มารประหัตถ์ฟ้า (จบ)

    บทที่ 177 แดนตะวันตกระส่ำ

    บทที่177 แดนตะวันตกระส่ำ

             

            “พวกท่านเข้าใจผิดแล้ว นี่ไม่ใช่ฝีมือข้า"

            ฮุ่ยจวินตอบกลับทันควันเมื่อเห็นสีหน้าแววตารวมถึงหมู่อาชาที่ถูกบังคับให้โถมทะยานเข้าหาตน

             

            “มีผู้ร้ายคนใดบ้างที่จะบอกว่าตนไม่บริสุทธิ์"

             

            “เจ้าอย่าได้แก้ตัวน้ำขุ่นๆ”

             

            เพราะฮุ่ยจวินสัมผัสศพและค้นหาคนที่อาจรอดชีวิตบนซากปรักหักพังเนื้อตัวของมันจึงดูเปื้อนโลหิตและฝุ่นเขอะ ร่างกายที่ผ่านการต่อสู้มาจากเหตุการณ์ในทุ่งร้างก็ทำให้มันดูอิดโรยบาดเจ็บสภาพภายนอกเช่นนี้ กอปรกับการดำรงอยู่เพียงผู้เดียวภายใต้ซากร่างที่ไร้ชีวิตนี้ เหตุผลใดที่มันเอ่ยออกมาจากปากจึงเหมือนเป็นคำแก้ตัวโดยปริยาย

             

            ฮุ่ยจวินเองก็อยากจะรู้ว่าเกิดสิ่งใดขึ้นกับแดนเหมันต์ศักดิ์สิทธิ์แต่มันกลับถูกวิกฤติการณ์ของแดนเหมันต์ศักดิ์สิทธิ์ย้อนหวนมาเล่นงาน คนจากนิกายเทวะวจนะเห็นมันอยู่ที่นี่เห็นมันภายใต้สภาพเช่นนี้พอดี นับเป็นคราซวยของชายหนุ่มอย่างแท้จริง

             

            กำลังคนนับสามสิบจากวิหารปัญหาที่มุ่งเข้าหาฮุ่ยจวินทั้งหมดล้วนปลดปล่อยจิตสังหารออกมาอย่างเด่นชัด นี่หมายความว่าพวกมันตั้งใจจะฆ่าชายหนุ่มให้ตกตายฮุ่ยจวินจึงมิอาจยอมสยบในที่ตรงนี้ หากมันยินยอมแล้วเกิดถูกสังหารตกตายไป มันก็ไม่มีโอกาสที่จะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเองในเมื่อมันไม่ได้ฆ่า ใยมันต้องรับผลจากการกระทำของผู้อื่น!

             

            “ข้ายืนยันด้วยสัจจะว่ามิใช่ แต่จะมีความหมายอันใดหากไร้ผู้ฟังในเมื่อพวกท่านไม่ยินยอมฟัง หรือต้องเป็นข้าที่สยบ"

            ฮุ่ยจวินทอประกายตาคมวาว

            “ไม่มีทาง"

             

            ฝ่ามือพิชิตท้องคลื่นวาดออกอย่างพริ้วแผ่วนำพาลมปราณที่เคลื่อนคล้อยพัดโหม ราวกับมีเกลียวคลื่นแห่งมหาสมุทรสาดซัด หมู่อาชาที่ทะยานมาจึงต่างล้มระเนระนาดเสียหลักในทันที

             

            คนจากวิหารปัญญาล้วนดีดกายลุกยืนพร้อมกับแววตาที่ดูตื่นตระหนก

            “ฝีมือระดับนี้ไม่แปลกใจเลยที่สามารถสังหารล้างแดนศักดิ์สิทธิ์ได้"

             

            “พวกเราอย่าได้ประมาท แม้ภายนอกมันเสมือนไร้พลังแต่คนที่สามารถสังหารล้างคนทั้งพรรคได้จะธรรมดาได้อย่างไร สู้ประครองสุดชีวิตจนกว่าท่านธรรมบาลปัญญาจะมาถึง!”

             

            ครานี้คนจากวิหารปัญญาดูไม่วู่วามดั่งตอนแรกเมื่อครู่เพียงหนึ่งฝ่ามือของชายหนุ่มกลับสยบหมู่อาชานับสามสิบ ไม่แน่เหล่าหัวหน้าหน่วยของพวกตนยังกระทำไม่ได้

             

            พอนึกถึงหัวหน้า ที่แห่งนี้มีหัวหน้าหน่วยสามอย่างเจียวมิ่งอยู่กล่าวถึงสามหน่วยแห่งวิหารปัญญา แม้หัวหน้าหน่วยสามจะอ่อนด้อยกว่าหัวหน้าหน่วยหนึ่งและสองแต่นางกลับเป็นหัวหน้าหน่วยที่เข้าถึงกฎเกณฑ์แห่งพลังค่ายกลได้ดีที่สุด ในอายุอานามที่น้อยที่สุดนั่นหมายความว่าอนาคตสตรีนางนี้จะร้ายกาจยิ่งกว่าหัวหน้าหน่วยทั้งสองได้แน่ เช่นนั้นจึงนับเป็นโชคดีที่บังเอิญนางเองก็อยู่ใกล้แคว้นหลุนจึงเดินทางมาถึงพร้อมกับพวกมัน หากมีนางอยู่ พวกมันยังพออุ่นใจได้ว่าจะมีคนรั้งตัวคนสามานย์จนกว่าท่านธรรมบาลปัญญาจะมา

             

            เจียวมิ่งเคลื่อนไหวแล้ว ท่ามกลางค่ายกลพลังปาฏิหาริย์ที่คนนับสามสิบจากวิหารปัญญาร่วมกันสร้างเพื่อขังฮุ่ยจวินไว้ภายในเจียวมิ่งกลับแทรกกฎเกณฑ์เหล่านั้นเข้าไปได้อย่างง่ายดาย สมกับนางเป็นผู้ที่เข้าใจในกฎเกณฑ์แห่งค่ายกลได้เป็นอย่างดี

             

            นางจึงยิ่งเป็นความหวังให้แก่คนในวิหารทั้งสามสิบคน

             

            เจียวมิ่งเหินร่างลงเผชิญหน้ากับแพทย์ไร้นามคุณความดีที่มันเคยสร้างเมื่อตอนอยู่แคว้นเว่ยนางก็รับทราบมาแล้ว อีกทั้งเส้าเทียนจักรพรรดิพระองค์ใหม่แห่งแคว้นเว่ยก็ยังนับมันเป็นน้องร่วมสาบาน คนเช่นนี้จะเป็นคนร้ายได้จริงหรือ

            “หากขัดขืนยิ่งดูเหมือนยอมรับกับเรื่องที่เกิดขึ้น"

             

            ฮุ่ยจวินมองสตรีตรงหน้าที่กล่าวกับตน

            “แต่หากไม่ขัดขืนยิ่งมีโอกาสที่จะได้ยอมรับโดยปริยาย"

             

            “ในเมื่อไม่ผิดใยจะต้องกลัว"

             

            “ข้าเคยประสบกับคนของนิกายเทวะวจนะมามากเช่นนั้นจึงกลัวทั้งที่ไม่ได้ผิด"

             

            เจียวมิ่งเข้าใจความหมายในวาจานี้ เรื่องที่เกิดขึ้นกับแคว้นเว่ยแม้มิได้เกิดจากคนของวิหารปัญญาแต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่านั่นมิได้มาจากนิกายเทวะวจนะเหมือนกัน กลับผิดเป็นถูก กลับถูกเป็นผิดเรื่องเหล่านี้คนจากนิกายเทวะวจนะบางผู้ได้กระทำมาแล้ว

            “วิหารปัญญาไม่เหมือนวิหารยุทธ์"

             

            “เช่นนั้นใยถึงมีจิตสังหารแลเจตนาฆ่าฟันทั้งที่มิได้สืบสาหาความหรือเพียงแค่ว่าเห็นข้าอยู่ที่นี่ ข้าเลยต้องเป็นคนร้ายอย่างนั้นหรือ"

             

            เจียวมิ่งนิ่งงันไป คนแห่งวิหารปัญญาก็กล่าวเสียงหนัก

             

            “หัวหน้าหน่วยสามอย่าได้ฟังวาจากลอกกลิ้งของมันท่านก็ผ่านมาแล้วหลายสมรภูมิ หรือยังไม่รู้จักนิสัยคนร้ายอีก"

             

            “ลงมือต่อมันอย่าได้เปิดโอกาสให้คนชั่วได้หลบหนี"

             

            เจียวมิ่งยกมือขึ้นห้ามก่อนมองไปที่ฮุ่ยจวิน

            “เจ้ายินดีตามข้าไปพบธรรมบาลปัญญาอาจารย์ข้าเพื่อพิสูจน์ความจริงหรือไม่"

             

            ฮุ่ยจวินไม่รู้ว่าธรรมบาลปัญญาเป็นคนเช่นไรแต่มีสิ่งหนึ่งที่มันพอจะรู้มาบ้าง การที่แดนเหมันต์ศักดิ์สิทธิ์ได้รับการสนับสนุนอย่างดียิ่งจากวิหารปัญญาในยุคนี้นั่นเป็นเพราะประมุขแดนเหมันต์ศักดิ์สิทธิ์มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับธรรมบาลปัญญา มันย่อมไม่ยินดีแน่หากพบหน้าตนโดยที่ตนเป็นผู้ต้องสงสัยต่อการตายของคนรักมัน

             

            ตามที่ฮุ่ยจวินเคยประสบพบเจอธรรมบาลคนอื่นมาตัวตนของธรรมบาลคือตัวตนที่มันมิอาจต่อต้านได้ในตอนนี้ หากธรรมบาลปัญญาขาดสติไร้การยับยั้งชั่งใจหรือมีนิสัยคล้ายธรรมบาลมุทราที่มันเคยเห็น มันไม่มีโอกาสรอดแน่ การไปหาธรรมบาลปัญญาตอนนี้ก็มิต่างจากการรนหาที่ตาย!

             

            “นับเป็นการหว่านล้อมให้ข้าไปหาที่ตายอย่างแท้จริง"

             

            เจียวมิ่งจึงกล่าวว่า

            “แต่หากท่านหนีในตอนนี้ ผลที่ตามมาจะทำให้ท่านต้องหนีไปชั่วชีวิต”

             

            ฮุ่ยจวินนึกถึงปณิธานของตนเอง

            “ตอนนี้ข้าอาจหนี แต่แน่นอนว่าข้าจะไม่หนีไปตลอดชีวิตและข้าจะแสดงความบริสุทธิ์ด้วยตัวของตนเอง"

             

            เจียวมิ่งนึกถึงเส้าเทียน นางนับว่ามีความสัมพันธ์อันดีกับชายหนุ่มและรู้ว่าชายหนุ่มรักพี่น้องร่วมสาบานมากเพียงไหน จะเป็นเช่นไรหากมันรู้ว่าตนกำลังจะจับตัวน้องร่วมสาบานของมัน

             

            เห็นความลังเลฉายชัดบนใบหน้าเจียวมิ่ง ฮุ่ยจวินก็ทราบดีว่าสตรีนางนี้เป็นผู้มีเหตุผลไม่มุทะลุหรือตัดสินความเป็นจริงผ่านเรื่องที่เห็นตรงหน้าแต่มันไม่รู้ว่าธรรมบาลปัญญาจะเป็นคนเช่นนี้เหมือนกันหรือไม่ เช่นนั้นไม่ว่าอย่างไรมันก็ต้องหนีมันจะมาจบสิ้นเพราะเรื่องที่ไม่ได้ก่อไม่ได้!

             

            ฮุ่ยจวินผนึกลมปราณเจ็ดดารา ก่อนรวมรั้งพลังทั้งหมดมาที่หมัดของตนดาราไร้เงาถูกชกออก เวิ้งแห่งสุญญากาศทอดยาว ทำลายค่ายกลพลังปาฏิหาริย์ที่ล้อมอยู่จนแตกดับเจียวมิ่งผนึกพลังค่ายกลขึ้นมาก็เพียงทำได้แค่ป้องกัน คนจากวิหารปัญญานับสามสิบล้มเสียหลักพลาดท่าเจียวมิ่งถอยกรูดไปไกล ส่วนฮุ่ยจวินได้ทุ่มสุดพลังใช้ออกด้วยท่าเท้าเหยียบม่านเมฆาร่างวูบไหวขึ้นลงไม่กี่คราก็เลือนหายไปจากดินแดนอันหนาวเหน็บและไร้ชีวิตแห่งนี้แล้ว

             

            “ตามมันไป!”

            เสียงคนจากวิหารปัญญาดังก้อง ทว่าเจียวมิ่งกลับออกปากห้าม

             

            “ไม่ต้องตาม ด้วยระดับพลังฝีมือของพวกเรายังมิอาจหยุดมันได้…ช่วยกันค้นหาผู้รอดชีวิตก่อน"

             

            พอสั่งการเสร็จ เจียวมิ่งก็ได้แต่ยืนทอดสายตามองบรรยากาศอันเวิ้งว้างด้วยความครุ่นคิดก่อนจะออกตามหาผู้ที่อาจรอดชีวิตร่วมกับทุกคน แต่สุดท้ายแล้วแดนเหมันต์ศักดิ์สิทธิ์ก็ไม่พบร่องรอยของผู้รอดชีวิตแม้แต่คนเดียว

            .

            .

            .

            ข่าวคราวของแพทย์ไร้นามที่สังหารล้างแดนเหมันต์ศักดิ์สิทธิ์แพร่สะพัดทั่วแผ่นดินใหญ่ผู้คนจากแดนตะวันตกล้วนมิอาจเชื่อเรื่องที่เกิด แต่พอมาประติดประต่อเรื่องราวบางประการว่าครั้งหนึ่งแดนเหมันต์ศักดิ์สิทธิ์เคยนำคนมาเล่นงานมันเมื่อตอนอยู่พรรคภูษิตฟ้า หรือนั่นจะเป็นชนวนแห่งความแค้นจนเกิดการสังหารล้าง

             

            ผู้คนที่ไม่ได้เห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ณลานศิลาหน้าพรรคภูษิตฟ้าล้วนมีความคิดเช่นนั้น แต่ผู้ที่มีโอกาสได้ไปเห็นก็พยายามส่งต่อเรื่องราวถึงความไม่น่าจะเป็นข้อมูลจากฝั่งแดนตะวันตกจึงดูค่อนข้างสับสนว่านี่เป็นเรื่องจริงหรือเท็จ ทว่าคนจากนิกายเทวะวจนะโดยเฉพาะวิหารปัญญาได้เคลื่อนไหวอย่างเป็นจริงเป็นจังแล้ว แม้แต่ธรรมบาลปัญญาที่แทบจะละความสนใจจากทางโลกมันก็ต้องลงมาเกี่ยวข้องด้วยตัวของมันเอง

             

            ธรรมบาลปัญญาถึงกับออกโรง!

             

            สิ่งใดที่เกี่ยวข้องกับแพทย์ไร้นามล้วนถูกหมายหัว!

             

            .

            .

            .

             

            ที่พรรคเอกยาจก ปู้ชิงเถาแสดงสีหน้ามั่นใจว่าเรื่องที่กำลังเกิดขึ้นนี้ไม่มีทางเป็นจริงแน่แต่ขณะที่มันจะแสดงท่าทีใด ขณะที่มันจะหาทางช่วยน้องร่วมสาบานของตน กระดาษสีชาที่มีรอยคล้ายฉีกแบ่งก็ถูกส่งมามันรับกระดาษแผ่นนั้นและคลี่ออกอ่านจากนั้นก็นิ่งเงียบไป

             

            กระดาษสีชาที่มีรอยหยักคล้ายฉีกขาดไม่เพียงแต่ถูกส่งไปยังพรรคเอกยาจกแต่มันยังไปปรากฏที่สำนักกระบี่ไร้เงา วังหลวงแคว้นเว่ย รวมถึงพรรคภูษิตฟ้าและพรรคภูษาทมิฬด้วยเส้าเทียนที่ได้อ่านกระดาษแผ่นนั้นก็เงียบไปเช่นเดียวกับปู้ชิงเถา ด้านเฉียวฟางหวินประมุขพรรคภูษาทมิฬลูกศิษย์ของฮุ่ยจวินก็ทำลายกระดาษแผ่นนั้นโดยพลัน มันกำหมัดแน่น ส่วนผู้อาวุโสที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลสำนักกระบี่ไร้เงาและผู้อาวุโสที่ดูแลพรรคภูษิตฟ้าก็เช่นเดียวกัน ทั้งหมดล้วนนิ่งเงียบหลังจากนั้นก็ทำลายกระดาษสีชาในมือทิ้งอย่างไม่เหลือเศษซากในทันที

            .

            .

            .

            แพทย์ไร้นามเกิดเรื่องราว ตัวตนที่เป็นปฏิปักษ์มีปัญหาสามพรรคใหญ่แดนตะวันตกไร้หัว แถมยังตกเป็นเป้าหมายของวิหารปัญญา ตอนนี้ความระส่ำล้วนบังเกิดและนับเป็นช่องว่างให้วิหารยุทธ์ได้ฉกฉวยอีกครั้ง

             

            เสมอมาการกระทำสิ่งใดของวิหารยุทธ์ล้วนถูกจับตาและขัดคอจากวิหารปัญญาตอนที่คนจากวิหารยุทธ์ลอบปกครองคนอื่นเพื่อใช้เป็นเครื่องมือกดขี่กอบโกยผลประโยชน์ส่วนตัวอีกทอดหนึ่งในแดนตะวันตกเมื่อตอนอดีตก็เป็นไปอย่างลับๆพอพวกมันถูกพรรคพวกของแพทย์ไร้นามตัดหน้าควบคุม พวกมันเองที่มิอาจเปิดเผยอะไรได้มากจึงจำใจต้องยอมสูญเสียในมูลค่าที่เคยได้นี้ทว่าเมื่อแพทย์ไร้นามมีปัญหาใหญ่กับวิหารปัญญา เช่นนั้นมีหรือที่วิหารปัญญาจะให้การเหลือบแลหรือช่วยเหลือพรรคที่อยู่ภายใต้อาณัติของมันอีกนี่จึงนับเป็นโอกาสให้วิหารยุทธ์ได้ควบคุมแดนตะวันตกอีกครั้ง

             

            บุรุษตาเดียวเอี้ยงเซี่ย ผู้เคยกระทำการผิดพลาดในอดีตจนเสียแดนตะวันตกไปวันนี้แม้ร่างกายเต็มไปด้วยบาดแผลอันสาหัสฉกรรจ์ แต่มันก็ยังผุดยิ้มออกมาได้

            “วาสนาคนเรามิอาจมองข้ามจริงๆ ใครจะคิดว่าเรื่องนั้นกลับส่งเสริมข้าราวฟ้าประทานเช่นนี้"

             

            ผลงานใหญ่ที่บึงลี้ลับพึ่งถูกส่งเสริม ผลงานอีกชิ้นก็ใกล้จะย้อนคืนหามันแล้วหากมันไม่บาดเจ็บเจียนตาย มันคงจะกระโดดลงจากเตียงแล้วรีบเร่งเดินทางไปยังแดนตะวันตกเพื่อร่วมกับคนวิหารยุทธ์ที่ตนและหัวหน้าใหญ่ส่งไปแน่นอน

             

            วิหารยุทธ์ได้หวนคืนเป้าหมายสู่แดนตะวันตกอีกครั้ง!

             

            และนั่นย่อมแสดงว่าภารกิจที่บึงลี้ลับจบสิ้น!

             

            .

            .

            .

             

            ใต้แสงยามสนธยา ผืนนภาแดงสดงดงามราวสวรรค์เปิดนับเป็นฤกษ์ดีให้ผู้คนได้สืบสานเจตนารมณ์ เมื่อไร้สิ่งขัดแย้งจับตา เมื่อผู้จับตาเป็นฝ่ายออกไล่ล่าถึงคราวที่ผู้เคยถูกจับตาจะอาละวาดทวงคืนสิ่งที่เคยเป็นของตนเสียที วิหารปัญญาไม่มีเวลายุ่งเกี่ยววิหารปัญญาไม่มีเวลาทัดทานการกระทำของผู้ใด วิหารปัญญาย่อมเอนเอียงไม่ให้การช่วยเหลือผู้ที่อยู่ใต้อาณัติของคนร้ายจึงถึงคราวเหมาะสมที่จะลงมือ

             

            วิหารยุทธ์ต่างมุ่งไปยังพรรคเอกยาจก สำนักกระบี่ไร้เงาพรรคภูษิตฟ้า พรรคภูษาทมิฬ และแม้แต่วังหลวงแคว้นเว่ย ตัวตนที่ไม่อ่อนด้อยแห่งวิหารยุทธ์ก็ล้วนไปเยือนแล้ว

             

            ยอมสยบจึงจะรอด นี่คือข้อเสนอที่วิหารยุทธ์เปิดโอกาสไว้!