บทที่ 54 ฝันร้ายที่น่าขยะแขยง
มู่จือกลับมาถึงบ้านอีกทีเวลาก็ล่วงเลยมาถึงเที่ยงคืน ก่อนเธอกลับมาถึงบ้าน หลังจากอินเสินออกจากบริษัทก็ตรงมาที่บ้านของมู่จือเพื่อดูซิงซิง ทั้งยังเอาของเล่น เสื้อผ้า และของใช้ในชีวิตประจำวันของซิงซิงมาด้วย
แต่เมื่อมาถึงก็เห็นซิงซิงตัวน้อยนอนหลับพริ้มอยู่บนโซฟาด้วยท่าทางแปลกประหลาด
เจ้าก้อนแป้งนอนคว่ำหน้า ก้นกลม ๆ กระดกขึ้น ใบหน้าอวบอ้วนแนบไปกับที่วางแขนอันอ่อนนุ่ม แก้มเจ้าเนื้อบี้เข้ากับโซฟาจนเป็นก้อน มองดูน่ารักน่าชังยิ่ง
ทั้งยังมองเห็นน้ำลายที่มุมปากได้ชัดเจน
อินเสินอดกระตุกยิ้มไม่ได้
เห็นได้ชัดว่าเขาทำให้ผู้คนตัวแข็งทื่อยามอยู่ในบริษัท แต่ตอนนี้พอได้มองไปยังเด็กน้อยที่กำลังหลับ สีหน้าของเขาก็ดูอ่อนลงมาก
เขารู้ดีว่าสีหน้าของตนเองเปลี่ยนมากแค่ไหน และรู้สึกว่าตอนนี้อารมณ์ของเขาดีขึ้นมาก
ชายหนุ่มค่อย ๆ อุ้มเด็กน้องขึ้นแผ่วเบา ระหว่างนั้นก็ได้ยินเสียงเด็กน้อยขยับปากขมุบขมิบ อาจเป็นเพราะสัมผัสได้ถึงลมหายใจอันคุ้นเคย เธอจึงไม่หลุดออกจากห้วงแห่งความฝัน
ใบหน้าเล็ก ๆ ของเธอเกิดรอยแดงจากผ้าห่มบนโซฟาเหมือนอย่างกับแมวน้อย
อินเสินวางเธอลงเบา ๆ บนเตียงและห่มผ้าให้เธอ จากนั้นก็วางตุ๊กตากระต่ายตัวโปรดไว้ที่ข้างหมอน สุดท้ายเขาก็ยืนอยู่ที่หน้าประตู จ้องมองซิงซิงสักพักแล้วค่อยจากไป
หากเขาเดาไม่ผิด คืนนี้อาจจะได้รับข่าวว่าโจวเฉียงจะโอนสิทธิ์ในการลงทุนมาให้เขา
เขาแทบรอไม่ไหวที่จะได้เห็นสีหน้าของโจวเฉียง
……
มู่จื่อกลับมาอีกทีก็เป็นเวลาเช้ามืดของอีกวันแล้ว
ซิงซิงหลับไปแล้วสองครั้ง เด็กน้อยส่งเสียงหายใจแผ่วเบาราวกับสัตว์ตัวน้อยที่หลับไม่รู้เรื่องรู้ราว มู่จือไม่รู้ว่าทำไม แต่เธอพลันวิ่งไปข้างเตียงของซิงซิงและใช้นิ้วอังจมูกของซิงซิง
โอเค ยังไม่ตาย…
หญิงสาวกะพริบตาปริบ ๆ ดึงนิ้วกลับมา ก่อนจะหมุนกายกลับไปที่ห้องของตัวเอง บ้านหลังนี้ของเธอมีขนาดใหญ่ มีห้องเรือนกระจก และฟิตเนสส่วนตัว
แต่เธอไม่ชอบให้คนอื่นเข้ามายุ่งวุ่นวายในบ้านของเธอ หากจะบอกว่ามีความคล้ายคลึงอะไรระหว่างลูก ๆ ของเสิ่นเฉินโจว นิสัยนี่คงเป็นสิ่งเดียวที่คล้ายกัน
พวกเขาทั้งหมดล้วนใช้ชีวิตอยู่คนเดียว
มู่จือทิ้งตัวนอนอยู่บนเตียง บรรยากาศรอบด้านเงียบสงบ แต่กลับมีเสียงจ้อกแจ้กจอแจดังอยู่ในหัวของเธอตลอดเวลา
ความเหนื่อยล้ามากเกินไปทำให้หูของเธอแว่ว เมื่อเธอหลับตาลง ใบหน้าที่น่าขยะแขยงเหล่านั้นก็ปรากฏขึ้นมาอีกครั้ง ดูเหมือนจะมีอาการปวดจี๊ด ๆ ในท้องอีกรอบ
มู่จือพลิกตัวลุกขึ้นมากินยานอนหลับ แล้วนอนลงบนเตียงอีกครั้ง
แพขนตายาวราวกับปีกผีเสื้อสั่นไหวในคืนที่มืดมิด ใบหน้าที่งดงามนั้นเป็นเงาที่สมบูรณ์แบบในยามค่ำคืน ไม่มีใครสนใจว่าภายใต้ใบหน้าที่งดงามมีหัวใจดำมืดเพียงใด
สุดท้ายเธอก็ผล็อยหลับไปด้วยความง่วงที่ไม่สามารถควบคุมได้
คืนนั้นมู่จือฝัน
ภายในฝัน เธอได้ดื่มไวน์แก้วนั้นลงไป
จากนั้นก็ก้าวเข้าสู่นรก
ความรู้สึกที่ไม่สามารถควบคุมร่างกายของเธอได้นั้นเหมือนจริงเหลือเกิน เธอดิ้นรนอย่างบ้าคลั่ง ใบหน้าของคนน่ารังเกียจพวกนั้น พยายามจะเข้ามาควบคุมเธอ
ในตอนแรกมีเพียงสองคน ต่อมาก็มีคนเข้าร่วมวงอีกหลายคน จินเหยียนยืนถ่ายรูปใกล้ ๆ ดูเหมือนจะพูดว่า ‘ขอให้สนุกนะ’ แล้วล็อกประตูก่อนออกไป
สกปรกโสมม
ผิวหนังทุกตารางนิ้วรู้สึกเหนียวเหนอะ ร่างกายไม่สามารถควบคุมได้ ภายใต้แสงไฟสลัวมันกัดกร่อนตัวเธอทั้งภายในและภายนอก
ในที่สุดผู้คนก็จากไป เธอนั่งอยู่ในอ่างอาบน้ำทั้งวันจนกระทั่งอุณหภูมิในน้ำเย็นเฉียบ ผิวกายของเธอก็ย่นเพราะนั่งแช่น้ำ
ในคืนที่สอง ในที่สุดเธอก็ลุกขึ้นจากอ่างอาบน้ำและมองดูตัวเองในกระจก
ผิวขาวซีดเซียวราวกับผี
ผีสาวที่กำลังตามหาชีวิตของเธอ
เธอแสยะยิ้มให้คนในกระจก ราวกับว่ามันไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับเธอ กิจกรรมและภาพยนตร์ทั้งหมดยังคงดำเนินต่อไปอย่างราบรื่น
ผู้จัดการรู้สึกว่าเธอเปลี่ยนไป แต่ก็ไม่สามารถอธิบายได้ว่าทำไมถึงเปลี่ยน ยกเว้นจินเหยียนและคนไม่กี่คนที่เกี่ยวข้องแล้วก็ไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในคืนนั้น
แต่มันไม่สำคัญอีกต่อไป
เธอจะใช้ความงามของร่างกายและหัวใจที่เหี่ยวเฉาของเธอเพื่อบีบมันออกมาให้ขาวสะอาด เธอราวกับเป็นคนบ้า และสิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือเธอรู้ตัวของตัวเองดี
ร่างกายไม่อาจรับความเจ็บได้อีกต่อไป
ควบคุมตัวเองไม่ได้จนอยากจะทำร้ายตนเอง สุดท้ายจึงใช้ตะเกียบแทงหลอดอาหารของตัวเอง ความเจ็บปวดสาหัสแบบนี้เท่านั้นที่สามารถทำให้เธอรู้สึกว่าเธอยังมีชีวิตอยู่
“เฮือก!”
จู่ ๆ มู่จือก็สะดุ้งสุดตัวลุกขึ้นจากเตียง หญิงสาวหอบหายใจอย่างรุนแรง ความรู้สึกคลื่นไส้ตีขึ้นในลำคอ เธอวิ่งเข้าห้องน้ำ และล้างหน้าด้วยน้ำเย็น ๆ เพื่อระงับความรู้สึกข้างใน
หลังจากที่สงบสติอารมณ์ได้ เธอก็วางมือบนหน้าอก หัวใจของเธอเต้นระรัว
มันก็แค่ฝันน่ะ…
โชคดีที่มันเป็นเพียงความฝัน
มู่จือบีบนวดหว่างคิ้ว จากนั้นจึงกระแทกตัวเองลงบนเตียงและเอาผ้าห่มคลุมศีรษะไว้ ขณะเดียวกันซิงซิงก็ขยี้ตาและลุกขึ้นนั่งบนเตียง
ตอนนี้เป็นเวลาตีห้า ดวงอาทิตย์เริ่มโผล่พ้นขอบฟ้า
เมื่อคืนซิงซิงเข้านอนเร็วมาก และตอนนี้เธอก็นอนไม่หลับอีกต่อไป!
เด็กน้อยสามารถดูแลตัวเองได้ หลังจากใช้ห้องน้ำเสร็จก็ดื่มน้ำหนึ่งแก้วและกินขนมปัง จากนั้นก็หันไปมองทางห้องของมู่จือ
ประตูห้องของมู่จือปิดสนิท ซิงซิงจึงไม่เห็นว่าพี่สาวคนสวยทำอะไรอยู่ข้างใน เด็กน้อยเกาหัวเล็ก ๆ แล้วทำหน้ามุ่ย
เธอรู้สึกได้ว่าพี่สี่ไม่สบาย
ซิงซิงใช้เวลาคิดเพียงเสี้ยววินาทีแล้ววิ่งไปทางประตู
มู่จืออาศัยอยู่เพียงลำเพียงในบ้านเดี่ยวหลังใหญ่ ตอนซิงซิงเดินออกมาไม่ได้ปิดประตูให้เรียบร้อย ขาสั้นป้อมของเธอวิ่งออกไปข้างนอก
สายลมยามเช้ายังคงเย็นชื่น ยามพัดผ่านใบหน้าทำให้รู้สึกเย็นไม่น้อย ขณะที่วิ่งก็มองขึ้นไปบนท้องฟ้า ดวงอาทิตย์ที่กำลังขึ้นย้อมสีแดงทางทิศตะวันออกราวกับเปลวไฟที่ลุกโชนของขนนกฟีนิกซ์
ดวงอาทิตย์บดบังแสงสลัวของดวงดาว ซิงซิงอดไม่ได้ที่จะยกมือขึ้นชี้ไปยังดวงดาวที่แทบจะมองไม่เห็นบนท้องฟ้าแล้ว จู่ ๆ ก็รู้สึกว่าตัวเองมีความรับผิดชอบอันใหญ่หลวง
พี่สาวยังเป็นเด็กซุกซน ซิงซิงต้องดูแลพี่สาวอย่างดี!
ในที่สุดซิงซิงก็วิ่งไปที่ร้านขายยาตรงปากทางเข้าหมู่บ้าน เมื่อหมอประจำร้านขายยาเห็นเด็กสาวน่ารักคนหนึ่งวิ่งเข้ามาในตอนเช้าตรู่แบบนี้ ปฏิกิริยาแรกของเขาคือการมองไปข้างหลังคนตัวเล็ก
แต่ไม่พบว่ามีใครตามเธอมาสักคน
“เด็กน้อย พ่อแม่ของหนูอยู่ที่ไหน”
ซิงซิงเงยหน้าขึ้นมองหน้าคุณหมอและยิ้มหวาน
“สวัสดีค่ะคุณน้า หนูมาซื้อยาให้พี่สาวค่ะ พี่สาวปวดท้องและก็อาเจียน”
หมอตกใจ “หนูออกมาซื้อยาให้พี่สาวคนเดียวเหรอ”
ซิงซิงพยักหน้าอย่างแรง “ค่ะคุณน้า พี่สาวของหนูปวดท้อง ปวดหัว อาเจียนและนอนไม่หลับ”
เป็นเรื่องปกติที่เด็กอายุสามสี่ขวบจะพูดได้ชัดเจนและครบถ้วน แต่ความคิดและคลังคำศัพท์มากขนาดนี้ถือว่าเป็นอัจฉริยะ
ตามคำอธิบายของซิงซิง คุณหมอก็ได้นำยารักษาโรคกระเพาะและยากล่อมประสาทมาจำนวนหนึ่งมอบให้กับซิงซิง
“เด็กน้อย หนูจะจ่ายเงินยังไง”
ซิงซิงตกใจ
แย่แล้ว! เธอไม่มีเงิน
ใบหน้าของเด็กน้อยเปลี่ยนเป็นสีแดงทันที
“ขอ…ขอโทษค่ะ”
ซิงซิงเบะปากราวกับจะร้องไห้ “หนู… หนูจะกลับไปเอา...”
เมื่อหมอเห็นเด็กน้อยเป็นแบบนี้ หัวใจของเขาก็แทบละลายเป็นน้ำและรีบคว้าซิงซิงไว้
“ไม่ต้องหรอก หนูน้อยเอายาไปก่อนแล้วค่อยมาจ่ายครั้งหน้านะ”
เด็กน้อยน่ารักขนาดนี้ ติดเงินนิดหน่อยจะเป็นอะไรไป ในขณะนั้น จู่ ๆ เสียงกลไกอันไพเราะก็ดังขึ้นบนข้อมือของซิงซิง
[ซิงซิงต้องการจ่ายเงินใช่ไหม]
“เอ๊ะ?” ดวงตาของซิงซิงเบิกกว้าง!
มันเป็นนาฬิกากระต่ายพูดได้!
ซิงซิงยกข้อมือขึ้นแล้วตะโกนบอกกระต่ายน้อย “ใช่ค่ะ!”
นาฬิกาตรวจจับคำอย่างชาญฉลาดและตอบกลับ
[แสดงบาร์โค้ดบนหน้าจอของฉันไปยังร้านค้า]
“ว้าววว”
ปากของซิงซิงอ้าออกเป็นรูปตัวโอ ก่อนเธอจะยื่นข้อมือเล็ก ๆ ไปหาคุณหมอ
คุณหมอเองก็ตกตะลึงไป ไม่นานมันจึงสแกนแล้วรับเงินได้สำเร็จ นี่มันเทคโนโลยีขั้นสูงอะไร! เธอมีนาฬิกาอัจฉริยะด้วย แต่ทำไมมันถึงฉลาดจัง
ซิงซิงจ่ายค่ายาอย่างมีความสุขและรู้สึกว่าพี่ชายเป็นซูเปอร์แมน นึกไม่ถึงว่าเจ้านาฬิกาจะรู้ว่าเธอต้องการใช้เงิน มีของแบบนี้ซ่อนอยู่ในนาฬิกาข้อมือของเธอ!
พี่ชายสุดยอดมาก!
ซิงซิงกล่าวคำอำลากับคุณหมอและวิ่งกลับไปที่บ้านของมู่จือ ระหว่างวิ่งก็ไม่ยอมวางมือลงเลย
ซิงซิงมองซ้ายมองขวา เมื่อไม่พบใครเธอกจึงจ่อนาฬิกาไว้ที่ปากอย่างลึกลับและพูดด้วยเสียงแผ่วเบา
“อัจฉริยะน้อย ยังอยู่หรือเปล่า”
[อยู่] นาฬิกาข้อมือตอบกลับ
“ว้าว ว้าว ว้าว!” ซิงซิงตื่นเต้นมาก “เธอมีเงินเท่าไหร่น่ะ”
นาฬิกาข้อมือตอบ [ไม่จำกัดจำนวน]