ยามอู่[1]...
อาทิตย์ดวงโตขนานกับศีรษะขบวนทหารคุมเสบียงที่เหลือแยกมาจากขบวนทัพใหญ่ของแม่ทัพเดินทางเลาะเลียบลำน้ำหวางเหอกินเวลานานเกือบสองชั่วยามกว่าจะเลาะถึงทางแยกเข้าป่าไผ่อีกเพียงข้ามเขาสูงลูกสุดท้ายก็สามารถลัดเลาะเข้าสู่เขตฉางอัน
ฟู่อิงสงเป็ผู้นำทัพขี่ม้าสีดำทะมึนอยู่แถวหน้าตามด้วยม้าของเหล่าทหารลดหลั่นตามลำดับชั้นสองนายบ่าวในชุดชายชาวฮั่นสีเทาอ่อนนั่งตีคู่เด่นบนหลังม้าแปลกตากว่าเหล่าทหารในชุดสีเข้มเยื้องไปด้านหลังเป็เหล่าทหารยศรองลงมา
ปิดท้ายขบวนม้าด้วยทหารลำดับชั้นถัดลงมาอีกด้านหลังเป็ขบวนหาบเสบียงและสินค้าที่ขนกลับมาจากชายแดนด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือเต็มอัตราศึกมีลูกหาบ พ่อครัว และเหล่าทหารชั้นปลายแถวเดินระวังภัยอยู่ท้ายขบวน
แสงแรงกล้าแผดเผาจนขบวนเริ่มเอื่อยล้าฟู่อิงสงสังเกตเห็นเหล่าทหารกล้าพากันอ่อนแรงจึงส่งสัญญาณให้พักเมื่อถึงริมธารน้ำสายเล็กจุดตัดระหว่างแม่น้ำหวางเหอและลำน้ำสายรอง
“พักที่นี่กันสักครึ่งชั่วยาม ดื่มกินอาหาร น้ำ แล้วค่อยออกเดินทางต่อ”
ฟู่อิงสงสั่งการเสร็จจึงะโลงจากหลังม้ารุดนั่งลงกวักน้ำในลำธารขึ้นมาจะล้างหน้าพลันชะงักแกว่งน้ำในมือก่อนจะเททิ้งสีหน้าครุ่นคิด ซุนหยางตามลงมาจับสังเกตได้จึงถามทันที
“มีสิ่งใดไม่ชอบมาพากลหรือขอรับ”
“น้ำที่นี่มีกลิ่นแปลก ๆ ข้าคิดว่ามันเป็กลิ่นฉุนของกำมะถันแต่ไม่แน่ใจ”
“จำนวนมากหรือขอรับ”
“ถึงขนาดน้ำเปลี่ยนสี เ้าว่ามากหรือไม่เล่า” ฟู่อิงสงครุ่นคิดพลางจ้องน้ำในลำธาร
น้ำไหลเอื่อยไม่แรงนักแต่หากสังเกตดีๆ จะเห็นตะกอนนอนก้นสะท้อนแสงอาทิตย์ระยิบระยับงดงามหากไม่พิศดูและอันตรายหากได้ดื่มกิน
“ข้าคิดว่าเราไม่ควรดื่มน้ำในธารนี้” หยางซุนหยางเอ่ยพลางครุ่นคิดครู่หนึ่งจึงรุดนั่งชันเข่ากวักน้ำขึ้นมาดมกลิ่น “อาจเป็พวกโจรป่าหรือเผ่าเร่ร่อนลอบทำดินปืนหรือลักลอบผลิตอาวุธในเขตแดนเราแล้วปล่อยน้ำลงลำธารหากผู้ใดดื่มกินโดยไม่รู้อาจได้รับพิษโดยที่พวกมันไม่ต้องลงแรง”
“อาจซ่องสุมกำลังด้วย เห็นทีเราต้องระวังพวกลอบโจมตี” ฟู่อิงสงกล่าวพลางกวาดสายตามอง
รอบบริเวณเงียบกริบแทบไร้สรรพเสียงแปลกเกินไปจริง ๆ แทบไม่มีสรรพสัตว์เคลื่อนไหวทั้งที่แถบนี้แม้แต่หมู่บ้านยังไม่มี
“ข้าก็คิดเช่นท่าน”
อดีตขุนนางหนุ่มกวาดตามองรอบบริเวณไม่พบสิ่งผิดปกติจึงเหลือบมองคุณชายน้อยด้วยความเป็ห่วงแต่นางดูปกติไม่เหมือนเมื่อคืนที่ดูร้ายกาจจนเขาแทบรับมือไม่ได้
“ดูเ้าจะเป็ห่วงอาเสียะมาก” ฟู่อิงสงเอ่ยลอยๆ
“คุณชายเป็นาย ข้าต้องห่วงมากเป็ธรรมดายิ่งร่างเล็กอรชรอ้อนแอ้นเช่นนี้เกรงจะมีใครเข้าใจผิดโดยเฉพาะกับนกกาที่อาจเข้ามาโดยไม่หวังดี”
“งั้นหรือ หึหึ” รองแม่ทัพผู้แม่นธนูราวจับวางหัวเราะเบาๆ แล้วเอ่ย “บางทีนอกจากนกกาแล้วอาจมีนกชั้นดีที่หมายปองความงามนั้นอีกก็เป็ได้”
“แต่อาเสียะเป็ชายขอรับ คงหาความงามเช่นสตรีมิได้”
“รักนั้นหรือแบ่งแยกบุรุษสตรี... ขอเพียงมีรัก” ฟู่อิงสงสวนกลับทันกันแล้วหัวเราะราวกับเป็เื่เล็ก “หรือว่านายเ้ามีคู่หมายแล้วอย่างนั้นรึ”
หยางซุนหยางหน้าตึงทันทีที่ฟังคำนัย ได้แต่ขยับตัวอึดอัดก่อนจะเอ่ยขอตัวกลับไปหาคุณชายน้อยสารพัดพิษที่ลงจากหลังม้าตรงไปทางกลุ่มพ่อครัวพูดคุยหัวร่อต่อกระซิกกันอยู่นาน
เหล่าพ่อครัวเริ่มตั้งแคมป์ชั่วคราวเตรียมเสบียงอาหารทหารบางส่วนเตรียมลงน้ำขับความระอุในกาย บ้างกำลังตักน้ำใส่กระบอกสำหรับพกติดตัวฟู่อิงสงเห็นดังนั้นจึงสั่งเสียงเฉียบขาด
“พวกเ้าระวังด้วย ล้างเนื้อล้างตัวได้แต่อย่าดื่มกินน้ำจากลำธารนี้เด็ดขาด”
“แต่น้ำดื่มของเราใกล้จะหมดแล้วนะขอรับ” ต้าตงทหารมือขวารายงานสีหน้าเหนื่อยอ่อน “อาจจะไม่พอถึงฉางอัน”
“เอาเถิด ทำตามที่ข้าสั่ง”
เหล่าทหารส่งเสียงอื้ออึงแสดงความผิดหวังฟู่อิงสงเห็นดังนั้นมีสีหน้าลำบากใจ แต่มิอาจไขข้อข้องใจให้หวาดหวั่น
ส่วนหลิวเสียะกลับกระปี้กระเปร่าราวได้ยาดีนางหลับเต็มตื่นเช้ามาจึงอารมณ์ดียิ่ง นึกถึงค่ำนี้ที่กลับถึงฉางอันได้นอนฟูกสบายยิ่งกระตือรือร้นนางไม่เคยจากบ้านไปไกลเท่าครั้งนี้ที่แอบได้ยินเื่ผ้าโบราณในตำนานจากที่บิดาพูดคุยกับท่านย่านางอยากได้มาก่อนนำผ้าเข้าถวายวังหลวง จึงตั้งใจออกเสาะหาโดยมีสวี่ลี่ขอติดตามมา
แต่สุดท้ายความพยายามนับสิบวันกลับคว้าน้ำเหลวไม่เป็ท่าเพราะความอ่อนหัดและผลของความอวดเก่ง นางหารู้ไม่ว่าสิ่งที่ได้กลับมาคือร่างสูงใหญ่บึกบึนตัวเป็ๆ ข้างกายนั่นต่างหาก...
“ดูเ้าจะมีความสุขเหลือเกินนะ”
“เ้า!” นางถึงกับสะดุ้ง “เป็ผีหรือถึงชอบมาเงียบ ๆ”
“มิใช่ผีแต่ไม่ต่างจากผีหากเ้ายังทำให้ข้านอนไม่หลับเช่นเมื่อคืน”
“ข้าหรือ? ข้าทำอะไรเ้า” นางเอ่ยถาม คิ้วเรียวขมวดมุ่นแต่เมื่ออีกฝ่ายไม่ตอบนางจึงถามย้ำ “ ว่าอย่างไร พูดออกมาให้ชัด ๆ สิ”
“ก็... ก็เ้าฝัน แถมยังกอดข้าแน่น”
“ข้าหรือจะกอดเ้า!” นางกล่าวเสียงใพลันปรับสีหน้านิ่งทั้งที่ดวงหน้าเห่อร้อนจนรู้สึก“ข้าไม่ทำบ้า ๆ เช่นนั้นแน่”
“หากกอดข้าคือบ้าหรือเป็พี่สงถึงจะพอใจเล่า”
คำพูดเรียบนิ่งทว่าหางเสียงประชดประชันทำให้คุณชายน้อยแห่งหลิวซือซือถึงกับขมวดคิ้วนางเหลือบตามองคนข้างกายแล้วเอ่ยหน้าตาย
“เป็พี่สงก็ดีสิ ข้าจะได้ดวลสุราเปอร์เซียด้วยอีก”
“เ้าอย่าหวังเลยว่าข้าจะยินยอม” หยางซุนหยางประชดประชันเข้าให้
“แต่เมื่อคืนสุราเปอร์เซียนั่นทำให้ข้าหลับมีความสุขมาก””
“ก็ต้องใช่อยู่แล้วสิขอรับ” อดีตขุนนางหนุ่มเอ่ยเสียงยานคางขึ้นจมูกหน้างอง้ำ “ไม่มาเป็ข้าเมื่อคืนจะได้รู้”
“แล้วเมื่อคืนเ้านอนที่ไหนกันข้าตื่นมาไม่เห็นเ้า”
“ก็เมื่อคืนข้านอนกับคุณชาย”หยางซุนหยางเอ่ย มุมปากกระตุกยิ้มล้อเมื่อคนถามหน้าถอดสี “แถมคุณชายยังบอกให้ข้าอุ่นเตียงให้ มิหนำใจยังให้ข้าเป็หมอนข้างนอนกอดอีก”
“เป็ไปไม่ได้!ข้าไม่เชื่อเ้า!” นางทำปากขมุบขมิบเหลือบตามองอีกฝ่ายอย่างไม่กล้าประสานตาตรงๆ “แต่เมื่อคืนข้าหลับสบายมาก ไม่มีเื่อย่างที่เ้าว่าหรอก”
“ข้ามีพยานนะขอรับท่านแม่ทัพใหญ่เข้ามาเห็นพอดีแล้ว...”
“หา!”นางตาเหลือกลานส่ายหน้ารัว
แต่อีกฝ่ายพยักหน้ารับพลันกระตุกยิ้มขบขันก่อนเอ่ยต่อ“เป็เช่นนั้นจริง ๆ นะขอรับ คุณชายร้องขอให้ข้าอุ่นเตียงให้หน่อย...”
“หุบปาก!”นางหน้าถอดสีพลันก้าวถึงตัวปิดปากเขา “เ้าจะเสียงดังให้ได้ยินทั้งขบวนหรือ!”
“มิเสียงดังก็ไม่ได้สิขอรับ เผื่อนกกาจะแอบฟัง” หยางซุนหยางเอ่ยลอยๆ หางตาเหลือบเห็นฟู่อิงสงเดินยิ้มแป้นตรงมา
“นกกาบ้านเ้าฟังภาษาคนออกบ้าบอจริง ๆ เ้าคนจร” หลิวเสียะเสียงขุ่น รู้สึกถึงเืลมสูบฉีดบนใบหน้าจนเห่อร้อนเมื่อฟู่อิงสงตรงเข้ามาพร้อมอาหารใส่ภาชนะดินเผายื่นส่งให้
“เ้ากินก่อนเถิดเราต้องเดินทางกันอีกหลายชั่วยาม”
“แล้วพี่สงเล่าขอรับ”คุณชายน้อยถามกลับได้รับรอยยิ้มคืนพร้อมคำตอบแต่หาใช่คนที่นางถามกลับเป็อีกคนที่ยืนข้างตอบแทน
“กินๆ เข้าไปเถอะคุณชาย เสร็จแล้วจะได้รีบเดินทางต่อ”
“เอ๊ะ!เ้านี่ช่างไร้มารยาท” นางเอ็ด “ขอโทษแทนผู้คุ้มกันข้าด้วยนะขอรับ”
“เื่เล็กน้อย”ฟู่อิงสงตอบพลางยักไหล่แล้วปรายตามองบุรุษหนุ่มครู่หนึ่งจึงผละออกไป
หลิวเสียะงุนงงกับท่าทีของบ่าวคนใหม่หน้าคมหล่อเหลาบัดนี้งอง้ำ ครั้นจะถามอีกฝ่ายก็เดินผละไป นางมองตามแล้วยักไหล่ถือชามข้าวไปนั่งที่โขดหินริมน้ำมองเรื่อยเปื่อยไปตรงข้ามฝั่งน้ำกลับเห็นความเคลื่อนไหวหลังราวป่านั่นนางจึงหันไปทางซุนหยางพบว่าเขาก็มองทิศทางเดียวกับนางเช่นกัน
ดวงตาอดีตขุนนางหนุ่มเบิกกว้างเมื่อเห็นกลุ่มชายฉกรรจ์ซุ่มหลังพุ่มไม้และไม่ทันที่เหล่าทหารฮั่นจะทันรู้ตัว ลูกธนูจำนวนมากก็พุ่งตรงข้ามฟากมา
“หาที่กำบังเร็วเข้า!”
ฟู่อิงสงะโให้สัญญาณทันทีที่ฝั่งตรงข้ามแม่น้ำมีความเคลื่อนไหวเหล่าทหาระโหลบวูบวาบตามสัญชาติญาณที่หลบทันก็พุ่งตัวหลังโขดหินที่ไม่ทันก็โดนธนูปักล้มราวใบไม้ร่วง
หยางซุนหยางพุ่งเข้าคว้าร่างอรชรกลิ้งหลบหลังโขดหินพ้นธนูไปอย่างฉิวเฉียดพอตั้งตัวได้จึงสั่งนาง “เ้ารอที่นี่อย่าลุกไปไหน”
“ช้าก่อน! แล้วเ้า!” นางดึงข้อมืออีกฝ่ายไว้เสียงสั่นตัวก็สั่นงันงก
“ข้าจะไปช่วยพวกทหาร” หยางซุนหยางตอบไม่ต้องคิด
“อย่าไป! เ้าสู้เขาไม่ได้หรอก”นางเอ่ยเสียงเครือ แต่พออีกฝ่ายส่ายหน้านางก็พลันต้องปล่อยมือ
แววตาอดีตขุนนางหนุ่มยามนี้เด็ดเดี่ยวชนิดที่นางไม่เคยเห็นทำให้ดวงตาดำสนิทคลอน้ำตาก่อนจะปล่อยมืออีกฝ่ายที่พยักหน้าแทนคำตอบ
“เช่นนั้นก็ระวังตัวด้วย”
หยางซุนหยางย่อตัวลงกลิ้งม้วนไปกับพื้นก่อนจะวิ่งหลบหลังรถเสบียงพุ่งเข้าหาร่างพ่อครัวคนหนึ่งที่ถูกลูกศรปักกลางอกดึงคันธนูและลูกศรของทหารฝ่ายฮั่นใกล้ ๆ ที่โดนยิงจนคันธนูกระเด็นขึ้นมากระชับก่อนจะเล็งเป้ายิงตอบโต้ไปอีกฝั่ง
คันธนูขนาดเล็กของทหารระดับล่างแม้ลูกศรหัวทองสัมฤทธิ์จะมีอานุภาพดีแต่ความเร็วยังไม่เท่าคันธนูขนาดใหญ่ได้เพียงยิงตอบโต้ลูกศรของฝ่ายฮั่นกลับตกอยู่กลางลำน้ำรัศมีไม่เกินหนึ่งร้อยห้าสิบเมตร
หยางซุนหยางเห็นท่าไม่ดีจึงค่อย ๆม้วนตัวหลบเข้าที่กำบังหาฟู่อิงสงที่สั่งพลธนูให้สัญญาณพร้อมยิงอยู่อีกทาง จนเมื่อประชิดรองแม่ทัพจึงโยนคันธนูขนาดใหญ่ส่งให้
“รื้อฟื้นฝีมือเ้าดูทีเป็ไร” ฟู่อิงสงกระตุกยิ้มแม้สีหน้าเครียด
อดีตขุนนางหนุ่มพยักหน้าแทนคำตอบท่าทางทะมัดทะแมงยิ่งนักทั้งยังไม่มีทีท่าอ่อนล้า
คันธนูขนาดใหญ่ยิงระยะไกลกว่าแปดร้อยเมตรข้ามฝั่งไปยังฝ่ายซุ่มโจมตีจนาเ็ล้มตายไม่ต่างกันสองฝ่ายกระหน่ำยิงไม่ยั้ง
หลิวเสียะนั่งขดตัวสั่นอยู่หลังโขดหินพลันสะดุ้งสุดตัวเมื่อพลธนูล้มคว่ำลงตรงหน้าลูกศรปักหลังล้มลงขาดใจตาย นางเผลอกระโจนออกห่างที่กำบังด้วยความใ
“อาเสียะ! ก้มลง อย่าเงยขึ้นมา”หยางซุนหยางะโลั่นเมื่อเห็นนางคลานเข่าไปยังร่างนั้น
นางทิ้งตัวหมอบลงพื้นแต่มือเอื้อมคว้าคันธนูพร้อมลูกศรไว้มั่นก่อนจะคลานเข่ามาพิงโขดหินก้อนเดิมอกใจเต้นระทึกสองมือสั่นระริกแต่กำคันธนูไว้แน่น
[1]ยามอู่ :เวลา 11.00– 12.59 น.