ตุบ !!
ฉึก !!
เสียงมีดสั้นเเทงเข้าใส่จุดตายของหุ่นฟางดังขึ้นต่อเนื่องภายในลานท้ายเขตบ้านตระกูลซูร่างสูงของชายหนุ่มผู้มีเส้นผมสีเงินยาวปลิวไสวไปตามสายลม ดวงตาสีน้ำตาลยังคงความอบอุ่นอยู่ภายในเเต่แฝงไว้ด้วยความจริงจังในการฝึกฝนมากขึ้น
หลังจากค่ำคืนที่เฉินฟงแอบไปขโมยหญ้าครามสีรุ้งในเขตทุ่มฤดูใบไม้ผลิก็ผ่านมาแล้วห้าวัน แผลจากคมเขี้ยวของอสรพิษดินไม่ได้สร้างความเ็ปใด ๆ ให้เขาอีก ต้องขอบคุณยาของซูอิงอิงที่มอบให้เขา เฉินฟงตัดสินใจว่าจะรอให้แผลหายดีเสียก่อน ระหว่างรักษาตัวเขาก็จะฝึกสมาธิและการต่อสู่ด้วยร่างกายเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการชำระหญ้าครามสีรุ้ง
ตึก ตึก ตึก
เสียงหลายฝีเท้าจงใจเดินกระเเทกขึ้นมาบนลานฝึกฝน เฉินฟงหันไปมองผู้มาใหม่ร่างสูงสมส่วนจำนวนสามคน ชายหนุ่มที่อยู่ตรงกลางแต่งตัวดูดีสุดขนาบข้างด้วยคนสนิท
“คนไร้ประโยชน์เช่นเ้าต่อให้ฝึกการต่อสู้ไปก็ไร้ประโยชน์ เมื่อไม่สามารถเปิดเส้นิชี่ได้ก็เป็ได้เพียงมดปลวกสำหรับพวกข้าเท่านั้น !” เสียงเย้ยหยันเอ่ยขึ้นจากชายหนุ่มที่ยืนอยู่ตรงกลางขณะพูดใบหน้าก็ปรากฏสายตาดูถูกชัดเจน เฉินฟงมองร่างสูงที่เตี้ยกว่าเขาเล็กน้อย แม้ใบหน้าของ ‘ซูหยางจิง’จะไม่ได้หล่อเหลาแต่ก็ดูสะอาดสะอ้านสมกับฐานะคุณชายรองตระกูลซู นอกจากฐานะคุณชายรองตระกูลซูที่สูงส่งกว่าเขาซึ่งเป็เพียงผู้อาศัยแล้ว ความสามารถด้านพลังิชี่ของซูหยางจิงก็อยู่ในระดับลี่จิงขั้น 2 หากผ่านการบ่มเพาะและได้รับทรัพยากรจากตระกูลอย่างดี อีกไม่กี่เดือนคงสามารถยกระดับตัวเองเข้าสู่ระดับลี่จิงขั้น 3 ได้ ถึงตอนนั้นก็จะมีคุณสมบัติได้รับการคัดเลือกเข้าศึกษาที่สำนักศึกษาเทียนเป่า ได้กลายเป็ที่เชิดหน้าชูตาอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของตระกูลซูสาขาหนานตู
เฉินฟงเลือกที่จะไม่ตอบโต้คำอีกฝ่ายเตรียมเดินจากไป เปล่าประโยชน์ที่จะเถียงกับคนเช่นนี้ เสียงหัวเราะในลำคอดังขึ้นเบา ๆ จากซูหยางจิงและพวกเห็นได้ชัดว่าพวกเขามีความสุขกับการแสดงอำนาจใส่เฉินฟง
“ลุงห่าวเป็คนพิการไปแล้วยังไม่เจียมตัว รับเลี้ยงคนทั้งทีก็ยังเป็คนไร้ประโยชน์อีก พวกเ้าคิดจะเกาะชายกระโปรงอิงอิงเพื่อมีพื้นที่ยืนในตระกูลซูหรือยังไง” เสียงพูดแววเย้ยหยันที่ลอยมาตามลมทำให้ร่างสูงของเฉินฟงชะงัก ชายหนุ่มหันกลับมาเผชิญหน้ากับซูหยางจิง
“ซูหยางจิงเมื่อกี้เ้าว่าอะไรนะ หากจะบอกว่าข้าไร้ประโชยน์ก็จงพูดไปแต่อย่าใช้ความมั่นใจของเ้าทำลายชื่อเสียงท่านลุง” เมื่อเห็นว่าเฉินฟงกล้าเถียงตนใบหน้าของซูหยางจิงก็เขียวคล้ำขึ้นมา เป็แค่คนไร้ประโชยน์มีสิทธิ์อะไรมาเถียงเขาได้ !
“ข้าจะพูดแล้วคนอย่างเ้าจะทำอะไรได้ ! อาศัยพลังคนธรรมดากับวิชาต่อสู้เล็กน้อยของเ้านะหรือ หึ ! เฉินฟงเ้าเป็แค่คนไร้ประโยชน์แล้วยังไม่เจียมตัวอีกหรือ ลุงห่าวแล้วยังไงถึงจะเคยเป็อดีตรองเเม่ทัพแต่ตอนนี้ก็เป็ได้แค่คนพิการที่โดนเตะออกมาจากตระกูลสายหลัก ที่ท่านพ่อข้าให้อยู่อาศัยที่นี่อย่างสบายก็ดีเท่าไหร่แล้ว !”
“เ้า !”
เฉินฟงยังคงยืนนิ่งสงบใจเขาไม่ได้เถียงคนตรงหน้าต่อ เมื่อครู่ขาดสติเพียงนิดเท่านั้น เขาเป็คนรู้คุณคนเมื่อซูซีห่าวเป็คนช่วยชีวิตเขาไว้ เขาย่อมไม่อยากให้ใครมาดูถูกผู้มีพระคุณแต่ตอนนี้ได้สติแล้วจึงรู้ตัวว่าไม่คุ้มที่จะโต้เถียงกับอีกฝ่าย ตอนนี้เขายังเสียเปรียบในทุกด้านเมื่อไร้ประโยชน์ที่จะโต้เถียงจึงตัดสินใจหันหลังเตรียมจากไปแต่จังหวะนั้นเสียงลมแหวกอากาศก็ดังขึ้นด้านหลังเฉินฟง
“สามหาว ! “
เป็ซูหยางจิงที่กำหมัดใช้พลังิชี่พุ่งเข้ามาหาเฉินฟงชายหนุ่มรับรู้ถึงความเคลื่อนไหวด้านหลังเตรียมะโหลบไปอีกฝั่งแม้จะรู้ว่าความเร็วไม่อาจสู้ซูหยางจิงที่อยู่ในระดับลี่จิงขั้น 2 ได้ ในครั้งนี้เขาคงโดนอีกฝ่ายซ้อมเหมือนหลายครั้งที่ผ่านมา แต่เสียงทรงอำนาจเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นเสียก่อน
“หยุด !”
เสียงทรงอำนาจที่คุ้นเคยหยุดการเคลื่อนไหวของซูหยางจิงแทบจะทันที ใบหน้าของชายหนุ่มที่เต็มไปด้วยความหยิ่งผยองซีดลงเล็กน้อยเมื่อรับรู้ว่าผู้มาใหม่เป็ใคร ร่างกำยำทรงพลังร่างหนึ่งก้าวขึ้นมายังเวทีฝึกฝน ผิวสีน้ำตาลเข้มคล้ำแดดกับท่าทางโผงผางเปิดเผยพร้อมแผ่กระจายรัศมีทรงพลังของจอมยุทธ์ระดับสือเสินขั้น 2
“พวกเ้าจะทำอะไรกัน จิงเอ๋อ เ้าก็อย่าหาเื่เฉินฟงเลยถึงอย่างไรก็ได้ชื่อว่าเป็คนของตระกูลซูทั้งคู่” เป็เ้าตระกูลซูแห่งหนานตูที่เอ่ยขึ้นกับลูกชายของตน ซูฮุ่ยชิว ใช้สายตาทรงพลังกวาดมองรุ่นเยาว์บนลานฝึกฝน ซูหยางจิงตัวสั่นเล็กน้อยเมื่อได้รับคำตำหนิจากบิดาของตน ซูฮุ่ยชิวส่ายศีรษะไปมาเมื่อเห็นท่าทางลูกชายคนรองแล้วหันสายตาไปหาร่างสูงของเฉินฟง คิ้วหนาของผู้ทรงพลังขมวดเล็กน้อยเมื่อชายหนุ่มตรงหน้าไม่มีทีท่าหลบสายตาซ้ำยังกล้าเผชิญหน้ากับเขาตรง ๆ ขนาดซูหยางจิงมีพลังระดับลี่จิงขั้น 2 แล้วยังไม่กล้า แต่คนตรงหน้าเป็เพียงคนธรรมดา พลังใจของเฉินฟงไม่อาจดูเบาได้และนี่คือสิ่งที่ทำให้เขาสนใจชายหนุ่มผู้ไม่รู้ที่มาที่ไปคนนี้ น่าเสียดายจริง ๆ ที่อีกฝ่ายไม่อาจเปิดเส้นิชี่ได้
“ข้าเพียงกล่าวทักทายเท่านั้นท่านพ่อ จริงสิ ท่านผ่านมาเช่นนี้คงไม่ใช่มีเื่พูดแค่นี้หรอกใช่หรือไม่”
ซูฮุ่ยชิวส่งสายตาดุเล็กน้อยให้บุตรชาย สองมือไพร่หลังเสริมท่าทางทรงพลังมากยิ่งขึ้นไปอีก รัศมีของซูฮุ่ยชิวในตระกูลซูแห่งหนานตูไม่อาจมีใครเทียบรัศมีของเขาได้
“มีคำสั่งจากตระกูลหลักส่งมาถึง ข้าเรียกประชุมด่วนไปแล้วพวกเ้าเองก็รีบไปที่ห้องประชุมอย่าได้ช้า” พูดเพียงแค่นั้นร่างทรงพลังของซูฮุ่ยชิวก็ทะยานตัวพุ่งไปยังเรือนหลังใหญ่สุดของตระกูลซู เขาผ่านมาทางนี้เจอเด็กทะเลาะกันเท่านั้นยังมีเื่ใหญ่ที่ต้องสะสางอีก
“คำสั่งจากตระกูลใหญ่หรือ เ้าพวกนั้น…คิดจะหาเื่อะไรกันอีก” เสียงรอดไรฟันของซูหยางจิงเอ่ยขึ้นใบหน้านิ่งขรึมลงหลายส่วนเมื่อเอ่ยถึงตระกูลใหญ่ เฉินฟงเองก็ขมวดคิ้ว ชายหนุ่มรีบพุ่งตัวตามซูหยางจิงไปยังห้องประชุมใหญ่ของตระกูลทันที
ภายในเรือนหลังใหญ่ตกแต่งหรูหรามีเครื่องเรือนทรงคุณค่าและราคาแพงหลายอย่างภายในห้องแห่งนี้ บนจุดบนสุดของห้องมีเก้าอี้ไม้สักลวดลายพยัคฆ์ขนาดใหญ่ตั้งตระหง่า พร้อมร่างกำยำผิวสีคล้ำแผ่กลิ่นอายทรงอำนาจ ใบหน้าดุดันจ้องมองเหล่าคนเบื้องหน้าด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ตอนนี้สมาชิกในตระกูลมาประชุมที่นี่พร้อมหน้ากันแล้ว ข้าง ๆ ซูฮุ่ยชิวเป็ร่างสูงสมส่วนของชายวัยเดียวกันต่างกันที่รูปร่างของชายตรงหน้าไม่ได้กำยำผิวไม่ได้คล้ำแดด ดูเหมือนคนที่มักอยู่ในเรือนอ่านหนังสือมากกว่านักสู้ที่น่าภาคภูมิ เขาคนนั้นคือซูซีห่าว ชายคนที่รับเฉินฟงเข้าสู่ตระกูลซูเมื่อสองปีก่อนชายที่เคยเป็ถึงรองเเม่ทัพเรืองอำนาจและทรงพลังแม้ในตระกูลสาขาหลัก แต่บัดนี้รัศมีพลังกลับอ่อนแออยู่ในระดับลี่จิงขั้น 4 เท่านั้น
“ข้าเรียกประชุมด่วนในครั้งนี้เนื่องจากมีจดหมายคำสั่งจากตระกูลใหญ่ส่งมาถึงเรา” เสียงทรงอำนาจแผ่ออกไปใบหน้าของแทบทุกคนในห้องก็มีแววเคร่งเครียดขึ้นหลายส่วน
“พวกเ้าคงรู้เื่ที่่นี้เมืองหนานตูมีสัตว์อสูรแดนดินระดับ 3 มาก่อกวนเยอะผิดปกติ มีรายงานลับ ๆ ว่าที่หุบเขาคนคู่มีสัตว์อสูรแดนดินระดับ 6 ซ่อนตัวอยู่”
สิ้นเสียงซูฮุ่ยชิวใบหน้าของแต่ละคนในห้องก็เข้าสู่ความสงสัยปนใมากขึ้น เฉินฟงขมวดคิ้วอีกครั้ง สัตว์อสูรระดับนี้เหตุใดถึงได้หลุดมาแถวเมืองหนานตูได้ ปกติสัตว์อสูรที่อยู่แถบนี้มักมีระดับเพียง 1 หรือ 2 เท่านั้น นาน ๆ ครั้งอาจมีระดับ 3 เช่นวานรขนทองหรือระดับ 4 หลุดมาบ้าง แต่ระดับ 6 นี่ถือเป็ความผิดปกติแล้ว !
“ยังไม่มีข่าวการอาละวาดของสัตว์อสูรแดนดินระดับนั้นตอนนี้มันคงหลบซ่อนตัวอยู่ กลุ่มทรงอำนาจต่าง ๆ ในเมืองหนานตูเองคงกำลังเตรียมการเพื่อออกล่าเป็แน่ ว่าแต่สัตว์อสูรตัวนี้คือตัวอะไรกันแน่หรือ” เป็ซูซีห่าวที่เอ่ยขึ้น แม้เขาจะได้ชื่อว่าเป็คนไร้พลังไปแล้วแต่ซูฮุ่ยชิวยังคงให้เกียรติเขาอย่างมาก เพราะประสบการณ์และการฝึกฝนที่เคยผ่านมายังคงเป็ประโยชน์ต่อตระกูลซูแห่งหนานตู ตอนที่ซูซีห่าวทรงพลังและยิ่งใหญ่ในอดีตชายคนนี้ก้าวเข้าสู่ระดับหยวนเสินขั้น 2 แล้ว ไม่ใช่ระดับที่ซูฮุ่ยชิวจะเทียบเคียงได้
“พี่ห่าวกล่าวถูกต้อง สัตว์อสูรตัวนี้คือแมวเบญจมาศ” เสียงฮือฮาดังขึ้นทันทีที่ประกาศชื่อแมวเบญจมาศ เมื่อพวกมันโตเต็มวัยตามบันทึกแล้วสามารถไต่ระดับไปถึงการเป็สัตว์อสูรแดนดินระดับ 8 ! เฉินฟงไม่แปลกใจที่ทุกกลุ่มอำนาจในเมืองหนานตูหรือแม้แต่เมื่อข้างเคียงจะฮือฮากับการปรากฏตัวของมัน เพราะเ้าตัวนี้อาจจะเป็เพียงลูกแมวเบญจมาศเท่านั้นถึงมีระดับเท่านี้ หากจับตัวได้หรือสังหารผลตอบแทนที่ควรได้รับนับว่าคุ้มค่ายิ่งนัก แม้จะอันตรายแต่ก็คุ้มที่จะเสี่ยง
“หัวหน้าตระกูล เช่นนั้นเรารีบจัดเตรียมกำลังคนไปออกล่าแมวเบญจมาศเถอะ หากเราเข้าถึงตัวมันได้ก่อนกลุ่มอำนาจอื่นคงเป็เื่ดีแน่นอน” เสียงตื่นเต้นของผู้าุโคนหนึ่งของตระกูลดังขึ้น ตอนนี้ทุกคนในห้องก็คิดไม่ต่างกัน โอกาสแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อย ๆ
“แน่นอนว่าเราต้องจัดเตรียมกำลังคนเข้าร่วมการล่าครั้งนี้แน่ แต่คำสั่งจากตระกูลใหญ่คือสิ่งที่ข้าจะพูดต่อจากนี้มากกว่า” ซูฮุ่ยชิวเว้นระยะการพูดชั่วครู่กวาดสายตามองทุกคนเพื่อให้ทุกคนกลับมาอยู่ในความสงบอีกครั้ง ก่อนที่สายตาจะหยุดนิ่งอยู่ที่ซูซีห่าว นี่เองที่ทำให้ซูซีห่าวเหมือนจะเดาคำสั่งของตระกูลใหญ่ออกแล้ว สองสายตาของผู้เป็ใหญ่ในตระกูลสบกันก่อนที่ซูฮุ่ยชิวจะพยักหน้ายืนยันความคิดของซูซีห่าว
“คำสั่งตระกูลใหญ่คือให้เราจัดเตรียมกำลังคนออกล่าแมวเบญจมาศ ต้องจับตัวมันให้ได้ทั้งที่ยังมีชีวิตและส่งมอบกลับไปยังตระกูลใหญ่ พวกเขาจะใช้พลังของมันเสริมพลังให้ซูอู๋จง หากเราทำไม่สำเร็จตระกูลใหญ่จะตัดทรัพยากรที่ส่งให้เราลงครึ่งหนึ่ง” เมื่อพูดถึงบทลงโทษของการทำงานผิดพลาดยิ่งทำให้สีหน้าของทุกคนเคร่งเครียด
ต้องรู้ว่าทรัพยากรส่วนใหญ่ของตระกูลซูแห่งหนานตูมาจากการจัดสรรค์ของตระกูลใหญ่ แม้พวกเขาจะหาของดีใดได้ก็จะต้องส่งมอบของเ่าั้ให้ตระกูลใหญ่ 8 ใน 10 ส่วน แลกกับการอาศัยอำนาจของตระกูลใหญ่ที่เต็มไปด้วยจอมยุทธ์ทรงพลังและความใกล้ชิดราชสำนัก ใช่ว่าตระกูลใหญ่จะเอาเปรียบเพราะทรัพยากรทรงคุณค่าหลายอย่างที่ตระกูลสาขาหนานตูใช้ก็มาจากการจัดสรรค์ของตระกูลใหญ่ ทรัพยากรบางอย่างต่อให้ใช้เวลาค้นหาเป็สิบปีพวกเขาก็ไม่สามารถมีไว้ในหากไม่ใช่ตระกูลใหญ่ส่งมา
ใน่หนึ่งปีนี้ตระกูลใหญ่ลดการส่งทรัพยากรให้พวกเขาลงเนื่องจากการทำงานที่ผิดพลาดหลายครั้ง และผู้เยาว์ในตระกูลสาขาหนานตูไม่มีใครเก่งพอที่จะดึงดูดความสนใจของตระกูลใหญ่จนทำให้ตระกูลใหญ่ยอมส่งทรัพยากรมีค่ามาให้พวกเขา หากโดนตัดทรัพยากรอีก แน่นอนต้องมีผลต่อการฝึกฝนของพวกเขาหรือรุ่นเยาว์ที่กำลังรุ่งโรจน์เป็แน่ เื่แบบนี้จะยอมให้เกิดขึ้นไม่ได้ ! … นี่คือความคิดในใจของทุกคน
“เช่นนั้นเราเตรียมกำลังกันเถอะ หากเ้าเเมวตัวนี้เป็สิ่งที่ยอดอัจฉริยะซูอู๋จง้าเรายิ่งไม่ควรทำผิดพลาด”
เสียงผู้าุโคนหนึ่งในตระกูลเอ่ยขึ้นทำให้เฉินฟงหันไปด้วยความสงสัย ยอดอัจฉริยะซูอู๋จงนะหรือ เขาเคยได้ยินว่าตระกูลใหญ่มีอัจฉริยะมากมาย แต่ยอดอัจฉริยะในรอบหลายร้อยปีคือชายที่ชื่อว่า ซูอู๋จง แต่นอกจากนั้นทั้งระดับพลังและอายุใด ๆ เฉินฟงไม่รู้ข้อมูลอีกเลย ตอนนี้ได้รู้อีกอย่างว่าชายคนนี้แม้จะไม่เคยปรากฏตัวต่อหน้าหลายคนที่นี่แต่ก็สร้างความยำเกรงให้กับคนในตระกูลได้มากมาย ว่ากันว่าเขาเป็อนาคตของตระกูลซู เป็ว่าที่ผู้นำตระกูลคนต่อไป
“นั้นเป็สิ่งที่เราจะต้องทำให้ได้ แต่ทางตระกูลใหญ่มีงานอื่นให้ข้าทำฉะนั้นจึงไม่สามารถเป็หัวหน้าขบวนในครั้งนี้ ผู้ที่จะเป็หัวหน้าหน่วยล่าแทน ทางตระกูลใหญ่้าให้เป็…ซูซีห่าว”
หาาาา!!!!
เสียงใของทุกคนดังขึ้นแทบจะพร้อมเพียง ซูซีห่าวแม้จะได้รับความเคารพในตระกูลซูแห่งหนานตูอยู่บ้างเพราะหัวหน้าตระกูลให้ความสำคัญหากไม่แล้วฐานะในตระกูลของเขาคงตกต่ำราวคนถูกลืมเป็แน่ แต่ก็ต้องเข้าใจว่าพลังในตอนนี้ของชายคนนั้นลดเหลือเพียงระดับลี่จิงขั้น 4 รุ่นเยาว์หลายคนยังมีระดับพลังมากกว่าด้วยซ้ำ ตอนนี้ในด้านการต่อสู้ซูซีห่าวไม่ต่างอะไรจากคนพิการที่ไม่อาจเติบโตในเส้นทางแห่งพลัง แล้วจะเอาคนเช่นนี้เป็หัวหน้าในการออกล่าอย่างนั้นหรือ
เฉินฟงมองไปทางซูซีห่าวที่ยังคงสีหน้านิ่งไว้ได้ เคยได้ยินจากซูอิงอิงว่าเดิมทีซูซีห่าวถือเป็ผู้ทรงพลังอนาคตไกลคนหนึ่ง ได้ยศจากฮ่องเต้เป็ถึงรองเเม่ทัพ แม้จะไม่ใช่ทัพใหญ่หรือทัพหลวง แต่ตำแหน่งนี้ก็สร้างความยำเกรงและที่ยืนในตระกูลซูเมืองหลวงให้ซูซีห่าวจนน้อยคนจะไม่เกรงใจเขา แต่เเล้วหนทางที่ควรรุ่งโรจน์ก็มืดดับลงเมื่อภารกิจหนึ่งของตระกูลล้มเหลว เป็ซูซีห่าวที่สละชีวิตของตัวเองช่วยเหลือซูอู๋จงที่ยังเด็กมากจนได้รับาเ็สาหัดเส้นสายพลังงานยุ่งเหยิงสุดท้ายจากระดับหยวนเสินขั้น 2 กลับกลายเป็คนพิการระดับลี่จิงขั้น 4 เท่านั้น เหตุการณ์นี้ทำให้พื้นที่ยืนในตระกูลใหญ่ของซูซีห่าวแทบไม่เหลือ จนโดนบีบบังคับจากซูหยางบิดาของซูอู๋จงให้ออกจากตระกูลต้องพาครอบครัวมาขออาศัยกับตระกูลซูแห่งหนานตูจนทุกวันนี้ โชคยังดีที่ครั้งหนึ่งเขาเคยช่วยชีวิตซูฮุ่ยชิวไว้ เมื่อถึงคราวลำบากอีกฝ่ายจึงไม่ลังเลที่จะให้การช่วยเหลือ แม้การช่วยเหลือเขาจะทำให้กระตูลใหญ่ไม่พอใจหาเื่ตัดทรัพยากรที่ต้องส่งให้ตระกูลสาขาหนานตูเรื่อยมาก็ตาม
ท่าทางคนในตระกูลใหญ่คงไม่คิดปล่อยชีวิตของซูซีห่าวให้สงบสุข
“ท่านหัวหน้าแต่ซีห่าวไม่อาจต่อสู้ได้เต็มที่อย่างน้อยผู้ที่จะจัดการสัตว์อสูรระดับหกได้ก็ต้องอยู่ในระดับเจี่ยนจิงขั้น 7 ขึ้นไป แต่ซีห่าวเขา…” ผู้าุโคนหนึ่งเอ่ยออกมาในน้ำเสียงไม่ได้มีเเววห่วงใยแต่กลับเต็มไปด้วยอารมณ์เย้ยหยัน เห็นได้ชัดว่าในตระกูลไม่ใช่ทุกคนจะชอบคนพิการที่ไม่อาจฝึกฝนได้อีกอย่างซูซีห่าว
“ข้าเข้าใจดี แต่นี่เป็คำสั่งและความ้าของตระกูลใหญ่ ซีห่าว หวังว่าท่านจะเข้าใจตัวข้าเองก็ไม่อยากส่งท่านไป อีกเื่หนึ่งการเดินทางไปล่าในครั้งนี้จอมยุทธ์ระดับสูงหลายคนในตระกูลไม่อาจร่วมทางไปได้ เพราะยังมีคำสั่งลับอีกฉบับจากตระกูลใหญ่ที่ต้องไปจัดการ”
ซูซีห่าวพยักหน้ารับใบหน้ายังคงเรียบนิ่งแววตาไร้ความกังวลก้าวออกมายืนตรงกลางทำความเคารพซูฮุ่ยชิว
“ข้าเข้าใจทุกอย่างดี ขอรับคำสั่งหัวหน้าฮุ่ยชิวข้าจะเตรียมตัวพร้อมคัดเลือกกำลังคนและออกเดินทางไปล่าแมวเบญจมาศในอีกสองวัน”
เฉินฟงอดชื่นชมท่าทางไม่หวั่นเกรงของซูซีห่าวไม่ได้ ชายคนนี้แม้จะตกต่ำแต่ความกล้าในหัวใจมีเต็มเปี่ยม ไม่น่าแปลกใจตอนเขารุ่งโรจน์คงขัดขาขัดประโยชน์ใครหลายคนเข้า เมื่อล้มแล้วคนพวกนั้นคง้ากำจัดซูซีห่าวในภารกิจนี้ให้สิ้นซาก พร้อมให้บทเรียนกับตระกูลซูแห่งหนานตูที่ให้การพึ่งพิงกับซูซีห่าวด้วยเช่นกัน นำจอมยุทธ์ระดับสูงไปทำภารกิจลับอีกอย่างหรือ เช่นนี้ในการล่าเเมวเบญจมาศจะเหลือจอมยุทธ์ที่มีพลังกี่คนกัน
แบบนี้ไม่ต่างจากคำสั่งให้ไปตาย…
นอกจากการกำจัดซูซีห่าวโดยชอบธรรมแล้ว โทษของการทำภาระกิจไม่สำเร็จก็คือการตัดทรัพยากรที่มีคุณค่า ทำให้การฝึกฝนของตระกูลสาขาหนานตูหยุดชะงัก และอาจต้องเพิ่มการส่งทรัพยากรที่มีคุณค่าซึ่งพวกเขาต้องส่งให้กระกูลใหญ่ในทุกปีเพิ่มขึ้นอีก ถือเป็การลงโทษตระกูลสาขาเล็ก ๆ ที่ให้การช่วยเหลือคนที่ไม่สมควร
“ท่านพี่ ภารกิจนี้ท่านไม่ไปได้หรือไม่ ท่านก็น่าจะรู้ว่าคนพวกนั้น้าทำอะไร” เสียงหวานเจือความกังวลที่ปิดไม่มิดดังขึ้นในเรือนไม้ขนาดกลางของซูซีห่าว แม้ซูฮุ่ยซิวจะให้เกียรติซูซีห่าวแต่การจัดสรรทรัพยากรให้กับคนในตระกูลขึ้นอยู่กับพลังและโอกาสก้าวหน้าของบุคคล เมื่อซูซีห่าวมีพลังระดับต่ำแถมยังไร้โอกาสก้าวหน้าการจัดสรรเหรียญทองและข้าวของเครื่องใช้ให้พวกเขาก็น้อยนิดตาม ดีขึ้นมาหน่อยั้แ่ซูอิงอิงเข้าสำนักศึกษาเทียนเป่าได้พวกเขาก็ได้รับทรัพยากรมากขึ้น แต่ทั้งหมดนั้นก็ต้องนำไปเป็ค่าใช้จ่ายให้ซูอิงอิงใช้ชีวิตในสำนักศึกษา นี่จึงเป็สาเหตุของความยากจนที่พวกเขาเป็แม้จะเป็คนของตระกูลที่มีชื่อเสียงก็ตาม
เฉินฟงที่แอบฟังบทสนทนาอยู่ข้างประตูยังคงนิ่งเงียบ เขาตั้งใจจะมาคุยกับท่านลุงแต่กลับได้ยินบทสนทนานี้เสียก่อน ท่าทางจะเป็อย่างที่เขาคิด การออกล่าแมวเบญจมาศเป็เพียงข้ออ้าง เหตุผลจริง ๆ เป็การกำจัดซูซีห่าว!
“ฮูหยิน หากข้าไม่ไปคนที่เดือดร้อนจะต้องเป็ฮุ่ยชิว อย่างไรข้าก็ไม่อาจให้เขาลำบากเพราะข้าไปมากกว่านี้เ้าอย่าได้กังวลไปเลย ครั้งนั้น…ข้ายังรอดชีวิตกลับมาได้ ครั้งนี้ต่อให้พวกมันอยากได้ชีวิตข้าเพียงใดพวกมันก็จะไม่สมหวังแน่ !”
แม้ซูซีห่าวจะพูดด้วยท่าทางมั่นใจแต่นั้นไม่อาจคลายกังวลให้ใบหน้าหวานของฮูหยินข้างกาย ครั้งนั้น…รอดชีวิตมาได้แต่ใช่ว่าจะรอดไปได้ทุกครั้ง… แต่นางรู้ว่าไม่อาจเปลี่ยนใจสามีได้แล้วจึงได้แต่กุมมือสากของซูซีห่าวเอาไว้
“ท่านพี่แล้วอิงเอ๋อ” ซูซีห่าวส่ายศีรษะ
“อิงเอ๋อกำลังฝึกฝนครั้งนี้นางอาจบรรลุขั้นใหม่ได้ก้าวสู่ระดับลี่จิงขั้น 4 ข้าไม่อยากให้มีเื่ภายนอกรบกวนการฝึกฝนของนาง ลูกสาวคนนี้ยังมีเส้นทางอีกยาวไกลหากเกิดสิ่งใดขึ้นกับข้า ฮูหยิน เ้าจะต้องสอนให้นางแข็งเเกร่งอย่าได้ทำอะไรวู่วามไม่คิด แม้นางจะมีความสามารถแต่เพราะไม่ได้รับการสนับสนุนการบ่มเพาะของนางจึงช้ากว่าพวกรุ่นเยาว์ในตระกูลใหญ่นัก ความเเค้นหากมีชีวิตอยู่ก็ไม่สายที่จะชำระ…”
เฉินฟงถอนหายใจเบา ๆ เห็นได้ชัดว่าซูซีห่าวเตรียมใจกับการเดินทางครั้งนี้แล้ว
“ท่านลุง…” เสียงทุ้มของเฉินฟงดังขึ้นพร้อมร่างสูงก้าวเข้ามาภายในห้อง ซูซีห่าวดูไม่แปลกใจนักเมื่อเห็นเฉินฟง ต่างกับถังเถียนเอ๋อภรรยาที่อยู่ในระดับลี่จิงขั้น 5 ที่ใเมื่อเห็นเฉินฟง
“ฟงเอ๋อ เ้ายังไม่นอนอีกหรือลุงกับป้าเพิ่งหารือกันเสร็จไปเอง” เป็ถังเถียนเอ๋อที่เอ่ยกับเฉินฟงด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน เห็นได้ชัดว่านาง้ากันเฉินฟงออกจากเื่นี้ คงเพราะเขาไม่สามารถเปิดเส้นิชี่ได้การกล่าวถึงการต่อสู้กับสัตว์อสูรแดนดินระดับ 6 ไม่ใช่สิ่งที่คนธรรมดาควรยุ่งเกี่ยว เฉินฟงเพียงระบายยิ้มอ่อนโยนเหมือนปกติส่งไปให้เท่านั้น
“ข้าเข้าใจความลำบากในการล่าครั้งนี้ของท่านลุงขอรับและมีเื่อยากขอร้องท่านลุงซักเื่ ข้าอยากเข้าร่วมการเดินทางครั้งนี้”
“ไม่ได้ !!” ทันทีที่จบประโยคเสียงเเข็งของซูซีห่าวก็ดังขึ้นขัดทันที ใบหน้าจริงจังจ้องมองเฉินฟง
“ฟงเอ๋อ เื่การเดินทางออกล่าครั้งนี้แม้เเต่ลุงของเ้ายังถือว่าอันตรายนัก สำหรับเ้าแล้วป้าไม่วางใจให้ไปเสี่ยงชีวิตเช่นนั้น ป้ารู้เ้าฝึกการต่อสู้มีความสามารถ แต่ขอบเขตของคนธรรมดากับผู้ฝึกยุทธ์มีความแตกต่างเ้ารู้ใช่หรือไม่” เป็เสียงหวานของถังเถียนเอ๋อที่เอ่ยออกมาพร้อมกุมมือของเฉินฟงเอาไว้ นางไม่อยากทำร้ายความรู้สึกชายหนุ่มตรงหน้าเื่ความสามารถของการเป็ผู้ฝึกยุทธ์ แต่การร้องขอครั้งนี้อันตรายเกินไปเเม้แต่ซูซีห่าวนางยังไม่อยากให้ไปเลย
“ท่านลุงท่านป้า ข้าเข้าใจความหวังดีของพวกท่าน แต่ที่ข้าขอติดตามไปในครั้งนี้เป้าหมายของข้าไม่ใช่ร่วมเดินทางไปสู้กับแมวเบญจมาศอย่างที่พวกท่านคิด ความสามารถข้ามีเท่าใดข้ารู้ตัวดี เพียงแค่ขอร่วมทางไปด้วยเท่านั้น”
“เป้าหมายของเ้าคือสถานที่ใดหรือสิ่งของระหว่างทางกัน ใช่ลุงกับป้าไม่รู้ว่าเ้าและอิงเอ๋อแอบไปขโมยหญ้าครามสีรุ้ง ในเมื่อเ้ามีหญ้าในไม่สู้รีบฟื้นฟูร่างกายเพื่อเปิดเส้นิชี่ไม่ดีกว่าหรือ” เฉินฟงยกมือขึ้นเกาท้ายทอยเมื่อซูซีห่าวจับได้ถึงการกระทำของเขาและซูอิงอิง
“ข้าปิดท่านลุงไม่ได้จริง ๆ เื่การบรรลุพลังเป็เื่สำคัญข้าเข้าใจดี แต่ใช่ว่าการเดินทางจะมีขึ้นบ่อย ๆ พวกท่านไปหุบเขาคนคู่จะต้องเดินทางผ่านหุบเขาจันทราอยู่แล้ว เป้าหมายของข้าคือที่นั้น”
เมื่อได้ฟังสถานที่เป้าหมายของเฉินฟง ซูซีห่าวก็เข้าใจความคิดของชายหนุ่มขึ้นมาทันทีหุบเขาจันทราสถานที่ที่เขาพบเฉินฟงเป็ครั้งแรก หุบเขาจันทราไม่ได้อันตรายมากมายแต่สถานที่ก่อนถึงนั้นจะต้องข้ามแม่น้ำขนาดใหญ่ที่มีสัตว์อสูรแดนดินระดับ 2 อย่างจระเข้เหล็กอาศัยอยู่จำนวนมาก หาก้าข้ามไปอย่างน้อยก็ต้องเป็ผู้ฝึกยุทธ์ที่อยู่ในระดับลี่จิงขั้น 2 ขบวนออกล่าของตระกูลซูในครั้งนี้ไม่ขาดเเคลนจอมยุทธ์ระดับนั้นแน่นอน นี่คงเป็เหตุผลที่เฉินฟง้าร่วมขบวนไปด้วย ชายหนุ่มตรงหน้า้ายืมความสามารถของคนในขบวนเพื่อไปยังหุบเขาจันทรา
“ท่านลุง ข้าสัญญาหากถึงหุบเขาจันทราแล้วข้าจะแยกทางกับพวกท่าน รอให้พวกท่านเดินทางกลับจากทำภารกิจข้าก็จะกลับพร้อมพวกท่าน หุบเขาจันทราเองไม่ได้อันตรายขนาดนั้นหากข้าต้องอาศัยอยู่ซักสามสี่วันใช่จะเป็ไปไม่ได้ ที่มาข้าไม่ชัดเจนข้าเองก็หวังอยากได้ความทรงจำคืน หากกลับไปยังสถานที่แห่งนั้นบางทีอาจทำให้ความทรงจำข้ากลับมาก็ได้” เฉินฟงต่อประโยคสนับสนุนเสริมทำให้ซูซีห่าวชั่งใจ และจ้องมองไปยังดวงตาน้ำตาลอ่อนโยนเบื้องหน้า
“ยังไงก็ไม่ได้ เ้าคงได้ยินลุงกับป้าคุยกันแล้ว เฉินฟงการไปครั้งนี้แม้แต่ชีวิตลุงยังไม่แน่ว่าจะรักษากลับมาได้หรือไม่ ข้าย่อมไม่ยินดีที่จะพาเ้าไปเสี่ยงอันตรายด้วย ความร้อนใจอยากรู้เื่ราวตนเองของเ้าข้าเข้าใจดีแต่รอหน่อยเถิดหากเ้ามีชีวิตอยู่ต่อไปอนาคตจะต้องได้กลับไปที่หุบเขาจันทราอีกแน่” ซูซีห่าวจับบ่าหลานชายคนละสายเืด้วยสีหน้าจริงจัง
ยามนั้นเขาเดินทางผ่านหุบเขาจันทรากับคนในตระกูล ได้พบชายหนุ่มตรงหน้านอนสลบไสลอยู่ริมแม่น้ำที่ไหลเชี่ยว เป็ซูซีห่าวเองที่เสนอให้ช่วยเหลือชายหนุ่มไว้ ตอนนั้นเขาคิดว่าเฉินฟงคงจะเป็จอมยุทธ์รุ่นเยาว์ตระกูลใหญ่ซักตระกูล ด้วยเสื้อผ้าที่สวมใส่เป็ผ้าเนื้อดีแต่ตามร่างกายกลับเต็มไปด้วยคราบเืเกรอะกรังและอาการาเ็ตามร่างกายแทบทุกส่วน แต่เมื่อชายหนุ่มฟื้นกลับพบว่าความทรงจำของตัวเองขาดหายไป ไม่เพียงเท่านั้นเขายังเป็คนไร้พลัง ด้วยความไร้ที่มาที่ไปแถมเป็คนไร้พลังขนาดอายุของชายตรงหน้าพอ ๆ กับซูอิงอิงจึงคาดการว่าน่าจะอายุ 17 ปี
ผู้ที่มีอายุเกิน 14 ปี แล้วยังไม่สามารถปลุกพลังิชี่ได้ ถือว่าโอกาสในการปลุกพลังน้อยลงไปทุกที ชายหนุ่มตรงหน้าที่ไร้ความทรงจำไร้ญาติขาดมิตร แถมยังเป็พวกไร้ประโยนช์ที่ไม่สามารถฝึกฝนพลังยุทธ์ ไม่ต่างจากคนไร้ค่าที่ไม่ควรให้ความสำคัญ แต่เป็ซูซีห่าวเองที่ช่วยเหลือรับเฉินฟงเป็หลานชาย ให้ที่พักพิงและยังดูแลเขาเหมือนสายเืของตนเองคนหนึ่ง นี่คือสาเหตุที่ชายหนุ่มเคารพชายวัยกลางคนคนนี้มากมายนัก
“ข้าเข้าใจแล้วท่านลุง” เมื่อเห็นท่าทางสีหน้าไม่ยอมของซูซีห่าว ทำให้เฉินฟงได้เเต่ถอนหายใจ ถ้าอีกฝ่ายยืนยันหนักแน่นเช่นนี้ก็เป็เขาเองที่จะต้องยอมแพ้
สองวันหลังจากคำสั่งล่าแมวเบญจมาศในตระกูลซูถูกประกาศออกไปขบวนออกล่าก็เตรียมพร้อม ผู้นำขบวนครั้งนี้คือซูซีห่าวสร้างความไม่พอใจต่อจอมยุทธ์น้อยใหญ่ในตระกูล แต่ไม่มีใครสามารถคัดค้านอะไรได้เพราะนี้คือคำสั่งโดยตรงจากตระกูลใหญ่ มีคนเพียงหยิบมือเท่านั้นที่เข้าใจความหมายของคำสั่งนี้ แต่ละคนได้แต่ส่งสายตาสงสารและเห็นใจให้แก่อดีตรองเเม่ทัพที่เคยรุ่งเรืองเพราะไม่แน่การเดินทางออกจากตระกูลวันนี้อาจเป็ครั้งสุดท้ายของซูซีห่าว
ตำแหน่งรองหัวหน้าขบวนล่าคือซูหยุน ซึ่งถือเป็จอมยุทธ์มือดีคนหนึ่งในตระกูลด้วยระดับพลังเจี่ยนจิงขั้น 2 เขาเป็คนที่มีระดับสูงที่สุดในกลุ่มล่าครั้งนี้ นอกจากนี้ยังมีจอมยุทธ์ขุมพลังเจี่ยนจิงขั้น 1สามคน ลี่จิงขั้น 7 ห้าคน ลี่จิงขั้น 6 แปด คน ลี่จริงขั้น 5 สิบคน และลี่จิงขั้น 4 ยี่สิบคน ที่ไม่อาจมีผู้มีพลังสูงกว่านี้เข้าร่วมเดินทางเพราะคำสั่งลับอีกฉบับที่จะต้องใช้จอมยุทธ์ระดับสูงในตระกูลไปจัดการ ที่ซูฮุ่ยชิวให้ซูหยุนร่วมเดินทางในครั้งนี้ ถือว่าเขาให้ความสำคัญและเป็ห่วงความปลอดภัยของซูซีห่าวมากแล้ว ที่เหลือจากนี้ก็อยู่ที่โชคของเ้าตัวด้วยว่าจะสามารถรักษาชีวิตของตนกลับมาได้หรือไม่
ใช้เวลาเกือบสองชั่วยามในการเดินทางจากตัวเมืองถึงแม่น้ำขนาดใหญ่ที่ขั้นกลางก่อนจะถึงหุบเขาจันทรา บริเวณริมแม่น้ำมีกระโจมสีขาวบนยอดกระโจมมีธงสีแดงตรงกลางมีตัวอักษรขนาดใหญ่เขียนว่า ‘ซู’ สี่กระโจมตั้งไว้อยู่ ซูซีห่าวลงจากหลังมัาเดินไปทักทายหัวหน้าหน่วยคนหนึ่งที่ได้รับมอบหมายจากเขาให้เดินทางล่วงหน้ามายังแม่น้ำแห่งนี้เพื่อต่อแพในการข้ามไปอีกฝั่ง เห็นได้ชันเจนว่านอกจากกระโจมของกระกูลซูยังมีกระโจมของอีกหลายตระกูลและหลายขั่วอำนาจใกล้เคียงเมืองหนานตูตั้งกระโจมไว้อยู่ ข่าวการมีอยู่ของแมวเบญจมาศดึงดูดความสนใจของหลากหลายขั่วอำนาจในดินแดนแถบนี้
การเดินทางผ่านแม่น้ำขนาดใหญ่ที่มีสัตรว์อสูรแดนดินระดับ 2 อย่างจระเข้เหล็กต้องใช้แพพิเศษที่ทาพิษของต้นตะวันดับไว้จะทำให้จระเข้เหล็กไม่กล้าเข้ามายุ่งวุ่นวาย และการเดินทางของพวกเขาจึงจะราบรื่น แต่ต้นตะวันดับก็ถูกปกป้องด้วยผึ้งพิษที่อาศัยทำรังและกินยางพิษจากต้นตะวันดับในการคงอยู่ ผึ้งพิษเป็สัตว์อสูรแดนดินระดับ 1 แต่ความน่ากลัวของพวกมันคือการอยู่รวมกันเป็กลุ่มจึงต้องอาศัยจอมยุทธ์ในการค้นหาพิษจากต้นตะวันดับและต่อเรือ แม่น้ำแห่งนี้จึงเปรียบดังเเม่น้ำมรณะสำหรับชาวบ้านธรรมดา
“พวกเราจะพักผ่อนกันที่นี้ก่อนครึ่งชั่วยาม หลังจากนั้นจะเริ่มตั้งขบวนเดินทางข้ามแม่น้ำ” เสียงของซูซีห่าวดังขึ้นเป็คำสั่งหลายคนพยักหน้าเห็นด้วย แม้แพจะพร้อมแล้วแต่พวกเขาเดินทางครึ่งค่อนวันต่อให้เป็ผู้ฝึกยุทธ์ก็้าพักซักนิด เพราะการเดินทางกลางแม่น้ำต่อจากนี้แม้จะค่อนข้างมั่นใจว่าไม่มีสัตรว์อสูรเข้ามาวุ่นวายแต่ทุกอย่างก็มีข้อแม้ เมื่อคนเดินทางจำนวนมาก ๆ ก็เปรียบดั่งอาหารอันโอชะสำหรับสัตว์ร้ายที่หิวโหย หากพวกมันบางตัวฝ่าพิษของต้นตะวันดับเข้ามาโจมตีพวกเขา ถึงต้องนั้นแต่ละคนก็ต้องใช้ความสามารถในการต่อสู้เพื่อรักษาแพเอาไว้ให้ได้ เพราะเมื่อใดที่แพล่มเมื่อนั้นพวกเขาก็เหมือนก้อนเนื้อที่หล่นไปให้ฝูงจระเข้รุมกิน
“พวกเ้าสองคนตรงนั้นตามข้ามา”
ตอนที่ทุกคนกำลังแยกย้ายพักผ่อนเสียงของซูซีห่าวดังขึ้นอีกครั้งไม่ไกลคนที่เขากำลังเรียกหา จอมยุทธ์ตระกูลซูทั้งสองคนมองหน้ากันก่อนที่จะเดินตามซูซีห่าวเข้าไปในกระโจมพักผ่อน
ภายในกระโจมไม่มีคนนอกคนอื่น มีเพียงซูซีห่าวที่นั่งอยู่บนเก้าอี้กำลังมองจอมยุทธ์ภายใต้ผ้าปิดหน้าด้วยสายตานิ่งขรึม ชุดของจอมยุทธ์ตระกูลซูในการออกล่าผู้ที่มีระดับต่ำกว่าลี่จิงขั้น 6 จะใส่ชุดสีดำรัดรูปปกปิดใบหน้าไว้ครึ่งหนึ่ง สองคนในห้องก็ใส่ชุดนั้นเช่นกัน
บรรยากาศภายในยังคงเงียบกริบมีเพียงซูซีห่าวที่ยังคงใช้สายตาคมมองคนทั้งสองไม่วางตา ในที่สุดาประสาทก็สิ้นสุดเมื่อหนึ่งในจอมยุทธ์ถอนหายใจพร้อมยกมือทั้งสองข้างขึ้นเป็ท่ายอมแพ้
“ข้ายอมแพ้แล้วเ้าค่ะ” เป็เสียงใสที่คุ้นหูพร้อมกับเ้าของร่างปลดผ้าคลุมใบหน้าออกเผยให้เห็นใบหน้าน่ารักที่ซูซีห่าวคุ้นเคย ‘ซูอิงอิง’ นั้นเอง เมื่อเห็นว่าคนข้างกายเปิดเผยตัวจอมยุทธ์ชุดดำอีกคนก็ปลดผ้าคลุมหน้าออกเช่นกัน คนคนนั้นก็คือเฉินฟง
ชายหนุ่มรับรู้ความผิดหลังจากเปิดเผยตัวก็ประสานมือคาราวะซูซีห่าวเป็การขอโทษ
“ฮึ !!!” เสียงคำรามต่ำ ๆ ดังเมื่อทั้งลูกและหลานยอมเปิดเผยตัวออกมา เขารับรู้หลังเดินทางได้ซักพักว่าทั้งสองคนนี้น่าจะเป็ซูอิงอิงและเฉินฟง แม้ในใจอยากไล่ให้กลับไปเสียระหว่างทางแต่เพราะการเดินทางที่จำเป็ต้องเร่งรีบ เนื่องจากพวกเขาเดินทางช้ากว่าหลายตระกูลหากยังเสียเวลาด้วยเื่เหล่านี้อีกจะเป็ผลเสียต่อภาพรวมได้ ทำให้เขาต้องห้ามใจรอให้ถึงจุดพักผ่อนก่อนจึงเรียกจอมดื้อทั้งสองคนของตนมาพบ
“ท่านพ่อเ้าคะ อิงเอ๋อเพียงเป็ห่วงท่านเท่านั้น การเดินทางครั้งนี้อันตรายมากเพียงไหนท่านรู้ดีแก่ใจ แล้วท่านจะให้ข้ายอมอยู่บ้านเฉย ๆ ทำเหมือนท่านออกไปเดินเล่นตลาดได้อย่างไรกัน” เป็ซูอิงอิงที่เปิดประโยคสนทนาก่อน ทำให้ซูซีห่าวได้แต่ถอนหายใจในความดื้อรั้นของลูกสาว เมื่อมองดูซูอิงอิงดี ๆ จึงสังเกตุเห็นความเปลี่ยนแปลงของพลังิชี่รอบตัวนาง
“เ้าบ่มเพาะถึงระดับลี่จิงขั้น 4 แล้วรึ”
เป็ซูอิงอิงยิ้มร่าเมื่อบิดาถามถึงเื่นี้ เดิมทีนางต้องใช้เวลาอีกอย่างน้อยหนึ่งเดือนจึงจะก้าวเข้าสู่ระดับลี่จิงขั้น 4 ได้ แต่เพราะความช่วยเหลือจากหญ้าครามสีรุ้งทำให้กระบวนการทุกอย่างรวดเร็วขึ้น เมื่อหนึ่งวันก่อนนางเพิ่งบรรลุถึงขั้นนี้ เมื่อออกจากการบำเพ็ญก็ได้ยินข่าวร้ายเื่ขบวนการล่าแล้วจะให้นางนิ่งนอนใจได้อย่างไรกัน
“ท่านไล่ข้ากลับข้าก็ไม่ยอมกลับนะเ้าคะ ไม่ว่าอย่างไรข้ากลับไปครั้งนี้ก็ต้องมีท่านกลับไปหาท่านแม่ด้วยกันให้ได้ หากท่านไม่กลับกับข้าก็ต้องให้ข้าไปพร้อมกับท่านเท่านั้น”
“เ้านี่นะ ข้าไม่น่าตามใจเ้าจนเคยตัวเลยจริง ๆ” ซูซีห่าวถอนหายใจ ไม่ว่าอย่างไรตอนนี้เขารู้ดีว่าไม่สามารถไล่ลูกสาวของตนกลับได้แล้ว แต่ชายหนุ่มอีกคนนี่สิที่ทำให้เขาคิดหนักมากกว่า
“เ้าแอบมาพ่อยังเข้าใจ แต่เ้ายอมปล่อยให้ฟงเอ๋อตามมาด้วยแบบนี้จะอธิบายอย่างไร หืม” เป็ซูอิงอิงที่ยิ้มแห้ง ๆ เมื่อบิดาสอบถาม ความจริงนางเองก็เพิ่งรู้ว่าเฉินฟงแอบปลอมตัวเข้าขบวนด้วยตอนเดินทางมาได้ซักพักหนึ่งแล้วด้วยซ้ำเพราะสงสัยว่าทำไมจอมยุทธ์คนนี้ถึงเดินทางช้ากว่าคนอื่นนักเมื่อจับได้นางก็ไล่เขากลับเหมือนที่บิดากำลังจะทำ แต่เฉินฟงเมื่อตัดสินใจแล้วชายหนุ่มไม่สนใจสิ่งใดทำให้ได้แต่บอกตัวเองว่าต้องคุ้มครองน้องชายคนนี้อีกคน
“ข้าไล่แล้ว แต่เฉินฟงไม่กลับเ้าค่ะ”
“พวกเ้านี่นะ ดื้อพอกันจริง ๆ”
“ท่านลุงข้าขอเพียงเดินทางผ่านแม่น้ำนี้ไปได้เท่านั้นเมื่อถึงหุบเขาจันทราข้าสัญญาว่าจะแยกออกไปและรอพวกท่านเดินทางกลับมาอย่างสงบ” เฉินฟงประสานมือให้ซูซีห่าว เมื่อผู้าุโเห็นความดื้อดึงของทั้งสองคนได้แต่ถอนหายใจและพยักหน้ารับการตัดสินใจของพวกเขา
เมื่อได้รับอนุญาตอย่างเป็ทางการซูอิงอิงและเฉินฟงลอบยิ้มไห้กัน ซูซีห่าวบอกให้คนทั้งสองออกไปพักผ่อนเพราะเขาต้องหาลือกับซูหยุนในการเดินทางข้างหน้าอีก