บทที่ 80
ปังงงงงงง!!! เสียงของปืนที่ดังออกมสนั่นลั่นไปทั่วทั้งร้าน ฌอนที่ไม่ได้แม้แต่มองด้วยซ้ำ ว่าชายคนนั้นจะยืนอยู่ตรงไหน เขายกปืนขึ้นมายิงเลย แต่ด้วยความฟลุ๊คของเขา กระสุนเม็ดนั้นก็เข้าไปที่ท้องของชายคนดังกล่าวอย่างจัง ท่ามกลางความตื่นตระหนกของทหารทุกๆคนที่อยู่ในนั้น เสียงของอาวุธที่อยู่ๆชักออกมาอย่างไม่ต้องพูดอะไรกัน เหล่าองครักษ์ที่รู้ดีว่าฌอนไม่ต้องการจะให้พวกเขาเปิดเผยตัวตน ก็ได้ใช้แต่แรงกายที่พวกเขาฝึกฝนมาจัดการกับทหารที่เหลืออย่างไร้ความปราณี เสียงต่อสู้ดังขึ้นมาเป็นระยะๆ ก่อนที่กำลังเสริมของทหารจะวิ่งเข้ามาถึง และหนึ่งในนั้นก็น่าจะเป็นหัวหน้าทหารของกองร้อยนี้ เขาคนนั้นเอ่ยขึ้นมาขณะที่ในมือเองก็ถือดาบอยู่เล่มหนึ่ง“พวกเจ้ากล้าที่จะทำร้ายคนของข้า.. ทำร้ายทหารแห่งองค์ราชาผู้ครองดินแดน โดยไม่มีเหตุผลอย่างนั้นรึ” ชายคนนั้นกล่าวออกมาเสียงดัง เขาต้องประเมินให้ถูกว่ากลุ่มคนพวกนี้อยู่ระดับไหน เพราะดูจากที่พวกเขาสามารถจัดการกับทหารของเขาได้หลายสิบคน คงจะไม่ธรรมดา“ไม่มีเหตุผลอย่างนั้นรึ.... เจ้าก็คงจะไม่ต่างอะไรกับเจ้าพวกทหารขยะพวกนั้นซินะ... ทำไมไม่แหกตาดูรอบๆหมู่บ้านแห่งนี้ล่ะ ทหารของพวกเจ้ามันทำอะไรระยำๆลงไปบ้าง.. และถ้าพวกเจ้าจะเป็นเหมือนทหารเลวพวกนี้.. แน่นอนว่าต่อให้ราชาแห่งอาณาจักรดีไวท์มาเองก็จบไม่สวยอย่างแน่นอน” ฌอนกล่าว และลุกจากเก้าอี้พร้อมกับอารมณ์ที่เดือดดาลสุดๆ พวกเขาไม่ได้ทำผิดอะไรเลย หลักฐานของสมาคมพ่อค้าเขาก็มี พวกทหารเหล่านี้มันต้องการที่จะมาหาเรื่องเขาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ที่ผ่านมาก็ทำเป็นหลับหูหลับตามามากพอแล้ว แต่ใครก็ตามที่กล้ามายุ่งวุ่นวายกับคนของเขาล่ะก็ มันก็ต้องแลกกันหลายหมัดอยู่“เหอะ!! พวกแกกล้ามากที่หลบลู่องค์ราชาของเราถึงเพียงนี้.. ดี. ข้าในฐานะทหารของพระราชา หัวหน้ากองทหารราบที่ 18 จะสั่งสอนพวกเจ้าสักหน่อยก็แล้วกัน..” ฌอนที่ได้ยินก็ไม่ได้อยากจะเสวนาด้วย เขาหยิบปืนขึ้นมาเล็งไปที่ตัวหัวหน้ากองทหาร และกำลังจะลั่นไกยิงออกไป แต่ตัวของหัวหน้ากองที่เป็นผู้นำก็เห็นในสิ่งที่เขาไม่อาจจะต่อกลอนได้“เดี๋ยวก่อน!!....” หัวหน้ากองยกมือขึ้นมาห้าม เพื่อหยุดการกระทำของชายคนที่เล็งอาวุธปริศนานั้นมาทางเขา เขารู้ดีว่าอาวุธสิ่งนั้นเป็นอีกอาวุธหนึ่งที่ทรงพลัง และกำลังเป็นที่วิจารณ์กันภายในอาณาจักร ข่าวบ่งบอกมาว่าบุคคลที่มีอาวุธชิ้นนี้ในครอบครอง เขาคนนั้นก็คือระดับหัวหน้าของสมาคมนักฆ่า หรือถ้าไม่ใช่มันก็จะเป็นพ่อค้าที่มีอิทธิพลมากที่สุดในดินแดนตอนนี้ ท่านฌอน คริสเตียน และสิ่งที่ชายคนนั้นพูดออกมามันก็ไม่ผิดเลย เขาสามารถทำให้อาณาจักรนี้สั่นคลอนด้วยสินค้าของตัวเขาเอง และถ้าหากเป็นอย่างนั้นจริงๆ ตอนนี้ก็นับว่าเขากำลังมีปัญหากับคนใหญ่คนโตที่สามารถทำเศรษฐกิจของอาณาจักรพังทลายเมื่อไหร่ก็ได้ อีกอย่างหนึ่ง หากเขากลับไปที่เมืองหลวงแล้ว ผลที่ตามมาคงทำให้เขาหัวขาดได้เลยทีเดียว“มีอะไรอีกล่ะ... ข้าไม่อยากจะเสียเวลามากนัก.. มันน่ารำคาญ” ฌอนกล่าวออกมา เพราะเขาเจอมันมาบ่อยแล้วกับพวกโจรหรือคนร้าย มันจะชอบพูดกับเหยื่อหรือไม่ก็อาวุธของมัน เหมือนกับในละครไทยที่เป็นมุขคลาสสิคเสมอๆ และครั้งนี้มันก็คงไม่ต่างกัน เขาเลยให้มันได้พูด ก่อนที่มันจะไม่มีสิทธิ์ได้พูดอะไร“ท่านคงจะเป็นท่านฌอน คริสเตียนซินะขอรับ.. ต้องขออภัยให้กับคนของข้าด้วยที่ทำอะไรเสียมารยาท...” หัวหน้ากองพูดออกมาอย่างนั้น มันทำให้ฌอนเกิดสงสัยว่าชายคนนี้รู้จักเขาได้ยังไง พวกคิริวเองก็เริ่มขมวดคิ้วออกมา และค่อยๆชักปืนของตัวเอง เพื่อความปลอดภัยของท่านผู้นำสูงสุด“เจ้ารู้จักข้าอย่างนั้นรึ.. หากไม่ใช่คนของมอรัสซัสกับนาทาร์ที่ห่างไกลอย่างนี้ ไม่น่าจะมีคนรู้จักข้านี่นา.. หรือว่าเจ้าจะเป็นพวกมือลอบสังหารกันที่ปลอมตัวมา.. ไม่น่าล่ะที่เข้ามาหาเรื่องข้าก่อน.. เข้าใจละอย่างนี้นี่เอง” ฌอนทำท่าเหมือนสงสัย และคิดเองเออเองไปอย่างนั้น จริงๆเขารู้อยู่แล้วว่าทหารพวกนี้มันก็แค่ทหารชั้นปลายแถวของอาณาจักร แต่เหตุที่เขาต้องทำเช่นนั้นมันก็มีเหตุผลอยู่หลายประการ อย่างแรกเลยก็เพื่อให้ตัวเองไม่ผิดหลังจากที่ได้ฆ่าทหารของอาณาจักรนี้ไปแล้ว สองก็เพื่อยืนยันให้ชัดเจนอีกครั้งว่าเขาคือฌอนตัวจริง และอีกอย่างมันยังเป็นการยืนยันด้วยว่า พวกเขาไม่ใช่มือสังหารอีกด้วย“เดี๋ยวก่อนซิขอรับท่านฌอน.. ถึงข้าน้อยจะอยู่แต่ป่าแต่กับเขา แต่ชื่อเสียงของท่านมันก็โด่งดังไปไกลถึงเมืองต่างๆในอาณาจักรแล้วขอรับ... แต่ละสินค้าที่ท่านได้ค้าขายออกมา มันช่างแปลกใหม่ และมีประโยชน์อย่างแท้จริง ที่สำคัญมันยังเป็นราคาที่ชาวบ้านต่างก็สามารถหาชื้อกันได้อย่างไม่ลำบากมากนัก.. ข้าขอแสดงความนับถือท่านจากใจจริงขอรับ” หัวหน้ากองร้อยกล่าวออกมา ก่อนจะสั่งให้ลูกน้องของตัวเองเก็บอาวุธ และนำศพของเจ้าหัวหน้ากลุ่มผู้นั้นไปทิ้ง ส่วนคนที่มีส่วนร่วมในครั้งนี้ทุกคนจะต้องถูกลงโทษ.. หลังจากที่เขาได้สอบถามเหตุที่เกิดขึ้นแล้ว ก็ต้องก้มขอโทษฌอน และชาวบ้านอีกครั้ง ที่ทหารของอาณาจักรทำเรื่องอย่างนี้ ก่อนจะจบลงไปด้วยดี และแยกย้ายกันเดินทางไป ฌอนที่หมดอารมณ์จะทานอาหารต่อแล้ว เขาก็รีบเดินทางในทันที และเขาก็ต้องการที่จะเข้าเมืองให้ทันก่อนพระอาทิตย์ตกดิน ในตอนบ่ายที่ไม่มีอะไรให้เขาได้ทำ ฌอนก็หลับไป และปล่อยให้หน้าที่ที่เหลือเป็นของทั้งสามหน่อในการบังคับรถม้าจักรกลนี้ไปให้ทันก่อนเวลาที่กำหนด ในยามที่พระอาทิตย์ใกล้จะลับขอบฟ้าไป ฌอนก็ได้ตื่นขึ้นมาด้วยอาการปวดหัวเป็นอย่างมาก และมันก็เป็นเรื่องปกติ เพราะเรื่องนี้มันเกี่ยวกับสนามพลังแม่เหล็กของโลก และเขากำลังคิดว่าจริงๆแล้วโลกใบนี้มันไม่ต่างอะไรกับโลกที่เขาจากมาเลยแม้แต่น้อย และมันอาจจะเป็นเพราะว่าเขามาทำภารกิจครั้งแรก พระเจ้าก็เลยให้มายังโลกที่ไม่ต่างกันมากเท่าไหร่ เพื่อให้เกิดความคุ้นชินไปทีละอย่างก็เป็นได้ คิริวที่ปลุกท่านฌอนขึ้นมาจากการหลับไหล ก็ได้เอ่ยขึ้นว่าตอนนี้พวกเขาได้เดินทางมาถึงเมืองหลวงแห่งนี้แล้ว แน่นอนว่ามันก็มีคนที่คอยต้อนรับท่านอยู่ที่ทางเข้าเมืองหลวงอีกด้วย และจากข้อมูลที่ได้รับมานั้นก็คือเสนาบดีฝั่งซ้าย มอแกน และยังมีท่านดยุคผู้เป็นใหญ่ในสมาคมการค้าของอาณาจักรอีกด้วย ฌอนค่อยๆก้าวลงมาจากรถม้า ก่อนจะเอ่ยสนทนาทักทายทั้งสองอย่างเป็นกันเอง “พวกท่านสองคน คงจะเป็นท่านมอแกน บิดาของเจ้ามอรัสซัส ส่วนอีกท่านก็คงจะเป็น ท่านดยุคฟาร์เมล ซินะขอรับ นับว่าเป็นเกียรติผู้น้อยจริงๆ ที่ได้รับการต้อนรับจากท่านทั้งสอง..” ฌอนก้มให้เล็กน้อย เป็นการบ่งบอกว่าเขาแสดงความนับถือให้ได้สุดๆก็เท่านี้ และทั้งสองคนเองก็เข้าใจ และก้มเท่าๆกับฌอนเพียงเท่านั้น พวกเขาที่มีลูกน้อง และคนนับถืออยู่มากจะแสดงว่าต่ำหรือสูงกว่าใครไม่ได้ ไม่อย่างนั้นมันก็เหมือนเป็นการไม่ให้เกียรติกับอีกฝ่าย“ยินดีต้อนรับท่านฌอน คริสเตียนสู่เมืองหลวงของเรา อาณาจักรดีไวท์ขอรับ... ข้าไม่ทราบเลยว่าบุคคลที่สามารถควบคุมเศรษฐกิจของอาณาจักรได้จะยังเยาว์วัยเช่นนี้ ช่างน่านับถือยิ่งนัก” มอแกนกล่าวออกมา เพราะในตอนแรกเขายังคิดๆอยู่เลย ว่าท่านฌอนคนนี้เก่งทั้งต่อสู้ และค้าขายมากขนาดนี้ อย่างน้อยๆก็น่าจะมีอายุพอๆกับเขา แต่เปล่าเลย เขากลับยังเป็นชายหนุ่มอยู่เลย “อายุมันเป็นเพียงแค่บ่งบอกตัวเลข .. แต่การกระทำนั้นบ่งบอกนิสัย.. พวกท่านทั้งสองเองก็เช่นกัน.. หากมาต้อนรับข้าถึงเพียงนี้.. ข้าก็นับพวกท่านเป็นมิตรสหายคนหนึ่ง”