ตอนที่ 64 หากคำสาบานมีผลจริง ผลลัพธ์นี้ช่างล้ำค่านัก
เย่หลิวหลีนั้นมีเป้าหมายที่ชัดเจนในใจ
นางมิมีวันปล่อยให้เย่เฉินถูกกู้ฉางเกอสังหารโดยมิทำอันใดได้ และก็มิมีวันยอมรับเงื่อนไขที่กู้ฉางเกอยื่นเสนอให้ หากมันเกินขอบเขตไร้ซึ่งเหตุผลจนเกินไป
นางกำลังพิจารณาถึงวิธีในการคลี่คลายสถานการณ์นี้
พอดีกับที่กู้ฉางเกอเสนอเงื่อนไขให้เปิดทะเลแห่งจิตสำนึกเพื่อฝังประทับลงตราทาส
ในคราแรกที่ได้ยินถ้อยคำนี้ นางย่อมเต็มไปด้วยความโกรธเคือง
แต่มินานนางก็ตระหนักได้ว่า ด้วยเคล็ดวิชาลับด้านจิตวิญญาณของตระกูลเย่ ตราประทับทาสเพียงแค่นี้ก็สามารถลบล้างได้โดยง่ายดาย
เพื่อมิให้กู้ฉางเกอมองเห็นความผิดปกติ นางจึงจงใจแสดงท่าทีมิเต็มใจและลังเล พร้อมทั้งเสแสร้งทำเป็นว่าใช้ความพยายามอย่างหนักในการตัดสินใจ
เพราะการที่จะปกปิดกู้ฉางเกอที่เฉลียวฉลาดและรอบคอบได้นั้น จำเป็นต้องใช้เล่ห์กลและความรอบคอบในระดับหนึ่ง มิได้ทำได้อย่างง่ายดาย
เมื่อเย่เฉินได้ยินคำพูดของเย่หลิวหลี เขารู้สึกซาบซึ้งใจอย่างยิ่ง แต่ในเวลาเดียวกันก็กลับรู้สึกผิดในใจ
ก่อนหน้านี้เขาแกล้งทำเป็นยืนหยัดเพื่อหลอกลวงนาง ทั้งหมดนั้นก็เพียงเพราะความกลัวตายของตนเอง
หากเย่หลิวหลียอมรับเงื่อนไขนี้จริง นางก็ต้องกลายเป็นทาสรับใช้ของกู้ฉางเกอ
ความคิดนี้ทำให้เย่เฉินปวดร้าวใจอย่างหนัก
เขามิต้องการเห็นสถานการณ์เช่นนี้
ใครกันเล่าที่อยากจะเห็นสหายในวัยเยาว์ของตน ผู้เป็นทั้งญาติสนิทและเปี่ยมไปด้วยความผูกพันลึกซึ้ง ต้องกลายมาเป็นทาสรับใช้ของศัตรูไปได้
มีแต่ผู้ที่ไร้ความรู้สึกเท่านั้นที่จะยอมรับได้
"ที่เจ้าตอบตกลงเช่นนี้ก็ทำเอาข้าค่อนข้างประหลาดใจเสียจริง เจ้าผู้เป็นถึงองค์หญิงน้อยแห่งตระกูลเย่ กลับยอมเปิดทะเลจิตสำนึกเพียงเพื่อจะช่วยเหลือเย่เฉินผู้นี้…"
"หากข้าเป็นบิดาของเจ้า บางทีอาจจะตบเจ้าให้สิ้นชีพด้วยฝ่ามือเดียวไปแล้วก็ได้"
กู้ฉางเกอกล่าวด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน แต่กระนั้นก็ยังมิมีทีท่าว่าจะปล่อยเย่เฉินออกจากมือ
"เรื่องนี้มิใช่เรื่องที่จะต้องให้เจ้ามาสนใจ ข้ายอมเปิดทะเลจิตสำนึกให้ แต่เจ้าก็ต้องสาบานด้วยดวงจิตแห่งมรรคาด้วยว่า จะมิคิดร้ายต่อท่านพี่เย่เฉิน และจะมิสังหารเขาอีก หากผิดคำสาบาน เจ้าจะต้องถูกมารกัดกินจิตใจและตกลงสู่มลทินแห่งความมืดมิดไปชั่วกัลปาวสาน"
เย่หลิวหลีกล่าวขณะจ้องมองกู้ฉางเกอ นางต้องการให้เขาสาบานเสียก่อนจึงจะยอมเปิดทะเลจิตสำนึก
ในเวลานี้ นางมิอาจถอยหลังได้แม้เพียงก้าวเดียว ใครจะรู้ว่ากู้ฉางเกอจะมิเล่นตุกติกในระหว่างนั้น
ท้ายที่สุดแล้ว ทะเลจิตสำนึกคือส่วนที่สำคัญที่สุดของผู้ฝึกบำเพ็ญเพียร แม้ว่าหากตันเถียนจะถูกทำลายไปก็ยังพอซ่อมแซมได้ แต่หากทะเลจิตสำนึกถูกทำลาย ความเสียหายนั้นอาจถึงขั้นร้ายแรงถึงชีวิต
ยิ่งไปกว่านั้น ทะเลจิตสำนึกยังเป็นพื้นที่ลี้ลับที่สุดของผู้ฝึกบำเพ็ญเพียร ที่เก็บซ่อนความลับมากมายในชีวิต
การเปิดทะเลจิตสำนึกก็เท่ากับเปิดเผยความลับของตนเองไปเสียสิ้น
เย่หลิวหลีทำได้เพียงตัดสินใจแบบนี้ เนื่องจากนางมิมีทางเลือกอื่นใดแล้ว
นางมิอาจทนดูท่านพี่เย่เฉินถูกสังหารต่อหน้านางได้
"ให้ข้าสาบานหรือ ได้สิ"
กู้ฉางเกอกล่าวด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง ก่อนจะเอ่ยตามคำพูดของเย่หลิวหลีอย่างมิมีขาดตกบกพร่อง "หากข้าผิดคำสาบาน ก็ขอให้มารกัดกินจิตใจ และตกเข้าสู่มลทินแห่งความมืดมิดไปชั่วนิรันดร์"
ทุกอย่างดำเนินไปอย่างราบรื่นเกินคาด
เย่หลิวหลีขมวดคิ้ว นางมิอาจคาดเดาความคิดของกู้ฉางเกอได้
นางรู้สึกมิสบายใจนัก
หรือว่านางจะคิดมากเกินไปเอง
คนอย่างกู้ฉางเกอ ผู้มีเล่ห์เหลี่ยมและความเฉลียวฉลาดระดับนี้ จะพลาดท่าให้แผนของนางจริงหรือ
"ข้าก็ทำตามที่เจ้าขอแล้ว ตอนนี้เจ้าก็ควรจะเปิดทะเลจิตสำนึกให้ข้าได้แล้วกระมัง"
กู้ฉางเกอกล่าวอย่างเรียบเฉย สีหน้าดูเหมือนมิเหมือนจะมีเจตนาใดอยู่แอบแฝง
เย่หลิวหลีครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ แต่ก็นึกไม่ออกว่ามีสิ่งใดผิดปกติ
นางจึงกัดฟันแน่น หลับตาลง
เปิดทะเลจิตสำนึกออกมา!
วิ้ง!
ทันใดนั้นเอง สายตาของกู้ฉางเกอกลับปรากฏแสงสีดำลึกลับแวบผ่าน ดั่งมหาสมุทรแห่งความลี้ลับที่ลึกจนยากจะหยั่งถึง
ในแสงสีนั้น ปรากฏเป็นรูปลักษณ์ของขวดศักดิ์สิทธิ์มรรคาที่ส่องประกาย คล้ายกับสัญลักษณ์โบราณ
มันเคลื่อนผ่านความว่างเปล่าราวกับมิได้มีอยู่จริง ก่อนจะแทรกซึมเข้าสู่ทะเลจิตสำนึกของเย่หลิวหลีในพริบตา
รวดเร็วจนนางมิทันรู้ตัวหรือมีเวลาตอบสนองใดๆ ได้
"นี่มันอะไรกัน…"
เย่หลิวหลีขมวดคิ้ว ความรู้สึกแปลกประหลาดเริ่มก่อตัวขึ้น แต่กลับบอกมิได้ว่าแปลกตรงที่ใด
การฝังประทับตราทาสมิใช่จะต้องร่ายอาคมหรือสร้างตราสัญลักษณ์ขึ้นมาก่อนหรือ
เหตุใดจึงมิมีทีท่าว่ากู้ฉางเกอจะทำสิ่งใดเลย
นี่มันเป็นเคล็ดวิชาอันใดกัน ในทะเลแห่งจิตสำนึกของนางกลับมิปรากฏร่องรอยของพันธนาการหรือการผนึกใดๆ
มิหนำซ้ำ นางแทบจะมิแน่ใจด้วยว่าตนเองถูกลงตราประทับทาสไปแล้วหรือไม่
ที่น่าประหลาดไปกว่านั้นก็คือ เหตุใดในเวลานี้นางถึงเริ่มรู้สึกอยากยอมศิโรราบต่อกู้ฉางเกออย่างอดมิได้
ความหวาดหวั่นพลันก่อตัวขึ้นในใจ หรือว่านางจะพลาดพลั้งถูกหลอกอีกครั้งกัน
"ก็ย่อมเป็นตราประทับทาสที่เจ้าตอบตกลงเอง"
กู้ฉางเกอเผยรอยยิ้มแฝงเล่ห์กลลึกลับที่มุมปาก
เย่หลิวหลียิ่งขมวดคิ้วแน่น "แต่เหตุใดข้าจึงมิรู้สึกอันใดเลย"
กู้ฉางเกอจ้องมองนางด้วยแววตาเจือความสนุกสนาน "แล้วเจ้าคิดว่าควรจะรู้สึกเช่นใดเล่า"
เย่หลิวหลีพลันเผยสีหน้าหมองคล้ำลง นางนิ่งเงียบไป แววตาเริ่มเผยความวิตกกังวล
ดูเหมือนทุกอย่างจะเหนือความคาดหมายของนางไปแล้ว
แต่ที่เลวร้ายที่สุดคือ นางกลับมิสามารถรู้สึกโกรธเคืองกู้ฉางเกอลงได้
แม้การสร้างขวดศักดิ์สิทธิ์สำหรับควบคุมจิตวิญญาณออกจะดูยุ่งยากอยู่บ้าง แต่มันกลับมิได้เป็นปัญหาอันใดสำหรับกู้ฉางเกอ
วิชานี้มีบันทึกในคัมภีร์ต้องห้ามของเคล็ดวิชามหามารกลืนเทพ ที่ว่าด้วยศิลปะแห่งการควบคุมจิตใจ
แต่เมื่ออยู่ในมือของกู้ฉางเกอ วิชานี้ก็กลับถูกดัดแปลงให้เป็นวิชากลืนมารที่เหมาะสำหรับการใช้ตราอาคมในรูปแบบขวดศักดิ์สิทธิ์
แม้การรวมอาคมเป็นขวดจะซับซ้อน แต่ข้อดีคือมิต้องผ่านกระบวนการร่ายเวทย์แสดงผล
เพียงแค่ทะเลจิตสำนึกและลดการป้องกันของจิตใจลง ก็จะสามารถลงตราประทับทาสได้ในทันที
ตราประทับทาสพรรค์นั้นมันช่างต้อยต่ำเกินไปสำหรับเขา
ขวดกลืนมารของเขาใบนี้สิจึงจะเหนือชั้นกว่าตราประทับทาสนับร้อยเท่า นับว่ามิมีทางเทียบกันได้แม้แต่เพียงน้อย
ความคิดของเย่หลิวหลีที่วางแผนจะใช้ความสามารถของตระกูลเย่มาลบล้างตราประทับทาสนั้น กู้ฉางเกอย่อมมองออกได้อย่างทะลุปรุโปร่ง
ถึงอย่างไร ตระกูลเย่ซึ่งเป็นถึงตระกูลเซียนโบราณอันทรงเกียรติ มีมรดกตกทอดมาช้านาน การลบล้างตราประทับทาสเพียงเล็กน้อยนี้ นับว่าเป็นเรื่องง่ายดายสำหรับพวกเขายิ่ง
สิ่งที่กู้ฉางเกอพูดนั้น มีจุดประสงค์เพียงเพื่อหลอกล่อให้เย่หลิวหลีหลงกลเท่านั้น
ความเฉลียวฉลาดที่นางคิดว่าตนพึงมี กลับดูไร้เดียงสาน่าขบขันในสายตาของเขา
‘ขวดกลืนมาร เมื่อถูกฝังลงไปในทะเลแห่งจิตสำนึกแล้ว นางก็จะค่อยๆ ลืมเลือนเรื่องราวที่เกิดขึ้นในวันนี้ไปจนสิ้น หากมิมีผู้แข็งแกร่งระดับยอดเซียนมาสำรวจทะเลแห่งจิตสำนึก ก็จะมิมีผู้ใดสามารถค้นพบได้…’
‘เมื่อกาลเวลาผ่านไป นางย่อมต้องกลายเป็นทาสรับใช้มารของข้าโดยสมบูรณ์’
เมื่อคิดถึงตรงนี้ กู้ฉางเกอก็เผยรอยยิ้มอย่างพึงพอใจ
แผนการในวันนี้ของเขา นับว่าคุ้มค่าเกินกว่าที่คาดไว้มาก
"กู้ฉางเกอ ตอนนี้เจ้าก็ควรปล่อยตัวท่านพี่เย่เฉินของข้าได้แล้วกระมัง" เย่หลิวหลีกล่าวขึ้นอีกครั้ง พลางจ้องมองกู้ฉางเกออย่างระแวดระวัง นางมิรู้สึกถึงการมีอยู่ของตราประทับทาสในทะเลแห่งจิตสำนึกแม้เพียงนิด สิ่งนี้ทำให้นางกลับทวีความกระวนกระวายในจิตใจอยู่ลึกๆ
"เจ้าสมควรจะเรียกข้าว่าอันใดนะ"
กู้ฉางเกอกล่าวถามพร้อมปรายตามองเย่หลิวหลีด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยแรงกดดัน
เย่หลิวหลีรู้สึกถึงเสียงดังสนั่นในหัว ราวกับสมองของนางจะระเบิด ภาพลวงตาปรากฏขึ้น คล้ายกับมีเทพแห่งยุคบรรพกาลผู้ลึกลับกำลังจับจ้องมองลงมาจากเบื้องบน
ความหวาดกลัวเริ่มกลืนกินจิตใจนาง
"นายท่าน…"
เมื่อกล่าวจบ นางก็ชะงักงันไปทั้งตัว เหตุใดนางจึงพูดถ้อยคำนั้นออกไปโดยมิรู้ตัวได้
ทั้งๆ ที่นั่นมิใช่สิ่งที่นางต้องการจะเอ่ยออกไปเลยสักนิด
เย่หลิวหลีแสดงสีหน้าเลื่อนลอย เผยแววตาที่เต็มไปด้วยความสับสนและมิเชื่อในสิ่งที่เกิดขึ้น
"กู้ฉางเกอ เจ้าทำอันใดกับหลิวหลีกัน"
เย่เฉินมองสิ่งที่เกิดขึ้นเบื้องหน้าด้วยความตกตะลึง ดวงหน้าเขียวคล้ำขาวซีด มิอยากจะเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน
ญาติผู้น้องของเขากลับเรียกกู้ฉางเกอว่านายท่านหรอกหรือ
ทั้งหมดนี้มันเกิดขึ้นได้อย่างไร
เขามิสามารถยอมรับได้ ความคิดในหัวพลันปั่นป่วนราวกับมีเสียงดังอื้ออึงมิหยุด
"ร่างไร้วิญญาณอย่างเจ้าจะมัวมาถามสิ่งใดให้มากความ"
กู้ฉางเกอกล่าวพร้อมกับปรายตามองเย่เฉินด้วยความเย็นชา
ในขณะเดียวกัน เสียงแจ้งเตือนจากระบบก็ดังขึ้นในจิตสำนึกของเขาว่า แต้มวาสนาของเย่เฉินได้ลดลงจนถึงขีดต่ำสุดแล้ว
กฎแห่งฟ้าสำหรับการล้างแต้มวาสนาให้เป็นศูนย์ได้เปิดใช้งาน
พรู่ด!
เขาจึงมิมีความลังเลแม้แต่น้อย
ฝ่ามือสีดำขนาดมหึมาประกบเข้าหากัน
"หลิวหลี ช่วยข้าด้วย…"
เย่เฉินร้องลั่นด้วยความหวาดกลัวอย่างสิ้นหวัง ดวงตาเบิกกว้าง ขณะที่ถูกกู้ฉางเกอสังหารให้สิ้นชีพด้วยการตบฝ่ามือเพียงครั้งเดียว
จนกระทั่งวาระสุดท้าย เขาก็ยังมิอาจทำความเข้าใจได้
เหตุใดกู้ฉางเกอจึงกล้าลงมือสังหารเขา ทั้งที่ได้ตั้งสัตย์ปฏิญาณแล้ว
เขามิกลัวคำสาปที่ว่ามารจะกัดกินจิตใจ หรือการตกเข้าสู่หนทานอันแปดเปื้อนไปด้วยมลทินแห่งความมืดมิดหรืออย่างไร
แน่นอนว่า กู้ฉางเกอย่อมมิกลัวคำสาบานอันใดพรรค์นั้น
มารน่ะหรือ สำหรับเขาแล้ว มันก็แค่เป็นแหล่งพลังงานในการเสริมบำรุงหล่อเลี้ยงร่างกายเขาเท่านั้น
ส่วนการตกเข้าสู่มลทินแห่งความมืดมิด
เขาก็มิจำเป็นต้องสนใจ เพราะด้วยพลังอันมหาศาลของเขาย่อมจะเหนือกว่าคำสาบานเหล่านั้นโดยสิ้นเชิง จนแทบกล่าวได้ว่ามิมีความหมายอันใด
เขาจะปล่อยให้ศัตรูผู้มีโชคชะตาวาสนาเหลือล้นหลุดรอดไปโดยง่าย แล้วพลาดรางวัลจากการกำจัดสังหารเขาไปได้อย่างไร
หากต้องเหน็ดเหนื่อยมาทั้งวันแล้วกลับมิได้อะไรตอบแทน นั่นมิใช่สิ่งที่กู้ฉางเกอจะยอมให้เกิดขึ้นได้
"กู้ฉางเกอ เจ้าทำเช่นนี้ได้อย่างไร…" เย่หลิวหลีถึงกับตะลึงงันกับสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้า นางนิ่งชะงักไปชั่วขณะ ราวกับมิอาจกลับมามีสติได้
ผิดคำสาบานไปเช่นนี้หรือ
นางถึงกับมิรู้ว่าจะกล่าวประณามเขาอย่างไร
‘ข้าจะต้องล้างแค้นให้ท่านพี่เย่เฉินของข้า…’ ในใจนางคิดเช่นนั้น แต่ในเวลาเดียวกันก็กลับรู้สึกว่างเปล่าและสับสน นางมิเข้าใจว่าเหตุใดตนเองจึงมิสามารถรวบรวมความรู้สึกเคียดแค้นอาฆาตต่อกู้ฉางเกอได้
นั่นต้องเป็นผลมาจากตราประทับทาสเมื่อครู่นี้แน่นอน!
เย่หลิวหลีรู้สึกหนาวเย็นเยียบไปทั้งตัว ความหวาดกลัวเข้าเกาะกุมจิตใจ นางเข้าใจถึงต้นสายปลายเหตุของสิ่งที่เกิดขึ้น แต่กลับมิอาจควบคุมการกระทำของตนเองได้
ส่วนทางด้านเยี่ยนจีที่ยืนมองดูเหตุการณ์ทั้งหมด นางกลับมิมีสิ่งใดจะเอ่ยกล่าว ในสายตาของนาง กู้ฉางเกอเหมาะสมที่จะเป็นยอดคนผู้ทะเยอทะยานสูงส่ง คำสาบานนั้นจะนับเป็นอะไรได้เล่า เมื่อผลประโยชน์ที่ได้รับมันมากล้นนัก
ยิ่งไปกว่านั้น เย่เฉินตั้งใจหาทางสังหารกู้ฉางเกออย่างสุดกำลัง
จะให้นางไปโน้มน้าวให้กู้ฉางเกอปล่อยตัวเย่เฉินไปได้อย่างไร นางทำเรื่องเช่นนั้นมิลง
กู้ฉางเกอเองย่อมมิสนใจว่าเย่หลิวหลีจะมองเขาอย่างไร เมื่อขวดกลืนมารได้ถูกฝังลงไปแล้ว ความคิดเห็นของนางก็มิใช่สิ่งที่สำคัญอีกต่อไป
ในเวลานั้นเอง เสียงระบบก็ดังขึ้นในจิตใจของกู้ฉางเกอ
"ติ๊ง! ทำการสังหารเย่เฉินผู้ครองชะตาฟ้าลิขิตได้สำเร็จ กฎการสังหารผู้ครองชะตาฟ้าลิขิตเมื่อมีแต้มวาสนาเป็นศูนย์ได้เริ่มเปิดใช้งาน ระบบกำลังคำนวณรางวัล…"
"ยินดีด้วย นายท่านได้รับหีบสมบัติรางวัลพิเศษเพิ่มเติมจากสวรรค์ พร้อมกับได้รับค่าวาสนา 200 แต้ม และได้รับค่าชะตาสวรรค์เพิ่มเติม 1,000 แต้ม"
"ใช้การ์ดคำนวณรางวัลโบนัสจากคลังเก็บของ" กู้ฉางเกอกล่าว พร้อมกับถือโอกาสหยิบการ์ดพิเศษจากคลังเก็บของมาใช้
"ติ๊ง! การ์ดคำนวณรางวัลโบนัสของระบบถูกใช้สำเร็จ ยินดีด้วย นายท่านได้รับอัตราการคูณ 5 เท่า"
"ระบบได้คำนวณรวมค่าคูณเข้าไปในผลลัพธ์แล้ว…"
"กำลังสรุปผลขั้นสุดท้าย ได้รับค่าวาสนาเพิ่มขึ้น 1,000 แต้ม และได้รับค่าชะตาสวรรค์เพิ่มขึ้น 5,000 แต้ม"
กู้ฉางเกอกล่าวขึ้น "เปิดหีบสมบัติรางวัลพิเศษเพิ่มเติมจากสวรรค์"
เขาอยากรู้นัก ว่าครั้งนี้จะได้รับสิ่งของรางวัลพิเศษใด ขณะที่ครั้งก่อนที่เขาได้รับรัศมีแห่งตัวร้ายผู้ลิขิตฟ้า ก็ได้ช่วยเหลือเขาจัดการแก้ปัญหาความแตกต่างของโชคชะตาและการถูกโชคชะตาย้อนคืนได้อย่างยอดเยี่ยม
แล้วคราวนี้เล่า
กู้ฉางเกอค่อนข้างคาดหวังกับผลลัพธ์ในครั้งนี้
ทันใดนั้น แสงสีทองเปล่งประกายอยู่เบื้องหน้า กล่องสมบัติเปิดออกพร้อมเสียงดังลั่น!
"ติ๊ง ขอแสดงความยินดีกับท่านผู้ครอบครองระบบ นายท่านได้รับหนึ่งส่วนสามของเมล็ดพันธุ์โลกที่แตกหัก *1 และแก่นกระดูกแห่งสุญญตา*1” ระบบส่งเสียงแจ้งเตือนขึ้น
กู้ฉางเกอเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
เมล็ดพันธุ์โลกที่แตกหักอีกแล้วหรือ
แต่เมื่อรวบรวมครบสามชิ้น ตอนนี้เขาก็สามารถรวมมันเป็นเมล็ดพันธุ์โลกที่สมบูรณ์ได้แล้ว
ส่วนแก่นกระดูกแห่งสุญญตาคือสิ่งใดกัน
เขารีบเปิดดูคำอธิบาย และในไม่ช้ากู้ฉางเกอก็อดมิได้ที่จะตื่นตะลึงในทันที
"แก่นกระดูกแห่งสุญญตา เป็นแหล่งพลังงานต้นกำเนิดของร่างกายของผู้ที่มีพลังมิติ ซ่อนพลังแห่งมิติไว้ภายใน และช่วยให้ผู้ครอบครองสามารถควบคุมพลังแห่งมิติได้อย่างสมบูรณ์…"
"นับว่าเป็นของดีจริงๆ คราวนี้ยังได้ของล้ำค่ายิ่งกว่าคราวก่อนที่ได้หัวใจของราชันเทวะเสียอีก" กู้ฉางเกอเอ่ยชมด้วยความพึงพอใจ
เขาตัดสินใจหลอมรวมเข้ากับร่างกายในทันที ความรู้สึกอบอุ่นคุ้นเคยแผ่ซ่านไปทั่วร่าง คล้ายกับว่าทั้งร่างของเขาถูกโอบล้อมด้วยความเวิ้งว้างของห้วงมิติอันกว้างใหญ่
กระบวนการนี้กินเวลาเพียงมินาน ก่อนที่เขาจะลืมตาขึ้นอีกครั้งและสัมผัสได้ถึงพลังแห่งมิติที่ไหลเวียนภายใน สอดประสานกับมิติรอบตัวอย่างลึกซึ้ง
"พลังแห่งมิติ คือคุณสมบัติที่ผสานการโจมตี การหลบซ่อน และความเร็วไว้ในหนึ่งเดียวอย่างสมบูรณ์แบบ"
จากนั้น กู้ฉางเกอก็เปิดดูหน้าต่างแสดงคุณสมบัติของตนเอง
ครั้งนี้ แต้มวาสนาและแต้มชะตาสวรรค์ก็ได้เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล
ผู้ครอบครองระบบ: กู้ฉางเกอ
รัศมี: ตัวร้ายผู้ลิขิตฟ้า
สถานะ: ศิษย์เอกแห่งตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์
สายเลือดและร่างกาย: กระดูกมรรคาจิตมาร
ขั้นบำเพ็ญเพียร: ระดับเจ้าครองแคว้น ขั้นปลาย
เคล็ดวิชา: คัมภีร์เซียนมรรคาสวรรค์ (ขั้นที่ 7 ความคืบหน้า 75 ส่วน) กายาอสูรหมื่นแปรผัน (พรสวรรค์) จิตแห่งเทพศักดิ์สิทธิ์กำเนิดฟ้า (พรสวรรค์) วิชามหามารกลืนเทพ…
ค่าชะตาสวรรค์: 9,000
ค่าวาสนา: 1,880 (ระดับสีดำ)
ระบบร้านค้า: เปิดใช้งานแล้ว
คลังเก็บของ: ยันต์ทำลายมิติ *1 หนึ่งส่วนสามของเมล็ดพันธุ์โลกที่แตกหัก *3 การ์ดปล้นวาสนา *3