หลังจากรับแผ่นหยกเหล่านั้นมา เย่หยุนซีก็ยังคงนั่งดื่มสุราและสนทนากับผู้เป็นอาจารย์อย่างเซียนกระบี่เมามายไปอีกสักพัก โดยเรื่องส่วนใหญ่มักเกี่ยวกับการวางแผนอนาคตในภายภาคหน้า
“เอ่อ.......ท่านอาจารย์ขอรับ ท่านคิดเอาไว้หรือยังว่าจะพาใครไปดินแดนเซียนบ้าง?”
“โอ่ว ถ้าพูดถึงเรื่องนั้น ข้าก็มีคิดเอาไว้บ้างแล้วล่ะ แต่ก็ไม่รู้ว่าพวกเขาจะเต็มใจไปด้วยหรือเปล่า” เซียนกระบี่เมามายตอบคำถาม
เย่หยุนซีหัวเราะพลางส่ายหน้า “การเดินทางไปยังดินแดนที่เหนือกว่าล้วนเป็นความปรารถนาของผู้ฝึกตนเกือบทุกคนในดินแดนแห่งนี้ ขอเพียงท่านเชิญชวน ข้าเชื่อว่าทุกคนต้องยินดีติดตามไป”
“หึหึ ถ้ามันง่ายอย่างที่เจ้าว่ามาก็ดี ส่วนคนที่ข้าคิดจะพาไปด้วยก็จะมี ครอบครัวของเจ้า, หยุนไห่ถัง, เหยียนซานหลาง, และกลุ่มของมหาจักรพรรดิ 4 คนที่เป็นแขกของเจ้า” หลี่ไป่กระดกสุราก่อนจะกล่าว
เด็กหนุ่มเมื่อได้ยินดวงตาก็พลันทอประกายแสงวาบไหว “ท่านถึงกับเลือกสรรแต่ระดับมหาจักรพรรดิทั้งนั้นเลยไม่ใช่หรือไง!!”
“ฮ่าๆๆใช่ๆ เพราะพวกเขาพัฒนาไปถึงระดับเซียนได้ไวกว่า ภายใต้การสอนสั่งของตำหนักมารดารา คาดว่าคงน่าจะใช้เวลาไม่เกิน 300 ปีหรืออาจไวกว่านั้น ถ้าหากพวกเขาได้รับมรดกจากสุสานเซียนในครั้งนี้”
“ส่วนพวกอัจฉริยะน้ำดี เอาไว้ค่อยหาตัวแทนจากนิกายมาคัดเลือกของพวกเขา”
เย่หยุนซีพยักหน้าเบาๆ เห็นด้วยกับคำพูดของผู้เป็นอาจารย์ ตำหนักมารดาราพึ่งจะถูกก่อตั้ง ดังนั้นย่อมต้องการผู้ที่แข็งแกร่งเพื่อแย่งชิงอำนาจกับขุมกำลังฝ่ายอธรรมขุมกำลังอื่นในแดนเซียนเป็นธรรมดา
“เอาล่ะๆเลิกพูดเรื่องนี้กันดีกว่า อีกไม่นานกี่เดือนสุสานเซียนก็จะเปิดออกแล้ว อาจารย์มีเรื่องที่ต้องย้ำเตือนเจ้า” หลี่ไป่เปลี่ยนหัวข้อสนทนา
“หือ เรื่องอะไรงั้นหรือขอรับ?” เด็กหนุ่มคิ้วขมวดเป็นปมพลางถาม
“เจ้าหนู หากเจ้าพบเจอคนที่มาจากวิหารเทพยุทธด้านในสุสานให้จัดการสังหารพวกมันในทันที ห้ามปรานีโดยเด็ดขาด”
เย่หยุนซีเมื่อได้สดับฟังก็พยักหน้ายอมรับ วิหารเทพยุทธ เห็นได้ชัดว่าเป็นศัตรูกับอาจารย์ของเขา เพราะฉะนั้นจะปล่อยเอาไว้ไม่ได้อย่างเด็ดขาด เนื่องจากพวกมันอาจเป็นภัยคุกคามต่อตำหนักมารดาราในอนาคต
“ข้าเข้าใจแล้วขอรับ ข้าจะจดจำนาม‘วิหารเทพยุทธ’เอาไว้ให้ขึ้นใจ”
“ดี!! ดีมาก! ตอนนี้เจ้าออกไปรับแขกได้แล้ว อีกไม่นานคนของอาณาจักรมังกรสีชาดก็จะมาถึงที่นี่.......อ่อ! แล้วอย่าลืมมอบแผ่นหยกให้เหยียนซานหลาง แม่หนูกายหยางบริสุทธ์คนนั้น และบริวารด้วยล่ะ” เซียนกระบี่เมามายยิ้มกริ่มอย่างเจ้าเล่ห์หลังจากพูดประโยคสุดท้าย
ซึ่งมันทำให้เย่หยุนซีถึงกับหนังหน้ากระตุกถี่กระชั้น ก่อนที่จะชันกายลุกขึ้นยืนและเดินออกจากกระโจมไปตามคำสั่งของผู้เป็นอาจารย์ที่คิดจะจับคู่ให้กับเขาไม่เลิกลา
“ชิ ตัวเองไม่เคยหาอาจารย์แม่มาให้ข้าคาราวะเลยแท้ๆ” เขาบ่นพึมพำในระหว่างเดินทาง
ต่อมาหลังจากนั้น! บุรุษหนุ่มก็ได้พบกับมหาจักรพรรดิสงครามเหยียนซานหลาง เหล่าเชื้อพระวงศ์ รวมถึงองครักษ์ สุดท้ายคือผู้นำ 3 นิกายหลักของอาณาจักรมังกรสีชาด
“ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่เมืองชายแดนประจิมขอรับ ข้าคาดว่าทุกท่านคงมาเพื่อจุดประสงค์เดียวกัน ดังนั้นได้โปรดแสดงสมบัติล้ำค่าออกมา”
มหาจักรพรรดิเหยียนซานหลางเมื่อได้สดับวาจาก็ไม่รอช้ารีบนำสมบัติล้ำค่ามอบให้เด็กหนุ่มในทันที โดยสมบัติชิ้นนี้มีลักษณ์เป็นไข่ใบหนึ่งขนาดเท่าศีรษะมนุษย์ลวดลายเปลวเพลิงสีดำ
“นี่คือไข่ที่เกิดจากสัตว์มงคลมังกรทมิฬและมังกรเพลิงตะวันระดับกษัตริย์ หวังว่ามันจะทำให้เจ้าพอใจได้นะ”
เย่หยุนซีพยักหน้า ก่อนจะยื่นมือไปรับไข่ใบนั้นเอาไว้ด้วยความยินดี “สำหรับสมบัติชิ้นนี้ ข้าชื่นชอบมากเลยขอรับ.......อ๊ะ! จริงสิ นี่เป็นของที่อาจารย์มอบให้กับพวกท่าน”
ว่าแล้ว เด็กหนุ่มพลันยื่นแผ่นหยกจำนวน 8 แผ่นให้กับมหาจักรพรรดิแห่งสงคราม ซึ่งดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะรับไว้แต่โดยดี
“นี่คือ......?”
“อ่อ........มันคือสมบัติที่ใช้ป้องกันชีวิตน่ะขอรับ อาจารย์ของข้าถูกใจในพรสวรรค์ของท่านมาก ดังนั้นจึงไม่อยากให้เกิดอันตรายกับตัวท่านและผู้ติดตาม ส่วนวิธีใช้นั้นแค่เพียงหยดเลือดใส่เข้าไปก็เป็นพอ” เด็กหนุ่มเอ่ยปากตอบ ทั้งๆที่อีกฝ่ายยังถามไม่ทันจบประโยคด้วยซ้ำ
“ท่านผู้อาวุโสช่างมีเมตตายิ่งนัก” เหยียนซานหลางจับจ้องไปยังแผ่นหยกในมือด้วยแววตาเลื่อมใส ก่อนจะแจกจ่ายพวกมันให้กับเหล่าเชื้อพระวงศ์และบรรดาผู้ติดตาม
เย่หยุนซีเมื่อเห็นเช่นนั้นก็ผายมือเชื้อเชิญราชวงศ์เหยียนให้เข้าไปพักผ่อนในทันที ส่วนตัวเขายังคงยืนตรวจสอบสมบัติของอีก 3 ขุมกำลัง ซึ่งก็กินเวลาไม่นานเท่าไร เนื่องจากพวกมันล้วนแต่ยินยอมมอบสมบัติให้เขาด้วยความยินดี
โดยเฉพาะนิกายเงาอสูรที่ถึงขั้นยอมใช้สมบัติศักดิ์สิทธิ์ประจำนิกายเพื่อแลกเปลี่ยนกับสิทธิ์ในการเข้าสุสาน ทั้งยังมอบสมบัติอีกหลายอย่างให้กับเด็กหนุ่มเป็นการส่วนตัว เพื่อขออภัยที่เคยส่งคนมาจับตัวเมื่อครั้งในอดีตที่ผ่านมา
ทางฝั่งเย่หยุนซีก็มิได้ถือสา เขารับสมบัติเหล่านั้นเอาไว้ และต้อนรับทุกขุมกำลังอย่างสุภาพ ก่อนจะขี่กระบี่บินตรงไปยังประตูเมืองอีกฝั่ง
“ให้ตายเถอะ พวกเขานัดหมายกันมาวันนี้หรืออย่างไรกัน” เด็กหนุ่มบ่นพึมพำ เนื่องจากเขาสัมผัสได้ถึงอีก 2 ขุมกำลังที่กำลังจะมาถึง ซึ่งนำมาโดยระดับมหาจักรพรรดิทั้งสองขุมกำลัง