บทที่ 3
เฉินอวี้
เจียงเฟิงที่กำลังนั่งคิดถึงเื่อดีตอยู่ อยู่ๆก็ได้ยินเสียงสิ่งของที่ตกแตก เจียงเฟิงตั้งสติได้ดวงตาคู่นั้นที่คล้ายกำลังเหม่อลอยอยู่ก็หลุดออกมาจากห้วงภวังค์
ในตอนนี้ก็หันกลับไปมองอย่างรวดเร็ว พบเห็นสตรีที่มีรูปลักษณ์ภายนอกคล้ายอายุยี่สิบต้นๆ มีใบหน้ารูปไข่งดงาม แต่งกายด้วยอาภรณ์สีชมพูเข้มดูสะดุดตา ภายใต้อาภรณ์นั้นกับมีเรือนร่างที่ดูหน้าเย้ายวนปรากฏออกมาให้เห็นอย่างชัดเจน
“นายน้อย..” สตรีผู้นั้นพึมพำออกมาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความประหลาดใจ
“เฉินอวี้งั้นรึ?” เจียงเฟิงจำได้ในทันที นางคือหนึ่งในสาวใช้คนสนิทของเขา เฉินอวี้ผู้ที่มักแต่งกายด้วยชุดสีฉูดฉาด มีท่วงท่าที่เย้ายวนเข้ากับผู้คนได้ง่าย มักแสดงรอยยิ้มที่หน้าหลงไหลออกมา
รับเป็สาวใช้ที่คอยปรนนิบัติรับใช้เขามาั้แ่ยังเด็ก เจียงเฟิงในฐานะบุตรชายของแม่ทัพใหญ่มากบารมี
แน่นอนว่าย่อมเป็ผู้คนที่ชื่นชมบุปผาเป็ธรรมดา เพราะแบบนั้นเลยมีสาวใช้ผู้งดงามมากมาย
เฉินอวี้เองก็เป็หนึ่งในสาวใช้พวกนั้นที่เจียงเฟิงมีในอดีต นางงดงามจนในตอนนั้นเจียงเฟิงต้องต่อยตีกับบุตรของขุนนางอีกผู้หนึ่งภายในเมืองหลวง
เฉินอวี้คล้ายกำลังตกตะลึงแต่เมื่อหลุดออกมาจากห้วงภวังค์ เมื่อได้ยินเสียงของนายน้อยแล้ว นางก็รีบหมุนกายแล้วก็รีบวิ่งไปแจ้งเขาอย่างรวดเร็ว
เจียงเฟิงร่างกายที่นอนนิ่งมาไม่รู้กี่ปี หลังจากที่สูบปราณิญญาจำนวนมากเข้าไปแล้ว ในตอนนี้กับขยับได้ไม่เหมือนกับคนที่นอนนิ่งมาเป็เวลานาน
เจียงเฟิงลุกขึ้นอย่างช้าๆรีบเดินออกไปจากห้องแห่ง เมื่อเดินออกไปแล้วเจียงเฟิงก็ต้องตกตะลึง
จวนขนาดใหญ่ที่เขาอาศัยอยู่ในตอนนี้กว้างขวางใหญ่โต ทว่ามันกลับไม่ใช่จวนที่เขาเคยอยู่ก่อนหน้านี้
เจียงเฟิงรู้ได้ในทันทีว่ามีบางอย่างเกิดขึ้นหลังจากที่เขาหลับใหลไป ไม่นานนักภายในจวนก็เต็มไปด้วยความวุ่นวาย
เจียงเฟิงที่พึ่งเดินออกมาจากด้านในห้องพริบตาเดียว ยังไม่ทันได้เห็นจวนอย่างเต็มตาก็โดนหมอจำนวนมากลากเข้าไปภายในห้องและตรวจอาการเช่นเดิมแล้ว
เจียงเฟิงได้แต่สบถด่าออกมาอยู่ในใจ เขายังไม่ทันพบเห็นจวนแห่งใหม่อย่างเต็มตาเลย เหล่าบรรดาข้ารับใช้พวกนี้ก็ลากตัวเขากลับเข้ามาแล้ว
ทว่าผู้คนมากมายรุมล้อม เจียงเฟิงแม้ว่าจะเป็คนที่มีความสามารถอย่างไร ร่างกายดีก็เพิ่งฟื้นตื่นขึ้นมาเรี่ยวแรงขัดขืนเองก็มีไม่มากนัก
จึงต้องจำยอมให้เราบรรดาหมอชรามากมายมาตรวจอาการของเขา วนซ้ำไปซ้ำมาอยู่หลายชั่วยามจนทำให้เขานั้นรู้สึกปวดหัวเป็อย่างยิ่ง
ร่างกายของเจียงเฟิง ตัวของเขานั้นรู้ดีที่สุดว่าเป็อย่างไร แต่ว่าจะกล่าวออกไปบรรดาหมอชราพวกนี้เองก็คงจะไม่เชื่ออย่างแน่นอน
แต่ที่สำคัญที่พวกหมอชราพวกนี้เอาแต่ตรวจซ้ำแล้วซ้ำเล่าหลายชั่วยาม มันเป็เพราะว่าร่างกายเจียงเฟิงที่สูบพลังปราณิญญาเข้าไปเป็จำนวนมาก กับฟื้นฟูรวดเร็วอย่างเหลือเชื่อ
ทำให้ไม่เหมือนกับคนที่นอนนิ่งหลับไหลมาเป็เวลาหลายปี พวกหมอพวกนี้เลยได้ทีใช้ตัวของเขาเพื่อศึกษาหาสาเหตุ
เจียงเฟิงเองก็รู้สึกปวดหัวเป็อย่างยิ่ง หลังจากที่บรรดาหมอชราพวกนั้นตรวจจนเสร็จก็พากันออกไป
ภายในห้องแห่งนี้เหลือเพียงแค่เจียงเฟิงและเฉินอวี้ผู้เป็สาวใช้คนสนิทเท่านั้น
เจียงเฟิงหันไปมองเฉินอวี้ นางเองก็จ้องมองกลับมาด้วยแววตาทรงเสน่ห์ เจียงเฟิงถามในสิ่งที่ตนเองอยากรู้เป็อันดับแรก
แน่นอนว่าย่อมเป็เกี่ยวกับเื่จวนแห่งนี้ที่เขาอยู่ในตอนนี้ เฉินอวี้อธิบายเื่ทุกอย่างให้ฟัง
เจียงเฟิงที่ไม่ได้พบเจอนางมานาน ได้ยินเสียงใสกระจ่างที่ราวกับมนต์สะกดก็ทำให้เขาเพลิดเพลินไม่น้อย
แต่เมื่อได้ยินเกี่ยวกับเื่ทุกอย่างที่เกิดขึ้น เจียงเฟิงใบหน้าก็เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ
เดี๋ยวใบหน้าก็ดีเดี๋ยวใบหน้าก็มืดมน เรียกได้ว่ามีทุกอารมณ์บังเกิดขึ้นในชั่วไม่กี่ลมหายใจ
เจียงเฟิงได้รู้ว่าเขาหลับใหลไป 5 ปีแล้ว ในตอนที่เขาหลับใหลไปตอนนั้นอายุประมาณสิบแปด
หลังจากที่หลับไหลไปในตอนนั้นตอนนี้ก็ผ่านมา 5 ปีแล้ว แน่นอนว่าเข้าสู่่วัย 20 ต้นๆ เจียงเฟิงรู้ได้ในทันทีว่า่เวลานั้นแตกต่างกัน
แต่ว่าการที่่เวลาแตกต่างกัน มันไม่ใช่เื่ที่น่าแปลกใจอะไรนะ ตาเฒ่าผู้นั้นเคยบอกเกี่ยวกับเื่นี้มาแล้ว
ทว่าสิ่งที่มันทำให้เขานั้นแปลกใจจริงๆ มันคือสภาพการณ์ของตระกูลของเขาในตอนนี้
หลังจากที่เขาหลับใหลไป าระหว่างราชวงศ์ก็จบลง หลังจากนั้นบิดาของเขานามว่า เจียงเฉินผู้ที่เป็แม่ทัพใหญ่แห่งราชวงศ์ต้าเฉิน ก็โดนเหล่าขุนนางในราชวงศ์โจมตีอย่างหนัก
ไม่เพียงเท่านั้นฮ่องเต้แห่งราชวงศ์ต้าเฉินเองก็หวั่นเกรงในตัวของแม่ทัพใหญ่ผู้นี้เช่นเดียวกัน
หลังจากที่จบาแม่ทัพใหญ่ผู้คุมกองกำลังทัพม้านับล้าน แถมยังเป็แม่ทัพที่เก่งกาจย่อมทำให้ฮ่องเต้นั้นหวาดเกรง
เพราะแบบนั้นเลยใช้โอกาสที่เหล่าขุนนางมากมายโจมตี ส่งแม่ทัพใหญ่ผู้ที่เป็คนที่นำเอาชัยชนะให้กับราชวงศ์ มาไว้ที่ดินแดนรกร้างทางเหนือเป็เขตปกครองที่แม่ทัพใหญ่ได้รับหลังจบา
เจียงเฟิงรู้ดีว่าดินแดนอันรกร้างทางเหนือของต้าเฉินเป็อย่างไร สถานที่แห่งนี้เป็ดินแดนรกร้างที่กว้างขวาง
ที่กล่าวว่าเป็ดินแดนอันรกร้าง มันไม่ใช่ดินแดนที่ไร้ประโยชน์ ทว่าเมื่อเทียบกับดินแดนส่วนกลางของราชวงศ์แล้ว ดินแดนทางเหนือแห่งนี้อยู่ห่างไกลผู้คน ไม่เพียงเท่านั้นสถานที่ตั้งยังเต็มไปด้วยขุนเขาน้อยใหญ่มากมาย
เรียกได้ว่าไม่เจริญรุ่งเรืองเทียบเท่ากับดินแดนอื่นๆในราชวงศ์ต้าเฉิน เจียงเฟิงรู้ว่าในตอนนี้ต้าเฉินใหญ่โตกว่าต้าเฉินเมื่อตอนที่เขาอยู่ถึงหลายเท่า
นั่นเป็เพราะว่าราชวงศ์ต้าเฉินเอาชนะ ราชวงศ์เมฆาครามได้สำเร็จ เลยทำให้กลืนกินจนพื้นที่ของราชวงศ์เฉินในนี้กว้างใหญ่กว่าเดิมหลายเท่า
ดินแดนรกร้างทางเหนือไม่เจริญรุ่งเรืองเทียบเท่ากับดินแดนอื่น กล่าวได้ว่าอยู่ทางเหนือสุดยามหน้าหนาวนั้น ถ้าจะให้ผู้คนทางเหนือตกตายกันไม่รู้ตั้งเท่าไหร่
ไม่เพียงเท่านั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ ดินแดนอันรกร้างทางเหนือที่ย่ำแย่ก็คือปราณิญญาในอากาศที่น้อยนิด
ถึงแม้ว่าฮ่องเต้จะบอกว่าพระราชทานที่ดินใหญ่โตให้แม่ทัพใหญ่ แต่มันเองก็ไม่ได้แตกต่างจากส่งตระกูลเจียงเข้าสู่คุกคุมขังเลยสักนิด
เจียงเฟิงเมื่อได้ฟังคำอธิบายเกี่ยวกับเื่นี้แล้ว ก็แสดงใบหน้าแปลกๆ แน่นอนว่าใบหน้าที่แสดงออกมาไม่ได้แสดงความเสียใจ หรือว่าแสดงความเดือดร้อนเลยแม้แต่น้อย
แต่มันกลับเป็แสดงใบหน้าแปลกประหลาด ที่เมื่อเฉินอวี้มองเห็นแล้ว นางเองก็ต้องเอ่ยถามขึ้น “นายน้อย..เหตุใดจึงแสดงใบหน้าเช่นนั้น”
เจียงเฟิงหันไปมองใบหน้าที่ทรงเสน่ห์ของนางแล้วเอ่ยขึ้น “โดนเหล่าขุนนางเล่นงาน”
“โดนฮ่องเต้เนรเทศมาอยู่ดินแดนอันรกร้าง”
“บิดามันเถอะใครจะเชื่อก็เชื่อ”
“บิดาของข้าผู้นั้น มีผู้ใดไม่รู้บ้างฉลาดเฉลียวยิ่งกว่าใคร”
“ในครั้งนี้เพียงไม่กี่ปีก็โดนเนรเทศมาอยู่ทางเหนือ”
“อย่าว่าแต่เหล่าขุนนางภายในราชสำนักไม่กี่คนเลย ต่อให้รวมขุนนางมาทั้งราชสำนักแล้วก็รวมหัวของท่านผู้นั้นภายในเมืองหลวง รวมหัวหรือว่าระดมสมองกันคิด ก็เกรงว่าจะไม่มีใครสามารถไล่ตามกลอุบายของบิดาของข้าทัน”
“ในตอนนี้มาอยู่ที่ดินแดนรกร้างทางเหนือเช่นนี้ ก็คงจะเป็ความคิดของท่านพ่อใช่หรือไม่”
ที่เจียงเฟิงแสดงใบหน้าแปลกๆ นั่นก็เป็เพราะว่าหลังจากที่ได้ฟังเื่นี้ เขาเองก็ราวกับว่ามองเห็นคนเล่นตลกกัน
แม่ทัพใหญ่ผู้ฉลาดเฉลียวเช่นนั้นไม่เคยโดนใครเอาเปรียบ จะโดนพวกขุนนางเนรเทศมาอยู่ที่ดินแดนรกร้างแห่งนี้หรือ
บิดามันเถอะผู้ใดจะเชื่อก็เชื่อ
ตัวของเขาอยู่กับบิดาพวกนี้มาตั้งกี่ปี มีหรือว่าบิดาผู้นี้ถ้าเกิดว่าไม่อยากให้ใครเอาเปรียบ แล้วคนผู้นั้นจะสามารถเอาเปรียบได้
มองเห็นสภาพการเช่นนี้ก็รู้ได้ในทันทีว่า นี่คงจะเป็แผนการของบิดาของเขาผู้นั้น
คงจะอยากเดินทางมาที่ดินแดนรกร้างทางเหนืออยู่แล้ว แล้วก็คงจะวางแผนด้านใดเอาไว้สักอย่าง
เฉินอวี้ได้ยินเช่นนี้ก็ส่งยิ้มทรงเสน่ห์ออกมา