เนื่องจากมันพันลำนั้นมีจำกัด หลังจากการแจกจ่ายมวนพันลำหมดลงแล้ว ในทุกๆ ครั้งที่เห็นว่าจำนวนผู้คนที่ประมูลแย่งซื้อสิทธิ์เริ่มน้อยลง มิเนอร์วาเป็นต้องตบมือ สั่งให้นำสินค้าตัวถัดไปออกมาเสมอ มีทั้งการเดินโชว์ตัวของสมาชิกซัลวาโตเร ที่สวมชุดสูทสีสันต่างๆ สำหรับบุรุษ ของเล่นแปลกตาสำหรับเด็ก การดวลไพ่รูปแบบใหม่สำหรับผู้ใหญ่ ภาพศิลป์และหุ่นปั้น อาหารและของคาวหวานประเภทต่างๆ เครื่องดื่มสูตรพิเศษ และอื่นๆ อีกมากมาย
ยอดผู้ประมูลซื้อตั๋วพิเศษเหล่านี้ จึงพุ่งทะยานขึ้นสูงเรื่อยๆ ในตอนนี้ขายออกไปแล้วมากกว่าเก้าในสิบส่วน หรือก็คือมากกว่าเก้าพันใบ นับเป็นมูลค่าหลายร้อยล้านเหรียญทอง จากการคาดการณ์ของชายหนุ่ม ที่ประเมินเอาไว้ว่าอย่างน้อยๆ ถ้าขายออกจนหมด ต้องมีไม่ต่ำกว่า 500 ล้านเหรียญทองเป็นอย่างน้อย
แต่นั่นไม่สำคัญแล้ว เพราะในตอนนี้จำนวนเหรียญทองที่ได้สูงเกินเป้าที่เคยตั้งเอาไว้ จึงยิ่งพูดคุยสนุกสนานกับเฟรเกียผู้เป็นบิดา คนจากวังมรณะสาบสูญหลายคน ต่างก็ประมูลแย่งตั๋วมาคนละหลายสิทธิ์ โดยมีเฟรเกียเป็นผู้ถือครองมากสุดที่ 100 ใบ รองลงมาก็เป็นเหล่า 4 พยัคฆ์ 5 มังกรที่แย่งประมูลมาได้หลายสิบใบ จนกระทั่งงานเลี้ยงได้ดำเนินมาถึงกลางดึก ธุรกิจสุดท้ายที่ซัลวาโตเรได้นำออกมาเสนอให้กับแขกพิเศษภายในลานแห่งนี้คือ ธุรกิจห้องพักสำหรับค้างคืน ที่มีบ่อน้ำร้อนกลางแจ้งสุดพิเศษไว้ต้อนรับ
"สุดท้ายแล้วหวังว่าพวกท่านจะชอบใจ คืนนี้เปิดให้พักฟรี แต่หลังจากนี้จะมีเพียงผู้ถือตั๋วเท่านั้นที่สามารถมาพักได้ ขอเชิญทุกท่านพักผ่อนอย่างสบายใจ"
สถานที่ภายในอย่างหมู่ตึก อนุญาตเฉพาะสำหรับสมาชิกซัลวาโตเรเท่านั้น ที่จะมีสิทธิ์เข้าไปได้ล้วนเป็นเขตหวงห้าม แต่ถัดออกไปไม่ไกล ก็ยังมีพื้นที่เหลือเฟือสำหรับสร้างที่พัก เอาไว้รองรับแขกจำนวนมากหลายพันคน จะอย่างไรเสียที่ดินในเขตปกครองพิเศษแห่งนี้ ก็มีเหลือเป็นจำนวนมาก อีกทั้งยังราคาถูกไม่แพงเหมือนเขตใจกลาง
เหรียญทองจำนวนมาก ที่รอให้หอกแห่งโชคลาภนำไปจัดการต่อนั้น ทำให้อีกฝ่ายรู้สึกหนักใจอยู่บ้าง หน้าที่นี้ยิ่งใหญ่ และมีค่ามากเกินไป ตัวมันได้แต่นึกกลัว หากทองที่มีนั้นสูญหาย ไม่รู้จะต้องพบเจอกับโทษทรมานแบบใด หลังจากส่งแขกทั้งหมดเสร็จแล้ว มิเนอร์วาก็แยกตัวไปกับบิดาบุญธรรมทันที ปรากฏตัวอีกทีก็อยู่ภายในห้องส่วนตัว ที่อยู่ในส่วนลึกของหมู่ตึกแห่งนี้แล้ว
"ลูกข้า พวกมันจะไปทางบกมุ่งหน้าไปยังทวีปใต้แล้วไปขึ้นเรือที่นั่น ข้าแนะนำให้เจ้าไปทางทะเลถึงจะช้ากว่าแต่ไปคนละทางย่อมดีกว่า เพราะสุดท้ายก็ต้องไปขึ้นเรือที่ท่าเรือของทวีปใต้อยู่ดี หากฝืนเดินทางไปเอง ไม่สนใจรอบด้านจะเกิดอันตรายได้ เพราะน่านน้ำ และน่านฟ้าบริเวณหมู่เกาะอันมากมายนั้น มีสภาพอากาศที่แปรปรวน หากไม่ชำนาญจริงๆ จะหลงทิศหลงทาง"
"กว่าจะกลับออกมาได้ บางรายโชคดีก็เพียงไม่กี่วัน หากโชคร้ายก็สาบสูญตลอดกาล และนี่ยังเป็นสาเหตุที่มหาสมุทรที่ 5 เป็นเขตหวงห้ามจากทุกสิ่งที่มีชีวิต เพราะเหนือมหาสมุทรแห่งนี้สภาพอากาศแปรปรวนอยู่ตลอดเวลา อีกทั้งมักจะมีหมอกคำสาปปรากฏตัวขึ้น คอยทำให้ผู้คนสูญหายอยู่ตลอด ดังนั้นหากอยากไปที่บริเวณหมู่เกาะอันมากมาย มีเพียงต้องมุ่งหน้าไปทางตะวันตก และมุ่งลงใต้เท่านั้นถึงจะสามารถไปได้"
"ขอรับท่านพ่อ เมื่อถึงวันเดินทางต้องรบกวนท่านแล้ว"
มิเนอร์วานั้นเหลือการเตรียมตัวอีกไม่มาก ก็สามารถจากไปได้แล้ว จึงไม่ได้กังวลมากนัก มีเพียงรอคอยอย่างอดทน ราวกับนึกอะไรขึ้นได้ จึงรีบบอกหมายจะเตือนให้บิดาระวังตัว
"ท่านพ่อ… ในสายตาท่านพลายัตไว้ใจได้หรือไม่?"
"หืม..."
เฟรเกียครวญในลำคออย่างแปลกใจแต่ก็เอ่ยไปตามตรง
"ไว้ใจไม่ได้… เป็นตัวโง่งมผู้หนึ่ง"
"ในเมื่อท่านรู้อย่างนั้นแล้ว ทำไมถึงยังเก็บเขาไว้ขอรับ"
"เก็บศัตรูไว้ใกล้ตัว ย่อมเห็นง่ายกว่าจับตามองในที่ไกล อีกทั้งมันยังเป็นแค่เหนือมนุษย์ ครึ่งเทพอย่างข้าล้วนบงการได้ หากจะมีเหตุไม่คาดฝันใดเกิดขึ้น ก็เป็นครึ่งเทพตนอื่นลงมือแล้ว"
มิเนอร์วาพยักหน้าเห็นด้วยกับความคิดของผู้เป็นบิดา ในเมื่อระวังตัวอยู่ตลอด เช่นนั้นก็ไม่มีสิ่งใดให้กังวลแล้ว ปรึกษาหารือกันอยู่เพียงชั่วครู่ ก็แยกย้ายกันจากไป ตลอดระยะเวลาที่เหลืออยู่ชายหนุ่มได้วางแผน และคิดแผนเผื่อป้องกันหากเกิดเหตุไม่คาดคิดขึ้น ในคราแรกก็มีความคิดจะไปร่ำลามารดา แต่พอมาคิดดูอีกทีข้างหน้าก็ไม่รู้ว่าจะเกิดเหตุการณ์อะไร ปล่อยให้คิดว่าตนยุ่งจากการร่ำเรียนคงจะดีที่สุด
กาลเวลามักผ่านไปไวเสมอ รู้ตัวอีกทีก็มาถึงวันเดินทางแล้ว กะพริบร่างหนึ่งที ประมุขวังผู้เป็นบิดาก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าชายหนุ่ม จับไหล่บุตรตนอย่างเบามือ ร่างทั้งสองกะพริบอยู่สามสี่ที ก็ปรากฏขึ้นที่ท่าเรือแห่งหนึ่งซึ่งเป็นคลองที่จะพาออกไปเชื่อมกับทะเล เมื่อมองไปทางด้านหน้าจะเห็นพระอาทิตย์กำลังลอยสูงอยู่เหนือหัว ชายหนุ่มมองไปยังด้านซ้ายมือทันที ตามการชี้นิ้วของเฟรเกีย
"ล่องเรือไปทางนั้นแล้วมุ่งหน้าสู่ทวีปใต้ ดูแลตัวเองด้วย ของจำเป็นทุกอย่างอยู่ในนี้แล้ว จำเอาไว้ว่าชีวิตของเจ้าสำคัญกว่าสมบัติ กลับมาให้ครบ 32ล่ะ ข้าพึ่งได้มีบุตร เจ้าก็อย่าพึ่งอกตัญญูกับข้าก็แล้วกัน รู้หรือไม่? ..."
มิเนอร์วาโค้งตัวลงต่ำหนึ่งที เงยหน้าขึ้นมาอีกครั้งเฟรเกียก็หายไปแล้ว ชายหนุ่มส่ายหัวเล็กน้อยอดคิดขบขันไม่ได้ จะอย่างไรก็พอมองออก ว่าบิดาบุญธรรมของตนแสร้งทำท่าทีเป็นเคร่งขรึม ไม่อยากถือหางตนจนเสียผู้เสียคน มิเนอร์วาไม่ใส่ใจมากนัก กวาดสัมผัสวิญญาณไปทั่วแหวนเก็บของที่อีกฝ่ายส่งให้ แล้วเริ่มศึกษาลู่ทางที่เฟรเกียได้จัดเตรียมเอาไว้ จากนั้นจึงมุ่งหน้าไปทางท่าเรือ ที่มีเรือไม้ลำใหญ่หลายลำจอดเทียบท่าอยู่ หลังจากซื้อตั๋วเดินทางในราคา 10 เหรียญทองมาหนึ่งใบ ก็เดินขึ้นเรือลำหนึ่งที่มีจุดหมายปลายทางอยู่ที่ท่าเรือทวีปใต้
เรือไม้ลำนี้มีสองเสาขนาดใหญ่ ภายในตัวเรือมีห้องโดยสารอยู่สามระดับ โดยที่ตั๋ว1 เหรียญทองจะเป็นห้องโดยสารแบบรวม แต่อยู่ใต้ดาดฟ้าเรือชั้นล่างสุด ห้องน้ำมีห้องเดียวผลัดกันใช้ บริเวณโดยรอบค่อนข้างชื้นแฉะ และเหม็นอับ ส่วนตั๋วราคา 5 เหรียญทองนี้ดีขึ้นมาหน่อย ถึงจะอยู่รวมกันแต่ก็มีกันแค่ 6 คนต่อหนึ่งห้อง โดยมีห้องน้ำส่วนตัวให้ในแต่ละห้อง ส่วนตั๋วราคา 10 เหรียญทองนั้น เรียกได้ว่าเป็นเพียงไม่กี่ห้องของเรือทั้งลำนี้ที่มีอยู่ และชั้นบนสุดของดาดฟ้าเรือจะเป็นห้องของกัปตัน ถัดลงมาด้านล่างเป็นห้องของต้นเรือและต้นหน ส่วนเหล่าลูกเรือนั้นพักอยู่ที่ชั้นสอง บริเวณห้องราคา 5 เหรียญทอง
รอเพียงไม่นานเมื่อถึงยามบ่าย กัปตันก็สั่งปลดเชือกเรือ และค่อยๆ นำเรือออกจากท่า ห่างจากฝั่งไกลออกไปตามลำคลอง ท้องฟ้านั้นสดใสมีลมพัดแรงกำลังดี แสงแดดก็อบอุ่นสบายตัว มิเนอร์วาใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการปรึกษา และวางแผนร่วมกันกับแอสคลีเพียส ส่วนอีฟริทยังคงไม่ตื่นขึ้นมาจากการหลับใหล เรือไม้ลำใหญ่ยังคงล่องไปตามสายลมและคลื่นทะเล มุ่งหน้าไปยังทวีปใต้อันเป็นที่หมาย
ผ่านไปแล้วอีก 7 วันถึงจะน่าเบื่อไปบ้าง แต่ทุกอย่างยังคงปกติดี ทว่าในตอนกลางคืนของวันนี้นั้นเอง ไม่คาดฝันว่าจะเกิดเหตุการณ์ประหลาดขึ้นบนเรือ ในขณะที่ทุกคนหลับใหลหมอกสีขาวจำนวนมากก็ได้ปรากฏขึ้นในมหาสมุทร ที่อยู่ไม่ไกลออกไป มิเนอร์วาเองยังคงหลับใหลไม่รู้ตัว เรือไม้สองเสาค่อยๆ แล่นผ่านเข้าไปในกลุ่มหมอกทีละน้อย จนกระทั่งหายลับไปถูกหมอกขาวกลืนกินจนมิด กว่าทุกคนจะรู้สึกตัวว่าเรือแล่นออกนอกเส้นทาง เวลาก็ผ่านไปแล้วอีก 3 วัน แม้แต่ตัวกัปตันและเหล่าลูกเรือเองก็ยังแปลกใจ คิดไม่ถึงว่าพวกตนจะพบเจอเข้ากับเหตุการณ์ประหลาดเช่นนี้ เนื่องจากหมอกสีขาวที่ทำให้ผู้คนหายสาบสูญนั้น ไม่เคยปรากฏขึ้นที่มหาสมุทรทั้ง 4 มาก่อน มันจะปรากฏขึ้นที่มหาสมุทรที่ 5 และบริเวณหมู่เกาะอันมากมายเท่านั้น
ดังนั้นผู้คนทั้งหลายจึงไม่ได้คิดถึงความจริงข้อนี้ และความจริงก็เป็นเช่นนั้น สาเหตุที่ทำให้เรือลำนี้แล่นออกนอกเส้นทาง ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะหมอกขาวแต่อย่างใด มันเป็นเพราะอำนาจลึกลับที่บงการผู้คนบนเรือลำนี้ต่างหาก หมอกขาวที่พบเจอในคืนนั้นก็เป็นหมอกปกติ ที่เกิดขึ้นจากธรรมชาติ เนื่องจากมวลอากาศที่ร้อนชื้น ได้เคลื่อนผ่านน้ำทะเลที่เย็นกว่า ดังนั้นอากาศจะอิ่มตัว และกลั่นตัวเองให้กลายเป็นหมอกปกคลุมบริเวณนั้น ไม่ได้มีอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ใด เช่นหมอกในมหาสมุทรที่ 5 และบริเวณหมู่เกาะอันมากมาย
ในคืนเดือนมืดที่เต็มไปด้วยแสงดาวสว่าง นภาอาบย้อมไปด้วยจุดขาว บนยอดเสากระโดงเรือต้นหน้าสุดในมุมอับสายตา มีหญิงสาวผู้หนึ่งรูปร่างผอมบางกำลังขยับเชิดหุ่นไม้ตัวเล็กสองตัว ที่อยู่ในมือซ้ายขวาอย่างสนุกสนาน ราวกับกำลังเล่นพ่อ แม่ ลูก ใบหน้าเปื้อนไปด้วยรอยยิ้มวิปลาสน่าขนลุก ส่งเสียงหัวเราะคิกๆ เสมือนวิญญาณร้าย
ทันใดนั้นมิเนอร์วาก็ได้ลืมตาขึ้น!
เสียงหัวเราะคิกคักของสตรีผู้นี้ค่อยๆ ดังขึ้น จนทุกคนที่โดยสารมาบนเรือในครั้งนี้ได้ยิน เพียงไม่นานบนดาดฟ้าเรือที่โล่งกว้าง ก็เต็มไปด้วยผู้คนที่มารวมกัน เพราะอยากรู้อยากเห็นที่ปนมาด้วยอาการงัวเงีย
"เหล่าผู้กล้า… กะลาสี ผู้อ่อนโยน…"
ร่างกายของกะลาสีสองคน ที่เฝ้าเวรยามด้านกราบซ้าย เริ่มสั่นกระตุกใบหน้าเหม่อลอยไร้สติ ทันทีที่เสียงสยองนี้กลายเป็นทำนองล่องไปในดวงจิต จิตปรุงแต่งของพวกมันเริ่มสับสน ร่างกายยิ่งสั่นหนักมากกว่าเดิม ส่งเสียงฮือฮาหอบหายใจน่าขนลุก
"โจรชั่วช้า… รอเวลา สังหารท่าน…"
ทันทีที่ท่วงทำนองประหลาดพิกลนี้ดังขึ้นอีกครั้ง ดวงตาของทั้งสองคนก็เริ่มแดงก่ำ ลมหายใจฟืดฟาดดังถี่รัวยิ่งกว่าเดิม ราวกับมองเห็นผู้อื่นในสายตาทุกคนเป็นศัตรูคู่อาฆาต ดาบยาวข้างเอวถูกชักออกมาถือพร้อมกับเสียงคำรามต่ำ
"เหตุใดกัน… ฝันถึงเปลี่ยน ท่านเป็นบ้า!"
กะลาสีสองคนนั้นร้องเสียงดังวิปลาส ปรี่ขึ้นหน้าสังหารทุกชีวิตที่มองเห็น ผู้คนต่างก็ล้มตายราวใบไม้ร่วง มีเพียงเหล่าผู้วิเศษไม่กี่คนเท่าที่ไหวตัวทัน หลบหนีออกมาจากวังวนสังหารนั้นได้ มิเนอร์วาเองก็เป็นหนึ่งในนั้น ที่ดีดตัวถอยออกมาได้ เสียงแอสคลีเพียสก็ดังขึ้นอย่างประหวาดหวั่นใจ ภายในศีรษะชายหนุ่ม
"เผ่าปีศาจวาททมิฬ! พวกมันมาที่นี่ทำไมกัน? ... ปกติพวกมันจะไม่ข้ามมาเขตทวีปเหนือ หากไม่จำเป็นจริงๆ และเจ้าเองก็คงไม่รู้จักมันแน่ ย่อมไม่เคยผูกกรรมใดต่อกัน แสดงว่าบนเรือลำนี้มีคนที่เคยผูกกรรมต่อมัน เจ้าหนู… คราวหน้าออกก่อนจากบ้านให้ก้าวเท้าขวานะ จะมีโชคเดินทางปลอดภัย!"
มิเนอร์วาเลิกคิ้วอย่างสงสัย เห็นๆ กันอยู่ว่าทำเสียงเคร่งขรึมจริงจัง ราวกับเป็นเรื่องอันตรายใหญ่โต แต่ผู้เป็นอาจารย์ดันมาทำเสียงหยอกเย้าตนไปเสียได้ในตอนท้าย ชายหนุ่มทำตัวไม่ถูกไปพักใหญ่เลยเอ่ยอีกสมมุติฐานหนึ่งขึ้นมา
"ข้ากับนางย่อมไม่มีกรรมใดต่อกัน แต่ข้ามีผู้ที่มีกรรมต่อข้า ซึ่งเดาว่าในตอนนี้ เจ้าพวกนั้นกำลังนำกรรมของนางมาผูกข้าอย่างแน่นอน… องค์ชายเก้าเจ้าตัวดี!"
"คงเป็นเจ้านั่น ที่ให้คนมาทำพิธีอัญเชิญนางบนเรือนี้ ซึ่งเป็นใครไปไม่ได้นอกจากเจ้าตัวสวะที่กำลังยืนสูบไปป์อยู่บนนั้น"
มิเนอร์วาที่ตั้งหลักได้แล้ว หันหัวมองไปที่ด้านหลัง มองเห็นชายวัยกลางคนผมหงอกขาวผุดแซมเต็มไปทั่วศีรษะ มันยืนยิ้มพ่นความออกมาอย่างสบายใจ สายตาจดจ้องเย็นชามาที่มิเนอร์วา ราวกับมองคนที่ตายไปแล้ว
"และคนที่รู้ว่าข้าจะไปไหนมาไหน ก็มีเพียงแค่ไม่กี่คน… ในคนเหล่านั้นที่ข้าผูกพยาบาทด้วย ก็มีเพียงพยัคฆ์บูรพาตัวสวะนั่นเท่านั้น! จะขึ้นค่าโดยสารก็ไม่ยอมบอกข้า น้ำมันวาฬใช้จุดไฟมันแพงมากหรือไร พลายัต ไอ้เวรตะไล!"
สิ่งที่มิเนอร์วาเดานั้นถูกต้องแล้ว ความจริงแล้วองค์ชายเก้าเอง ก็อยากเขี่ยชายหนุ่มให้พ้นทาง ตัวมันก็เป็นหนึ่งในผู้ที่ชมชอบสตรีผู้เป็นศิษย์ของอาวุโสสูงสุด จึงได้มาปรึกษากับพลายัต พยัคฆ์บูรพาเสนอแผนขึ้นมาแลกกับสินบนจำนวนมาก โดยเล่าให้ฟังอย่างละเอียดทีละขั้นตอน องค์ชายเก้าเห็นชอบด้วยกับแผนของพลายัต จึงมอบสมบัติมากมายให้แก่อีกฝ่ายอย่างไม่ลังเล
พลายัตที่อยากจะกำจัดมิเนอร์วาให้พ้นๆ จึงให้คนของตนเองที่เป็นหนึ่งในทหารของกองทัพ มารับหน้าที่กัปตันเรือ โดยแลกเปลี่ยนกับสมบัติครึ่งหนึ่งที่พลายัตได้รับสินบนมา แผนนั้นง่ายมาก ในตอนแรกให้นำเรือล่องขึ้นไปทางเหนือจนพ้นลำคลอง มุ่งหน้าสู่อาณาเขตหมู่เกาะอันมากมายโดยไม่ผ่านทวีปใต้ หลังจากนั้นจึงอัญเชิญอสูรตนนี้มาโดยการสังเวยทุกชีวิตบนเรือ ยกเว้นก็เพียงแค่ตัวกัปตันที่เป็นผู้อัญเชิญ
หากอัญเชิญสำเร็จ อสูรคราเคนที่มาจากเผ่าปีศาจวาททมิฬนี้ จะมอบความรู้ด้านภาษาให้หนึ่งภาษาแบบสุ่ม เพื่อเป็นการตอบแทนที่ช่วยให้มันได้รับพลังงานก้อนใหญ่ หลังจากได้รางวัลและเสร็จสิ้นพิธีอัญเชิญ ตัวมันเองก็จะหนีไปทางเรือบดที่ถูกจัดเตรียมเอาไว้ ปล่อยให้ทุกชีวิตบนเรือลำนี้ต่อสู้กับอสูรร้าย โดยที่หัวเรือมุ่งหน้าไปทางอาณาเขตหมู่เกาะอันมากมาย ไร้การบังคับควบคุม
สาเหตุที่นักเดินเรือทุกคนเลี่ยงที่จะไปทางนั้น เพราะมันเป็นการบังคับให้สูญหาย หมอกลึกลับปรากฏขึ้นที่นี่ถี่มากกว่าในมหาสมุทรที่ 5 เสียอีก ทั้งยังมีอาณาเขตกว้างไกลกว่า จึงเรียกได้ว่าเป็นแดนต้องห้ามอย่างหนึ่ง มิเนอร์วาเองก็เดาอะไรได้ไม่มากนัก ตัดสินใจหันหลังโกยแนบทิ้งผู้คนจำนวนมากที่เหลือรอดไว้เบื้องหลัง สายตามองหาตัวกัปตันเรือที่หายตัวไปนานแล้ว
ตู้ม…!
เสียงท้องเรือบดกระแทกกับผิวน้ำ มิเนอร์วามองเห็นกัปตันเรือคนนั้นแจวเรือหนีไปอย่างรีบร้อน ราวกับรับรู้ได้ถึงสายตาเคียดแค้นที่มองมา กัปตันเรือผู้นั้นหันหน้ามาพร้อมกับโค้งตัวเคารพขอบคุณ ที่ชายหนุ่มได้มอบวาสนาให้แก่ตัวมัน ได้ทั้งสมบัติเงินทอง ตำแหน่งหน้าที่ในกองทัพก็เจริญก้าวหน้า อีกทั้งยังได้รับความรู้ของภาษาคนแคระ ซึ่งว่ากันว่าเป็นเหล่านักประดิษฐ์อัจฉริยะ มิเนอร์วากำลังจะผรุสวาทด่าทอ แต่อีกฝ่ายเงยหน้าขึ้นมา และรีบแจวเรือจากไป ทำท่าทางหูทวนลมไม่ได้ยินเสียงใด เสียงร้องโหยหวนของผู้คนที่กำลังถูกสูบวิญญาณดังระงมก้องไปทั่ว
"ไม่ต้องตกใจไป หากเป็นแค่การอัญเชิญ มันก็เป็นแค่ร่างวิญญาณ อาศัยอยู่ในโลกวิญญาณ กายหยาบไม่ได้มาด้วย เจ้าเก่งกาจด้านวิญญาณนักไม่ใช่รึไงกัน? หากกำราบมันได้ ย่อมช่วยให้เจ้าได้เรียนภาษาใหม่ ไปๆ …ลองสู้ดูสักครา"
แอสคลีเพียสเอ่ยแนะนำศิษย์ แล้วประเมินสถานการณ์โดยรวมให้ศิษย์ของตนฟัง ราวกับมีเครื่องมือประเมินพลังวิญญาณส่วนตัว
"มันน่าจะเป็นคราเคนระดับเหนืออสูรขั้นสูง เพียงแค่ร่างวิญญาณเจ้าน่าจะกำราบมันได้ แต่หากร่างจริงมานั่นก็อีกเรื่องแล้ว"
"ร่างจริงของมันแข็งแกร่งมากเลยใช่ไหมขอรับ?"
มิเนอร์วาแปลกใจเลยถามกลับไป เหนืออสูรก็เทียบได้กับระดับเหนือมนุษย์ เช่นนั้นแล้วก็น่าจะแข็งแกร่งไม่แตกต่างกันมากนัก
"แค่ขนาดตัวของเผ่าวาททมิฬวัยแรกเกิด ก็เทียบได้กับผู้ใหญ่สูง 170 เซนติเมตรคนหนึ่งแล้ว เหนืออสูรอย่างน้อยๆ ก็ต้องมีร่างใหญ่โตประมาณเรือลำนี้นี่แหละ เจ้าคิดว่าตัวเองสามารถหายใจในน้ำได้นานสักแค่ไหนกันเชียว…"
เสียงร้องดังมากขึ้นเรื่อยๆ มิเนอร์วาเองก็ย่อมไม่ยินยอมให้ตัวเองตกเป็นอาหารของอีกฝ่าย พุ่งกลับไปที่ดาดฟ้าเรือที่เดิม เนื่องด้วยอาการป่วยได้กำเริบ สารในสมองที่ส่งผลให้รู้สึกหวาดกลัวต่อความตายได้หายไป แทนที่มาด้วยสารที่มอบความกล้าหาญ และความต้องการฆ่าอย่างละครึ่ง ชายหนุ่มคำรามเสียงดังกึกก้อง เอ่ยเย้ยฟ้า ท้าทายอสูร ถามหาความตายจากวาททมิฬร่างวิญญาณ
"อสูรคราเคน! ท่านต้องการสังหารข้าหรือไม่? หากเราทั้งสองต่างคนต่างไป ย่อมดีต่อพวกเราทั้งคู่… ท่านเห็นเป็นอย่างไร?"
หญิงสาวผู้นั้นยืมมองจากที่สูง นัยน์ตาวาววับร่างกายเปลี่ยนสีไปมา กลมกลืนไปกับเสากระโดง
"หืม… มนุษย์รู้ด้วยหรือว่าข้าเป็นใคร ลองบอกเหตุผลที่ฟังขึ้นของเจ้ามาสิ หากฟังได้ข้าก็จะจากไปแถมยังจะสอนภาษาให้เจ้าฟรีๆ อีกหนึ่งภาษา อีกทั้งจากความกล้าที่จะต่อรองกับข้า ข้าให้เจ้าเลือกได้ตามใจชอบเลย 1 ภาษา"
มิเนอร์วาไม่คิดเยอะ รู้ดีว่าต่อให้พูดไปอีกฝ่ายก็คงไม่เชื่อ จึงได้แต่ต้องทำให้เห็น ผนึกมือถูกประทับเพียงหนึ่งที พลังวิญญาณภายในร่างเริ่มหมุนวน ก่อเกิดเป็นท่วงทำนองแห่งวิญญาณหมุนโคจรทั่วร่างกาย
"วิถีที่ 1 ผนึกสัญชีพ"
ทันทีที่สิ้นเสียง หมอกสวรรค์อนธการสีดำ ก็แพร่กระจายออกไปทั่วบริเวณ หากมองจากที่ไกล จะเห็นลูกบอลสีดำขนาดใหญ่ลอยมาตามน้ำ แต่ในสายตาของอสูรจากเผ่าวาททมิฬตอนนี้ กลับมองเห็นร่างจำแลงกายใหญ่โตสูงพ้นเสากระโดง ที่อยู่เบื้องหลังมิเนอร์วา ราวกับเทพสมุทรจำแลงกาย มันก่อตัวขึ้นมาจากมวลเมฆาจนมีใบหน้า และรูปร่างคล้ายชายหนุ่ม
คราเคนผู้นี้เงยหน้ามองใบหน้าขนาดยักษ์นั้นเช่นกัน ทางด้านหลังพลันปรากฏปลาหมึกยักษ์แปดหนวด กำลังสะบัดหนวดไปมาราวฟาดแส้ ร่างวิญญาณนี้สูงใหญ่กว่าของชายหนุ่มอยู่มากนัก มิเนอร์วาแปรร่างเป็นเงามังกรพุ่งเข้าใส่ ทั้งสองต่างพุ่งเข้าปะทะหากัน แต่เป็นมิเนอร์วาที่หยุดชะงัก ถอยหลังกลางคันในเวลาต่อมา เสียงของมิเนอร์วาสะท้อนก้องไป 8 ทิศ
"สิ่งนี้ข้าเรียกมันว่าหอกแห่งการชดใช้"
หอกขนาดใหญ่เล่มหนึ่ง ที่ควบรวมขึ้นมาจากหมอกสวรรค์อนธการ มันหมุนควงอยู่เหนือศีรษะ กดดันหมายเจาะทะลวงลงมา ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดล้วนไม่อาจหลบเร้น
"หากเจ้าไม่ต่อต้านมัน มันจะเจาะทะลวงวิญญาณเจ้าไปทีละน้อย ทุกครั้งที่เสียงร้องเตือนจากหอกดังขึ้น มันจะยิ่งเจาะลึกลงไปยิ่งกว่าเดิม อย่าได้คิดว่าตายแล้วจะจบ เจ้าจะถูกปลุกด้วยสายลมแห่งชีวิต เกิดและตายซ้ำๆ จนกว่าข้าจะปลดปล่อยเจ้าให้เป็นอิสระด้วยตัวเอง"
และก็เป็นเช่นนี้ เหนืออสูรทรงพลังเช่นมันไหนเลยจะหวาดกลัว ยกหนวดขึ้นไปสองเส้นหวังต้านทานแต่เพียงไม่นานก็จำเป็นต้องยกเส้นที่สามและสี่ไปช่วยเหลือ จนกระทั่งชูสูงถึงแปดหนวดถึงจะต้านทานได้อย่างสูสี แต่นั่นย่อมไม่ใช่พลังทั้งหมดของมัน หนึ่งวิญญาณ หนึ่งมนุษย์กำลังห้ำหั่นอยู่เหนือมหาสมุทร กินเวลายาวนานถึง 5 คืนแล้ว ในยามกลางวันถึงแม้พลังวิญญาณของคราเคนที่ใช้ออก จะลดหายไปถึงครึ่งหนึ่ง แต่นั่นก็ทำให้ทั้งคู่แค่สูสีกินกันไม่ลง
แต่ละฝ่ายต่างก็ไม่อาจกำราบสยบอีกฝ่ายได้ สติมิเนอร์วาเริ่มพร่าเลือน ฝืนกัดลิ้นตัวเองเพื่อเรียกสติ จนรสชาติหวานของโลหิตละลายไปทั่วปาก และในคืนวันที่ 6 นี้เอง ก็มาถึงช่วงเวลาตัดสิน มิเนอร์วาตะโกนลั่นฟ้า ส่งแรงเฮือกสุดท้ายให้ระเบิดออกมา คมแหลมของปลายทวนหมุนวนทะลวงเจาะเข้าที่กลางส่วนหัวของปลาหมึกยักษ์ จนร่างที่ก่อตัวจากหมู่เมฆตรงส่วนนั้นขาดแหว่งเป็นรูโหว่