53
สารเตือนจากผู้หวังดี
ภาพเหตุการณ์ต่อจากนั้นหลั่งไหลเข้ามาไม่หยุด จางหลินถงนอนเบิกตาโพลง ร่างกายแข็งทื่อ ต่อมารู้สึกว่ามีโลหิตไหลออกมาจากจมูก นางรีบผุดขึ้นนั่งใช้หลังมือเช็ดโลหิตเพียงลวกๆ แล้วหันไปคว้าแขนเสื้ออู๋ฮวนดึงให้เขาลุกขึ้นมานั่งข้างนาง ชายหนุ่มทนแรงรบเร้าไม่ไหวจึงลุกขึ้นนั่งและโอบกอดนางแน่น
“พี่ฮวนปล่อยข้าก่อน”นางถูกกอดแน่นจนหายใจไม่ออกรีบทักท้วง
อีกฝ่ายยอมคลายแขนออกเล็กน้อย “มีอะไรหรือ?”
“พี่ฮวน ข้ามีบางเรื่องต้องบอกพี่”นางกล่าวสีหน้าจริงจังมาก
“ว่ามาสิ” ชายหนุ่มรอฟังอย่างตั้งใจ
“พี่สัญญามาก่อนว่าจะฟังข้า”จางหลินถงกำชับ
เรื่องการต่อสู้นางไม่กล้าเทียบกับเขา แต่เรื่องนี้นางเชื่อมั่นว่าสิ่งที่นางเห็นมีความแม่นยำสูงมาก มันสามารถพิสูจน์ได้จากการแบ่งคณะเดินทางจากเตียวฮุยมาที่โจเจียง แผนนั้นเป็นแผนที่นางเสนอ ล้วนมาจากภาพนิมิตล่วงหน้า อู๋ฮวนเห็นว่าเข้าท่าและมีเหตุผลจึงทำตามที่นางพูด และพบว่ามันได้ผลจริงๆ
หนนี้อู๋ฮวนจะบุกเข้าไปช่วยอู๋อ๋อง และคุณชายน้อย ทว่าการลงมือในอีกไม่กี่วันข้างหน้า นอกจากไม่ส่งผลดียังมีความสูญเสียเพิ่มขึ้น ต้องรอเวลาไปก่อนอีกระยะหนึ่งถึงจะทำสำเร็จ นางทนเห็นความสูญเสียเกิดขึ้นกับคนดีๆอีกไม่ได้ นางจะเตือนเขา ต้องบอกให้เขารู้
“อืม”อู๋ฮวนไม่ได้ตอบว่าจะฟังหรือไม่ฟัง เพียงแค่ขานรับเท่านั้น จางหลินถงอ้าปากจะพูดต่อ ทว่าจู่ๆก็มีภาพปรากฏขึ้นมาอีก นางจึงนิ่งไปครู่หนึ่ง
“เรื่องที่พี่ฮวนจะไปเมืองหลวง พี่คิดจะไปช่วยอู๋อ๋อง และคุณชายน้อยใช่หรือไม่?”
“อาหลิน เจ้ารู้เรื่องนี้ได้อย่างไร?”อู๋ฮวนดันจางหลินถงออกห่าง จากนั้นก้าวลงจากเตียง ตรงไปที่โต๊ะจุดเทียนจนสว่างไปทั่วห้อง ก่อนจะหันมาเผชิญหน้ากับจางหลินถง “เจ้าสะกดรอยตามข้าหรือ?”
จางหลินถงรีบส่ายหน้า“ไม่ใช่นะ ข้าแค่คาดเดาเอา เวลานี้ชินอ๋องขึ้นครองราชย์ อดีตฮ่องเต้ถูกปลงพระชนม์ ฮองเฮา อู๋อ๋องและคุณชายน้อย ถูกจองจำ พี่ฮวนรีบร้อนเข้าเมืองหลวง หากไม่ใช่เพราะเรื่องนี้แล้วจะเป็นเรื่องใดได้”
ได้ฟังคำชี้แจง ท่าทีของอู๋ฮวนก็อ่อนลงมาก ทว่าดวงตาคมกริบจ้องมองนางไม่ละสายตา“อาหลินเจ้าควรตั้งใจเรียนรู้ที่จะสืบทอดตำแหน่งต่อจากแม่ทัพกัว ส่วนเรื่องนี้ เจ้าไม่ควรยื่นมือเข้ามายุ่งเกี่ยว”
“พี่ฮวนจะรีบลงมือเวลานี้ไม่ได้นะ พี่ต้องรอไปก่อน อย่างน้อยก็อีกครึ่งเดือน”จางหลินถงโพล่งออกไป
“อีกครึ่งเดือน เวลานี้อู๋อ๋องบาดเจ็บหนัก หากยังมัวรออีกครึ่งเดือน เกรงว่าเขาคงไม่รอด อาหลินเรื่องนี้ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของข้าเถอะ เจ้าไม่ควรก้าวก่าย”
“พี่ฮวน ได้โปรดเชื่อข้าสักครั้ง อีกครึ่งเดือนค่อยลงมือ และควรพาอู๋อ๋องไปที่ประตูทางใต้ ไปทางตะวันออกไม่ได้ที่นั่นมีกับดัก พี่และคนของพี่จะติดกับ”จางหลินถงโพล่งบอกตามที่นางเห็น
“นี่เจ้ารู้แผนการได้อย่างไร?”จู่ๆใบหน้าอู๋ฮวนก็บึ้งตึงอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน“อาหลินเจ้าเป็นคู่หมั้นของข้า หลายเรื่องข้าสามารถผ่อนปรนให้เจ้าได้ แต่สำหรับเรื่องงานที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจของข้า ข้าจะไม่เตือนเจ้าเป็นครั้งที่สอง”
ภาพความขัดแย้งตัดหายไป ทำให้จางหลินถงที่กำลังอ้าปากจะพูดเตือนเขาถึงกับพูดอะไรไม่ออก นี่แค่ภาพนิมิตล่วงหน้าทว่ากลับทำให้นางรู้สึกกดดันอย่างรุนแรง
นางลืมไปได้อย่างไรว่าอู๋ฮวนเป็นคนหนุ่มที่มีความเชื่อมั่นในตนเองสูงมาก แม้บางครั้งเขาเหมือนเปิดรับความคิดเห็นของผู้อื่น แต่จะได้ผลก็ต่อเมื่อความคิดเห็นนั้น มีเหตุผลรับรองอย่างสมเหตุสมผลเท่านั้น แต่ว่าเรื่องที่นางกำลังจะบอกเขา ไม่มีหลักฐานใดๆมายืนยัน เขาต้องไม่เชื่อแน่
หากนางบอกเขาว่านางสามารถหยั่งรู้ชะตาล่วงหน้าได้ เขาคงไม่เชื่อ และคงหัวเราะเยาะนาง ดังนั้นนางควรหาวิธีอื่นบอกเขา
“ไหนว่ามีเรื่องจะพูด ข้ารอฟังอยู่นะ”เสียงอู๋ฮวนกำชับมาอีก เขายังนั่งกอดนางไม่ปล่อย
จางหลินถงได้สติ นางสูดลมหายใจ แล้วเอนตัวพิงอกของเขาพลางกล่าว“พี่ต้องระวังตัวให้มากนะ”
อู๋ฮวนยิ้ม เขาประคองใบหน้านางขึ้นมาและก้มลงไปจุมพิตริมฝีปากนางอีกหนหนึ่งอย่างล้ำลึก ก่อนจะถอยออกมาและกอดนางให้แน่นขึ้น
“ได้ เจ้านอนเถอะ ข้ายังมีงานที่ต้องทำ”
“พี่อย่านอนดึกนักเล่า ถนอมร่างกายด้วย”นางกล่าว
“อืม”อู๋ฮวนกอดนางอีกครู่หนึ่ง จากนั้นลุกจากเตียงและเดินท่ามกลางความมืดไปที่ประตู จางหลินถงรอจนอู๋ฮวนจากไปแล้ว จึงพ่นลมหายใจออกมาอย่างแรง
โชคดีที่นางยังไม่ทันได้บอกเขาไป หาไม่แล้วผลลัพธ์อาจจะเป็นไปอีกอย่าง ในเมื่อบอกตรงๆไม่ได้ นางก็ต้องบอกด้วยวิธีอื่น จางหลินถงลุกจากเตียง ควานมือในความมืดนำทางมาจนถึงโต๊ะน้ำชา แล้วจุดเทียนจนสว่างทั่วห้อง จากนั้นหากระดาษ น้ำหมึก และพู่กันมาเขียนข้อความบางอย่าง
อู๋ฮวนตื่นตั้งแต่ฟ้ายังไม่ทันสว่าง ชายหนุ่มลุกมาขัดฟัน บ้วนปาก ล้างหน้า หวีผม ผลัดเปลี่ยนเครื่องแต่กายและออกมาจากห้อง
ห้องของเขาอยู่ตรงข้ามกับห้องของจางหลินถง ออกจากเรือนหนนี้ เขาจะไม่ได้กลับมาอีกจนกว่าภารกิจจะเสร็จสิ้น ชายหนุ่มไม่อยากจากไปโดยไม่ได้บอกกล่าวนาง
เขาเปิดประตูห้องจางหลินถง ก้าวเข้าไปข้างในเห็นนางยังคงนอนหลับสนิทก็อมยิ้ม เมื่อยืนดูนางจนพอใจแล้วจึงกลับออกมา และสั่งกำชับลี่เฉิงกับถิงเฟิงช่วยดูแลนางให้ดี จากนั้นก็ออกจากเรือนมุ่งหน้าสู่คฤหาสน์ริมน้ำ
อู๋ฮวน เซินสี่ อีม่าน เฉินอี้ เจี่ยอิน และยู่เฟิงเดินทางมาได้ระยะหนึ่ง พวกเขารู้สึกว่าบางอย่างผิดปกติ กระทั่งเซินสี่ที่ทำหน้าที่ขับรถม้าตัดสินใจหยุดรถ
อู๋ฮวนจึงถามไปคำหนึ่งว่า“มีอะไร?”
“เรียนนายท่าน มีคนยืนขวางทางขอรับ”น้ำเสียงเซินสี่มีความวิตกกังวลมาก ในขณะที่บรรดาผู้คุ้มกันที่ขี่ม้าตามหลัง รีบประกบรอบรถม้าอารักขาอย่างใกล้ชิด
“ใคร?”อู๋ฮวนขมวดคิ้ว ไม่นึกว่าหลบมาอยู่ที่โจเจียงยังจะมีคนตามกลิ่นจนเจอ
“ไม่ทราบขอรับ”เซินซี่เริ่มจำนน เขาจำแนกคนที่ยืนขวางทางข้างหน้าไม่ออกจริงๆ
“ยอดฝีมือหรือ?”อู๋ฮวนถามต่อ
“ไม่ทราบขอรับ” เซินสี่กล่าวมาอีก
อู๋ฮวนเริ่มขมวดคิ้ว เขาเองก็ประหลาดใจ เพราะเขาไม่สามารถสัมผัสอะไรได้เช่นเดียวกัน อู๋ฮวนหยิบกระบี่ติดมือและก้าวลงจากรถม้า มองผู้ที่กล้าขวางทางด้วยสายตาคมกริบ เขาเริ่มประเมินฝ่ายตรงข้ามอย่างเงียบเชียบ
คนผู้นั้นรูปร่างเล็กมาก หากเดาไม่ผิดต้องเป็นสตรีแน่ นางสวมชุดสีขาวทั้งชุด มีผ้าโพกหัว และผ้าปิดหน้า เผยให้เห็นแค่ดวงตานิ่งสงบและเด็ดขาด การแต่งกายยิ่งแล้วใหญ่ ดูไม่เหมือนคนเมืองหลวงสักนิด อีกทั้งไม่เหมือนคนโจเจียงคล้ายกับว่านางมาจากที่อื่น หรือว่านางจะมาจากชนเผ่านอกด่าน
แต่เขาไม่เคยมีเรื่องกับคนชนเผ่าอื่นนอกจากชนเผ่ากานฮั่น อีกทั้งชนเผ่ากานฮั่นไม่ได้แต่งตัวเหมือนสตรีนางนั้น อู๋ฮวนมืดแปดด้านเพราะไม่รู้ว่าอีกฝ่ายมาจากฝ่ายใด
เขามองสำรวจบนร่างกายของนางคร่าวๆไม่พบอาวุธ และไม่สามารถจำแนกได้ว่าระดับวรยุทธ์ของนางอยู่ขั้นไหน เขาสัมผัสได้แต่ลมปราณอันแก่กล้าที่แผ่ออกมาจากกายของนางเท่านั้น
“ไม่ทราบว่าแม่นางท่านนี้ รู้จักกับข้าหรือไม่ ถึงได้ขวางทางข้า”เขากล่าวถามด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ
อีกฝ่ายไม่ตอบ นางล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อ เวลานั้นผู้คุ้มกันทั้งหมดก็เริ่มชักกระบี่ หากต้องปะทะพวกเขาขอสู้ตายอย่างแน่นอน ทว่าสิ่งที่นางล้วงออกมาเป็นเพียงนกกระดาษที่พับจนแบน นางดึงปีกมันจนตัวพองออก จากนั้นวางบนฝ่ามือ และเป่าลมคราหนึ่ง นกกระดาษตัวนั้นก็ลอยจากฝ่ามือของนางพุ่งมาที่อู๋ฮวน
ชายหนุ่มยกกระบี่ขึ้นรับนกกระดาษตัวนั้น ทุกสายตาเพ่งมองนกกระดาษที่ลอยได้อย่างประหลาดใจ ทว่าพอเงยหน้าขึ้นก็ไม่พบสตรีนางนั้นแล้ว ถนนโล่งว่าง ไร้เงา ไร้เสียง พวกเขาได้แต่มองรอบกายอย่างฉงน ดูเหมือนว่านางมาเพื่อส่งข่าว ไม่ได้มาเพราะมีเจตนาอื่น
อู๋ฮวนมองนกกระดาษก่อนจะเดินไปใกล้รถม้าที่มีโคมไฟส่องสว่าง เขาคลี่นกกระดาษออกและอ่านเนื้อหาข้างใน ดวงตาคมกริบพลันปรากฏเงาดำทะมึน“นางรู้แผนการของเรา”
“นางเป็นใครกันแน่”เซินสี่มองยังจุดที่เคยมีคนยืนก่อนหน้านี้อย่างตกใจ
“นางยังบอกด้วยว่าไม่ควรลงมือเวลานี้ต้องรอไปอีกครึ่งเดือน และให้ออกประตูทางใต้ ห้ามออกทางตะวันออกเพราะมีกับดัก”อู๋ฮวนกล่าวต่อ คิ้วกระบี่ขมวดแน่นในใจเกิดความสงสัยใคร่รู้อย่างรุนแรง
“บางทีนางอาจเป็นผู้หวังดี” เจี่ยอินกล่าวขึ้น
“แต่ข้าว่าไม่นะ” ยู่เฟิงกล่าว
“นายท่าน บางทีนางอาจเป็นนกต่อของฝ่ายตรงข้ามก็ได้นะขอรับ”อีม่านเสริม
“ข้าก็คิดเช่นนั้น” เฉินอี้เห็นด้วยกับอีม่าน
แม้เสียงผู้คุ้มกันมีความเห็นแตกต่าง ทว่าอู๋ฮวนไม่ได้ออกความเห็นใดๆ เรื่องนี้สำคัญมาก มองผิวเผินเหมือนผู้ประสงค์ดี แต่คิดให้มากหน่อย อาจเป็นแผนลวงอีกประการหนึ่ง หากจับตัวนางได้จะต้องซักไซ้ให้รู้ความ ทว่านางว่องไวเหลือเกินพริบตาเดียวก็หายไปแล้ว สิ่งเดียวที่อู๋ฮวนสัมผัสได้ นางไม่น่าจะเป็นแค่คนส่งสารธรรมดา
“ต่อไปหากเจอนางอีกให้พยายามจับเป็นนางให้ได้ ข้าต้องรู้ให้ได้ว่านางเป็นใคร รู้เรื่องแผนการของข้าได้อย่างไร” อู๋ฮวนสั่งการ หลังเก็บนกกระดาษเข้าไปในอกเสื้อ ชายหนุ่มกลับขึ้นรถม้า “ออกเดินทางต่อ”