ความมืดมิดหนาทึบราวกับม่านหมึกปกคลุมทั่วทุกอณู แสงไฟที่ยังหลงเหลือจากการจลาจลสาดเงาสั่นไหวไปตามผนังตึกซอมซ่อ เศษกระจกแตกวาววับใต้แสงจันทร์เลือนราง อากาศชื้นและอับ ทำให้ทุกลมหายใจคล้ายถูกบีบรัด ฝุ่นละอองคละคลุ้งแน่นจนปอดเหมือนถูกกดทับ
แม้ชิดตะวันจะพันเสื้อเก่า ๆ ไว้รอบจมูกเพื่อป้องกัน แต่กลิ่นเขม่าควันและกลิ่นคาวเืก็ยังซึมเข้ามาได้โดยง่าย เธอพยุงร่างของแม่ที่อ่อนแรงไว้แนบอก ไอหนาวของต้นปีแทรกผ่านเสื้อผ้าขาดรุ่งริ่งจนต้องกัดฟันแน่น อดทนต่อความหนาวเหน็บและความอ่อนล้าใต้ฝ่าเท้า
ดวงจันทร์สาดแสงจางเหนือม่านหมอกฝุ่น เผยให้เห็นเงาต้นไม้ที่โยกไหวในสายลม ราวกับปีศาจเฝ้าทาง ถนนเบื้องหน้าถูกกลบด้วยซากปรักหักพัง พื้นเดินขรุขระ เต็มไปด้วยเศษเหล็กเศษปูนแตกกระจาย เสียงฝีเท้าเบา ๆ ของพวกเธอดังก้องในความเงียบงันของรัตติกาล ทุกย่างก้าวต้องระมัดระวังยิ่งกว่าลมหายใจ ไม่ใช่แค่ซอมบี้ที่ดุร้ายขึ้นเมื่อยามฟ้ามืด แต่เพราะ
มนุษย์นั้นอันตรายยิ่งกว่า
ลมหนาวโชยผ่าน นำพาเสียงครางต่ำของบางสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์มากระทบโสต ร่างสูงหยุดชะงัก หัวใจเต้นกระหน่ำราวกับจะทะลุออกจากอก ปลายฟ้าที่เดินนำหน้าเหลือบตามองรอบตัว เงาสลัวบางอย่างเคลื่อนไหวอยู่ในตรอกข้างทาง หญิงสาวกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก สูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อขับไล่ความกลัวที่เกาะกิน แล้วกระชับมือกุมดาบให้แน่นขึ้น ก่อนจะก้าวต่อไปในรัตติกาลอันไร้ความปรานี
ผู้เป็พี่สาวเคลื่อนไหวอย่างเงียบเชียบ มือข้างหนึ่งกำด้ามมีดแน่น พร้อมจ้วงแทงทุกเมื่อ สายตาคมกริบสอดส่องไปยังเส้นทางเบื้องหน้า ทุกซอกทุกมุมล้วนเป็ไปได้ว่าจะเป็บ่วงมรณะ เสียงลมหวีดหวิวผ่านตรอกแคบ พัดพาใบไม้แห้งให้ปลิวว่อน ก่อนกลืนหายไปกับฝุ่นละอองที่คลุ้งกลางอากาศ
คนตัวสูงััได้ถึงบางสิ่งที่ไม่อาจอธิบาย เสมือนทุกสรรพสิ่งรอบตัวกำลังกรีดร้องสะท้อนความสิ้นหวังของเธอ ความเหนื่อยล้าถาโถมเข้าใส่ร่างกายราวคลื่นคลั่ง
ทว่าการหยุดพักนั้นเท่ากับความตาย
หญิงสาวกระชับอ้อมแขนที่พยุงร่างแม่ให้แน่นขึ้น แม้สองขาจะสั่นเทา แม้ลมหายใจจะหนักหน่วง ทว่าเธอไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากก้าวเดินต่อไป ถึงแม้ว่าสถานที่ปลอดภัยอาจเป็เพียงแสงริบหรี่ตรงปลายทางไกล เธอก็จะพาผู้เป็แม่ไปให้ถึงให้ได้
“ระวัง...” ปลายฟ้ากระซิบเตือน น้ำเสียงแ่เบาแต่หนักแน่นจนชิดตะวันต้องหยุดชะงักในทันที ร่างกายของคนน้องแข็งทื่อ ราวกับถูกตรึงด้วยมือของความหวาดกลัวที่มองไม่เห็น
ร่างสูงเงยหน้าขึ้นช้า ๆ ดวงตาเบิกกว้าง เมื่อเห็นเงาขนาดใหญ่ของบางสิ่งเคลื่อนไหวอยู่เบื้องหน้า รูปร่างของมันบิดเบี้ยวไปมากับแสงสลัว ประหนึ่งฝันร้ายที่เล็ดลอดออกมาจากห้วงจินตนาการ เสียงคำรามต่ำลอดออกมาจากความมืด เสียงเย็นเฉียบเสียจนเืในกายแทบหยุดไหล มือเรียวเผลอกำดาบแน่นจนข้อนิ้วซีดเผือด ลมหายใจติดขัด ร่างกายบังคับให้หยุดนิ่งตามสัญชาตญาณ
อย่าขยับ ถ้ายังอยากรอด แต่ทว่าถ้ายืนนิ่งนานเกินไป...มันก็อาจจะเป็ลมหายใจสุดท้าย
“ซอมบี้...” คนน้องกระซิบเสียงแ่ กลัวว่าคำพูดของเธอจะปลุกบางสิ่งให้ตื่นจากเงามรณะ สายตาจับจ้องเงามืดเบื้องหน้าแน่นิ่ง ไม่แม้แต่จะกะพริบตา สิ่งนั้นขยับตัวเชื่องช้า ทว่ารูปร่างกลับบิดเบี้ยว ผิดแปลกเกินกว่าจะเรียกมนุษย์
พี่สาวเธอพยักหน้าเบา ๆ ดวงตาคมยังไม่ละจากเงามืดเบื้องหน้า ก่อนจะยกมือขึ้นชี้ไปยังโรงเรียนร้างใกล้ ๆ โดยไม่เอื้อนเอ่ยคำใด แต่มันชัดเจนว่าที่นั่น อาจเป็ที่กำบังเดียวของพวกเธอในตอนนี้
“เราต้องหาที่หลบก่อน” ปลายฟ้าเอ่ยเสียงหนักแน่น
โรงเรียนแห่งนี้ถูกปล่อยทิ้งร้างมานาน กระจกหน้าต่างแตกละเอียด เศษกระจกที่หลงเหลือสะท้อนแสงจันทร์ริบหรี่ เผยให้เห็นภายในอาคารไม้เก่าแก่มืดสนิท ราวกับปากอสูรร้ายที่อ้ากว้างรอขย้ำผู้มาเยือน
สายลมเย็นพัดผ่านประตูไม้ผุพัง ก่อเสียงเอี๊ยดอ๊าดชวนขนลุก เสมือนทั้งอาคารกำลังครวญครางด้วยความเ็ป พร้อมจะถล่มลงมาทุกเมื่อ พื้นห้องเรียนกระจัดกระจายไปด้วยเศษกระดานดำ หนังสือเรียนปกเปื่อยยุ่ย และโต๊ะเก้าอี้ที่ล้มระเนระนาด ล้วนถูกฝุ่นหนาทึบกลืนกิน ความว่างเปล่าขับเน้นบรรยากาศจนน่าหวาดหวั่น
สถานที่นี้อาจเป็หลุมหลบภัย...หรืออาจเป็กับดักมรณะ
ทั้งสามกึ่งวิ่งกึ่งเดินเข้าไปในอาคารร้างด้วยหัวใจเต้นรัว ฝุ่นเกาะหนาจนแทบจะจับตัวเป็ชั้นเสมือนใยแมงมุม ผนังที่ครั้งหนึ่งเคยสะท้อนเสียงหัวเราะของเด็กนักเรียน บัดนี้มีเพียงรอยขีดเขียนเลือนราง พวกเธอรีบซ่อนตัวหลังโต๊ะเรียนไม้เก่าขาโยกเยก เสียงขาเก้าอี้หักดังกรอบแกรบอยู่รอบตัว ทำให้ต้องกลั้นลมหายใจ พลางเงี่ยหูฟังเสียงความเคลื่อนไหวจากภายนอกด้วยความหวาดระแวง
ชิดตะวันหันไปสบตากับปลายฟ้า พี่สาวที่แม้ใบหน้าจะเคร่งเครียด ทว่าก็ยังพยายามฝืนยิ้มบางให้เธอ แม้รอยยิ้มนั้นจะสั่นไหว แต่กลับเปี่ยมด้วยความหมาย ราวกับกำลังบอกว่า ‘เราจะผ่านมันไปด้วยกัน’ เธอกระชับมือพี่สาวแน่น ความอุ่นของฝ่ามือที่สั่นระริก ช่วยให้รู้ว่าเธอไม่ได้เผชิญหน้ากับฝันร้ายนี้เพียงลำพัง
บรรยากาศมันเงียบเกินไป
โลกกำลังกลั้นหายใจก่อนพายุจะโหมกระหน่ำ จากนั้น...เสียงฝีเท้าก็ดังขึ้น ไม่ใช่เสียงฝีเท้าของมนุษย์ แต่เป็เสียงลากเท้าหนักอึ้ง ลากผ่านพื้นไม้ผุพังเชื่องช้า เสียงข้อต่อกระดูกเสียดสีกันดังก๊อบแก๊บ คล้ายกับบางสิ่งกำลังฝืนร่างกายที่ไม่สมบูรณ์ให้ขยับเคลื่อนไหว เงาทะมึนของมันทอดยาวไปตามผนัง เสมือนเงาของความตายกำลังคืบคลานเข้ามา
เสียงกรีดร้องโหยหวนดังสะท้อนก้องทั่วอาคาร เสียงเนื้อกระแทกปะทะกันดังสนั่น ฝุ่นผงฟุ้งกระจายจนบดบังทัศนียภาพ เหลือเพียงเงาเลือนรางของความสับสนอลหม่านแทรกผ่านหมอกสีหม่น เสียงข้าวของถูกกวาดกระแทก พังครืนกระจัดกระจายไปทั่วบริเวณ
สองพี่น้องยืนหันหลังชนกัน ดวงตาทั้งคู่จับจ้องไปยังฝูงผีดิบที่กำลังเคลื่อนเข้ามา จากหลังกองโต๊ะเรียนผุพัง ใบหน้าซีดเซียวของผู้เป็มารดาค่อย ๆ โผล่พ้นออกมา เธอกัดริมฝีปากแน่น พยายามกลั้นเสียงสะอื้น น้ำตาเอ่อคลอในดวงตาที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัว ขณะซ่อนตัวอยู่ในเงามืด
หนี หรือ สู้
นี่อาจเป็โอกาสสุดท้ายของพวกเธอที่จะรอดชีวิต
เมื่อฝูงซอมบี้กรูเข้ามาใกล้ ปลายฟ้าไม่รอช้า นิ้วเรียวกระชับด้ามมีดที่ชักออกจากเอวด้วยความคล่องแคล่ว แล้วพุ่งตัวไปข้างหน้า มีดในมือเธอเสียบทะลุกลางกะโหลกซอมบี้ตัวแรกอย่างแม่นยำ ดวงตาขุ่นมัวของมันเบิกโพลง ร่างกระตุกเฮือกสุดท้ายก่อนทรุดลงแน่นิ่ง
เสียงคมดาบดังแหวกอากาศเฉียบขาด ชิดตะวันสาวเท้าเข้าหาอีกตัวอย่างไม่ลังเล สะบัดดาบฟาดลงกลางศีรษะเต็มแรง คมดาบเฉือนกะโหลกแยกเป็สองซีก เืสีดำคล้ำสาดกระเซ็นเป็ละอองกลางอากาศ กลิ่นคาวเืฉุนจนแสบจมูก แทรกซึมไปกับกลิ่นฝุ่นและความตาย
เสียงคำรามหิวโหยดังก้อง ฝูงซอมบี้กรูเข้ามากันอย่างบ้าคลั่ง ดั่งฝูงสัตว์ป่าที่ถูกจองจำมาเนิ่นนานแล้วเพิ่งได้กลิ่นเหยื่อ ร่างเน่าเปื่อยของพวกมันเบียดเสียดแย่งกันพุ่งเข้าใส่ เปลือกตาแหว่งวิ่น ฟันเหลื่อมเปื้อนเื สายตาว่างเปล่าทว่ากลับเต็มไปด้วยความกระหาย
สองพี่น้องเคลื่อนไหวประสานกัน ราวกับการเต้นระบำแห่งความตาย ปลายฟ้าเคลื่อนตัวฉับไว หลบหลีกการโจมตีอย่างปราดเปรียว เธอใช้ความเร็วเบี่ยงเบนความสนใจซอมบี้บางส่วน แล้วพุ่งเข้าแทงมีดทะลุสมองของพวกมันในจังหวะเดียว เสียงเนื้อฉีกขาด กระดูกแตกร้าวน่าสยดสยอง ก่อนร่างเน่านั้นจะทรุดลงไร้ชีวิตอีกครั้ง
ในขณะที่อีกด้าน ชิดตะวันฟาดฟันคาตานะคู่กายอย่างดุดัน แรงเหวี่ยงแต่ละครั้งเฉียบคมจนศีรษะของซอมบี้ปลิดปลิวไปทีละหัว ร่างไร้ิญญาล้มกลิ้งเป็ทาง เืเน่าสีดำเปรอะเปื้อนเป็ผนังและพื้น
ท่ามกลางการต่อสู้ที่ดำเนินไปอย่างดุเดือด ชิดตะวันยังไม่ละทิ้งหน้าที่ของความเป็ลูก เธอเหลือบมองไปยังผู้เป็แม่เป็ระยะ เพื่อให้แน่ใจว่าหล่อนยังปลอดภัยในมุมมืดอันเปราะบาง ดวงตาเธอสบเข้ากับรอยยิ้มบาง ๆ ที่เปี่ยมไปด้วยความรักและกำลังใจ แม้จะซ่อนตัวในเงามืด แต่ทว่าสายตาที่มองมา กลับเต็มไปด้วยความเชื่อมั่นในตัวลูกทั้งสอง
เสียงคำรามสุดท้ายค่อย ๆ จางหายไป พร้อมกับร่างซอมบี้ตัวสุดท้ายล้มลงกระแทกพื้นอย่างสิ้นฤทธิ์ พื้นไม้เก่าใต้ฝ่าเท้าแปรเปลี่ยนเป็ผืนพรมแห่งความตาย สองพี่น้องยืนหอบหายใจ ร่างชุ่มไปด้วยเหงื่อและคราบเืของศัตรู ความเหนื่อยล้าแล่นริ้วอยู่ในกล้ามเนื้อ ดวงตาทั้งคู่สบกัน มุมปากยกขึ้นเป็รอยยิ้มจาง ๆ พวกเธอทำสำเร็จ ปกป้องคนที่รักเอาไว้ได้ และเมื่อหันกลับไป สายตาอบอุ่นของผู้เป็แม่ก็ต้อนรับพวกเธอ ด้วยความปีติและความภาคภูมิใจ
แม้โลกจะล่มสลาย แต่ความรักและสายสัมพันธ์ของครอบครัวยังแข็งแกร่ง เหตุผลเดียวต้องสู้ต่อไป...เพื่อปกป้องกันและกัน
“เราทำได้แล้ว” เสียงของปลายฟ้าเปล่งออกมาเบา ๆ ท่ามกลางลมหายใจที่ยังไม่เป็จังหวะ พร้อมกับทรุดตัวลงนั่งพักหายใจ แม้ร่างกายจะอ่อนล้าจากการต่อสู้ที่เพิ่งผ่านพ้นมา แต่ดวงตาคู่นั้นกลับเปล่งประกายความภาคภูมิใจ
“เราเอาชนะพวกมันได้” เธอหันไปสบกับน้องสาว แววตาส่องประกายระยิบระยับ ความผูกพัน และแรงศรัทธาที่ร่วมกันแบกรับมาตลอด ไม่จำเป็ต้องเอื้อนเอ่ยคำใด หากแต่มันบอกเล่าเื่ราวของมิตรภาพและความกล้าหาญได้อย่างหมดจด
ชิดตะวันพยักหน้ารับช้า ๆ ร่างกายอ่อนแรงทรุดลงนั่งข้างพี่สาว ลมหายใจยังคงหนักหน่วงไม่คลาย เสียงหอบหายใจของทั้งคู่แ่ดังไปทั่วห้องเรียนเก่า ความเงียบโอบล้อมชั่วขณะหนึ่ง เป็่เวลาสั้น ๆ ของการพักเหนื่อยที่หาได้ยากยิ่ง ในโลกที่แทบไม่เปิดโอกาสให้หยุดพักแม้เพียงชั่วลมหายใจ
“เราต้องออกไปจากที่นี่ ก่อนที่พวกมันจะโผล่มาอีก” ปลายฟ้ากล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น มือเรียวปาดเหงื่อที่เกาะพราวบนหน้าผากมนอย่างรวดเร็ว ก่อนจะกวาดสายตามองรอบห้องด้วยความระแวดระวัง
ชิดตะวันยันกายลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ฝืนความเหนื่อยล้าไว้ใต้สีหน้ามุ่งมั่น เธอรีบก้าวเท้าไปหาแม่ที่ซ่อนตัวอยู่ ก่อนจะช่วยประคองท่านให้ลุกขึ้น แม่ของเธอไม่กล่าวคำใด เพียงโผเข้ากอดลูกสาวทั้งสองแน่น
อ้อมแขนที่โอบกอดพวกเธอในคืนเหน็บหนาว อ้อมแขนที่ปกป้องจากโลกอันโหดร้าย
บัดนี้อ้อมแขนนั้นสั่นเทาด้วยแรงอารมณ์ น้ำตาหยดใสร่วงอย่างเงียบงันจากดวงตา ความโล่งใจท่วมท้น เมื่อเห็นว่าลูกทั้งสองปลอดภัยดี แม้รอบกายจะรายล้อมด้วยกลิ่นอายของความตาย และฝันร้ายที่ไร้จุดจบ แต่ทว่าอ้อมกอดนี้ ยังคงโอบอุ้มไว้ด้วยความรักอันแน่นแฟ้น และความอบอุ่นที่ไม่เคยเสื่อมคลาย
สองพี่น้องประคองผู้เป็แม่ออกจากโรงเรียนร้างอย่างระมัดระวัง แม้สถานที่แห่งนี้จะกลับคืนสู่ความสงบ แต่ความเงียบอาจซ่อนเร้นอันตรายไว้เื้ั ฝีเท้าแต่ละก้าวหนักอึ้งด้วยความเหนื่อยล้า ร่างกายบอบช้ำจากการต่อสู้ที่เพิ่งผ่านมา ถึงกระนั้นนั้น พวกเธอก็ยังคงก้าวต่อไป ข่มความเ็ปและความหวาดกลัวไว้ภายใน เมื่อสายตาสบกัน ต่างก็ส่งยิ้มบาง ๆ ให้แก่กัน รอยยิ้มที่ไม่ใช่เพียงความโล่งใจ หากแต่เป็คำสัญญาอันเงียบงันว่าพวกเธอจะเดินไปด้วยกัน ไม่ว่าสิ่งใดรออยู่เบื้องหน้า จนกว่าจะถึงจุดหมาย
ooooo
หลังจากหลงทางอยู่ในป่ามืดมิดนานหลายวัน ท่ามกลางความเงียบที่แทบกลืนกินทุกเสียงของโลก เสียงเครื่องจักรแ่เบาดังแทรกเข้ามา ราวกับเสียงนาฬิกาเรือนเก่าที่กำลังนับถอยหลัง เสียงนั้นเปรียบเสมือนเส้นใยแห่งความหวัง พวกเธอไม่รอช้า รีบมุ่งหน้าไปตามต้นเสียงด้วยหัวใจเต้นระรัว จนกระทั่งเงาของอาคารขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นเบื้องหน้า
โรงพยาบาลเก่าทรงอึมครึม ตั้งตระหง่านท่ามกลางความเงียบ มันตั้งอยู่ไม่ไกลจากศูนย์วิจัยมากนัก และเคยเป็สถานที่ทำงานของปลายฟ้าเมื่อครั้งอดีต ทว่ากาลเวลาผ่านไปเพียงไม่นานกลับเปลี่ยนทุกสิ่งจนไม่หลงเหลือเค้าเดิม
ตัวอาคารเก่าแก่เหมือนหลุมศพที่ซ่อนเร้นบางสิ่งไว้ ความมืดคลี่คลุมราวกับม่านแห่งความลับ เศษซากปรักหักพังและฝุ่นละอองหนาทึบบ่งบอกถึงกาลเวลาที่ผ่านไปไร้ผู้คนเหลียวแล กลิ่นอับของเชื้อราลอยฟุ้งอบอวลในอากาศ ท่ามกลางความมืดที่ปกคลุม กลับมีแสงสลัวเล็ดลอดออกมาจากห้องฉุกเฉิน ส่องวาววับราง ๆ คล้ายกับดวงตาที่คอยจับจ้องผู้มาเยือน ภายในห้องนั้นอาจซุกซ่อนความหวัง หรือกับดักแห่งความตายไว้ ทว่าบนโลกที่ล่มสลายนี้ แม้เพียงแสงริบหรี่ก็เพียงพอจะผลักดันให้มนุษย์ยอมเสี่ยงเข้าไปใกล้ และพวกเธอก็เลือกจะก้าวเข้าไป
เมื่อก้าวเข้าสู่ภายใน อาคารทั้งหลังราวกับถูกกลืนกินโดยกาลเวลา แต่ทว่าในห้องปฏิบัติการเก่าแก่กลับยังคงมีชีวิต แสงไฟนีออนกะพริบถี่ทอดเงาสั่นไหวไปทั่วห้อง ขวดแก้วหลากสีบรรจุของเหลวลึกลับเรียงรายอย่างเป็ระเบียบบนชั้นวาง กลิ่นสารเคมีฉุนลอยอวลในอากาศ โต๊ะเหล็กขึ้นสนิมเต็มไปด้วยเครื่องมือผ่าตัดเปื้อนคราบเื บางชิ้นยังคงดูเหมือนเพิ่งถูกใช้งานไม่นานมานี้
เสียงกระซิบสนทนาคุยเบา ๆ ดังมาจากมุมหนึ่งของห้อง
พวกเธอพบกลุ่มผู้รอดชีวิต
ชายฉกรรจ์บางคนสวมชุดป้องกันสารเคมีเก่าคร่ำครึ ขาดรุ่งริ่ง มือของเขาค่อย ๆ ผสมยาปฏิชีวนะในขวดแก้วโบราณอย่างระมัดระวัง ราวกับถือครองความหวังสุดท้ายไว้ในมือ ขณะเดียวกันหญิงสาวอีกกลุ่มหนึ่งคอยดูแลผู้ป่วยที่นอนบนเตียงเหล็กสนิมเขรอะ ใบหน้าซีดเผือดของพวกเขาบ่งบอกถึงความอ่อนล้า แต่แม้ในสภาพร่างกายที่ย่ำแย่ พวกเขายังคงฝืนยิ้มต้อนรับผู้มาเยือน
รอยยิ้มเล็ก ๆ นั้นสะท้อนถึงประกายแห่งความหวังที่ยังหลงเหลืออยู่ ท่ามกลางโลกรกร้าง ที่แทบไม่เหลือที่ยืนให้มนุษย์อีกแล้ว
“ใครน่ะ?” เสียงทุ้มต่ำของชายคนหนึ่งดังขึ้นฝ่าความเงียบ ลำแสงไฟฉายสว่างวาบ พุ่งตรงมายังพวกเธอจนต้องหรี่ตาเบือนหน้าหลีกเลี่ยงแสงจ้า ปลายฟ้ากระชับมือแม่แน่น ก่อนทั้งสามจะค่อย ๆ ชูมือขึ้นเหนือศีรษะ เพื่อแสดงให้เห็นว่าพวกเธอไม่ได้เป็ภัย
ใต้เงามืดสลัว ร่างของชายฉกรรจ์หลายคนเคลื่อนไหวในห้องโถง เงาทะมึนเ่าั้คล้ายกับนักล่าแห่งรัตติกาล ยากจะบอกได้ว่าพวกเขาเป็มิตรหรือศัตรู
“พวกเรา...แค่หลงทางมา” ชิดตะวันตอบเสียงแ่ แม้จะพยายามควบคุมตัวเองเท่าใด แต่แรงสั่นไหวในน้ำเสียงก็ยังเผยให้เห็นความหวาดหวั่น เธอหลุบตาลงเล็กน้อย ก่อนจะตัดสินใจเงยหน้าขึ้นสบตากับชายคนนั้นโดยตรง
“พวกคุณมาจากที่ไหนกัน?” เสียงทุ้มเอ่ยถาม ทว่าแฝงไว้ด้วยความระแวง ดวงตาคมกริบของเขากวาดมองพวกเธออย่างพินิจพิเคราะห์ ก่อนจะหยุดนิ่งที่ดาบของชิดตะวัน ด้ามดาบถูกสลักอย่างวิจิตร ลวดลายประณีตราวกับสมบัติล้ำค่า แวบหนึ่ง แววตาเขาเปลี่ยนไป คล้ายกับจดจำสิ่งที่อยู่ตรงหน้าได้ ความฉงนฉายวาบในดวงตา ก่อนจะถูกกลบซ่อนไว้ภายในเงามืดอีกครั้ง
“พวกเรามาจากสลัมค่ะ กำลังจะมุ่งหน้าไปที่ศูนย์วิจัย” ชิดตะวันตอบน้ำเสียงราบเรียบ แม้ภายในอกจะสั่นไหวด้วยแรงหวาดหวั่น ความเงียบที่ขึงตึงระหว่างพวกเธอกับชายปริศนา ถูกบดขยี้ด้วยคำพูดถัดไปของเขา
“ศูนย์วิจัยหรือ...” เขาพึมพำเสียงแ่ ดวงไหววูบขณะขมวดคิ้วแน่น สีหน้าเคร่งเครียดขึ้น คล้ายกับกำลังไตร่ตรองบางอย่างในใจ เพียงชั่วอึดใจของความลังเล เขาก็พยักหน้าช้า ๆ แล้วหมุนตัวนำทางพวกเธอไปยังห้องประชุมของค่ายโดยไม่เอ่ยคำใด
ภายในห้องประชุมอันมืดสลัว กลิ่นอับของกระดาษเก่าและสนิมเหล็กลอยคลุ้งในอากาศ แสงไฟริบหรี่จากหลอดนีออนที่กะพริบเป็จังหวะ ทำให้บรรยากาศรอบตัวกดดันจนน่าอึดอัด
“พวกเราเป็กลุ่มผู้รอดชีวิตจากศูนย์วิจัย” ชายคนนั้นอธิบาย น้ำเสียงหนักแน่น ทว่าแฝงไว้ด้วยความเหนื่อยล้าในถ้อยคำ
“ที่นั่นไม่ปลอดภัยอีกต่อไปแล้ว...” ถ้อยคำนั้นของเขาทำให้สองพี่น้องชะงักงัน หัวใจเต้นระรัว ความรู้สึกเย็นเยียบแผ่ซ่านไปทั่วร่าง
“พวกเราเคยทำงานที่นั่น” เขาเอ่ยต่อ สีหน้าเคร่งเครียด “พวกเขากำลังทดลองบางอย่างกับฝุ่น PM 2.5 และพวกเขาก็ทำพลาด” แววตาผู้พูดพร่าเลือนลง ราวกับกำลังจมดิ่งสู่ฝันร้ายที่ยังไม่ยอมคลายมือจากเขา
“การทดลองนั้น...ทำให้เกิดการกลายพันธุ์ประหลาด” เขากล่าวเสียงแ่พร่า คล้ายกับต้องเค้นมันออกมาจากห้วงลึกของความทรงจำ
“เชื้อโรคแพร่ระบาดไปทั่ว และมีผู้ติดเชื้อ” คำพูดสะดุดลงกลางประโยค แล้วกลืนน้ำลายฝืด ๆ ลงคอ พลางหลุบตาต่ำ เสมือนคำพูดต่อไปนั้นหนักเกินกว่าจะเปล่งออกมา ก่อนจะกล่าวต่อ
“พวกมันไม่ใช่มนุษย์อีกต่อไปแล้ว”
ความเงียบงันปกคลุมห้องประชุมในพริบตา ทุกสิ่งหยุดเคลื่อนไหวในวินาทีนั้น ชิดตะวันนิ่งค้าง คล้ายถูกโลกทั้งใบกระแทกใส่ ความหวังที่เธอแบกไว้ตลอดทางพังทลายลงโดยสิ้นเชิง เธอหันไปมองหน้าพี่สาวกับผู้เป็แม่ ปลายฟ้ากำหมัดแน่นจนเล็บจิกลงบนฝ่ามือ ฝืนกลั้นน้ำตาร้อนผ่าวไม่ให้ร่วงหล่น ขณะที่ชิดตะวันค่อย ๆ สวมกอดแม่แน่นขึ้น ราวกับ้าปกป้องสิ่งเดียวที่เหลืออยู่ในชีวิต
“พวกเราตัดสินใจไปที่นั่น เพราะคิดว่ามันปลอดภัย” เสียงของปลายฟ้าสั่นเครือ เธอเม้มริมฝีปากแน่นพยายามกลั้นน้ำตาไม่ให้ไหลริน ทว่าความสิ้นหวังที่ถาโถมเข้ามา กลับทำให้หยดน้ำใสเอ่อคลอในดวงตาอย่างห้ามไม่อยู่
“...เพราะหวังว่าจะสามารถรักษาแม่ของพวกเราได้” แม้คำพูดของเธอจะแ่เบา แต่เต็มไปด้วยความเ็ปร้าวลึก ความหวังถูกพรากไปต่อหน้าต่อตา
ชิดตะวันโอบกอดร่างบอบบางของแม่แน่น ส่งผ่านความอบอุ่นสุดท้ายให้ยังคงอยู่ ััได้ถึงอุณหภูมิในกายที่ลดต่ำลง หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามสะกดความหวาดกลัวที่ตีตื้นขึ้นมา แล้วเงยหน้าสบตาพี่สาว
“แม่จะต้องไม่เป็อะไร” แม้ในใจจะสั่นไหวอย่างรุนแรง แต่แววตากลับเปล่งประกายเด็ดเดี่ยว “เราต้องหาทางให้เจอ ไม่ว่าจะต้องเผชิญกับอะไรก็ตาม”
ปลายฟ้ามองน้องสาวอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าช้า ๆ ดวงตาสะท้อนความกลัวและความหวังที่ซ้อนทับกัน
“เราจะไม่ยอมแพ้” มือของพวกเธอประสานกันแน่น เป็ดั่งคำมั่นสัญญาว่าจะเดินไปด้วยกันจนสุดทาง
“ที่นั่น ไม่มีอะไรเหลือแล้ว นอกจากฝูงซอมบี้ที่เดินเพ่นพ่านอยู่เต็มไปหมด” ชายคนเดิมเอ่ยเสียงราบเรียบ คำพูดของเขาทำให้บรรยากาศรอบตัวเย็นเฉียบ ความหวังที่เคยยึดมั่นถูกกะเทาะออกทีละนิด
“แต่ที่นี่ เรามีเสบียง มีอาหารและยาเพียงพอ” เขาเว้น่ สายตาสำรวจสีหน้าของผู้มาใหม่อย่างพินิจ ก่อนจะเอ่ยต่อ
“สิ่งที่เราขาดคือคน คนที่พร้อมจะช่วยกันทำงานและปกป้องที่นี่” เขาจ้องลึกเข้าไปในแววตาพวกเธอครู่หนึ่ง แล้วเอ่ยถามประโยคสุดท้ายอย่างตรงไปตรงมา
“พวกคุณสนใจจะเข้าร่วมกับพวกเราไหม? ที่นี่อาจจะไม่ปลอดภัยนัก แต่เรา้ากำลังคน” เขากวาดตามองไปรอบห้อง ก่อนจะชี้ไปยังสภาพแวดล้อมรอบตัว กำแพงแตกร้าว เศษอิฐกระจัดกระจาย เตียงคนป่วยขึ้นสนิม และแสงไฟสลัวจากเครื่องปั่นไฟเก่าที่ดูเหมือนจะดับวูบลงได้ทุกเมื่อ
“พวกเธอมีอาวุธติดตัวมาด้วย นั่นหมายความว่าไม่ได้เป็แค่คนธรรมดาที่รอความช่วยเหลือ ดูเหมือนจะผ่านเื่ราวหนักหนามาไม่น้อย” คำพูดของเขานั้นคล้ายทั้งคำชมและการทดสอบในเวลาเดียวกัน
ทันใดนั้น เสียงโต้เถียงก็ดังขึ้นจากกลุ่มผู้รอดชีวิตที่ยืนอยู่ไม่ไกลนัก
“ทำไมต้องรับพวกนี้เข้ามาด้วย? อาหารพวกเราแทบจะไม่พออยู่แล้ว!” น้ำเสียงเต็มไปด้วยความไม่พอใจ ปนเปกับความหวาดหวั่น ความตึงเครียดแผ่กระจายไปทั่วบริเวณ สายตาหลายคู่หันมาจับจ้องพวกเธอสามคน ราวกับเป็ภาระที่อาจฉุดรั้งความอยู่รอดของทั้งกลุ่ม
บรรยากาศความขัดแย้งปะทุขึ้นอย่างรวดเร็ว เสียงโต้แย้งถกเถียงดังลั่นในห้องประชุม ทุกคนต่างหยิบยกเหตุผลของตนเองขึ้นมาเป็ข้ออ้าง ปล่อยให้ความเครียดและความกลัวจากสถานการณ์ที่ยากลำบาก บดบังความเป็มนุษย์และน้ำใจที่ควรจะมีต่อกัน
“คนพวกนี้อาจเป็ภัยต่อพวกเรา!” ชายคนหนึ่งะโขึ้น พลางชี้ไปยังหญิงสาวทั้งสองด้วยท่าทีระแวงเต็มขั้น “เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพวกมันมาจากไหน อาจจะติดเชื้อมาแล้วก็ได้!”
“พูดมากไปแล้ว!” หญิงสาวคนหนึ่งโต้กลับเสียงเข้ม ดวงตาวาวโรจน์ด้วยแรงอารมณ์ “ถ้าเราปฏิเสธพวกเขา แล้วเราจะเหลืออะไร? อาหารก็ร่อยหรอ ยาก็แทบไม่พอ พวกเรายังต้องพึ่งพากันเพื่อให้รอด! หรือว่าจะให้ทำทุกอย่างกันเองไปตลอดโดยไม่ร่วมมือกับใคร?”
เสียงโต้เถียงยังคงดังไม่หยุด ความไม่ไว้วางใจเริ่มลุกลามราวกับไฟลามทุ่ง รอยยิ้มและความหวังเริ่มเลือนหายไปจากสีหน้าของผู้คนในห้อง ชิดตะวันกับปลายฟ้าสบตากันด้วยความวิตกกังวล บางคนเริ่มส่งสายตาแข็งกระด้างและเ็าใส่พวกเธอ ขณะที่บางคนยังลังเล ไม่แน่ใจว่าควรเลือกเชื่อใจหรือผลักไส
ท่ามกลางเสียงถกเถียงที่ทวีความดุเดือด พวกเธอััได้ถึงความร้อนแรงของความขัดแย้งที่คุกรุ่น ทุกคนต่างพยายามผลักความกลัวในใจออกมาเป็คำพูด หรือแม้กระทั่งหันมาโจมตีผู้อื่น
“เราคงต้องหาทางไปจากที่นี่” ปลายฟ้ากระซิบกับน้องสาวเสียงสั่น “ไม่ว่าเราจะได้คำตอบจากพวกเขาหรือไม่ เราก็ต้องเดินหน้าต่อ”