เทพยุทธ์แห่งใต้หล้า [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 2 บทที่ 44 ไม่มีใครสามารถต้านทานเขาได้

            ถนนเทียนฝู่ในเมืองหยางโจวเต็มไปด้วยผู้ฝึกยุทธ์เป็นจำนวนมากพวกเขาพากันมารวมตัวที่อาคารใหญ่แห่งหนึ่ง บรรยากาศค่อนข้างวุ่นวาย

            “หกคนรวมชิวหลันไปด้วย ก็ยังขาดอีกแค่หนึ่งคนถึงจะครบแปด น่าเสียดายที่พลังของแต่ละคนล้วนแข็งแกร่งมากดังนั้นข้าจะต้องแย่งลำดับที่ 8 มาให้ได้” ท่ามกลางฝูงชน มีชายหนุ่มคนหนึ่งจ้องมองไปที่ด้านหน้าด้วยสายตามุ่งมั่นขณะที่พูดออกมา

            “เจ้าฝันอยู่หรือไง?! ลำดับที่แปดน่ะถูกกำหนดเอาไว้แล้วว่าจะต้องเป็นเฟิงเฉียนระดับการบ่มเพาะของเฟิงเฉียนอยู่ที่ขอบเขตนักรบลมปราณขั้นที่ 9 เมื่อเทียบความสามารถของเขากับลูกหลานตระกูลใหญ่บางส่วนนับว่าเขาแข็งแกร่งกว่ามาก ที่เขาไม่โต้แย้งอะไรก่อนหน้านี้เพราะเขาคิดว่าลำดับสุดท้ายจะต้องเป็นเขาอย่างแน่นอนหรือเจ้าคิดว่าตัวเองแข็งแกร่งกว่าเฟิงเฉียนล่ะ?”

            คนที่ยืนอยู่ข้างๆย้อนถามกลับไป

            “บัดซบ” เมื่อคนคนนั้นได้ยินคำว่าเฟิงเฉียนสองคำนี้ สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปทันทีดูเหมือนว่างานชุมนุมของเมืองหยางโจวที่ท่านเจ้าเมืองจัดขึ้นในครั้งนี้เขาจะไม่มีโอกาสได้เข้าร่วมแล้ว  

            ข่าวที่ท่านเจ้าเมืองได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบงานชุมนุมของเมืองหยางโจวในปีนี้ได้แพร่สะพัดไปทั่วเมืองหยางโจว งานชุมนุมในปีนี้นอกจากลูกหลานของสี่ตระกูลใหญ่ที่เข้าร่วมแล้ว ตระกูลเล็กๆ และรุ่นเยาว์ที่โดดเด่นของเมืองหยางโจวก็สามารถเข้าร่วมได้ ซึ่งจะมีแค่8 คนเท่านั้นที่มีสิทธิ์เข้าร่วม

            ตระกูลใหญ่ทั้งสี่ตระกูลอย่างตระกูลน่าหลันตระกูลกู่ ตระกูลหลิน และตระกูลเหวิน ก็สามารถส่งคนเข้าร่วมได้แค่ตระกูลละ 8 คนเช่นกัน เท่ากับว่ามีผู้เข้าร่วมงานชุมนุมทั้งหมด 40 คน เพื่อเฟ้นหาว่าใครคือตัวแทนรุ่นเยาว์ที่โดดเด่นที่สุดของเมืองหยางโจวและเป็นผู้ที่ได้รับการยกย่องเชิดชูจากทุกคน แน่นอนว่าไม่มีใครที่ไม่อยากเป็นจุดสนใจ

            น่าเสียดายที่32 คนแรกต่างถูกกำหนดไว้แล้วว่า จะต้องเป็นลูกหลานของ 4ตระกูลใหญ่ ส่วนคนอื่นๆ จะต้องแย่งชิงที่ว่างที่เหลือเพียง 1ที่ในแปดรายชื่อที่ท่านเจ้าเมืองมอบสิทธิ์ให้ชิวหลันสำหรับชิวหลันแล้ว ความแข็งแกร่งของนางไม่ต้องพูดถึง นางนับว่าเป็นอันดับที่ 1ใน 8 รายชื่อนี้ดังนั้นจึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมท่านเจ้าเมืองถึงมอบสิทธิ์ในการตัดสินใจเลือกที่สุดท้ายให้กับนาง และตอนนี้ 7ใน 8 ก็ถูกคัดเลือกเป็นที่เรียบร้อยแล้วเหลือที่ว่างแค่ที่สุดท้ายซึ่งทุกคนต้องแย่งชิงกันเอาเอง แต่ดูเหมือนว่าที่ว่างสุดท้ายก็ได้ถูกกำหนดเป็นที่เรียบร้อยเหมือนกันเขาคนนั้นก็คือ เฟิงเฉียน

            เฟิงเฉียนสวมชุดสีน้ำเงินรูปร่างผอมสูง ดวงตาฉายแววเหี้ยมโหด

            ทันใดนั้นเขาก็ยกมือกอดอกพร้อมกับเดินไปที่ด้านหน้าแล้วพูดอย่างเย็นชาว่า “ที่ว่างสุดท้ายนี้เป็นของข้า”

            เมื่อทุกคนเห็นท่าทางหยิ่งยโสของเฟิงเฉียนก็แอบนินทาอยู่ในใจใจจริงแล้วพวกเขาก็อยากจะออกไปดวลกับเฟิงเฉียนดูสักตั้งแต่เมื่อนึกถึงความแข็งแกร่งของอีกฝ่ายแล้ว ก็ได้แต่ถอนหายใจออกมาดูเหมือนว่าคราวนี้คงเป็นได้แค่ผู้ชมเท่านั้น

            เฟิงเฉียนกวาดตามองไปยังฝูงชนด้วยสายตาดูแคลน

            “เศษสวะทั้งนั้นใจกล้าสักนิดก็ไม่มี ในเมื่อพวกเจ้าไม่กล้าออกมาสู้เพื่อเเย่งชิงงั้นข้าจะเข้าไปล่ะนะ” เฟิงเฉียนพูดแดกดันเล็กน้อยและเตรียมที่จะเดินเข้าไปในห้องโถงในห้องโถงมีชิวหลันและคนที่ถูกเลือกอีกหกคนรออยู่

            “ไอ้หมอนี่มันหยิ่งยโสสมคำเล่าลือจริงๆแถมยังดูโหดเหี้ยมอีกด้วย ว่ากันว่าถ้าใครกล้าไปท้าทายเขาจะถูกทุบตีจนบาดเจ็บสาหัสและกลายเป็นขยะ” มีเสียงกระซิบดังขึ้นมาถึงแม้ว่าทุกคนจะไม่ชอบขี้หน้าของเฟิงเฉียน แต่ก็ไม่มีใครกล้าเอ่ยปากท้าทายเขาใครบ้างที่ไม่รู้ว่าเฟิงเฉียนชอบทรมานคู่ต่อสู้ ดังนั้นเขาจึงมีชื่อเสียงในเมืองหยางโจวประกอบกับผู้ฝึกยุทธ์ที่อยู่ที่นี่ล้วนมีระดับการบ่มเพาะที่ต่ำกว่าเฟิงเฉียนดังนั้นจึงทำให้เขาอวดดีมากขึ้น

            ด้วยเหตุนี้ฝูงชนที่กำลังนึกโมโหจึงทำได้เพียงมองดูเฟิงเฉียนเดินเข้าไปข้างใน  

            “ช้าก่อน” ทันใดนั้นก็มีเสียงดังขึ้น เนื่องจากตอนนี้บรรยากาศเงียบสงบมาก ดังนั้นทุกคนจึงได้ยินเสียงนี้อย่างชัดเจนสายตาของฝูงชนเต็มไปด้วยความประหลาดใจเมื่อพวกเขาหันไปมองก็เห็นชายหนุ่มคนหนึ่งเดินออกมาจากกลุ่มฝูงชน        

            ชายหนุ่มคนนั้นมีรูปร่างที่สูงโปร่งและสวมชุดสีขาวถึงแม้จะไม่หรูหรา แต่กลับดูสะอาดสะอ้าน ด้านหลังของเขาแบกดาบยาวไว้ แต่สิ่งที่ทำให้ผู้คนรู้สึกสะดุดตามากที่สุดก็คงจะเป็นดวงตาที่ดูใสบริสุทธิ์คู่นี้ดวงตานั่นสร้างความรู้สึกประทับใจให้กับทุกคนตั้งแต่แรกเห็น ดวงตาใสๆ คู่นั้นดูไม่เข้ากับอายุของเขาเลย

            เมื่อเห็นคนคนนี้ยอดฝีมือรุ่นเยาว์หลายๆ คนก็เกิดความรู้สึกต่ำต้อยขึ้นมา  

            ซึ่งชายหนุ่มที่ปรากฏตัวขึ้นมาคนนี้ก็คือหลินเฟิงที่เพิ่งอาบน้ำและเปลี่ยนเสื้อผ้านั่นเอง หลังจากสอบถามข้อมูลต่างๆ เรียบร้อยเขาก็รีบเดินมาที่นี่ทันทีและดูเหมือนว่าเขาจะมาทันเวลาพอดี

            เฟิงเฉียนมองหลินเฟิงนิ่งๆพลางยกมือกอดอก เขากวาดสายตามองหลินเฟิงตั้งแต่หัวจรดเท้า จากนั้นก็เบะปากใส่แล้วพูดประชดว่า

            “เจ้าเรียกให้ข้ารอ?”

             “ใช่” หลินเฟิงไม่ใส่ใจสายตาดูถูกดูแคลนของเฟิงเฉียน เขาพยักหน้าตอบรับ        

            เฟิงเฉียนยกยิ้มมุมปากก่อนจะใช้สายตาเวทนามองเด็กหนุ่มที่อ่อนกว่าเขาสองปีแล้วพูดว่า “เจ้ารู้ผลของการทำให้ข้าต้องรอไหม?”

            หลินเฟิงส่ายหน้าโลกนี้ผู้ที่แข็งแกร่งจะได้รับความเคารพ แต่ให้ตายสิ ผู้ที่มีพรสวรรค์ส่วนใหญ่ชอบเสแสร้งหรือไม่ก็อวดดีทุกรายใช่ไหม?

            ฉากที่หลินเฟิงเดินไปหาเฟิงเฉียนทำให้ฝูงชนเปลี่ยนสีหน้าทันที ไอ้หมอนี่มันบ้าหรือเปล่า อายุแค่ 15 - 16 ปี จะสามารถต่อกรกับเฟิงเฉียนได้อย่างไรแม้แต่ลูกหลานตระกูลใหญ่ที่มีระดับการบ่มเพาะอยู่ในขอบเขตนักรบลมปราณขั้นที่ 7 กับ 8 ยังเอาชนะเฟิงเฉียนไม่ได้เลย

            ถ้าคาดเดาตามอายุแล้วคงไม่สามารถต่อกรกับเฟิงเฉียนได้แน่ๆเว้นแต่ว่าจะเป็นลูกหลานที่โดดเด่นของสี่ตระกูลใหญ่ในเมืองหยางโจวจึงจะสามารถเอาชนะเขาได้ ทุกคนต่างคิดว่าหลินเฟิงซวยแล้ว

             “ดูเหมือนเจ้าก็อยากจะเข้าไปในห้องโถงเหมือนกันสินะข้าไม่รู้ว่าจะนับถือความกล้าหาญของเจ้าหรือจะบอกว่าเจ้ามันโง่ดีแต่ในเมื่อเจ้าอยากจะแย่งที่ว่างกับข้า งั้นข้าจะยอมลดตัวลงมาเล่นกับเจ้าสักหน่อยก็แล้วกัน” เมื่อเฟิงเฉียนเห็นหลินเฟิงกล้ายั่วโมโหตัวเองจึงคิดที่จะสั่งสอนหลินเฟิงให้ทุกคนดู

             “ชิ้ง!”

            เสียงโลหะดังขึ้นเบาๆก่อนที่แสงดาบอันเยือกเย็นจะวาดผ่านอากาศไปอย่างรวดเร็ว จากนั้นเสียงร้องโหยหวนก็ดังขึ้นร่างของเฟิงเฉียนไถลลงบนพื้นไปเกือบร้อยเมตร

            เฟิงเฉียนสำลักเลือดออกมาจากปากขณะที่ไออย่างรุนแรงหลายครั้ง เฟิงเฉียนพยุงตัวลุกขึ้นมาคุกเข่าข้างหนึ่ง แต่ปากของเขายังคงกระอักเลือดออกมาไม่หยุด 

            ประกายแสงจากคมดาบสว่างขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งก่อนที่ดาบจะถูกเก็บเข้าไปในฝัก

            ฝูงชนตกตะลึงจนตาค้างเพียงแค่ดาบเดียวก็ทำเอาเฟิงเฉียนกระเด็นไปไกลขนาดนี้เลยเหรอ?

            “แข็งแกร่งมาก” ฝูงชนต่างก็ประหลาดใจ คนคนนี้อายุประมาณ 15 - 16 ปีเองไม่ใช่เหรอ แต่กลับเอาชนะเฟิงเฉียนที่อยู่ขอบเขตนักรบลมปราณขั้นที่9 ได้อย่างง่ายดาย โดยการโจมตีแค่ครั้งเดียว

            หลินเฟิงยังคงหลงเหลือความปรานีอยู่บ้างจึงโจมตีแค่ครั้งเดียวเพราะถ้าเขาใช้เคล็ดวิชาดาบด้วยไปล่ะก็ เฟิงเฉียนคงตายไปแล้วแน่ๆ

            “พูดจาไร้สาระมากเกินไปแล้ว” หลินเฟิงไม่แม้แต่จะเหลือบตาไปมองเฟิงเฉียน เมื่อพูดจบเขาก็เดินเข้าไปในอาคารทันที

            บางทีในสายตาของเขาเฟิงเฉียนอาจจะไม่มีค่าคู่ควรที่จะมองเลยด้วยซ้ำ

            เมื่อมองดูแผ่นหลังของหลินเฟิงที่เดินจากไปในสมองของเฟิงเฉียนก็พลันว่างเปล่า

            พูดจาไร้สาระมากเกินไปแล้ว!นี่คือคำส่งท้ายที่ให้กับเขา

            เส้นทางแห่งนักรบนั้นคือการท้าทายสวรรค์ยิ่งแข็งแกร่งมากขึ้นเท่าไร ก็ยิ่งสามารถดลบันดาลได้ทุกอย่าง แม้กระทั่งสร้างสวรรค์แต่กว่าจะไปถึงจุดนั้นได้ก็ต้องใช้ทั้งความพยายามและความอดทนเป็นอย่างมาก แต่เฟิงเฉียนเป็นแค่ผู้ฝึกยุทธ์ในขอบเขตนักรบลมปราณขั้นที่9 ทว่าเขากลับทำตัวหยิ่งยโส มองคนอื่นๆ เป็นเพียงมดปลวกคนแบบนี้แม้แต่ดาบเดียวก็ยังไม่คู่ควรที่จะฟันเลย

            เฟิงเฉียนค่อยๆตะเกียกตะกายลุกขึ้นยืนจากนั้นก็หันหน้าไปทางแผ่นหลังของหลินเฟิง แล้วโค้งตัวลงนี่ไม่ใช่การแสดงความเคารพเลื่อมใสต่อหลินเฟิงแต่เป็นการขอบคุณที่หลินเฟิงได้ทำให้เขาตาสว่างขึ้นมา

            สถานการณ์นี้ทำให้ฝูงชนรู้สึกมึนงงแต่ก็มีสายตาของบางคนเปล่งประกายขึ้นมา ราวกับว่าเขาคิดอะไรบางอย่างขึ้นได้

            แต่หลินเฟิงไม่ได้เห็นเหตุการณ์นี้ทันทีที่เขาเดินเข้าไปในห้องโถงใหญ่สายตาของยอดฝีมือทั้งเจ็ดคนก็จ้องมาที่หลินเฟิงโดยเฉพาะชิวหลันที่นั่งอยู่ตรงหัวโต๊ะชิวหลันเคยเจอหลินเฟิงมาก่อนในภัตตาคารทิงเฟิงทำให้นางพอจะทราบถึงความสามารถของหลินเฟิง และเรื่องที่หลินเฟิงประสบในตระกูลหลินชิวหลันเองก็รู้มาบ้างเช่นกัน

            “ข้าต้องการที่ว่างหนึ่งที่เพื่อเข้าร่วมงานชุมนุมในครั้งนี้” หลินเฟิงทอดสายตามองไปยังชิวหลันขณะที่พูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่เย็นชา แม้ท่าทางจะดูเฉยเมยแต่ความมุ่งมั่นกลับทะลุออกมาอย่างเห็นได้ชัดไม่ว่าอย่างไรเขาก็ต้องเข้าร่วมงานชุมนุมในครั้งนี้ให้ได้

             “ช่างกล้า!!!” คนที่นั่งข้างๆ ชิวหลันใช้ฝ่ามือตบลงบนโต๊ะไม้เสียงดังจนโต๊ะไม้ระเบิดออกมา

            “เจ้าเป็นใครกันกล้าดีอย่างไรมาพูดแบบนี้กับชิวหลัน” คนคนนี้มีนามว่าหวู่เสี่ยวชิวหลันไม่เพียงมีหน้าตาที่งดงาม แต่ยังมีพรสวรรค์ที่ล้ำเลิศอีกด้วยด้วยเหตุนี้จึงเป็นที่หมายปองของชายหนุ่มหลายๆ คน รวมไปถึงหวู่เสี่ยวด้วย

            ในสายตาของหวู่เสี่ยวการที่หลินเฟิงสามารถเอาชนะเฟิงเฉียนได้ นั่นก็เป็นเพราะว่าหลินเฟิงฉวยโอกาสโจมตีทีเผลอทำให้หลินเฟิงเอาชนะอีกฝ่ายมาได้ หวู่เสี่ยวอยากจะแสดงอำนาจกดข่มหลินเฟิงเพื่อเรียกร้องความสนใจจากชิวหลัน ด้วยเหตุนี้จึงทำกร่างใส่หลินเฟิง

            หลินเฟิงปรายตามองไปยังหวู่เสี่ยวและเดินตรงไปหาเขาเมื่อหวู่เสี่ยวเห็นแบบนั้น ก็ลุกขึ้นยืนด้วยท่าทางมั่นอกมั่นใจและตั้งท่าพร้อมสู้

            ลำแสงดาบสีขาวมุกส่องสว่างขึ้นมาอีกครั้งแสงสว่างนี้เจิดจ้าจนแสบตา ทันใดนั้นหวู่เสี่ยวก็ร้องโหยหวนออกมาขณะที่กุมข้อมือของตัวเอง

            หลังจากที่หลินเฟิงได้ก้าวเข้าสู่ขอบเขตแห่งจิตวิญญาณความเร็วของดาบก็เพิ่มขึ้น แม้จะเป็นการฟันแบบธรรมดา แต่ก็เร็วจนหลายๆ คนมองตามไม่ทันอยู่ดี

            หลินเฟิงยื่นมือไปจับคอของหวู่เสี่ยวแล้วยกเขาขึ้นมาก่อนจะทุ่มลงกับพื้นอย่างแรง

            “ถ้าให้สวะแบบนี้เข้าร่วมงานชุมนุมด้วยคงเป็นเรื่องที่ไร้ประโยชน์สิ้นดี”

            จบประโยคนี้หลินเฟิงก็เตะหวู่เสี่ยวออกจากห้องโถง หวู่เสี่ยวกระเด็นออกไปด้านนอกก่อนจะตกลงกระแทกพื้น แล้วกลิ้งอีกหลายตลบต่อหน้าฝูงชน

    คล้ายกับเรื่องเทพยุทธ์แห่งใต้หล้า [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน