ภายในเหตุการณ์นั้น
ผู้คนทั้งหลายต่างก็มองไปด้วยความชะงักงันไร้ซึ่งเสียงใดแม้ว่าศักยภาพของเมิ่งฝานจะแข็งแกร่งเป็นอย่างยิ่งและนับได้ว่าเป็นจอมยุทธ์น้อยระดับแนวหน้าของอาณาจักรต้าก้านแต่ก็ไม่มีผู้ใดคิดว่าเขามีสิทธิ์ที่จะเอาชนะเจียเหวินและเจียหนานได้
นัยน์ตาของเมิ่งอวี่หุนพลันวาวโรจน์มือที่อยู่ใต้ชายแขนเสื้อค่อยๆ กำแน่นแม้แต่เขาก็ยังอยากเห็นเช่นกันว่าเมิ่งฝานจะแข็งแกร่งเพียงใดอีกฝ่ายเป็นคนของตระกูลตนเอง เป็นบุตรชายของคนผู้นั้น หรือจะสืบทอดพรสวรรค์จากคนผู้นั้นมาด้วย?
คนผู้นั้นเคยขี่ม้าขาวทะยานเข้าเมืองซ่างจิงเพียงหนึ่งคืนทำให้ยุทธภพต้องสั่นสะท้าน และเมิ่งฝานที่อยู่เบื้องหน้าเขา ณ เวลานี้ก็ไม่ต่างกันมีทั้งศักยภาพที่แข็งแกร่งและความกล้าหาญที่ไม่มีวันหมดสิ้นไปโดยง่าย
“หึเจ้าคิดว่าตนเอมีสิทธิ์นั้นหรือไร!”
เมื่อได้ยินสิ่งที่เมิ่งฝานเอ่ยออกมาสีหน้าของเจียเหวินก็เปลี่ยนไป จ้องมองไปยังเมิ่งฝานด้วยนัยต์ตาที่อัดแน่นไปด้วยความเดือดดาลแม้ว่าศักยภาพของเมิ่งฝานจะอยู่ในระดับที่แข็งแกร่งไม่น้อยแต่ก็ยังไม่ได้แข็งแกร่งถึงขนาดที่ยากต่อการรับมือ
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ต้องมาลองดูสักครั้งแล้วเจ้าจะต้องได้รับกรรมจากการอวดดีของตนเอง!”
ข้างกาย เจียหนานเองก็ตวาดออกมาด้วยน้ำเสียงที่เยือกเย็นเช่นกันทั้งสองแยกออกเป็นสองฝั่งซ้ายขวา ยืนอยู่เช่นนั้นแต่กลับมีจิตสังหารที่ทำให้หัวใจของผู้คนสั่นไหวแผ่ซ่านออกมาอย่างฉับพลัน
ไม่ผิดแน่ มันคือจิตสังหาร!
จิตสังหารของทั้งสองคือสิ่งที่ไม่อาจบ่มเพาะขึ้นมาได้จะต้องเกิดขึ้นมาจากประสบการณ์เข่นฆ่าในสนามรบเท่านั้นซึ่งเมื่อใดที่มันระเบิดออกมาและเผชิญหน้ากับศัตรูที่ไม่มีสติมากพอ ก็สามารถทำให้อีกฝ่ายตกใจตายได้ในทันใด
มีเพียงกองกำลังของตระกูลเจียที่ทำสงครามมานานจึงจะทำให้ชนรุ่นหลังของตระกูลมีพลังเช่นนี้ได้ ซึ่งเวลานี้เจียหนานกับเจียเหวินได้ระเบิดมันออกมาทั้งหมดกลิ่นคาวเลือดเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ขณะเดียวกันทั้งสองก็ยื่นมือออกมาก่อนที่พลังปราณของพวกเขาจะค่อยๆผสานเข้าด้วยกัน
การที่พลังปราณของทั้งสองสอดผสานเข้าด้วยกันนับว่าเป็นสิ่งที่น่าสะพรึงไม่น้อยผู้คนที่อยู่โดยรอบต่างก็มองภาพเบื้องหน้าด้วยความตกตะลึงเพราะเมื่อใดที่พลังปราณต่างธาตุผสานตัวเข้าด้วยกันจะนำมาซึ่งอานุภาพที่ยิ่งใหญ่เป็นอย่างมาก
ที่ฝ่ามือของทั้งสองนั้นมีแสงสีแดงเลือดปรากฏขึ้นมาอย่างเลือนรางโดยมันคล้ายดั่งดวงอาทิตย์ก็ไม่ปาน ทว่ากลับมีกลิ่นคาวเลือดอันน่าสะพรึงแผ่ซ่านออกมา
“เทพเวียนว่ายสุริยันจันทราสังหาร!”
เจียหนานและเจียเหวินก้าวออกมาพร้อมกันพลังปราณของทั้งสองถาโถมและมีพลังอันน่าสะพรึงแผ่ซ่านออกมาจนผู้คนทั้งหลายรู้สึกสะพรึงกลัวแล้วในเวลาต่อมามันก็เข้าไปปกคลุมร่างกายของเมิ่งฝาน
การโจมตีดังกล่าวนั้นคือพลังที่บ่งบอกว่าอยู่ในระดับอักษรฮวงหากไม่ขยับก็ไม่มีปัญหาใด แต่หากขยับก็สามารถหลอมทำลายได้ทุกสรรพสิ่งทั่วสารทิศแข็งแกร่งอย่างที่สุด ซึ่งร่างของเมิ่งฝานพลันถูกปกคลุมไปด้วยฝ่ามือที่ราวกับก้อนเมฆในยามฟ้าคะนองก็ไม่ปาน
ด้านหลังของเขานั้นแม้แต่หยางเถียนก็ยังรู้สึกหายใจไม่ทั่วท้อง นางมองไปยังภาพเหตุการณ์เบื้องหน้าด้วยความกังวลใจต่อให้เมิ่งฝานมีศักยภาพอันแข็งแกร่งแต่เมื่ออยู่ภายใต้พลังที่คล้ายดั่งสามารถสังหารเทพได้เช่นนี้ก็ทำให้นางรู้สึกร้อนรนใจเป็นอย่างยิ่ง
แล้วในวินาทีต่อมานั้นเมิ่งฝานก้าวเท้าออกไปเบื้องหน้าหนึ่งก้าวพร้อมกับกระตุกยิ้ม ก่อนจะเอ่ยขึ้นอย่างเฉยชา“กายา...มหาธาตุ!”
เมื่อสิ้นเสียงนั้นพลังลมปราณอันแข็งแกร่งพลันแผ่ซ่านออกจากร่างกายของเมิ่งฝานแม้ว่าก่อนหน้านี้พลังปราณของเขาจะถาโถมเป็นอย่างมากแล้ว แต่ยามนี้กลับมากขึ้นกว่าเดิมหนึ่งเท่าตัวกล้ามเนื้อบนร่างปูดนูน ใต้ชุดสีครามนั้นคล้ายดั่งว่ามีพลังอันแข็งแกร่งกำลังจะระเบิดออกมาขณะเดียวกันก็ก้าวออกไปหนึ่งก้าวพร้อมกับทวนคู่ในมือ
“ทวนคู่...ระเบิด!”
พลังที่อยู่ในทวนคู่ระเบิดออกมาโดยตรงกลางอากาศเบื้องหน้าของเมิ่งฝานคือการผสานกันระหว่างทวนทั้งสอง เขารู้ดีว่าหากตนเองไม่ได้อยู่ในขั้นเกลาวิญญาณระดับหกย่อมไม่มีทางปล่อยอานุภาพของกระบวนท่าสุดท้ายแห่งทวนหยินหยางออกมาได้เป็นแน่
เมื่อทวนคู่ขยับพลันมีแสงจากพลังระเบิดที่แข็งแกร่งพุ่งทะยานขึ้นในอากาศระลอกคลื่นแห่งพลังปราณอันแข็งแกร่งคล้ายดั่งดาวตกก็ไม่ปานทรงพลังคล้ายดั่งสามารถทะลวงได้ทุกสรรพสิ่ง!
ตู้ม!
เพียงชั่วพริบตาก็มีการปะทะที่รุนแรงเกิดขึ้นกลางอากาศซึ่งความรุนแรงนั้นทำให้โถงถ้ำแห่งนี้สั่นสะท้านไปทั่วทั้งบริเวณแม้ว่าการป้องกันของมันจะแข็งแกร่งเพียงใดก็ยังเกิดรอยร้าวขึ้นเมื่ออยู่ภายใต้ระลอกคลื่นแห่งดุดัน
โดยรอบนั้น ผู้คนทั้งหลายต่างแทบหยุดหายใจและมองไปยังภาพเหตุการณ์เบื้องหน้าด้วยความตกตะลึงการปะทะกันในครั้งนี้นับว่าดุดันอย่างที่สุดเพียงแค่ระลอกคลื่นแห่งพลังก็ยังทำให้พวกเขาไม่อาจรับมือได้ แล้วทั้งสามคนที่อยู่ณ ใจกลางของแรงระเบิดนั้นจะต้องรองรับพลังที่ยิ่งใหญ่เพียงใด!
ระลอกคลื่นแผ่ซ่านหลังจากนั้นเพียงชั่วครู่ก็มีเงาร่างของคนผู้หนึ่งยืนตระหง่านอยู่ท่ามกลางฝุ่นควันร่างของเขาเปื้อนไปด้วยเลือด ซึ่งคนผู้นั้นก็คือเมิ่งฝานนั่นเอง
ยามนี้เส้นผมของเขายุ่งเหยิงเล็กน้อยชุดสีครามบนกายฉีกขาด เลือดสีแดงสดปรากฏอยู่แทบทุกจุดบนร่างกายแต่ก็ยังฝืนหยัดยืนอยู่ได้ส่วนท่ามกลางฝุ่นควันเบื้องหน้าของเขาก็คือเจียเหวินกับเจียหนานที่นอนสลบไสลอยู่ตรงนั้น!
หนึ่งกระบวนท่าจอมยุทธ์อัจฉริยะสองพี่น้องจากตระกูลเจียพ่ายแพ้ให้แก่เมิ่งฝานทั้งสองคน!
เพียงชั่วพริบตาความเงียบงันพลันปกคลุมไปทั่วบริเวณแม้ว่าโดยรอบจะมีผู้คนอยู่มากมายหลายสิบคนแต่ในชั่วพริบตานี้กลับมีเพียงเสียงลมหายใจเท่านั้นพวกเขาทั้งหลายต่างก็มองไปยังภาพเบื้องหน้าด้วยความเหลือเชื่อ
เมิ่งฝานเอาชนะการร่วมมือกันของสองพี่น้องซึ่งเป็นจอมยุทธ์อัจฉริยะจากตระกูลเจียที่มากไปกว่านั้นคือเขาใช้เพียงกระบวนท่าเดียว!
เวลานี้ต่อให้เป็นเมิ่งอวี่หุนก็ยังมองด้วยสีหน้าที่เปลี่ยนไปนัยน์ตาของเขามีความสะพรึงกลัวปรากฏขึ้นมาอย่างไม่อาจปิดบัง ทั้งที่อายุยังน้อยแต่กลับมีศักยภาพที่น่าสะพรึงกลัวยามนี้เมิ่งอวี่หุนไม่แปลกใจเลยว่าเพราะเหตุใดเมิ่งเทียนเซิงถึงได้ให้ความสำคัญกับเมิ่งฝานนัก!
เขากำหมัดแน่นในชั่วพริบตานี้แม้แต่เมิ่งอวี่หุนก็ยังสัมผัสได้ถึงแรงกดดันมากมายทางฝั่งของเมิ่งฝานที่เคยยืนอยู่กับที่กำลังย่างก้าวเข้ามาหาตน เลือดสีแดงสดบนร่างยังคงหลั่งไหลออกมาจากการเคลื่อนไหว
เมื่อเมิ่งฝานก้าวออกไปก็ทิ้งรอยเลือดไว้บนพื้นแต่ถึงกระนั้นเขาก็ยังคงก้าวเดินต่อไปเห็นได้ชัดว่าถึงแม้จะเอาชนะสองพี่น้องตระกูลเจียได้ในกระบวนท่าเดียว แต่เมิ่งฝานก็ต้องแลกมากับการที่ต้องบาดเจ็บสาหัส
ทว่ามันไม่อาจเป็นอุปสรรคในการเดินหน้าของเมิ่งฝานส่วนทางฝั่งของผู้คนทั้งหลายก็มองไปยังรอยเลือดที่อยู่บนพื้นอย่างเงียบงัน
มันเป็นความสามารถที่ยิ่งใหญ่และความอดทนมุมานะที่มากมายแม้จะถูกคนของสองตระกูลใหญ่ทั้งหมดกดดันแต่ก็ยังไม่อาจทำให้เมิ่งฝานล่าถอยแม้เพียงก้าวซึ่งเมื่อเขาคนนั้นย่างเท้าเข้ามาหา คนของสองตระกูลใหญ่ต่างก็พากันหลบเลี่ยงเปิดทางให้
การกระทำดังกล่าวนั้นถือเป็นการให้เกียรติแก่เมิ่งฝานที่มากไปกว่านั้นคือทุกคนต่างก็รู้กันดีว่าหากจะมีใครสักคนกล้าเข้ามาเผชิญหน้ากับเมิ่งฝานแบบตัวต่อตัวคนผู้นั้นคงจะต้องเป็นผู้ที่ชนะในการประลองจอมยุทธ์น้อยแห่งอาณาจักรต้าก้านเมิ่งอวี่หุน!
ในบรรดาจอมยุทธ์น้อยแห่งอาณาจักรต้าก้านนั้นมีเพียงไม่กี่คนที่กล้าเหิมเกริมต่อหน้าเมิ่งอวี่หุน ซึ่งแน่นอนว่าเวลานี้คงจะต้องเพิ่มขึ้นมาอีกผู้หนึ่งนั่นคือเมิ่งฝาน!
“เจ้าคนผู้นี้ถ้ายกของสิ่งนั้นให้ผู้อื่นเขาจะตายหรืออย่างไร!”
หยางเถียนพึมพำเสียงเบาแล้วกัดเม้มริมฝีปากสีแดงสดเอาไว้แน่นนางเองก็หวั่นไหวเพราะความกล้าหาญของเมิ่งฝานด้วยเช่นกันรอบดวงตาของหยางเถียนแดงก่ำเพราะอีกฝ่ายนั้นต่อสู้อยู่เพียงลำพังมาโดยตลอด!
หลังจากที่ย่างก้าวอย่างใจเย็นในที่สุดเมิ่งฝานจึงมายืนอยู่เบื้องหน้าของเมิ่งอวี่หุนเจ้าของริมฝีปากที่แห้งแตกและมีเลือดสีแดงสดปรากฏอยู่บนนั้นมองไปยังเมิ่งอวี่หุนด้วยนัยน์ตาอันเยือกเย็น
ทั้งสองยืนห่างกันเพียงไม่ถึงห้าเมตรเวลานี้เมิ่งอวี่หุนจ้องมองไปยังเมิ่งฝาน เพราะแม้แต่กลิ่นอายพลังอันแข็งแกร่งของตนเองก็ยังถูกสยบ
เมิ่งฝานยังคงมีสีหน้าที่ราบเรียบเขาถ่มเลือดลงไปก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ “เมิ่งอวี่หุนตอนนี้ข้าเข้ามาใกล้เจ้าเป็นอย่างยิ่งด้วยตัวของข้าเองแล้ว แล้วเจ้า...จะทำอันใดข้าได้?”
ข้าเข้ามาใกล้เจ้าแล้ว!
น้ำเสียงนี้ดุดันร้ายกาจเป็นอย่างยิ่งสีหน้าของผู้คนทั้งหลายต่างก็บ่งบอกถึงความตกตะลึงและมองไปยังภาพเบื้องหน้าอย่างชะงักงันนึกไม่ถึงว่าจอมยุทธ์น้อยระดับแนวหน้าแห่งอาณาจักรต้าก้านและม้ามืดที่แข็งแกร่งที่สุดจะมาเผชิญหน้ากันอยู่ณ โถงถ้ำน้ำแข็งแห่งนี้
ไม่ว่าแพ้หรือชนะข่าวสารนี้คงดังกระฉ่อนไปทั่วอาณาจักรการต่อสู้ของพวกเขาทั้งสองคือตัวแทนของจอมยุทธ์น้อยผู้แข็งแกร่งที่สุดแห่งอาณาจักร
ที่ผ่านมานั้น ไม่ว่าจอมยุทธ์น้อยผู้ใดในอาณาจักรต้าก้านได้พบเจอกับเมิ่งอวี่หุนก็ล้วนแต่ยิ้มให้แทบไม่ทันผู้ใดจะกล้าทำเช่นนี้กับเขา!
เมื่อได้ยินในสิ่งที่เมิ่งฝานเอ่ยออกมาผู้คนทั้งหลายต่างก็มองไปยังเจ้าของร่างที่เปื้อนไปด้วยเลือดด้วยความรู้สึกขนหัวลุก!
แล้วในวินาทีต่อมาเมิ่งอวี่หุนพลันขยับเขาก้าวออกไปเบื้องหน้า เส้นผมปลิวสะบัด ภายในร่างอันสูงโปร่งมีพลังปราณที่ยากจะคาดเดาไหลเวียนไปทั่วร่าง
เมื่อเขาขยับก็คล้ายดั่งศัสตราวุธที่ออกจากฝักเผยให้เห็นถึงความร้ายกาจแข็งแกร่ง เขายืนอยู่อย่างนั้นมองเมิ่งฝานก่อนจะเอ่ยอย่างชัดถ้อยชัดคำ“เจ้าหนูเมิ่งฝาน ข้าจะให้โอกาสเจ้าอีกครั้งหากเจ้ายอมคุกเข่าลงตอนนี้ข้าก็อาจจะปล่อยเจ้าไปได้ แต่หากสู้กันจนเจ้าพ่ายแพ้ละก็...ข้าจะสังหารเจ้าด้วยมือของข้าเอง!”
มันเป็นน้ำเสียงที่ราบเรียบจิตสังหารอันทรงอานุภาพแผ่ซ่านทำให้บรรยากาศโดยรอบเย็นยะเยือกขึ้นมา ทุกคนต่างก็รู้กันดีว่าเวลานี้เมิ่งอวี่หุนกำลังเดือดดาลและเตรียมตัวสังหารใครสักคนอย่างจริงจัง
ทว่าสำหรับเมิ่งฝานแล้วนั้นกลับไม่ได้น่าสะพรึงกลัวแต่อย่างใดเขาเพียงกระตุกยิ้มก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบเท่านั้น “ข้าเองก็อยากจะเตือนเจ้าเช่นกันหากออกไปได้ไกลเท่าใด...ก็จงรีบไสหัวไปให้ไกลเท่านั้น!”
เมื่อสิ้นเสียงนั้นสีหน้าของผู้คนทั้งหลายก็เปลี่ยนไปนึกไม่ถึงว่าแม้จะอยู่ในเวลาเช่นนี้เมิ่งฝานก็ยังคิดที่จะหยอกล้อกับความเดือดดาลของเมิ่งอวี่หุนนับว่าใจกล้าไม่เบา
น้อยครั้งที่เมิ่งอวี่หุนจะได้ยินคำพูดเช่นนี้สีหน้าของเขาพลันเปลี่ยนไป โดยมันเป็นความเดือดดาลอย่างสุดขีดเลยก็ว่าได้
แล้วในเวลาต่อมาเมิ่งฝานพลันก้าวออกไปเบื้องหน้านัยน์ตาคู่นั้นจ้องเมิ่งอวี่หุนอย่างไม่ลดละ ภาพเหตุการณ์มากมายเกิดขึ้นมาในหัวการต่อสู้ในวันนี้เขาจะพ่ายแพ้ไม่ได้ และหากเอาชนะเมิ่งอวี่หุนได้ก็ถือว่าเป็นรางวัลให้แก่ตนเอง!
เมื่อคิดได้ดังนั้นเมิ่งฝานจึงกำหมัดแน่นเขาก้าวออกไปด้วยพลังของยาตราเซียนเหินพุ่งเข้าไปหาเมิ่งอวี่หุนด้วยความเร็วที่คล้ายดั่งลูกศรอันคมกริบก็ไม่ปาน
ทุกย่างก้าวเหยียบย่ำไปในอากาศคล้ายดั่งลำแสงที่พุ่งทะยานในเงามืดก็ไม่ปานความเร็วของเมิ่งฝานในขณะนี้เป็นดั่งวิญญาณร้ายซ้ำยังมีพลังหมัดที่น่าสะพรึงไร้เทียมทานแฝงอยู่ภายในเขาทะยานเข้าไปใกล้กับเมิ่งอวี่หุนก่อนจะชกออกไป ระลอกคลื่นแห่งพลังแผ่ซ่านออกจากหมัดที่คล้ายดั่งก้อนหินซึ่งถูกโยนออกไปในอากาศด้วยความเร็วสูงแฝงไปด้วยพลังที่คล้ายดั่งสามารถทำลายได้ทุกสรรพสิ่งก็ไม่ปาน
ในชั่วพริบตานี้ เมิ่งฝานได้ระเบิดพลังทั้งหมดที่มีออกมาภายใต้พลังของกายามหาธาตุซึ่งเขาจะต้องเอาชนะเมิ่งอวี่หุนให้ได้ในระยะเวลาอันสั้น!
เงาของหมัดปรากฏขึ้นในอากาศและพุ่งตรงไปที่ใบหน้าของเมิ่งอวี่หุนทว่าฝ่ามือของอีกฝ่ายพลันขยับในชั่วพริบตา ฝ่ามือเรียวสวยปรากฏขึ้นในอากาศก่อนที่พลังปราณสีน้ำเงินจะปรากฏ
ปัง!
เพียงชั่วพริบตาหมัดที่เคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงก็พุ่งเข้าชนกับฝ่ามือของเมิ่งอวี่หุนอย่างแม่นยำเมิ่งฝานยังไม่ทันได้ชักมือกลับเมิ่งอวี่หุนก็หุบมือลงแล้วคว้าข้อมือของเมิ่งฝานเอาไว้
รอยยิ้มอันเยือกเย็นปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเมิ่งอวี่หุนโดยมันอัดแน่นไปด้วยจิตสังหารที่มากมายมหาศาล จากนั้นเขาก็เอ่ยออกมาอย่างชัดถ้อยชัดคำ
“เมิ่งฝานหากเจ้าได้ต่อสู้กับข้าในตอนที่ตนเองมีพลังอยู่เต็มเปี่ยมก็อาจยังพอรับมือกับข้าได้แต่ตอนนี้เจ้าสูญสิ้นพลังปราณและพละกำลังในร่างกายไปอย่างมากแล้วฉะนั้นเมื่อเจ้ามายืนอยู่เบื้องหน้าของข้าในตอนนี้จึงไม่ต่างไปจากมดตัวหนึ่งเท่านั้นในเมื่อเจ้ารนหาที่ตาย...ข้าก็จะสงเคราะห์ให้!”