วีรบุรุษอหังการ

    49 กลองศึกดังสะท้านทุ่งหญ้า

            เสียงกลองดังตึงตังเป็นจังหวะจะโคนหน้าเมืองผิงเหยา บรรยากาศที่เงียบสงบมาทั้งคืนถูกเร้าด้วยเสียงกลองยักษ์นับร้อย  กองทัพชาวยุทธ์ทยอยออกจากเมืองมาตั้งขบวนทัพอยู่นอกเมือง  แม้จะดูไม่เป็นระเบียบเรียบร้อยเท่าที่ควร แต่ก็ไม่ได้เกิดความวุ่นวายสับสนแต่ประการใด  แต่ละคนมีท่าทีห้าวหาญดุดัน  คล้ายบังเกิดขวัญและกำลังใจเต็มเปี่ยม


            หวงหยางหลิวในชุดขาวสง่างาม  ด้านหลังสะพายกระบี่ประจำตัว  กำลังควบม้าขึ้นเนินเตี้ยด้านหน้าที่มีกลองยักษ์อยู่ตัวหนึ่งตั้งอยู่ เมื่อมาถึงจุดที่สูงที่สุดก็โบกมือให้กับชาวยุทธ์และบรรดาศิษย์ในสำนัก  เสียงโห่ร้องด้วยความฮึกเหิมดังลั่น  เขาไม่จำเป็นต้องเอ่ยคำพูดปลุกใจอีก  ตอนนี้กองทัพของตนเองไม่ได้หวั่นเกรงศัตรูอีกแล้ว  แม้ว่าพวกมารจะทยอยออกจากค่ายมาตั้งแถวอย่างเป็นระเบียบ  จำนวนคนก็มากกว่าพวกเขาเกือบเท่าตัว  แต่คนเมื่อมีแผนเป็นมั่นเหมาะ  ก็ไม่มีเหตุผลอันใดที่จะหวั่นเกรงศัตรูอีก  ยามนี้กองกำลังเมืองผิงเหยาเตรียมพร้อมแล้ว  กลุ่มแรกที่อยู่แถวหน้าสุดเป็นมือโล่เหล็กสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดใหญ่ พวกมันเป็นศิษย์ในสำนักกระบี่อมตะที่ผ่านการเลือกสรรมาเป็นอย่างดี  กลุ่มต่อมาเป็นมือธนูอันเข้มแข็ง แต่ละคนล้วนแล้วแต่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการยิงธนู คนพวกนี้เขาเป็นคนลงมือฝึกฝนด้วยตนเองทั้งสิ้น  จึงแข็งแกร่งทั้งกายและใจ  นี่เป็นไพ่ลับอีกหนึ่งที่ได้เตรียมไว้สำหรับรับมือกับพรรคมารเฉกเช่นวันนี้  กลุ่มที่สามเป็นยอดฝีมือที่อยู่บนหลังม้า  แต่ละคนใช้อาวุธประจำตัวของตนเอง  แม้ว่าคนพวกนี้จะไม่เจนศึกนัก แต่ว่ามีฝีมือการต่อสู้อันยอดเยี่ยมมาทดแทน  แต่ละคนล้วนแล้วแต่เป็นชาวยุทธ์ที่คร่ำหวอดอยู่ในยุทธภพ  เรื่องการต่อสู้ตะลุมบอนสมควรไว้ใจได้  และกลุ่มสุดท้ายเป็นผู้ที่ไม่มีม้าศึก  จึงต้องเป็นกำลังเสริมอยู่ทางด้านหลัง คอยออกศึกในยามที่สามกลุ่มที่อยู่ด้านหน้าพลาดท่าเสียที

     

            ทั้งสองทัพเผชิญหน้ากันแต่ไกล  ระยะห่างของพวกเขาไม่ถึงสองลี้ด้วยซ้ำ  สามารถมองเห็นกันได้ด้วยตาเปล่า  แม้จะเห็นเป็นจุดเล็ก ๆ ก็ตาม  และแล้วดวงอาทิตย์ก็โผล่พ้นขอบฟ้าจนได้  มันส่องแสงอันอบอุ่นไปทั่วทุ่งหญ้า  ส่องต้องร่างของกองทัพของทั้งสองฝ่าย  เมื่อทัพมารหันหลังให้กับแสงอาทิตย์ นั่นแสดงว่าทัพจากเมืองผิงเหยาหันหน้าไปทางทิศตะวันออก  แสงสุริยาอันอบอุ่นได้ชอนไชเข้าสู่สายตาของพวกเขาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้  เมื่อเป็นเช่นนี้การมองเห็นก็มีปัญหา  เวลาสู้ศึกย่อมตกเป็นรองอย่างแน่นอน ซึ่งทางผู้นำพรรคมารเหมือนจะเห็นซึ้งถึงข้อนี้เช่นกัน  จึงได้เริ่มปฏิบัติการทันที ทัพม้าจำนวนห้าพันกำลังออกตัวเข้าสู่สนามรบ เป้าหมายของพวกมันคือบดขยี้ศัตรูที่ประสบปัญหาในการมองเห็นโดยไม่ให้ตั้งตัว

     

            หวงหยางหลิวโบกมือไปข้างหน้าครั้งหนึ่ง  พลโล่ทั้งหลายก็ก้าวไปข้างหน้ายี่สิบก้าว ซึ่งจุดนั้นเป็นเนินที่สูงกว่าพื้นที่ปกติเล็กน้อย  จากนั้นก็โบกมืออีกครั้ง พลธนูที่เตรียมพร้อมอยู่แล้วก็ก้าวไปข้างหน้าสิบห้าก้าว ตั้งท่าเตรียมพร้อมสำหรับยิงธนูระยะไกลแล้ว  ด้านข้างของแต่ละคนมีหอกยาววางอยู่เล่มหนึ่ง  เขามองดูทัพม้าของพรรคมารพุ่งเข้ามาด้วยความเร็วสุดประมาณ  หากยังรักษาความเร็วระดับนี้ได้อย่างต่อเนื่อง ย่อมบดขยี้กองกำลังที่ต้านรับจนแหลกเละในคราเดียว แต่พยัคฆ์เฒ่าอย่างเขาจะปล่อยให้เป็นเช่นนั้นหรือ?  ย่อมไม่ใช่อย่างแน่นอน


            เมื่อทัพม้าของศัตรูเข้ามาในระยะสี่ร้อยก้าว  หวงหยางหลิวก็ตีกลองดังสนั่นทีหนึ่ง  พลโล่ทั้งหลายก็ส่งเสียงรับอย่างห้าวหาญคำหนึ่ง  ยกโล่เหล็กขนาดใหญ่ขึ้น  เมื่อศัตรูเข้ามาในระยะสามร้อยห้าสิบก้าว  เขาก็ตีกลองอีกครั้งหนึ่ง  พลโล่ทั้งหลายขานรับเสียงดังพร้อมกับหันโล่เหล็กกลับด้าน ด้านที่หันออกไปด้านนอกกลับมีกระจกแผ่นใหญ่  เป็นกระจกที่เคลือบด้วยสารโลหะบางชนิด  สามารถสะท้อนแสงได้  แสงอาทิตย์ที่ส่องมาทางด้านที่พวกเขาอยู่ เมื่อส่องต้องกระจกก็สะท้อนแสงกลับไปยังทิศทางเดิม  และมุมที่แสงสะท้อนกลับไปนั้นอยู่ในระดับสายตาของอาชาที่พุ่งเข้ามาพอดี

     

            ม้าชาญศึกของพรรคมารที่วิ่งอยู่แนวหน้าล้วนเกิดอาการตื่นตระหนกจากแสงที่ส่องเข้าตา  ตามปกติแล้วสัญชาตญาณการเอาตัวรอดของเดรัจฉานย่อมเกิดอาการชะงักหรือเปลี่ยนทิศทาง  ซึ่งทั้งสองอย่างนี้เกิดขึ้นกับทัพม้าอันเกรียงไกรของพรรคมารแล้ว ความโกลาหลเกิดขึ้นครั้งใหญ่เมื่อม้าศึกต่างวิ่งไปคนละทิศคนละทาง  สถานการณ์สับสนวุ่นวายถึงขีดสุด  เมื่อม้าศึกที่อยู่ด้านหน้าแตกแถว  ม้าศึกที่วิ่งตามมาต้องชะงักหรือพุ่งชนใส่ตัวข้างหน้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทำให้คนที่อยู่บนหลังพวกม้ากระเด็นกระดอนตกลงมา  บางคนถูกกีบเท้าม้าเหยียบย่ำจนร่างกายแหลกเละ  กลายเป็นภาพอันสยดสยองอุจาดตานัก


            หลิวหนิงเทียนตีกลองอีกครั้ง เหล่ามือธนูหนักที่เตรียมพร้อมอยู่แล้วก็ยิงธนูออกไปโดยพร้อมเพรียง  ด้วยระยะสามร้อยถึงสามร้อยห้าสิบก้าวนั้นเป็นจุดตกของลูกธนูพอดี  เพียงแค่อึดใจเดียวฝนลูกดอกก็ตกใส่ศัตรู เสียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดของคนและสัตว์ดังระงม  มีคนล้มตายไปนับร้อยในคราวเดียว  แต่ฝนลูกธนูยังคงตกลงมาอย่างไม่หยุดยั้ง  เพราะมันถูกยิงออกไปตามเสียงกลอง  และมือธนูมีสองชุดที่ยิงสลับกันตลอดเวลา

     

            แม้ว่าพวกพ้องจะล้มตายไปหลายร้อยชีวิตแล้ว แต่ทัพม้าของพรรคมารที่อยู่แนวหลังเริ่มตั้งตัวได้  พวกมันแบ่งเป็นสองกลุ่ม  กลุ่มหนึ่งควบม้าอ้อมออกซ้าย  อีกกลุ่มบังคับม้าอ้อมออกขวา จุดประสงค์เพื่อหลบหลีกซากศพของพวกเดียวกันและเพิ่มความเร็วของม้าศึก

     

            หลิวหนิงเทียนรัวกลองหนักๆ รอบหนึ่ง มือโล่ทั้งหมดรีบจัดขบวนเป็นรูปครึ่งวงกลม แล้วปักโล่เหล็กลงพื้นเป็นกำแพง ย่อตัวลงดันโล่ที่อยู่เบื้องหน้า เหล่ามือธนูยิงลูกดอกชุดสุดท้ายออกไป จากนั้นก็เปลี่ยนเป็นถือหอกที่วางอยู่ด้านข้าง  พุ่งเข้าไปอยู่ชิดกับโล่เหล็ก  ทำการปักหอกยาวเฉียงไปด้านหน้าสี่สิบห้าองศา  แทรกระหว่างรอยต่อของโล่แต่ละอัน  รอคอยพลม้าที่กำลังพุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว ในช่วงเวลาเดียวกันนั้นทัพม้าของฝ่ายเมืองผิงเหยากลับพุ่งออกไปทางซ้ายขวาแยกเป็นสองกลุ่ม  กลุ่มแรกนำโดยหลิวอิง  อีกกลุ่มนำโดยจางหลีไห่  ทั้งสองกลุ่มพุ่งออกไปสามร้อยก้าว จากนั้นก็เปลี่ยนทิศทางมุ่งหน้าเข้าหาทัพใหญ่ของศัตรูที่อยู่ห่างออกไป  เป็นการอ้อมหนีทัพม้าของพรรคมารที่กำลังจู่โจมเข้ามา ในขณะที่เหล่าชาวยุทธ์ที่อยู่ด้านหลังก็พกพาดาบขนาดใหญ่มาคนละหนึ่งเล่ม  ทำการเคลื่อนขบวนมาอยู่หลังขบวนโล่และหอก  พวกมันล้วนจัดขบวนเป็นแถวหน้ากระดานตอนลึก  แต่ละคนรูปร่างสูงใหญ่  สองมือจับด้ามดาบใหญ่ที่ปลายปักลงพื้นดิน เนื่องจากน้ำหนักของมันหนักกว่าดาบทั่วไปหลายเท่า  นี่เป็นดาบที่ถูกจัดทำขึ้นมาเพื่อใช้รับมือกับทัพม้าโดยเฉพาะ ผู้ถือดาบแต่ละคนล้วนแล้วแต่เป็นชาวยุทธ์ชายฉกรรจ์ที่ทรงพลัง  สามารถยกอาวุธอันหนักอึ้งนี้ได้อย่างสบาย


            ทัพม้าแถวหน้าของพรรคมารเข้ามาถึงระยะโจมตีแล้ว  ทวนในมือของนักรบชี้ไปด้านหน้า  เฉียงลงพื้นเล็กน้อย  ม้าศึกที่กำลังห้อมาอย่างเต็มที่กระแทกใส่หอกปลายแหลมที่ขวางทางเป็นด่านแรก  เลือกของสัตว์เดรัจฉานพวยพุ่งไหลรินเนืองนอง บางตัวเจ็บปวดถึงขนาดยกขาหน้าส่งเสียงร้องวุ่นวาย  ขวางทางพรรคพวกที่ติดตามมาทางด้านหลัง  ทำให้เกิดความวุ่นวายสับสนทุกทิศทาง  แต่ยังมีอีกมากมายที่สามารถพุ่งเข้ากระแทกใส่โล่เหล็กจนกำแพงโล่เกิดรูโหว่  เมื่อพวกพ้องเห็นดังนั้นก็รีบควบม้าเข้ามาในรูโหว่อย่างรวดเร็ว  ทำการสังหารคนถือโล่และหอกที่อยู่ในนั้น  รูโหว่ขยายใหญ่ออกเรื่อย ๆศัตรูก็ทะลักเข้ามามากกว่าเดิม แต่ทันใดนั้นทัพม้าเหมือนกำลังจะได้เปรียบเริ่มระส่ำระสายจากแนวหน้า  เศษเนื้อ แขนขาที่หลุดลอยออกจากร่างปลิวว่อนขึ้นฟ้า แม้แต่หัวม้าก็กระเด็นกระดอนไปคนละทิศคนละทาง  คนและม้าที่อยู่เบื้องหน้าล้มตายเป็นผักปลา


            มือดาบใหญ่ฟาดฟันดาบออกโดยพร้อมเพรียง  ม้าและคนที่อยู่บนหลังม้าไม่อาจปัดป่ายป้องกันได้เลย  ถูกดาบใหญ่ฟันร่างกายขาดครึ่งทั้งคนและม้า  โลหิตหลั่งไหลเป็นท้องธาร สองเท้าของมือดาบขยับไปด้านหน้าอย่างใจเย็น  หากมีใครล้มลงหรือได้รับบาดเจ็บ  จะถูกคนที่อยู่ทางด้านหลังเข้าแทนที่ทันที รองเท้าหนังของพวกมันเหยียบย่ำลงบนซากศพที่ไม่สมประกอบเหล่านั้น มือก็ยังคงเดินหน้าฟาดฟันดาบอย่างเป็นจังหวะต่อไป  การสังหารคนและม้าศึกกำลังดำเนินไปอย่างดุเดือด กองทัพม้าของพรรคมารที่อยู่แถวหลังเริ่มรู้สถานการณ์ พวกมันกระโดดลงจากหลังม้าใช้อาวุธของตนเองสังหารม้าที่เป็นพาหนะล้มตายในคราเดียว  พวกมันรวมตัวกันพุ่งเข้าใส่มือดาบที่ขยับเข้ามาอย่างเชื่องช้าและพร้อมเพรียง


            ทหารม้าของพรรคมารล้วนเป็นชาวยุทธ์มีชื่อในเขตพื้นที่หนึ่ง จึงจู่โจมใช้วิชาก้นหีบของตนเองออกมาเพื่อพลิกสถานการณ์ให้ได้  หลายคนซัดอาวุธลับ  มีดสั้น และระเบิดอัคคีใส่มือดาบอย่างบ้าคลั่ง เสียงระเบิดอัคคีดังตูมตาม ผสานกับเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดของมือดาบที่ถูกแผดเผา  ถูกมีดสั้นและอาวุธลับปักใส่ร่างกาย  บางคนล้มตายทันทีเพราะทนพิษบาดแผลไม่ไหว สถานการณ์เริ่มพลิกกลับเมื่อเหล่ามารกำลังต่อสู้อย่างคล่องแคล่ว  เนื่องจากได้ใช้อาวุธที่ตนเองถนัด ผิดกับฝ่ายมือดาบใหญ่ที่ต้องทนใช้อาวุธที่ไม่ถนัดมือต่อสู้กับศัตรูที่เป็นชาวยุทธ์ด้วยกัน  มือดาบเหล่านี้ล้วนเป็นชาวยุทธ์ในเมืองผิงเหยาและบริเวณใกล้เคียง โดยปกติแล้วแต่ละคนจะใช้อาวุธที่ตนเองถนัดในการท่องยุทธภพ พอมาจับดาบใหญ่ในสนามรบที่ใช้สำหรับสังหารทัพม้าโดยเฉพาะจึงเสียเปรียบคู่ต่อสู้  ทำให้พลาดพลั้งล้มตายอย่างต่อเนื่อง  สุดท้ายจำต้องถอยหลังแทนที่จะก้าวไปข้างหน้า

     

            หลิวหนิงเทียนมองเห็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นก็ไม่นิ่งนอนใจ  ทำการตีกลองเป็นรหัสลับอีกชุดหนึ่ง  เหล่าศิษย์สำนักกระบี่อมตะจำนวนสองร้อยคนที่เตรียมพร้อมอยู่แล้วก็ทำการกระโดดข้ามเหล่ามือดาบใหญ่  วิชาตัวเบาของแต่ละคนล้วนสูงส่ง  คนพวกนี้เป็นศิษย์ที่มีฝีมือสูงเยี่ยมที่สุดของหลิวหนิงเทียน ล้วนสำเร็จวิชากระบี่จนนับเป็นยอดฝีมือผู้หนึ่ง พวกมันทิ้งตัวลงพร้อมกับใช้กระบี่จู่โจมใส่ศัตรูที่กำลังรุกคืบเข้ามาอย่างมั่นใจ  เพียงการโจมตีชุดแรกเท่านั้น มือกระบี่ชุดขาวเหล่านี้สามารถสังหารคู่ต่อสู้ได้นับร้อยคน  เมื่อร่อนลงมาถึงพื้นดินก็รวมกลุ่มกันกลุ่มละหกคน  จัดตั้งค่ายกลกระบี่อมตะ  ทำการจู่โจมรุกคืบโดยไม่มีผู้ใดต้านทาน  ทุกกระบี่สอดประสานกันอย่างกลมกลืน  หนึ่งกระบี่จู่โจม  หนึ่งกระบี่ตั้งรับ  หนึ่งกระบี่ทดแทน  หนึ่งกระบี่คอยเสริม  หนึ่งกระบี่ซ้ำเติม  และหนึ่งกระบี่ปลิดชีพ

        

            สถานการณ์พลิกผันอีกครา ตอนนี้มือกระบี่ชุดขาวใช้ค่ายกลกระบี่รุกคืบหน้าอย่างดุดัน  สังหารฝ่ายตรงข้ามล้มตายเหมือนผักปลา  สมกับที่หลิวหนิงเทียนใช้เวลาหลายสิบปีในการฝึกฝนพวกมันขึ้นมา  วันนี้ถึงเวลาได้แผลงฤทธิ์สักที


            เสียงเป่าเขาสัตว์ดังสะท้านขึ้นในทุ่งหญ้า  ทางทิศตะวันออกซึ่งเป็นด้านหลังค่ายของพรรคมาร  ปรากฏฝุ่นฟุ้งกระจายขึ้นสู่ท้องฟ้า  เสียงกีบม้าแว่วดังมาต่อเนื่อง  ทัพม้าที่เกรียงไกรกองหนึ่งมุ่งหน้าโจมตีใส่ด้านหลังของทัพมารที่กำลังรับมือกับทัพม้าของหลิวอิงและจางหลีไห่  ผืนธงแดงรูปพยัคฆ์ดำคำรามโบกสะบัดอยู่แนวหน้า  นี่เป็นกองกำลังแห่งทุ่งหญ้า ทัพม้าอันเกรียงไกรของชนเผ่ากัวจู่ที่นำโดยกัวเจียอี้ออกศึกแล้ว 

             

             

             

    คล้ายกับเรื่องวีรบุรุษอหังการ ที่คุณอ่าน