"กำมือจับไว้ให้แน่น" ซึฮากิช่วยโซจัดท่าทางในการถือปืนเวทมนตร์ที่ใช้เวทประทับกระสุนมานาไว้ไม่ว่าจะเป็นใครก็สามารถใช้งานมันได้เช่นกัน กระสุนมานาที่เล็งยิงออกไปไม่เฉียดเป้าตรงหน้าด้วยซ้ำอย่างกับมันดีดกระเด้งไปเอง
"โถ่เว้ย ! นิดเดียวเอง"
เซนมองอยู่ด้านหลังพลางคิดในใจว่ามันใกล้โดนตรงไหน
"มา ๆ เดี๋ยวฉันขอลองมั่ง" คานะหยิบปืนอีกกระบอกก้าวออกไปยืนอยู่ตรงหน้าเป้าที่ห่างออกไปกว่าหนึ่งร้อยเมตรแม้สายตาของพวกฮาร์พีจะไม่ได้สนใจนักแต่เมื่อกระสุนมานาพุ่งตรงออกไปทะลวงเป้าไม้สร้างความประหลาดใจให้กับพวกเธอเป็นอย่างมาก
"สมกับเป็นเธอจริง ๆ คานะ" สเตล่าโผเข้ากอดจากด้านหลังแสดงความดีใจขณะที่เซนปรบมือมองดูพวกเธอกอดกันกลม
"ดูเหมือนเธอจะมีความสามารถด้านนี้จริง ๆ ไหนจะธนูที่ยิงได้แม่นยำเหมือนกับใช้คอมพิวเตอร์แล้วมาตอนนี้เธอก็ยังใช้ปืนเวทได้อีก" ซึฮากิเอ่ยปากชมทั้งทีเล่นเอาพวกเธอยิ้มไม่หุบเลย
"แหม่ ชมกันเกินไปแล้วแต่ฉันยังต้องฝึกเพิ่มอีกหน่อย"
พวกเธอคุยเล่นกันสนุกสนานจนลืมพวกฮาร์พีไปเลย
"จนกว่าพวกเธอจะยิงเข้าเป้าสิบเมตรก็อย่าหวังจะได้พักเลย" ซึฮากิยิ้มชั่วร้ายอยู่ในใจยืนคุมการฝึกซ้อมของพวกฮาร์พีไม่มีท่าทีจะพักเลยสักนิด กระสุนมานาที่ยิงเฉี่ยวไปมาค่อย ๆ มั่นคงและเล็งได้ดั่งใจมากขึ้นมาพร้อม ๆ กับใบหน้ายิ้มแย้มที่แสดงให้เห็นถึงความปลื้มปิติที่ตนเองสามารถทำได้
"ดีมากต่อไปเป้ายี่สิบเมตร"
"หา !" พวกเธออุทานดังลั่นจากใบหน้าที่กำลังยิ้มแย้มกลับกลายเป็นเหี่ยวเฉาแทน
การฝึกของพวกเธอยังคงดำเนินต่อไปขณะที่พวกเซนนั่ง ๆ นอน ๆ ไม่ต้องทำอะไร ยิ่งกับเซนและคานะที่มักจะออกกำลังทำโน่นนี่ตลอดก็ยิ่งแล้วใหญ่ หน้าตาของพวกเขาอย่างกับต้นไม้ที่เหี่ยวแห้งนั่งเฉาอยู่กับที่
"ไหน ๆ มันก็ว่างแล้วเราไปสำรวจดันเจี้ยนดีกว่าไหม?" สเตล่าที่ทนเห็นสภาพใกล้ตายของพวกเขาสองคนไม่ไหวก็ชิงพูดก่อนใคร
"สำรวจ..."
"ดันเจี้ยน" คานะและเซนทำตาเป็นประกายเหมือนลูกแมวไม่มีผิด
"ได้ใช่ไหมกิ?" สเตล่าเป็นตัวแทนไปขออนุญาตการลงดันเจี้ยนแทนคนอื่น ๆ
"ตามใจเลย ยังไงพวกเธอก็เอาตัวรอดเองได้อยู่แล้วแต่เข้าไปสำรวจนะไม่ใช่เข้าไปกวาดล้าง"
"รับทราบ ยะเยสเซอร์หัวหน้า" สเตล่าก็ลองพูดแบบเซนบ้างแม้จะเขิน ๆ อยู่เล็กน้อย
หลังจากที่ฝึกฝนพวกฮาร์พีใช้ปืนเวทมนตร์จนคล่องพวกเขาก็ดำเนินการสร้างปืนเพิ่มอีกหลายร้อยกระบอกเพื่อส่งไปยังส่วนต่าง ๆ ของอาณาเขตแม้จะใช้เวลาหลายวันแต่ก็ทำสำเร็จจนได้
9 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2576
"เหลืออีกสองที่ก็คืออาณาเขตภูตจิ๋วกับมนุษย์หมาป่าหรือเราจะแยกกันไปดีล่ะ?"
"ฉันยังไงก็ได้" สเตล่าตอบกลับทันที
"พวกเราก็อยากแยกกันไปอยู่หรอกจะได้เสร็จไว ๆ แต่เราก็ไม่รู้ว่าต้องทำยังไงน่ะสิ" เซนชักสีหน้าสงสัยนึกย้อนไปถึงการแก้ปัญหาของซึฮากิที่ตนเองไม่อาจนึกได้
"ไม่ต้องหวงฉันเชื่อว่าพวกนายจะจัดการได้ แล้วก็มังกี้คุณมากับผมนะ"
"แต่ว่าเราต้องไปทางไหนต่อล่ะ? ในเมื่อนายเป็นคนนำทางเรามาตลอด" คานะพูดขัดเสียก่อนที่ซึฮากิจะเดินออกไป
"อืม...จริงสิ พวกเรามีเครื่องบินนี่แถมมันน่าจะมีที่นั่งสำหรับพวกเธอสามคนพอดีไม่สิมันน่าจะขนสัมภาระไปได้อีก" ซึฮากิวาดแผนที่ให้แต่กลับวาดลงพื้นดินที่พกไปด้วยไม่ได้
"ฝากด้วยนะพวกนาย" ซึฮากิส่งยิ้มอันเฉยชาให้แทนที่จะรู้สึกดีใจแต่กลับรู้สึกหมั่นไส้แทน
"เฮ้ย !" แม้เซนจะตะโกนไปแต่ทั้งซึฮากิและมังกี้ก็หายไปจากสายตาเสียแล้วทิ้งพวกเธอสามคนไว้ให้คลำทางจากแผนที่ของซึฮากิเอง
หลังจากนั่งครุ่นคิดมาสักพักจนต้องลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่าง สเตล่าตรงไปที่เครื่องบินจ้องมองดูกลไกที่ซึฮากิทำไว้โดยไม่รู้เรื่องอะไรเลยเพราะก่อนหน้านี้เธอหมดสติไประหว่างที่นั่งมัน
"พวกเธอน่าจะรู้จักมันถ้าอย่างนั้นช่วยสอนฉันด้วยแล้วกัน" สเตล่าเข้าไปในนั่งที่นั่งคนขับโดยมีเซนและคานะนั่งด้านหลังชะเง้อคอมองและสอนเธอ
"ก่อนอื่นก็ใช้ปุ่มซ้ายสุดก่อน" เมื่อสเตล่าปล่อยมานาลงไปเครื่องบินก็เริ่มเลื่อนไปข้างหน้า
"ความเร็วเหมือนจะได้ที่แล้วใช้ปุ่มถัดมาเลย"
เครื่องบินค่อย ๆ ยกหัวขึ้นร่อนไปบนท้องนภาโดยที่คนด้านในยังร้องโวยวายลุ้นตัวเกร็ง
"ดันเจ้าแท่งนั้นลงหน่อยสเตล่า เดี๋ยวเราก็ได้ตีลังกากันพอดี"
"เออน่า ! ฉันกำลังพยายามอยู่"
แม้จะมีเรื่องวุ่นวายแต่พวกเธอก็สามารถขึ้นบินและมุ่งตรงไปยังอาณาเขตมนุษย์หมาป่า
หลังจากใช้เวลาบินกว่าสามชั่วโมงจนพวกเขาผ่านเข้ามายังอาณาเขตมนุษย์หมาป่า
"ถ้าตามแผนที่ที่ซึฮากิให้ไว้ก็น่าจะแถว ๆ นี้นะ มีพวกทุ่งข้าวกว้างใหญ่แล้วก็พวกไร่สวนด้วย"
"ถ้าเธอแน่ใจก็เอาเครื่องลงเลย" เซนชะโงกหัวออกไปดูจากระดับความสูงไม่กี่ร้อยเมตรถ้าเทียบกับตอนที่ซึฮากิบินขึ้นไปเป็นคนละเรื่องเลย
"เธอต้องบอกฉันสิว่าเอาเครื่องลงยังไง?" เธอสองคนมองหน้ากันครู่หนึ่งต่างคนต่างเงียบ
"เฮ้ ! ขวดมานาสำรองหมดแล้วนะเมื่อไหร่จะลงพื้นสักที" เซนที่กำลังค้นของในช่องเก็บของหันกลับมามองหน้าพวกเธอก็มีความรู้สึกเสียวสันหลังเย็นวาบตามมาทันที
"ฉันไม่รู้วิธีลงพื้นน่ะสิ" ขณะที่พวกเธอกำลังมองหน้าปรึกษาก็มีบางอย่างพุ่งกระแทกตัวเครื่องจนเซไปมา
"เวรแล้ว ! ทำยังไงดีล่ะทีนี้"
"อะเอ่อ เคยเห็นในหนังเขาต้องเอาล้อลงก่อน" เซนตะโกนลั่นพลางกวาดสายตาไปรอบ ๆ
"แค่นั้นเหรอ ถ้าอย่างนั้นจะเอาลงแล้วนะ" สเตล่ากดคันโยกลงต่ำทำให้เครื่องบินทิ้งหัวลงพื้น
ภาพของพื้นดินกำลังเข้ามาใกล้ด้วยความรวดเร็วรู้สึกเหมือนกำลังถูกดูดลงไปท่ามกลางเสียงกรีดร้องทั้งสเตล่า เซนและคานะช่วยกันดึงคันโยกขึ้นอีกครั้งถ้าช้ากว่านี้อีกสักวินาทีเดียวก็มีหวังได้โม่งโลกไปแล้ว
หลังจากที่เครื่องบินตั้งตรงและหยุดใช้หินส่งแรงมันก็ค่อย ๆ ร่วงลงพื้นจากหนึ่งเมตรค่อย ๆ หย่อนล้อลงติดพื้นแม้จะกระแทกไปบ้างแต่ก็ลงจอดได้สำเร็จ
"เฮ้อ ! พวกเรารอดแล้ว" เซนถอนหายใจเสียงดังนอนแอ้งแม้งอยู่อย่างนั้น
"ก็ดีใจอยู่หรอกที่ลงจอดได้แต่เราอยู่ที่ไหนแล้วเนี่ย?" คานะโดดลงเครื่องบินบิดตัวยืดเส้นยืดสายเต็มที่
"หยุด ! พวกเจ้าเป็นคนจากที่ไหน อาณาจักรเซียเหรอ? หรือเป็นอาณาจักรนอด" พอรู้สึกตัวอีกทีพวกเขาก็ถูกล้อมไปโดยมนุษย์หมาป่านับสิบที่เตรียมเวทโจมตีพร้อมยิงออกมาทุกเมื่อ
"เลเวลมากสุดก็แค่สี่" สเตล่ากระซิบกับคานะจากท่าทางหวาดระแวงเธอก็ค่อย ๆ ผ่อนคลายลง
"พวกเราเป็นตัวแทนจากเอลโฟเรียจะมาช่วยเหลือปัญหาแมลง"
"อย่ามาโกหก ! ตัวแทนจากเอลโฟเรียต้องหน้าหยิ่ง ๆ น่าหมั่นไส้แล้วก็พูดจาเหน็บแนมด้วย"
หมายถึงซึฮากิหรือเปล่านะ "พวกเราเป็นตัวแทนจากเอลโฟเรียจริง ๆ ถ้าคนที่พูดถึงเขาไปที่อาณาเขตภูตจิ๋วก็เลยให้เรามาแทน"
"วางอาวุธแล้วนอนลงไป" คานะและสเตล่ายอมทำตามแต่โดยดีเพราะไม่อยากให้เรื่องมันบานปลาย หลังจากนั้นพวกเขาก็เอาเชือกมามัดแขนต่อกันก่อนจะลากเซนที่กำลังนอนพักออกมาด้วย
"เฮ้ ! พวกนายมีอะไรหรือเปล่า?" เซนสบตากับคานะโดยที่เธอส่งสัญญาณให้ยอมทำตามถ้าไม่ทำเช่นนั้นที่นี่มีหวังเละเทะแน่ ๆ
พวกเธอถูกพาตัวไปยังตัวเมืองที่มีประชากรส่วนใหญ่เป็นมนุษย์หมาป่า รอบนอกจะมีส่วนของไร่นาส่วนในเมืองจะมีการค้าขายงานการที่หลากหลายจนน่าแปลกใจ
"นั่นผู้บุกรุกใช่ไหม? พวกที่บินข้ามเมืองไปเมื่อกี้"
เสียงซุบซิบจากชาวเมืองที่กำลังค้าขายมองพวกเขาเป็นอาชญากรไปเสียแล้วอีกทั้งยังถูกจับมัดเช่นนี้ด้วย
"แล้ว...พวกเขาว่ายังไงบ้าง?" สเตล่ากระซิบถามคานะ
เธอยื่นหน้ากระซิบเบา ๆ กลับ "พวกเขาคิดว่าเราเป็นสายจากอาณาจักรเซีย แต่ถ้าเจ้าราชาอะไรนั้นเห็นพวกเราก็คงจะจำได้แหละ"
"ทำความเคารพท่านคิคิ" ทหารเหล่านั้นนั่งคุกเข่าอยู่หน้าบ้านหลังโตที่ไม่ได้หรูหราอะไรมากนัก
"จับพวกมันมาได้แล้วสินะ ไหน ๆ ขอดูหน้าสักหน่อยสิ" แววตาอันคมเข้มที่ได้สบตากับพวกเธอค่อย ๆ อ่อนโยนลงพร้อมกับท่าทางที่ดูเป็นมิตร
"พวกเธอคือมือขวาของซึฮากิ...ใช่ไหม?"
"จะเรียกว่ามือขวาก็ไม่เชิง พวกเราเป็นเพื่อนของเขาแล้วก็เป็นเหมือนผู้ช่วยอะไรประมาณนั้น"
"อืม ๆ ถ้าอย่างนั้นตอนที่ทำสงครามกับพวกสำนักมนตร์ดำ ใครเป็นคนเผชิญหน้ากับผู้บริหารโยน"
คานะจ้องมองแววตาของคิคิที่แฝงไปด้วยความหวาดระแวง "ทหารราบหน่วยของดูลุค"
"แล้วใครเป็นคนแฝงตัวเข้าไปในฐานทัพของสำนักมนตร์ดำ?"
"ซึฮากิและสเตล่า"
"ข้อสุดท้าย ใครเป็นคนบัญชาการกองทัพฝั่งพันธมิตร?"
"ซึฮากิ" คานะโต้ตอบอย่างรวดเร็วเพราะรู้คำตอบอยู่แล้วทำให้คิคิผ่อนคลายลงก่อนจะสั่งให้ทหารแก้มัดให้
"ต้องขอโทษด้วยแล้วกันที่ต้องตรวจสอบหลายอย่าง พอดีว่าช่วงนี้มันมีอะไรแปลก ๆ เกิดขึ้นบ่อย"
"ฉันก็พอจะเข้าใจ ถ้าไม่ว่าอะไรช่วยรวบรวมเอกสารหรือรายงานของแมลงพวกนั้นให้จะได้ไหม?" คำพูดที่ดูเป็นกันเองของคานะทำให้ทหารรอบข้างรู้สึกหงุดหงิดและหมั่นไส้ในเวลาเดียวกัน
สเตล่าก้าวเท้าขึ้นมากระซิบข้างหูคานะพลางมองไปรอบ ๆ "พวกเขารู้แล้วใช่ไหมว่าเราเป็นใคร"
"ใช่ ๆ ฉันกำลังให้พวกเขาเอารายงานมาให้ ถ้าเป็นไปได้สวยก็คงจะไม่ต้องไปวิ่งตามทุ่งเอง"
"นี่ครับท่านคิคิ" หลังจากได้เอกสารมาเขาก็ส่งให้กับคานะทันที
เมื่อเธอเปิดอ่านไปได้สักพักก็ยืนนิ่งไปครู่หนึ่ง "ลืมไปเลยว่าฉันอ่านภาษาอื่นไม่ออก เธออ่านได้ไหมสเตล่า?"
แม้แต่สเตล่าก็ไม่สามารถอ่านภาษาของพวกเขาได้ครบยากที่จะเข้าใจได้อย่างทองแท้
"ไหน ๆ ฉันขอดูมั่ง" เซนคว้าเอาเอกสารไปเปิดผ่าน ๆ ดูและส่งคืนแทบจะทันที
"เอ่อ ทำไมไม่ให้พวกเขาอ่านให้ฟังล่ะ? ยังไงเธอก็ฟังจากปากได้อยู่แล้วนี่"
"พูดอีกก็ถูก ถ้าฉันอยู่กับเซนสองคนคงนั่งคิดกันปวดหัวแน่หรือเพราะนายแพร่เชื้อสมองกลวงมาให้กันแน่เซน" คานะหันกลับไปตะคอกใส่เซน
"คิดไปเองน่า พวกเราอยู่กับกิมากไปก็เลยดูเหมือนคนสมองกลวงน่ะสิ ต่อให้เอาคนฉลาด ๆ มาอยู่กับกิพวกเขาก็ไม่ต่างกับเราหรอก" เซนเถียงกลับทันทีด้วยใบหน้าที่ยิ้มมั่นใจเต็มร้อย
หลังจากที่ได้รับรู้สถานการณ์ของอาณาเขตมนุษย์หมาป่าพวกเธอก็ลงพื้นที่ไปดูแมลงพวกนั้น ผืนนาที่ทอดยาวออกไปหลายร้อยไร่ถูกปกคลุมไปด้วยฝูงตั๊กแตนสีแดงและจู่ ๆ มันก็มุ่งตรงมาหาพวกเธอทำเอาทหารของคิคิสั่นกลัวเกือบลั่นระเบิดเพลิงออกไปแล้วถ้าเซนไม่ห้ามไว้
"ใจเย็นน่าพวกมันไม่ได้มีความสามารถสูงขนาดนั้นแต่ค่อนข้างน่ารำคาญมากกว่า" คานะสร้างวงล้อมคลื่นน้ำครอบคลุมพวกเขาไว้ทำให้ตั๊กแตนศิลาแดงผ่านเข้ามาไม่ได้
ขณะที่คานะกำลังจ้องมองจู่ ๆ เธอก็กระชากมันเข้ามากำมือหนึ่ง "เซนลองเผามันสักหน่อยสิ"
"จัดไป !"
พวกเขากำลังทำอะไรกันแน่? สเตล่าที่เฝ้ามองอยู่ข้าง ๆ ยังสงสัยในการกระทำแปลก ๆ เช่นนั้นไม่ต่างอะไรกับทหารของคิคิ
"ดูเหมือนมันจะกรอบได้ที่แล้วนะ" ทันใดนั้นเซนและคานะก็กัดตั๊กแตนกรอบ ๆ เสียงดังฟังชัดต่อหน้าต่อตาสเตล่า
"พะพวกเธอทำอะไรเนี่ย !"
"อะไรเหรอก็กินตั๊กแตนยังไงล่ะ" สีหน้าที่ดูไม่รู้ร้อนของเธอยิ่งทำให้สเตล่าประหลาดใจ
"พวกเธอนี่มัน ! เฮ้อ...จะอะไรฉันก็คงไม่ตกใจแล้วล่ะตอนนี้"
"ทำไมเล่านี่ขนาดไม่ได้ใช้ซอสปรุงยังอร่อยขนาดนี้ ถ้าเราเอาใบเตยสมุนไพรอะไรพวกนั้นมาช่วยดับกลิ่นใช้ซอสเพิ่มรสชาติหรือเอาไปทำอาหารอย่างอื่นเพิ่มก็ยิ่งน่ากินเข้าไปใหญ่"
"อย่าบอกนะว่าพวกเธอจะแก้ปัญหานี้ด้วยการกินมัน" สเตล่ามองด้วยแววตาเลื่อนลอยไม่ได้คาดหวังอะไรกับหนุ่มสาวตรงหน้าแล้ว
"ถูกต้อง ตอนแรกที่ฟังจากรายงานก็ยังไม่แน่ใจเหมือนกันก็เลยต้องมาดูด้วยตัวเอง และก็ไม่ต้องกลัวว่ามันจะมีพิษเพราะดูจากสัตว์นักล่าของพวกมันมีแต่ตัวที่เรากินไปแล้วทั้งนั้นเลย แสดงว่าเราก็ต้องกินเจ้านี้ได้เหมือนกันและมันก็ถูกอย่างที่ฉันคิด"
"เชื่อเขาเลยแต่มันไม่ได้มีแค่นี้น่ะสิ ดูจากสภาพแล้วคงมีไม่ต่ำกว่าล้านตัวแน่ ๆ"
เซนส่งยิ้มให้สเตล่าราวกับมันเป็นเรื่องน่ายินดี "นั่นถือเป็นข่าวดีนะเนี่ย ไหน ๆ แล้วพวกเธอก็ลองกินสิ"
"เฮ้อ ! ก็ได้ ๆ" เธอถอนหายใจเสียงดังท่าทางหงุดหงิดแต่เมื่อลองกลั้นใจกินตั๊กแตนทอดกรอบเข้าไปสีหน้าของเธอก็เปลี่ยนไปทันที
"ความรู้สึกแบบนี้มันไม่เหมือนกับอาหารที่เคยกินเลย มันเหมือนกับ...ฉันบอกไม่ถูก"
"ใช่ไหมล่ะ ของดีสุด ๆ ไปเลยล่ะเจ้าพวกนี้น่ะ"
หลังจากนั้นคานะก็จับมันเอามาเผาเพิ่มและส่งให้กับทหารของคิคิได้ลอง
"อืม ! รสสัมผัสแบบนี้มันอะไรกัน"
พวกเธอกลับไปยังเมืองเพื่อเตรียมอุปกรณ์มาจับให้ได้มากที่สุดและเมื่อได้ตั๊กแตนมากกว่ายี่สิบกิโลกรัมก็เริ่มทำอาหารทันที
"พวกเธอจะกินจริง ๆ เหรอ?" คำถามที่คุ้นเคยออกจากปากของคิคิส่งสายตาสะอิดสะเอียนมองพวกคานะที่กำลังตั้งกระทะใช้ตั๊กแตนทำอาหารดูสนุกสนานกว่าใคร
"ลองดูสิ เราใส่สมุนไพรที่มีกลิ่นหอมคล้าย ๆ กับใบเตยลงไปด้วย ล้างให้สะอาดลวกให้สุกแล้วก็ทอดไปเลย" คานะจัดตั๊กแตนทอดลงจานแค่กลิ่นที่โชยออกมาก็หอมจนไม่นึกว่าจะเป็นแมลง
จมูกของเผ่ามนุษย์หมาป่าถือว่าดีเป็นอันดับต้น ๆ ของเผ่าพันธุ์ทรงภูมิปัญญา และกลิ่นแบบนี้ไม่มีทางหลอกเราได้แน่ "เพื่อเป็นการพิสูจน์ข้าต้องได้ชิมมันก่อน"
"เชิญเลยครับคุณมนุษย์หมาป่า" เซนส่งยิ้มเชิญชวนยื่นจานให้
แมลงแบบนี้เนี่ยนะจะอร่อยแต่กลิ่นหอมแบบนั้นมันก็... วินาทีได้ลิ้มรสชาติรสสัมผัสที่แค่หลับตากินก็ไม่มีทางเดาได้ว่าเป็นแมลงโสโครกที่ใคร ๆ ต่างก็ไล่หนี
ความกรอบที่เกิดจากการทอดอย่างพอดีแทบจะไม่มีกลิ่นไหม้รวมกับกลิ่นของใบเตยและสมุนไพรทำให้มันเป็นกลิ่นที่เรียกน้ำลายได้ดีเหลือเกินแม้รสชาติจะมีแค่เค็ม ๆ กินเป็นขนมก็ได้หรือเอาไปปรุงเพิ่มใช้เป็นมื้อหลักก็ได้เช่นกัน
"เอาสิมาเริ่มแผนการกำจัดตั๊กแตนกันเลย" คิคิป้อนตั๊กแตนทอดให้กับภรรยาของเขาเล่นเอาทหารอิจฉาตาร้อนในความหวานของคู่สามีภรรยาคู่นี้เลย
"ก่อนอื่นก็ต้อง..."
11 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2576
"คิดว่าพวกสเตล่าจะไปถึงที่หมายหรือยัง...เจี๊ยก"
"คงถึงตั้งแต่เมื่อวานซืนแล้วแหละอย่างช้าก็เมื่อวาน"
พวกเขาสองคนเดินฝ่าป่าลึกเข้าไปในใจกลางของอาณาเขตภูตจิ๋ว ต้นไม้สูงใหญ่ตั้งเรียงกันเป็นระเบียบมากกว่าจะเกิดตามธรรมชาติ
"ดูเหมือนจะมีสัตว์อสูรอยู่ทางตะวันออก คุณมังกี้ขึ้นหลังผมมาก่อนเราจะเร่งฝีเท้าสักหน่อย"
"ถ้าไม่ว่าอะไรข้าก็ไม่เกรงใจแล้วนะ...เจี๊ยก"
ซึฮากิแบกมังกี้กระโดดขึ้นไปบนกิ่งไม้ไต่ไปมายิ่งกว่าลิง เขากระโดดขึ้นสูงเหนือต้นไม้พวกนั้นเพื่อมองหาเส้นทางและใช้เวทบินเพื่อย่นระยะไปพร้อม ๆ กับการกระโดด
จะใช้บินตลอดก็เปลืองมานาเปลี่ยนไปใช้วิธีการกระโดดสูงแล้วก็ร่อนลงจะดีกว่า ไม่นานเกินรอพวกเขาก็มาถึงผืนหญ้ากว้างใหญ่เป็นที่ราบที่เหมาะแก่การอยู่อาศัยเป็นอย่างยิ่ง
"ผู้บุกรุกโปรดยืนยันตัวตน !" เสียงเล็กแหลมดังอยู่ข้างหูเหมือนกับยุงที่บินตอม
"เมื่อกี้เหมือนข้าได้ยินเสียงอะไรสักอย่าง...เจี๊ยก"
"ฉันอยู่นี่ !"
"นั่นไงข้าได้ยินเสียงอีกแล้ว...เจี๊ยก" แม้เธอจะพยายามมองไปรอบ ๆ ก็หาที่มาของเสียงไม่เจอจนซึฮากิเป็นคนชี้ให้เห็นเอง
"พวกเจ้าตั้งใจใช่ไหม! ถึงพวกนายจะตัวใหญ่กว่าก็ไม่ได้หมายความว่าจะมารังแกพวกเราได้ พวกเจ้ามันก็มีดีแค่ตัวใหญ่เท่านั้นแหละ" ภูตตัวจิ๋วที่มีความสูงแค่สิบสองเซนติเมตรกำลังตะเบ็งเสียงดังแต่ในมุมของมังกี้ดันได้ยินเหมือนเสียงแมลงน่ารำคาญเสียมากกว่า
"พวกเรามาทำตามสัญญา ถึงราชินีภูตจะไม่อยู่แต่ตัวแทนของเธอก็น่าจะแจ้งไว้บ้างแล้ว" ซึฮากินั่งยอง ๆ เพื่อให้อยู่ในระดับเดียวกันกับภูตตัวนั้น
"พวกนายเป็นตัวแทนจากเอลโฟเรียสินะถ้าอย่างนั้นก็ตามมา" ปีกสีใสกระพือขึ้นดั่งผีเสื้อนำทางพวกเขาไปยังเมืองของเหล่าภูตจิ๋ว
เมื่อเหล่าภูตจิ๋วเห็นมนุษย์ตัวโตก็พากันหลบเข้าที่พักทำอย่างกับปีศาจร้ายมาเยือน
"อย่าไปใส่ใจเลยมันเป็นปกติของที่นี่ พวกเขาไม่ค่อยชอบเวลามีคนจากเผ่าอื่นมาแถมช่วงนี้ยังมีสัตว์อสูรมาป้วนเปี้ยนอีก"
"ซอลน่า ! พวกเขามาถึงแล้ว"
บ้านหลังเล็ก ๆ ที่ตั้งอยู่โดดเดี่ยวด้านหลังตัวเมืองเป็นที่พักของผู้ช่วยของชาร์ลอท ใบหน้าซีดเชียวที่เหมือนไม่ได้นอนเปิดประตูออกมาต้อนรับ
"ว่าไงมีอะไร?" เสียงอันหยาบกร้านแค่ฟังก็รู้ได้เลยว่าคอแห้งแค่ไหน
"พวกเขาที่บอกจะมาช่วยแก้ปัญหาสัตว์อสูรยังไงล่ะ"
ซอลน่าเงยหน้ามองชายหนุ่มกับมนุษย์วานรเหมือนจะคิดอะไรได้แต่ร่างกายก็ไม่ตอบสนองทำท่าจะหลับได้ทุกเมื่อ
"พาพวกเขาไปที่พัก ส่วนฉันขอไปนอนก่อนนะ"
ด้วยสภาพร่างกายเช่นนั้นซึฮากิก็ไม่อยากรบกวนเหมือนกันจึงต้องเลื่อนการเจรจาไปก่อน
"นี่เป็นที่พักสำหรับผู้มาเยือน ปกติไม่ค่อยมีใครมาหรอกเพราะเราอยู่ในป่าลึกแถมยังไม่มีอะไรให้ค้าขายด้วย" บ้านไม้ขนาดใหญ่พอให้มนุษย์ยักษ์มาพักได้แต่สภาพของมันดูโทรมโคลงเคลงไม่น่าไว้ใจสักเท่าไร
"มีสัตว์อสูรมุ่งมาทางนี้" จู่ ๆ ซึฮากิก็เอ่ยออกมาเช่นนั้นทำให้ภูตที่นำทางมาตกใจเป็นอย่างมากกวาดสายตาไปทั่ว
"ตะวันออกอีกประมาณหนึ่งกิโลเมตร เดี๋ยวฉันไปจัดการให้" เพียงแค่พริบตาเดียวเขาก็หายไปจากสายตาของพวกเธอทิ้งไว้เพียงร่างโคลนที่ดูไร้ชีวิตชีวา
สัตว์อสูรสี่ขาที่เน้นไปในด้านการบุกและทำลาย เขาจ้องมองจากบนต้นไม้สังเกตพฤติกรรมของสัตว์อสูรตัวนั้นที่มีรูปลักษณ์คล้ายคลึงกับช้างแอฟริกาแต่ใหญ่กว่านั้นสามเท่าเห็นจะได้
"ฝากด้วยแล้วกันแฟรงค์" เจ้าแฟรงค์รับคำสั่งบินลงไปโฉบผ่านหน้าของมันเพื่อล่อไปทางอื่น
ถ้าเป็นสัตว์อสูรประเภทนี้ก็จัดการได้ไม่ยาก ทันใดนั้นก็มีเสียงดังลั่นเหมือนมีภูเขาหล่นลงมาแต่เมื่อซึฮากิตามไปหาที่มาของเสียงก็ได้พบกับสัตว์อสูรตัวนั้นร่วงลงไปในหลุมขนาดใหญ่
เป็นไปตามแผน ถึงตอนแรกจะใช้วิธียั่วโมโหแต่มันดันโดนล่อด้วยกลิ่นเนื้อสดแทน ที่กรงเล็บของแฟรงค์มีชิ้นเนื้อสด ๆ เป็นตัวล่อมันให้หล่นลงหลุมแต่ไม่ใช่แค่นั้นหลังจากที่มันพยายามตะเกียกตะกายขึ้นมามันก็ถูกคมมีดวายุพุ่งแทงทั่วร่าง
สัตว์อสูรพวกนี้มักจะมีหนังที่หนาเป็นพิเศษแต่พวกมันก็ประมาทไม่ใช้เวทมนตร์ช่วยป้องกัน
รอยแผลเล็กน้อยที่มีค่อย ๆ ขยายใหญ่ขึ้นเกิดจากเวทมนตร์ของซึฮากิก่อนจะอัดกระแทกคลื่นลมเข้าไปสร้างความเสียหายภายในได้หนักหนาสาหัสจนมันไม่สามารถลุกขึ้นยืนได้อีก
การจัดการพวกที่ไม่มีสติปัญญามันง่ายเกินไปถ้าเทียบกับศึกที่ผ่าน ๆ ลำพังพวกเขาก็ไม่น่ามีปัญหาในการกำจัดแท้ ๆ แต่ทำไมกันนะ
"นายไปดูรอบ ๆ แล้วเชื่อมต่อดวงตามา" แฟรงค์บินขึ้นไปสูงกว่าห้าสิบเมตรคอยสอดส่องความปลอดภัยและมองหาสัตว์อสูรในบริเวณนี้
เส้นทางการเคลื่อนที่ของมันมาจากอาณาจักรนอดจริง ๆ ด้วย ถือว่าเป็นอีกหนึ่งหลักฐานที่จะยืนยันทฤษฎีนี้ แต่ก่อนอื่นก็ต้องหาวิธีช่วยพวกเขาในการกำจัดสัตว์อสูรอย่างน้อยก็หาเครื่องทุ่นแรงให้ได้
หลังจากที่วิเคราะห์สภาพโดยรอบซึฮากิก็ลงไปในหลุมมองดูสัตว์อสูรที่ยังมีลมหายใจ
ปกติสัตว์อสูรมักจะไม่รวมตัวกันต่อให้พวกอาณาจักรนอดส่งมันมาก็ส่งได้แค่ทีละตัว สาเหตุที่เป็นแบบนั้นเพราะพวกมันเป็นสัตว์ที่เกิดจากเวทมนตร์และส่วนใหญ่จะไม่มีสติปัญญาจึงไม่มีสิ่งที่เรียกว่าสังคม การอยู่ของพวกมันก็คือการต่อสู้แย่งชิงพื้นที่ล่าและตายไปหลังจากหมดอายุขัยหรือถูกฆ่า
"กรร !" แฟรงค์บินมาเกาะที่ไหล่แต่ด้วยลำตัวที่ใหญ่ขึ้นทำให้ซึฮากิต้องยกไหล่ให้มันเกาะง่าย ๆ
"ทำได้ดี" ซึฮากิยื่นเนื้อตากแห้งที่เก็บไว้ให้ทุกครั้งที่มันทำงานทำงานสำเร็จ
"กรร !" ท่าทางของมันเหมือนกำลังขอบคุณโดยการเอาหัวถู ๆ กับแก้มของซึฮากิอย่างกับแมวตัวน้อย
"ก่อนอื่นต้องไปดูชายแดนซะก่อน ถ้าจะสร้างกำแพงก็คงไม่เหมาะกับพวกภูตจิ๋ว กับดัก? อาวุธสำหรับต่อต้าน หรืออะไรที่เรียบง่ายกว่านั้นอย่างหุ่นไล่ เพราะพวกมันจะไม่ไปยุ่งกับเจ้าถิ่นที่แข็งแกร่งกว่าตัวเอง"
...
"ไอ้พวกโง่เอ๊ย ! แค่เด็กคนเดียวดันหาไม่เจอ"
เสียงของหญิงสาวตวาดลั่นที่มาพร้อมกับแรงกดดันราวกับมีเหล็กหนักร้อยกิโลกรัมกดทับไว้แทบจะนอนราบไปกับพื้น
"พวกเรากระจายกำลังกว่าสามกองร้อยออกไปตามหาแล้วครับ และเรากำลังเรียกตัวผู้เชี่ยวชาญด้านการแกะรอยมา" มีเพียงนายทหารคนหนึ่งที่ยังอยู่ได้ท่ามกลางแรงดันเหล่านั้น
"ดี ! แล้วก็อย่าให้อีกคนเสียหายด้วย"
"ครับท่าน"
หลังจากรับคำสั่งนายทหารทุกคนก็พากันออกไปจากห้องโถงเหลือเพียงหญิงสาวร่างกายกำยำเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อแน่น ๆ นั่งยกขาขึ้นมาข้างหนึ่งพลางนึกคิดถึงอะไรบางอย่าง
"เวลามันใกล้เข้ามาแล้ว..."