บทที่ 37 พวกเราออกไปก่อเรื่องกันเถอะ
สำนักชิงเสวียน ดินแดนลับ ภายในค่ายอาคม จี้จื่อจั๋วและเยี่ยหลิงหลงนอนราบกับพื้น ร่างกายเต็มไปด้วยยันต์สปา แทบจะปกคลุมทั้งร่าง หากไม่รู้มาก่อนคงคิดว่ามีคนกำลังทำพิธีส่งวิญญาณให้ศพทั้งสองเป็นแน่
“ศิษย์น้องหญิง เจ้าช่างรู้จักเล่นจริง ๆ”
เสียงแหบแห้งของจี้จื่อจั๋วดังมาจากใต้ยันต์ จากนั้นเขาก็ยกมือขึ้นชูนิ้วโป้งแก่เยี่ยหลิงหลง
“ข้าคิดว่าที่ข้าเสนอให้ปลดผนึกยันต์ย่อส่วนของอสูรตนหนึ่งแล้วลองสู้กับมัน นั่นก็บ้ามากพอแล้ว แต่เจ้ากลับบ้ากว่า ปลดผนึกอสูรถึงสิบตนในคราวเดียว เก่งมาก!”
เยี่ยหลิงหลงโบกมือปัด พร้อมกับเผยรอยยิ้ม “ศิษย์พี่เจ็ดท่านชมเกินไป ข้าจะบอกอะไรให้ ตอนนั้นข้าคิดว่าถ้าปลดยันต์ย่อส่วนของอสูรสิบตนพร้อมกันเผื่อพวกเราสู้กับอสูรตัวนั้นไม่ได้ อีกเก้าตัวที่เหลือจะได้ช่วยพวกเราสู้กับมันได้ไง”
จี้จื่อจั๋วถึงกับพูดไม่ออก ได้แต่ชูหัวแม่มือให้กับความคิดของศิษย์น้องหญิงอีกครั้ง นางช่างกล้าคิด กล้าเล่นเสียจริง!
อสูรสิบตนเบียดเสียดกันอยู่ในพื้นที่แคบ ๆ พอถูกปลดผนึกก็เปิดฉากตะลุมบอนกันทันที
ส่วนคนตัวจิ๋วสองคนก็ต้องผจญกับฉากต่อสู้สุดระทึกของอสูรยักษ์สิบตน พลังหลากหลายปลิวว่อน พื้นดินสั่นสะเทือนราวกับวันโลกาวินาศ ทั้งสองต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอดไม่ให้ถูกเหยียบตาย
โชคดีที่ทั้งคู่หนีรอดออกมาได้ ไม่เช่นนั้นหากใครถูกฆ่าตาย ศพคงจะถูกเหยียบแบนเป็นแน่ ไม่เพียงแต่ดูไม่จืด แต่ยังน่าอับอายอีกด้วย ถึงตอนนั้นหากศิษย์พี่คนอื่น ๆ มาเห็นศพคงส่ายหน้าเดินหนีไปแล้ว
“ศิษย์น้องหญิง ข้าว่าด้วยความสามารถของเจ้า หากอยู่แต่ในสำนักชิงเสวียน สร้างความปั่นป่วนให้แต่พี่น้องร่วมสำนักก็คงจะเสียของ”
“ศิษย์พี่เจ็ด ฟังเหมือนท่านจะมีความคิดดี ๆ?”
“มีสิ!” จี้จื่อจั๋วลุกขึ้นพร้อมเผยรอยยิ้มตื่นเต้น “พวกเราออกไปเที่ยวกันเถอะ! คิดดูสิ พวกเราอยู่ที่นี่ไม่ว่าจะเล่นสนุกแค่ไหนก็ใช้ทรัพยากรของสำนักเราเอง แต่ออกไปเที่ยวข้างนอกย่อมแตกต่างออกไป สิ่งที่แย่งชิงกันก็คือทรัพยากรสาธารณะ คุ้มกว่ากันเยอะเลย!”
ได้ยินเช่นนั้น เยี่ยหลิงหลงก็ลุกขึ้นนั่งทันที
“ท่านพูดถูก พวกเราต่อสู้กันอย่างเอาเป็นเอาตายที่นี่ ก็มีเพียงอสูรโง่เง่าเหล่านี้เท่านั้นที่ได้เห็นความแข็งแกร่งของพวกเรา แต่ออกไปเที่ยวข้างนอกโลกหล้าจะได้เห็นความสามารถของพวกเรา และพวกเราก็จะได้เห็นสีหน้าโกรธแค้น เสียใจที่ถูกชิงทรัพยากรของคนอื่นด้วย!”
“ถูกต้อง!” จี้จื่อจั๋วตบมือกับเยี่ยหลิงหลงอย่างถูกคอ “เพราะแบบนี้ไงข้าถึงชอบไปท้าประลองกับคนอื่น ๆ เพราะข้าไม่รู้สึกผิดในใจเลยเวลาสู้กับพวกเขา เจ้าลองคิดดูสิ หากข้าเอาชนะศิษย์พี่ในสำนัก พวกเขาคงจะเสียใจ แล้วข้าก็จะรู้สึกผิด”
“แล้วจะรออะไรอีกเล่า พวกเรารีบออกไปเที่ยวกันเถอะ! ศิษย์พี่เจ็ด พวกเราไปที่ไหนกันก่อนดี?”
“ไปที่ขุนเขาต้าจินกันเถอะ เมื่อหลายเดือนก่อนตอนที่ข้าไปที่ดินแดนลับหุบเขาประจิม ข้าได้ยินคนพูดกันว่าที่ขุนเขาต้าจินมีปรากฏการณ์ประหลาดเกิดขึ้น เดิมทีขุนเขาต้าจินก็เป็นสถานที่ฝึกฝนยอดนิยมของทุกสำนักอยู่แล้ว เพราะที่นั่นกว้างขวางและมีทรัพยากรมากมาย แต่เมื่อครึ่งปีก่อนกลับมีหมอกหนาปรากฏขึ้น”
เยี่ยหลิงหลงพยักหน้า เรื่องนี้นางรู้
ในนิยาย ตัวเอกหญิง เยี่ยหรงเยว่ เคยไปที่นั่น ตอนนั้นเป็นการฝึกฝนประจำปีของสำนักเจ็ดดารา เยี่ยหรงเยว่ผู้ซึ่งไปถึงขอบเขตสร้างรากฐานแล้วจึงได้ไปด้วย หลังจากนั้นพวกเขาก็โชคร้าย เจอกับหมอกหนาจนพลัดหลงกัน
ที่จริงแล้วหมอกหนานี้เป็นทางเข้าดินแดนลับที่สุ่มปรากฏขึ้น หากถูกมันดูดเข้าไปก็จะเข้าไปสู่ดินแดนลับที่ซ่อนอยู่ในขุนเขาต้าจิน
ไม่รู้ว่าดินแดนลับแห่งนี้อยู่มานานแค่ไหนแล้ว ข้างในมีทั้งอสูรและสมุนไพรวิญญาณอยู่มากมายมหาศาล ทรัพยากรมีมากกว่าขุนเขาต้าจินเสียอีก แต่ระดับความอันตรายก็เพิ่มขึ้นมากเช่นกัน
ในนิยายบรรยายไว้ว่า ทุกคนที่ถูกหมอกหนาดูดเข้าไป ไม่มีใครรอดชีวิตออกมาได้เลยแม้แต่คนเดียว
ทว่า เยี่ยหรงเยว่กลายเป็นคนแรกที่ถูกดูดเข้าไปแล้วออกมาได้ นางไม่เพียงแต่ออกมาได้เท่านั้น ยังพาศิษย์สำนักต่าง ๆ ที่ติดอยู่ข้างในออกมาทั้งหมดอีกด้วย
และในนั้นนางได้พบกับตัวเอกชาย หัวหน้าศิษย์เอกแห่งสำนักคุนอู๋เฉิง ซืออวี้เฉิน ทั้งสองตกหลุมรักกันตั้งแต่แรกพบ และหลังจากนั้นก็ร่วมมือกันจนขึ้นสู่จุดสูงสุด
และในครั้งนั้นเองฉายาของ เยี่ยหรงเยว่ ก็เปลี่ยนจากอัจฉริยะสาวแห่งสำนักเจ็ดดารา กลายเป็นแสงสว่างแห่งฝ่ายธรรมะของโลกแห่งการฝึกตน ทำให้ผู้คนมากมายซาบซึ้งและชื่นชม นางจึงก้าวขึ้นสู่เส้นทางแห่งผู้แข็งแกร่งอย่างรวดเร็ว
นี่เป็นฉากสำคัญในนิยายเลยนะ!
เมื่อคิดว่าจะได้ไปเห็นกับตาตัวเอง เยี่ยหลิงหลงก็อดตื่นเต้นดีใจไม่ได้ นางชอบดูเรื่องสนุก ๆ ที่สุดเลย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ ระหว่างพระเอกกับสาว ๆ มากมายที่หลงรักเขา คนหนึ่งพึงพอใจ อีกหลายพันคนอกหัก แล้วยังมีคนที่เขินอายอีก คิดแล้วก็น่าตื่นเต้นจริง ๆ
น่าเสียดายที่นิยายเล่มนี้เป็นแนวใส ๆ ถ้ามีฉากเรต ๆ บ้างก็น่าจะสนุกกว่านี้
ขณะที่ เยี่ยหลิงหลง กำลังคิดเพลิน ๆ ก็มีมือมาโบกไปมาอยู่ตรงหน้า
“ศิษย์น้องหญิง เจ้าฟังที่ข้าพูดอยู่หรือไม่”
“ได้ยินแล้วศิษย์พี่เจ็ด พวกเรารีบออกเดินทางไปก่อเรื่องกันเถอะ!”
เห็นเยี่ยหลิงหลงกระตือรือร้นขนาดนี้ จี้จื่อจั๋วก็อึ้งไป
“ข้ายังไม่ได้บอกเลยนะว่าหมอกนี้มันอันตรายแค่ไหน อย่าเข้าใกล้เชียวนะ ถ้าเข้าใกล้...”
จี้จื่อจั๋วยังพูดไม่ทันจบ เยี่ยหลิงหลงก็ลากเขาลุกขึ้นแล้ววิ่งออกจากดินแดนลับสำนักชิงเสวียนทันที
“ค่อยพูดระหว่างทางก็ได้ ไปช้าเดี๋ยวพลาดเรื่องสนุก!”
ถึงแม้สุดท้ายแล้วจี้จื่อจั๋วจะไม่เข้าใจว่าเรื่องสนุกที่ว่าคืออะไร แต่ศิษย์น้องหญิงเล็กบอกว่าไปก็ไป นานหลายปีมานี้ในที่สุดเขาก็ได้เจอกับคนที่ทำอะไรบ้า ๆ ได้มากกว่าเขาแล้ว เขาชอบศิษย์น้องหญิงเล็กจริง ๆ
แค่ได้ยินนางพูดว่าจะไปก่อเรื่อง เขาก็อดตื่นเต้นตามไม่ได้
ทั้งคู่ไม่ได้กลับไปที่ยอดเขาชิงหลานด้วยซ้ำ ขี่กระบี่บินตรงไปยังขุนเขาต้าจิน
ระหว่างทาง เยี่ยหลิงหลงไม่ลืมที่จะใช้เวลาให้เป็นประโยชน์ นางนั่งอยู่บนเสวียนอิ่ง มือถือพู่กันวาดยันต์ใหม่ไม่หยุด
นางวาดยันต์ชนิดใหม่ ๆ ที่คิดว่ามีประโยชน์ทั้งหมด แต่ละชนิดอย่างน้อยสิบกว่าแผ่นเพื่อให้แน่ใจว่ามีเพียงพอสำหรับสถานการณ์ฉุกเฉิน
น่าเสียดายที่พู่กันในมือนางคุณภาพไม่ค่อยดี นี่เป็นพู่กันที่ดีที่สุดที่นางค้นหาทั่วทั้งสำนักชิงเสวียนแล้ว แต่ก็ยังทนการใช้งานอย่างหนักหน่วงของนางไม่ไหว
เพื่อที่จะวาดยันต์ชนิดใหม่ ๆ ระหว่างทางนางกินผลไม้วิญญาณมากกว่าดื่มน้ำเสียอีก พู่กันวิญญาณระดับกลางที่หอตำราสำนักชิงเสวียน ให้นางมายังถูกนางใช้จนขนกระเจิง แม้แต่จี้จื่อจั๋วที่เห็นเข้าก็ยังอดถอนหายใจไม่ได้
ความบ้าคลั่งของศิษย์น้องหญิงเล็กไม่มีใครเทียบได้จริง ๆ ดังนั้นเมื่อนางปรากฏตัวขึ้น จึงไม่มีใครเอาชนะได้
การพานางออกไปข้างนอก นอกจากจะน่าตื่นเต้นแล้วก็มีแต่จะน่าตื่นเต้นยิ่งขึ้นไปอีก แค่คิดก็รู้สึกตื่นเต้นแล้ว
หลังจากบินมาทั้งวัน ในเช้าวันรุ่งขึ้นพวกเขาก็มาถึงขุนเขาต้าจิน
เมื่อบินมาถึงบริเวณใกล้เคียง เยี่ยหลิงหลงก็ยังคงก้มหน้าก้มตาวาดยันต์ต่อไป ทันใดนั้นก็มีเสียงอุทานดังขึ้นข้างหู
“ทำไมถึงมีคนที่สามารถขี่กระบี่ไปพร้อมกับนั่งเขียนหนังสือบนกระบี่ได้ด้วย? ขยันเรียนขนาดนั้นเลยหรือ? โลกแห่งการฝึกตนของเราก็ไม่ได้สอบข้อเขียนสักหน่อย?”
“นางขี่กระบี่โดยไม่มองทางเลยหรือ? เร็วขนาดนั้นทำไมถึงไม่ชนอะไรเลย? นางเก่งจัง!”
“โอ้! นางดูตัวเล็กจัง เล็กเหมือนถั่วงอกเลย ตัวแค่นี้ก็ขี่กระบี่ได้แล้วหรือ?”
เมื่อได้ยินคำว่าถั่วงอก เยี่ยหลิงหลง ก็เงยหน้าขึ้นทันที เหลือบมองไปยังทิศทางที่เสียงดังมา