกระทำของขอทานชราเมื่อครู่ว่าเขาจะทำเรื่องราวทั้งหมดนี้ไปเพื่อสิ่งใด
"เรื่องนั้นช่างมันเถอะขอแค่ไม่สร้างปัญหาให้เราก็พอ สิ่งที่เราต้องทำตอนนี้คือหาดอกหยางฮัวซึ่งเป็นสมุนไพรที่จำเป็นอย่างสุดท้ายในการปรุงโอสถหยางพิสุทธิ์"
"อื้มม แล้วเราจะไปหาที่ใดกันดี เราเดินตามหาร้านสมุนไพรจนทั่วทั้งเมืองแล้ว หรือจะออกไปค้นหาในภูเขาทางทิศตะวันออกที่ข้าเคยกล่าวไปก่อนหน้าเช่นนั้นงั้นรึ?
เสวี่ยอวี๋กล่าวถามพลางขบคิดถึงสถานที่ที่จะสามารถหาสมุนไพรอย่างสุดท้ายมาให้ฉินหยางได้
"ข้าคิดออกแล้วเราลองไปขอความช่วยเหลือจากคุณชายทั้งสองนั่นดีหรือไม่ ดูแล้วอาจจะเป็นพวกที่มีเส้นสายใหญ่โตไม่เบา อาจจะช่วยเราได้ก็เป็นได้"
เสวี่ยอวี๋กล่าวเสนอความคิดของตนออกมา
"อื้มม คงต้องรบกวนทั้งสองคนนั่นดูแล้วล่ะ หากพบขึ้นมาจริง ๆ ข้าจะถือว่าติดหนี้บุญคุณพวกเขาไว้ครั้งหนึ่ง แต่หากว่าหาไม่พบจริง ๆ เราจะออกเดินทางไปยังภูเขาทางทิศตะวันออกและลองตามหาในพื้นที่บริเวณนั้นดู"
ฉินหยางกล่าวเห็นด้วยกับความคิดของเสวี่ยอวี๋ก่อนจะเดินทางกลับไปยังโรงเตี๊ยมเพื่อขอความช่วยเหลือจากคุณชายซูทั้งสองตามที่ตกลงกับเสวี่ยอวี๋....