ตอนที่ 172 วิกฤตตระกูลเฉิน
บรรยากาศในบ้านของตระกูลเฉินเวลานี้เงียบสงัดราวกับเป็นบ้านที่ไร้คนอยู่อาศัย ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริง บ้านหลังนี้มีคนอยู่อาศัยกันทั้งครอบครัว หัวหน้าเฉินและภรรยา นั่งเหม่อลอยออกไปนอกหน้าต่าง มองดูท้องฟ้ายามค่ำคืนที่เต็มไปด้วยแสงไฟ แต่ภายในใจของพวกเขากลับมืดมนไร้จุดหมาย
ถัดออกไปที่ด้านนอกห้องรับแขกตัวของเฉินสือหม่า เดินถือโทรศัพท์มือถือเขามาด้วยสีหน้าก้มหน้าคอตก หลังจากก่อนหน้านี้เฉินสือหม่าได้โทรไปขอความช่วยเหลือจากเพื่อนเก่าหลายสิบคน เพื่อช่วยเหลือครอบครัวของตัวเอง
หลังจากที่ครอบครัวตระกูลเฉินได้ถูกใส่ร้ายป้ายสีจากจางรุ่ยเทียน รองประธานบริษัทโนวากรุป ในข้อหาปิดบังการวิจัยของบริษัทเพื่อหาผลประโยชน์ส่วนตัวนั่นเอง
ตลอดมาตระกูลเฉินของพวกเขาล้วนเป็นนักวิชาการ เป็นนักวิจัยและวิศวกร วันๆ เอาแต่ศึกษาตำราทำการวิจัยจนเช้าจรดค่ำ แม้จะมีชื่อเสียงและมีคนนับหน้าถือตาอยู่บ้าง แต่สานสัมพันธ์กับคนอื่นๆ ที่เป็นคนใหญ่คนโตแทบไม่มีเลย
ไฉนเลยเมื่อเจอการใส่ร้ายป้ายสี การวางหมากของจางรุ่ยเทียน ตระกูลเฉินที่เป็นเหมือนกับตระกูลหนอนหนังสือจะรับมือได้ไหว
“คนพวกนี้ คบไม่ได้…คนพวกนี้เวลามีเรื่องเดือดร้อน ต่างเข้าหาผมหยิบยืมเงินผมไปมากมาย แต่เวลาครอบครัวของเรากำลังเดือดร้อน พวกเขากลับเมินหน้าหนี นี้จะนับว่าเป็นเพื่อนได้อีกเหรอ” เฉินสือหม่า เดินกลับเข้ามาในบ้านด้วยความโกรธและหัวเสีย จากการถูกเพื่อนฝูงในสายอาชีพเมินเฉยและบางคนถึงขั้นตัดสัมพันธ์กับเขาแบบตรงๆ เลยก็มี
ทั้งๆ ที่สิ่งที่เฉินสือหม่าร้องขอไป ก็ไม่ได้ขอมากมายอะไร เขาขอแค่ได้ทำงาน…เงินเดือนอาจจะไม่สูงมากก็ได้ แต่อย่างน้อยขอเพียงให้พวกเขามีงานทำ ไม่ต้องกินบุญเก่าที่นับวันจะยิ่งหมดลงไป แต่ถึงอย่างนั้นกลับไม่มีเพื่อนฝูงคนไหน ยื่นมือเข้าช่วยพวกเขาเลยสักครั้ง
ทั้งนี้ตระกูลเฉินเองก็มีเงินเก็บและเงินสำรองอยู่ไม่น้อย เพราะตลอดหลายสิบปีสองพ่อลูกตระกูลเฉินถือเป็นหัวใจของบริษัทโนวากรุป ยังไงเสียก็ต้องมีเงินเก็บเหลือเฟืออยู่บ้าง แต่ด้วยนิสัยของคนจีน
การไม่มีงานทำ ถือเป็นคนที่ล้มเหลว…จะให้พวกเขากินบุญเก่าไปวันๆ ก็ใช่ที พวกเขาที่ตลอดหลายสิบปีทำงานหนักมาตลอด พอต้องให้พวกเขาอยู่เฉยๆ มันก็ทำให้สองพ่อลูกดูกลายเป็นคนไร้ค่าขึ้นมา
ภรรยาของหัวหน้าเฉินและเฉินสือหม่า สองหญิงสาวต่างวัยที่เป็นเสาค้ำยันให้กับสามี ได้เข้ามาปลอบทั้งสองคน ด้วยความรักที่เต็มเปี่ยม “ตาแก่ตอนนี้คุณเองก็พักสักหน่อยเถอะ คุณทำงานมาตลอดหลายปีไม่เคยได้พักเลย ถือโอกาสนี้รอให้คลื่นลมสงบเสียก่อน ค่อยตั้งหลักใหม่ก็ยังไม่สาย” ภรรยาของเฉินสืออีหรือหัวหน้าหม่าได้ถือชาร้อนๆ มาให้สามีที่กำลังนั่งหมดเรี่ยวแรง
แววตาและสีหน้าของหัวหน้าเฉิน เหมือนกับแก่ลงไป 10 ปี หลังจากวันนี้ผ่านเรื่องหนักหนาสาหัสมาเลยก็ว่าได้
“คุณแม่พูดถูก คุณแทบไม่มีเวลาสั่งสอนเฉินน้อยเลย…ระหว่างนี้ทำหน้าที่พ่อสักหน่อยเถอะ” ภรรยาของเฉินสือหม่าถือเป็นผู้หญิงที่สวยตามพิมพ์นิยมของคนจีนทุกประการ ผิวขาวดุจน้ำนม แข้งขาและแขนเรียวยาว แม้จะผ่านการแต่งงานและมีลูกวัย 6 ขวบ ให้กับสามีอย่างเฉินสือหม่ามาแล้วหนึ่งคน
แต่เธอที่เป็นคุณนายของบ้าน ก็ถือเป็นหน้าเป็นตาให้กับเฉินสือหม่ามาโดยตลอด เฉินสือหม่ามองภรรยาที่เข้ามาปลอบ จึงสวมกอดเธอและปล่อยโฮออกมา หลังจากที่เขาได้กลายเป็นคนไร้ค่าไม่เหมาะสมกับเธออีกต่อไป
“พูดอะไรไร้สาระ…คุณเป็นสามีและเป็นพ่อของลูกที่ดีสุดของฉัน ฉันต่างหากที่ไม่คู่ควรกับคุณ” ภรรยาของเฉินสือหม่าเองก็กอดสามีกลับไป
อย่างไรก็ตามในชั่วขณะที่เฉินสืออีและเฉินสือหม่ากำลังจนหนทาง จู่ๆ ก็ทีโทรศัพท์สายหนึ่งดังขึ้นมา
ตอนแรกเฉินสืออีหรือหัวหน้าเฉินไม่ได้สนใจสายที่โทรมานี้เท่าไรนัก เพราะน่าจะเป็นพวกเพื่อนที่รู้ข่าวเรื่องที่พวกเขาถูกใส่ร้าย โทรมาปลอบใจแต่ก็จบลงที่ช่วยอะไรไม่ได้ทั้งนั้น
ตลอดเย็นวันนี้เฉินสืออีรับโทรศัพท์จนหมดแรงแล้ว ตอนนี้เขาไม่ได้อยากได้กำลังใจ เขาแค่อยากได้งานใหม่ เพื่อให้ตระกูลและครอบครัวของเขาเดินต่อไปได้
“ตาแก่ รับโทรศัพท์หน่อยเถอะ...เสียงดังแบบนี้หากเฉินน้อยตื่นกลางดึกจะไม่ดีต่อสุขภาพของเด็ก” ภรรยาของหัวหน้าเฉินยื่นโทรศัพท์ที่กำลังดังจากเสียงเรียกเข้าที่ค่อนข้างดังตามประสาคนมีอายุอย่างหัวหน้าเฉิน
“สวัสดี…ตอนนี้ผมไม่สะดวกคุยเอาไว้ติดต่อมาใหม่พรุ่งนี้นะครับ” เฉินสืออีรับโทรศัพท์ด้วยความเบื่อหน่าย เขาไม่แม้แต่จะมองดูหมายเลขที่โทรเข้ามาเลยด้วยซ้ำ เพราะคิดว่าคงเป็นเพื่อนเก่าที่โทรมา
หากแต่สายดังกล่าวนี้ไม่ใช่ มันเป็นสายจากพีท นักธุรกิจหนุ่มจากเมืองไทยที่เฉินสืออีให้ความเคารพต่างหาก “ไม่สะดวกคุยเหรอครับ…งั้นผมติดต่อมาใหม่พรุ่งนี้ก็ได้ครับ” เมื่อเห็นอีกฝ่ายไม่สะดวกคุย พีทก็ไม่รบกวน เขาเตรียมที่จะกดวางสายไปแล้วด้วยซ้ำ ก่อนที่จะได้ยินเสียงของหัวหน้าเฉินห้ามเอาไว้
“พีทเธอเองเหรอ? สะดวกคุยสิ ตอนแรกฉันก็นึกว่าเป็นเพื่อนเก่าที่โทรมา เลยปัดรำคาญไป พีทเธออย่าได้ถือสาตาแก่อย่างฉันเลย…และอีกเรื่องหนึ่ง ฉันเองก็มีเรื่องจะขอโทษกับเธอด้วยเหมือนกัน จำเรื่องสูตรคำนวณแบตเตอรี่ที่เธอมอบให้กับฉันได้ไหม ฉันขอโทษด้วยนะ ฉันเก็บรักษาสมบัติล้ำค่าที่เธอให้ไว้ไม่ดีเอง เลยถูกจางรุ่ยเทียนขโมยไปเป็นของตัวเองแล้ว เรื่องนี้ฉันจะหาทางชดใช้ค่าเสียหายให้กับเธอเอง” หัวหน้าเฉินไม่คิดว่าจะเป็นพีทที่โทร เพราะระหว่างพีทกับเขาแม้ตัวของหัวหน้าเฉินจะนับถือและเคารพพีทในฐานะเพื่อนคนหนึ่ง
แต่ด้วยวัยที่ค่อนข้างต่างกัน จะบอกว่าหัวหน้าเฉินสามารถเป็นพ่อของพีทก็ยังได้เลยด้วยซ้ำ จึงทำให้หัวหน้าเฉินไม่คิดว่าพีทนั้นจะโทรหาตนเองแบบนี้
ประจวบเหมาะเมื่อรู้ว่าพีทได้โทรหาตนเอง ทางด้านของหัวหน้าเฉินก็ไม่รอช้า รีบขอโทษขอโพยในเรื่องที่เกิดขึ้นเสียยกใหญ่ เพราะสิ่งที่ตนเองทำผิดพลาดไปมันมีมูลค่าถึง 1หมื่นล้านหยวนเลยทีเดียว
ฉะนั้นการที่พีทโทรหาตนเองในเวลานี้ หัวหน้าเฉินคาดว่าพีทน่าจะรู้เรื่องที่เกิดขึ้นผ่านทางรดาแล้วและน่าจะโทรมาต่อว่าเขาอย่างแน่นอน
“ชดใช้? ขอโทษ? หัวหน้าเฉินคุณกำลังพูดเรื่องอะไรอยู่ครับ ครั้งนี้ที่ผมโทรมา…ผมแค่โทรมาเสนองานให้กับคุณและพี่เฉินสือหม่า ตอนนี้บริษัท Rayzen Techฯ ของผมกำลังขาดบุคลากรที่เก่งๆ แบบคุณอยู่ ฉะนั้นสนใจมาทำงานกับผมที่ประเทศไทยไหมครับ” พีทไม่พูดพร่ำทำเพลง เขาไม่ใช่เล่าปี่ที่จะไปกราบกรานคารวะขงเบ้งถึงสามครั้งสามครา
เขาอยากได้ตัวหัวหน้าเฉินและเฉินสืออีมาทำงานให้กับเขา เพื่อยกระดับบริษัท Rayzen Techฯ เช่นนั้นก็ถามอีกฝ่ายไปตรงๆ เลยว่าสนใจไหม เนื่องจากการย้ายที่ทำงานมายังประเทศไทยมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
โดยเฉพาะภรรยา ลูกสะใภ้และหลานชายที่อยู่ในวัย 6 ขวบ เพราะนั้นมันหมายถึงการย้ายประเทศเลยทีเดียว
“เธอเสนองานให้กับฉันและลูกชายของฉันเหรอ?!” หัวหน้าเฉินตกใจ ป่นระคนดีใจที่ในที่สุดก็มีคนยื่นมือมาช่วยเหลือเขาแล้ว แต่พอตั้งสติได้แล้วก็อดสงสัยไม่ได้ว่าพีทจะจ้างตนเองไปทำอะไร? พีทมีกิจการอะไรบ้าง ตัวของหัวหน้าเฉินตอนที่ไปประเทศไทย เขาได้ไปเห็นมากับตาแล้ว
ธุรกิจร้านไก่ทอด Chicky CPF ที่กำลังขยายสาขาอย่างหนักหน่วงเพื่อครอบคลุมทั่วประเทศในไทย หรือจะธุรกิจเดลิเวอรี่ส่งอาหารอย่างแอป Easy Food และ Easy Shop ที่ใกล้จะเปิดตัวในเร็วๆ นี้
แต่ในส่วนของบริษัท Rayzen Techฯ ไม่ใช่ว่าพีทนั้นทำเกี่ยวกับพัฒนาแอปพลิเคชันและเกมอยู่เหรอ แล้วเช่นนี้จะจ้างนักวิจัยและวิศวกรอย่างตัวเองและลูกชายไปทำอะไร?
“หัวหน้าเฉินยังจำตอนที่เราไปค้นหาแร่แรร์เอิร์ธได้ไหมครับ ตอนนี้ทางกรมทรัพยากรของไทยได้อนุมัติให้ผมขุดแร่เพื่อวิจัยและพัฒนาได้แล้ว แม้จะยังไม่สามารถทำสัมปทานเหมืองแร่แบบจริงๆ จังได้ แต่ก็สามารถพอที่ขุดตัวอย่างขึ้นมาได้โดยไม่ผิดกฎหมายแล้วครับ” ใช่แล้ว! เอกสารที่พีทยื่นให้กรมทรัพยากรทางธรรมชาติของไทย เข้าตรวจสอบที่ดินของเขาที่มีการค้นพบแร่หายาก นั้นได้รับการอนุมัติแล้ว
พีทเองก็ไม่รู้ว่า ข้าราชการกรมทรัพยากรได้เข้ามาตรวจจริงหรือไม่…แต่เท่าที่เขาทราบผลตอบกลับ พีทก็คาดเดาว่าเจ้าหน้าที่คงเข้ามาเก็บตัวอย่างไปแล้วและนำมาประเมินกับเอกสารที่พีทได้เสนอไป ซึ่งพวกเขาดูแล้วคงจะไม่คุ้มค่าที่พวกเขาต้องเข้ามาเวนคืนที่ดิน ดังนั้นจึงอนุมัติให้พีทสามารถทำการขุดและวิจัยได้ตามต้องการ เพียงแต่ยังคงห้ามทำอุตสาหกรรมหนักอย่างการทำเหมืองแร่ๆ แบบจริงจังอยู่
ซึ่งที่ห้ามทำอุตสาหกรรมหนักก็ไม่ใช่ ทางรัฐบาลจะได้มีข้ออ้างเข้ามาเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ต่างหาก หากสืบทราบว่าพีทสามารถสกัดแร่แรร์เอิร์ธที่มีมูลค่ามหาศาลได้จริงๆ
และเมื่อนั้นทางกรมที่ดินและทรัพยากรทางธรรมชาติก็จะเริ่มดำเนินการจัดหาบริษัททั้งในไทยและต่างประเทศมาประมูลพื้นที่ตรงนี้เพื่อขายสิทธิ์สัมปทานเหมืองให้นั่นเอง
โดยพีทรู้ช่องโหว่ตรงนี้ดีว่ารัฐบาลจะทำแบบนี้กับเขาในอนาคต แต่กระนั้นพีทก็ไม่สนใจ เขารู้ดีพื้นที่แร่ที่เขาครอบครองอยู่ หากไม่ได้อยู่ในมือเขา มันก็ไม่มีค่าอะไร ถึงบริษัทระดับโลกจะกระหายแร่นี้มากแค่ไหน
แต่พอได้เห็นถึง ค่าความบริสุทธิ์ในแร่ที่มีในดิน ถ้าพวกเขาไม่บ้าก็คงต้องโง่มากๆ ถ้าคิดจะประมูลสัมปทานนี้ไป
พีทมั่นใจว่าเมื่อถึงตอนนั้น แม้เรื่องจะยุ่งยากเล็กน้อย แต่สุดท้ายผลลัพธ์ก็จะเป็นเขาอยู่ดีที่ได้ครอบครองพื้นดินทั้งหมดนี้ไป ผ่านการประมูลสัมปทาน
แต่กระนั้นมันก็อาจจะต้องมีส่วนแบ่งให้กับรัฐบาลสักเล็กน้อยด้วย ขึ้นอยู่กับว่ารัฐบาลพวกนี้จะนำเงินไปพัฒนาประเทศหรือพกเข้าหีบห่อของตัวเอง
“ถึงจะได้รับอนุมัติแล้วก็เถอะ แต่เธอเองก็เห็นไม่ใช่เหรอว่าแร่พวกนั้นมันมีความเข้มข้นที่ต่ำมากๆ มันไม่คุ้มค่ากับการลงทุนเลยนะ!” หัวหน้าเฉินเริ่มพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง เพราะกลัวว่าพีทจะทำเรื่องบ้าๆ และทุ่มเทผิดที่ผิดทางเพราะแร่ที่หัวหน้าเฉินได้ทำการตรวจอย่างละเอียด มันมีปริมาณความเข้มข้นที่น้อยมากจริงๆ และด้วยเสียงของหัวหน้าเฉินที่พยายามกล่าวเตือนสติของพีท มันก็ทำให้คนในบ้านเริ่มหันมามอง
“เอาแบบนี้ ผมคงไม่สามารถบอกอะไรกับหัวหน้าเฉินได้มากนัก…เอาไว้หลังจากวางสายไปแล้ว ผมจะส่งรูปภาพ รูปหนึ่งให้กับคุณดูและตัดสินใจก็แล้วกัน ส่วนเรื่องที่คุณและพี่เฉินสือหม่าจะมาทำงานกับผมหรือไม่ ขึ้นอยู่กับคุณแล้ว” พีทได้เสนอให้เงินเดือนที่ทั้งสองได้รับอยู่ในปัจจุบันเป็นสองเท่าและจะซื้อบ้านที่จังหวัดธาราบุรีให้กับครอบครัวของหัวหน้าเฉินด้วย
ส่วนการศึกษาเล่าเรียนของลูกชายของเฉินสือหม่า พีทได้จัดหาเอาไว้ให้แล้วว่าจะให้เข้าเรียนที่โรงเรียนนานาชาติในจังหวัด ที่ถึงแม้จะสู้หลักสูตรการเรียนการสอนของจีน ที่เด็กนักเรียนต้องเรียนกันหนักเพื่อแข่งขันกันเป็นอันดับต้นๆ ของโลก
แต่พีทมั่นใจว่า โปรแกรมติวที่พีททำจะช่วยเติมเต็มความรู้ให้กับลูกชายของเฉินสือหม่า ได้ไม่แพ้กับการเรียนที่จีนได้อย่างแน่นอน เพิ่มเติมคือไม่ต้องรับแรงกดดันที่โหดร้ายเหมือนกับเด็กจีน
หลังจากวางโทรศัพท์ไป ครอบครัวของหัวหน้าเฉินก็เข้ามาถาม…โดยหัวหน้าเฉินก็ได้บอกเล่าว่าพีทนั้นได้โทรมาเสนองานให้กับพวกเขาจริงๆ เพียงแต่หัวหน้าเฉินไม่มั่นใจว่าการย้ายไปทำงานกับพีทจะคุ้มค่าหรือไม่
แต่อย่างน้อยๆ ก็ให้ถือว่าเป็นทางเลือกสุดท้ายสำหรับครอบครัว ยามที่หมดหนทางก็แล้วกัน
หัวหน้าเฉินคิดแบบนั้น แต่ในชั่วเวลาเดียวกันพีทก็ได้ส่งรูปภาพตามที่พูดไว้ให้กับหัวหน้าเฉิน…มันเป็นรูปของก้อนหินสีดำคล้ายกับสีดำนิล เพียงแต่มีความเงางามที่น่าเหลือเชื่อ ขนาดของมันใหญ่พอๆ กับ ขวดน้ำขนาด 1.5 ลิตร โดยที่แท่นวางของก้อนหินสีดำก้อนนี้ เป็นเหมือนเครื่องมือชนิดหนึ่งที่หัวหน้าเฉินได้เคยทิ้งเอาไว้ให้กับพีทไว้ใช้งาน ‘แร่แรร์เอิร์ธ: ความบริสุทธิ์ 99.99%’
“เชี่ย!” หัวหน้าเฉินร้องอุทานออกมา ตลอดมาเขามักจะสุขุมตลอด ขนาดวันนี้ที่โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ โดนใส่ร้ายป้ายปี หัวหน้าเฉินยังแทบไม่โวยวายอะไรเลย แค่ร้องขอความเป็นธรรมเท่านั้น
หากแต่ความสุขุมของชายวัยกลางคนผู้นี้ กลับมลายหายไปจนหมดสิ้นเมื่อเห็นถึงรูปภาพดังกล่าว จนทั้งครอบครัวต้องวิ่งมาดู แม้ภรรยาและลูกสะใภ้จะไม่เข้าใจ แต่ทางด้านของเฉินสือหม่า นั้นรู้ดีว่ารูปนี้คืออะไร ‘เชี่ย!’ ก่อนจะร้องอุทานตามคนเป็นพ่อไป
หัวหน้าเฉินกดมือถือเพื่อหาพีทด้วยมือที่สั่นเทา เพียงไม่กี่วินาทีพีทก็พลันรับสายของเขา “ในรูปนี้คือของจริงใช่ไหม?” เสียงของหัวหน้าเฉินยังสั่นอยู่เลย เมื่อถามพีทถึงรูปที่ส่งมา
“แล้วทำไมหัวหน้าเฉินไม่มาดูด้วยตาตัวเองล่ะครับว่าจริงหรือไม่จริง…อีกอย่างนะครับ แบตเตอรี่ 3,500 mAH มันแค่ของเด็กเล่นกัน คุณมาที่นี่แล้วมาเล่นแบตเตอรี่ที่มีความจุ 5,000 mAH ดีกว่าครับ” เพียงประโยคเดียวของพีท ทำเอาหัวหน้าเฉินและเฉินสือหม่าสะท้านไปทั้งตัว
สองพ่อลูกหันมามองหน้ากัน
‘งึกๆ’
พวกเขาไม่จำเป็นต้องพูดอะไรออกมา พวกเขาแค่พยักหน้าให้กันและกัน ก่อนที่ทั้งสองจะมองกลับไปที่ภรรยาที่ยืนงงอยู่ พลางพูดขึ้นมาประโยคสั้นๆ เพียงคำเดียว “เก็บกระเป๋า ย้ายบ้าน…เราจะย้ายไปอยู่ประเทศไทย!”
...โปรดติดตามตอนต่อไป...
วันนี้มีตอนแถมให้นะครับ ลงตอน 2 ทุ่มเหมือนเดิมจ้า ^^
นิยายลงทุกวันเวลา 18.00 นะครับ
สามารถติดตามผู้แต่งเพื่อติดต่อสอบถามได้ที่แฟนเพจเลยนะครับ
www.facebook.com/WritelazyV2
นามปากกา.Writelazy