หวนคืนมรรคา วิถีสู่สวรรค์

    เล่มที่ 2 บทที่ 43 ต่ำกว่าขั้นเจ็ด

            เล่มที่2 บทที่ 43 ต่ำกว่าขั้นเจ็ด

            ป่ากักสิงสามีพื้นที่ขนาดมากกว่าพันลี้ เพราะถูกนิกายแสวงมรรควางการป้องกันไว้หลงเหลือทางเข้าออกไว้เพียงทางเดียว เมื่อมองจากไกลๆทางเข้าออกที่ว่านี้ก็เหมือนเป็นปากขนาดใหญ่ที่อ้ากว้างพร้อมจะกลืนกินทุกชีวิตที่ย่างกรายเข้าไปในป่า

            ในฐานะที่เป็นพื้นที่ฝึกฝนแห่งหนึ่งของนิกายแสวงมรรคแม้ที่นี่จะไม่ได้ห้ามลูกศิษย์เข้าไป แต่ผู้ที่กล้าเข้าไปข้างในจริงๆอย่างน้อยก็เป็นศิษย์สายนอก อีกทั้งส่วนใหญ่ยังมักจะจับกลุ่มกันด้วย

            บัดนี้บริเวณทางเข้ามีศิษย์สายนอกจำนวนไม่น้อยรวมตัวกันอยู่แล้วจับกลุ่มพูดคุยโวยวายเสียงดัง ทุกคนล้วนมีแผ่นตราเหน็บอยู่ที่เอวดูออกไม่ยากว่าพวกเขามาจากแสวงมรรคห้ายอด

            ที่พวกเขามารวมตัวกันที่นี่ก็เป็นเพราะกำลังรอคอยสหายของพวกเขาอยู่อย่างไรเสียการมีคนร่วมทางเพิ่มขึ้นแม้เพียงคนเดียวก็ช่วยให้ปลอดภัยขึ้นได้ไม่น้อย

            “ไฉนศิษย์พี่หวังจึงยังไม่มาขาดเขาเพียงคนเดียว กลุ่มเราก็ครบแล้ว”

            “ศิษย์น้องหลี่เล่า? นัดหมายกันแล้วว่าวันนี้จะเข้าป่ากักสิงสากัน คงมิใช่ว่าไม่กล้าแล้วหรอกนะ!”

            “ได้เวลาแล้วล่ะพวกเราห้าคนก็น่าจะเพียงพอแล้ว หรือพวกเราไปกันก่อนเลยดีไหม!”

            ทันใดนั้นเสียงพูดคุยเซ็งแซ่ของกลุ่มคนก็เงียบลง เพราะเงาร่างเจียงอวิ๋นปรากฏขึ้นในสายตาพวกเขาเมื่อพวกเขาเห็นสภาพอันสะบักสะบอมของเจียงอวิ๋นและชุดเครื่องแบบสีเทาที่เขาสวมอยู่ พวกเขาก็ล้วนเผยสีหน้าดูแคลนออกมาจากนั้นก็เริ่มพูดคุยกันอีกครั้ง

            “คนผู้นี้เป็นใครกัน? ศิษย์จิปาถะยังกล้าเข้าป่ากักสิงสาด้วย?”

            “ดูสภาพสะบักสะบอมขนาดนั้นเหมือนว่าเพิ่งถูกเล่นงานมาอย่างสาหัสเลย คงมิใช่ว่าคิดไม่ตกจึงคิดจะไปรนหาที่ตายในป่ากักสิงสาหรอกนะ?”

            “จะรนหาที่ตายก็ไม่จำเป็นต้องมาถึงที่นี่แค่หาเนินเขาสักแห่งแล้วกระโดดลงไปก็พอแล้ว ดีกว่าตายในปากของสัตว์ร้ายแม้แต่ศพก็ไม่เหลือเสียอีก!”

            เจียงอวิ๋นไม่สนใจเสียงพูดของผู้คนรอบข้างสายตามองตรงไปยังทางเข้าของป่ากักสิงสาอันมืดทึมฝีเท้าไม่มีทีท่าว่าจะหยุดแม้แต่น้อย เดินผ่านกลุ่มคนเข้าไปในป่าทันที!

            ซึ่งก็ทำให้เกิดเสียงฮือฮาขึ้นอีกครั้งกระทั่งเหล่าลูกศิษย์สายนอกต่างก็เกิดความคิดอยากตามเข้าไปชมอย่างอดไม่ได้แต่เมื่อคิดถึงชีวิตของตนแล้ว สุดท้ายก็ต้องทิ้งความคิดนี้ไป

            เรื่องที่เจียงอวิ๋นเข้าไปในป่ากักสิงสาไม่นานก็ถูกพวกเขาลืมเลือน อย่างไรเสียนั่นก็เป็นเพียงศิษย์จิปาถะคนหนึ่งเท่านั้นในฐานะที่เป็นเพียงคนระดับล่างสุดของนิกาย ย่อมไม่มีผู้ใดสนใจความเป็นตายของศิษย์จิปาถะอยู่แล้ว

            ปกติผู้ที่เข้าป่ากักสิงสาเป็นครั้งแรกส่วนใหญ่ล้วนมีสีหน้าตึงเครียด ทว่าเจียงอวิ๋นกลับตรงกันข้ามเขายืนอยู่บนพื้นดินอันชุ่มชื้นสัมผัสกับกลิ่นที่ปนเปไปด้วยต้นไม้ใบหญ้าและดินโคลน เขาหลับตาทั้งสองข้างลงเผยสีหน้ารำลึกความหลังออกมาเสี้ยวหนึ่งประหนึ่งว่าได้กลับไปยังภูเขาหนึ่งแสนไพศาลอีกครั้ง

            เพียงครู่เดียวเท่านั้นเจียงอวิ๋นก็ลืมตาขึ้นอีกครั้ง ทว่าในดวงตาเขากลับไร้ซึ่งประกายอย่างสิ้นเชิงหลังจากประเมินรอบด้านไปหนึ่งรอบ เงาร่างเขาพลันกะพริบวูบจากนั้นก็ไปปรากฏตัวข้างพื้นหญ้าที่ไร้ซึ่งความโดดเด่นจุดหนึ่งยื่นมือดึงหญ้าออกมาหนึ่งกำ จากนั้นก็นำมาถูร่างของตนอย่างรวดเร็ว

            สัตว์ร้ายนั้นไวต่อกลิ่นของมนุษย์ถึงขีดสุดโดยเฉพาะกลิ่นเลือดมนุษย์ ซึ่งเจียงอวิ๋นมิได้มาเพื่อล่าสัตว์ย่อมไม่ต้องการเสียเวลากับพวกสัตว์ร้าย ดังนั้นเขาจึงคิดจะกำจัดกลิ่นตัวและคาวเลือดบนร่างของตนทิ้งเสียก่อนหลีกเลี่ยงไม่ให้มีสัตว์ร้ายฝูงใหญ่ถูกดึงดูดมา

            เมื่อแน่ใจแล้วว่าร่างกายของตนไร้ซึ่งกลิ่นใดๆเจียงอวิ๋นจึงได้ตรวจสอบป่าผืนนี้อีกครั้งอย่างไรเสียเขาก็ไม่รู้อันใดเกี่ยวกับป่าผืนนี้เลยหากจะหาตัวลู่เซี่ยวอวี๋ในที่แห่งนี้จึงจำเป็นต้องเลือกทิศทางคร่าวๆมาก่อนหนึ่งทิศทาง

            “หมาป่าแสงเขียวชอบอยู่ในที่ที่มีแสงแดดสาดส่องอีกทั้งบริเวณใกล้เคียงจะต้องมีแหล่งน้ำ เช่นนั้นหากเดินตามสายธารไปโอกาสพบเจอหมาป่าแสงเขียวก็จะมากขึ้น”

            เจียงอวิ๋นกำหนดทิศทางได้อย่างรวดเร็วจากนั้นก็ออกวิ่งตะบึงไป

            ต้องยอมรับว่าแม้ป่ากักสิงสาจะไม่อาจเทียบกับภูเขาหนึ่งแสนไพศาลได้ ทว่าเมื่อเริ่มเข้าไปลึกเจียงอวิ๋นก็ได้พบเจอกับสัตว์ร้ายจำนวนไม่น้อยเลยจริงๆ

            ด้วยความเข้าใจในนิสัยของสัตว์ร้ายชนิดต่างๆที่เขามี เขาย่อมหลีกเลี่ยงสัตว์ร้ายเหล่านี้ได้อย่างง่ายดาย ทว่าเมื่อได้เห็นสัตว์ร้ายเหล่านี้ในหัวเขาพลันมีความสงสัยหนึ่งปรากฏขึ้น

            “ป่ากักสิงสาแห่งนี้เหมือนว่าจะมีศิษย์นิกายแสวงมรรคเข้ามาทุกวันต่อให้ความแข็งแกร่งของลูกศิษย์จะไม่ได้เรื่อง ทว่าโดยรวมแล้วย่อมต้องเป็นสัตว์ร้ายที่มีอัตราเสียชีวิตสูงกว่าศิษย์นิกายแสวงมรรค เช่นนั้นเมื่อทบมาเรื่อยๆเป็นเวลาหลายปี จำนวนสัตว์ร้ายในที่แห่งนี้ควรจะเหลือน้อยอย่างมากแต่ไฉนถึงยังมีอยู่มากมายเพียงนี้?”

            การอาศัยในภูเขาหนึ่งแสนไพศาลทุกหมู่บ้านล้วนต้องล่าสัตว์ร้ายเป็นปกติกันอยู่แล้วทว่าไม่ว่าจะเป็นหมู่บ้านใดก็ล้วนฆ่าเท่าที่จำเป็นเท่านั้น กล่าวโดยง่ายคือจะไม่ลงมือสังหารจนสิ้นซากเป็นแน่ และไม่มีทางล่าสัตว์ในพื้นที่ซ้ำเดิมบ่อยเกินไปเด็ดขาด

            ดังนั้นเจียงอวิ๋นจึงไม่ค่อยเข้าใจสถานการณ์ในป่ากักสิงสาสักเท่าใดนักแต่เขาก็ไม่ได้คิดอันใดมาก อย่างไรเสียนิกายแสวงมรรคก็เป็นนิกายบำเพ็ญมรรคทั้งยังมีลูกศิษย์ที่เชี่ยวชาญในวิถีแห่งการฝึกสัตว์อย่างยอดเขาร้อยสิงสาบางทีพวกเขาอาจจะมีวิธีการพิเศษที่สามารถรับประกันได้ว่าจำนวนสัตว์ร้ายจะไม่ลดลงมากเกินไปอยู่

            ทว่ายิ่งเข้าไปลึกมากเพียงใดเจียงอวิ๋นก็ยิ่งสงสัยมากขึ้นเรื่อยๆเพราะนอกจากจำนวนสัตว์ร้ายที่ได้พบเจอจะมีไม่น้อยแล้วระดับของสัตว์ร้ายที่ได้พบเจอยังล้วนอยู่ในขอบเขตที่ตายตัวด้วย

            ทั้งหมดล้วนต่ำกว่าขั้นเจ็ด!

            ในนิกายแสวงมรรคความห่างชั้นของตำแหน่งฐานะ ทำให้ที่พักอาศัยของศิษย์ทั้งหมดล้วนถูกแบ่งแยกชัดเจนทว่าสัตว์ร้ายเหมือนจะไม่ใช่อย่างนั้น

            มีคำโบราณกล่าวว่าเสือสองตัวอยู่ถ้ำเดียวกันมิได้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าในภูเขาแห่งนี้นอกจากเสือหนึ่งตัวแล้ว จะยังไม่มีสัตว์ร้ายอื่นๆ อีก

            สัตว์ร้ายส่วนมากล้วนอาศัยปนกันภายในภูเขาหนึ่งแสนไพศาลเจียงอวิ๋นถึงกับเคยพบเจอสัตว์ร้ายขั้นเก้าอาศัยรวมอยู่กับสัตว์ร้ายขั้นหนึ่งเลยทีเดียวทว่าในป่ากักสิงสานั้น หากลองนับดูคร่าวๆ เขาก็เดินมาได้ยี่สิบสามสิบลี้แล้วแม้จะไม่ถือว่าลึกมาก แต่ก็ไม่มีทางที่เขาจะพบเจอเพียงสัตว์ร้ายที่ระดับต่ำกว่าขั้นเจ็ดลงมาทั้งหมดเด็ดขาด!

            โดยเฉพาะในหลายจุดที่เจียงอวิ๋นผ่านมามันเหมาะสมที่จะเป็นที่อยู่อาศัยสำหรับสัตว์ร้ายขั้นเจ็ดหลายชนิดสุดขีดทว่าเขาก็ไม่พบเห็นสัตว์ร้ายขั้นเจ็ดเลยแม้แต่ชนิดเดียว

            เรื่องนี้ทำให้เจียงอวิ๋นอดคิดหนักมิได้แต่สุดท้ายเขาก็สรุปคำตอบเอาเองว่าเป็นเพราะนิกายแสวงมรรคโดยเฉพาะคำพูดที่ซาจิ่งซานกล่าวไว้ก่อนหน้านี้ ห้ามย่างกรายเข้าสู่ป่าเกินร้อยลี้ยิ่งทำให้เจียงอวิ๋นคิดเช่นนั้น

            “นิกายแสวงมรรคคงใช้วิธีการอะไรบางอย่างกักขังสัตว์ร้ายที่ระดับสูงเกินขั้นเจ็ดทั้งหมดไว้ในป่าลึกร้อยลี้ขึ้นไปสาเหตุที่ทำเช่นนี้ ก็ย่อมเป็นเพราะต้องการคุ้มครองลูกศิษย์ที่เข้ามาในป่าอย่างไรเสียขั้นเจ็ดก็เทียบเท่าระดับเบิกปราณขั้นเป็นระดับที่เหมาะสมสำหรับศิษย์สายนอกพอดี”

            เจียงอวิ๋นออกเดินทางไปตามทิศทางที่เขากำหนดไว้มุ่งหน้าเข้าไปในส่วนลึกของป่าอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งด้านหน้าเขามีเงาร่างของหมาป่าแสงเขียวตัวหนึ่งปรากฏ

            เมื่อเห็นหมาป่าแสงเขียวตัวนี้เจียงอวิ๋นก็ตาเป็นประกายทันที ในฐานะที่เป็นสัตว์ร้ายที่อยู่เป็นฝูงไม่มีทางที่หมาป่าแสงเขียวจะออกล่าอาหารเพียงลำพัง ด้านหลังนั้นต้องเป็นรังของพวกมันแน่นอน

            เจียงอวิ๋นเวลานี้ใจเต้นเร็วขึ้นอย่างอดไม่ได้เขาฝืนทำใจให้สงบลงครู่หนึ่ง จากนั้นก็อ้อมหลบหมาป่าแสงเขียวตัวนี้ไปอย่างเงียบงัน

            เพียงครู่เดียวเท่านั้นเจียงอวิ๋นก็มายืนอยู่ในรังของหมาป่าแสงเขียวแห่งนี้ แม้ว่ารอบๆนี้จะมีหมาป่าแสงเขียวตัวเต็มวัยอยู่อย่างน้อยร้อยตัวทว่าเมื่ออยู่ใต้กลิ่นอายอันทรงพลังที่แผ่ซ่านออกมาจากตัวเขาก็ไม่มีตัวไหนกล้าขยับ ทั้งหมดล้วนหมอบคลานตัวสั่นอยู่บนพื้นเงียบๆ

            ไม่นานเจียงอวิ๋นก็วิเคราะห์ได้ว่า ลู่เซี่ยวอวี๋ไม่เคยมาที่นี่

            ข้อสรุปนี้มิได้ทำให้เขาเบาใจลงเลยกลับยิ่งตึงเครียดมากขึ้นเพราะเขาสูญเสียเบาะแสในการตามหาลู่เซี่ยวอวี๋ไปอย่างสมบูรณ์แล้ว

            เจียงอวิ๋นรีบเคลื่อนไหวต่อทันทีอย่างไม่ลังเลเขาเปลี่ยนทิศทางออกค้นหาในป่ากักสิงสาแห่งนี้ต่อ

            การค้นหาครั้งนี้ใช้เวลาถึงสามวันเต็มๆ!

            หลังผ่านไปสามวันเจียงอวิ๋นสองตาแดงก่ำเป็นสีเลือด เขายืนอยู่ในที่แห่งหนึ่ง ใต้พื้นด้านหน้าเขามีแสงสีแดงที่สีสดดุจโลหิตอันโดดเด่นสะดุดตาสายหนึ่งทอดยาวออกไปไกลไร้ที่สิ้นสุด!

            ซึ่งแสงสีแดงเหล่านี้ก่อตัวขึ้นมาจากตัวอักษรคำว่า “ห้าม” สีแดงเลือดมากมายนับไม่ถ้วน

            ตัว“ห้าม” มากมายยุบยิบเต็มไปหมดเหล่านี้เพียงมองดูก็ชวนให้รู้สึกคันยุบยิบไปทั้งตัวแล้ว

            แสงสีแดงเหล่านี้เป็นสิ่งที่ยอดฝีมือภายในนิกายแสวงมรรควางไว้ ตัวตนของมันเป็นดั่งคำเตือนเพราะจุดที่แสงตั้งอยู่ คือเส้นแบ่งเขตแดนร้อยลี้ของป่ากักสิงสา

            เมื่อข้ามเส้นแดงไปก็เท่ากับย่างกรายเข้าสู่พื้นที่ต้องห้ามอีกผืนหนึ่งแล้วซึ่งมันเป็นพื้นที่ต้องห้ามที่เสี่ยงอันตรายสุดขีดสำหรับศิษย์นิกายแสวงมรรคทั้งหมด

            ช่วงสามวันที่ผ่านมาเจียงอวิ๋นได้ค้นหาไปทั่วทั้งป่าในอาณาเขตร้อยลี้นี้แล้ว ทั้งยังได้สอบถามศิษย์สายนอกไปหลายกลุ่มด้วยแต่ก็ไม่มีผู้ใดพบเห็นร่องรอยเกี่ยวกับลู่เซี่ยวอวี๋เลยสักนิด

            อันที่จริงตอนนี้กระทั่งตัวเขาเองยังรู้ดีแก่ใจว่า ลู่เซี่ยวอวี๋คงจะไม่รอดแล้วทว่าเขายังไม่ยอมตายใจ ดังนั้นจึงมายังเส้นแบ่งเขตแดนร้อยลี้แห่งนี้

            เกิดเสียงดัง“แควก” เมื่อเจียงอวิ๋นลงมือฉีกชุดเผาสีเทาของตนที่ขาดรุ่งริ่งไปหมดแล้วทิ้งเสียเผยชุดหนังสัตว์คู่ใจของเขา จากนั้นจึงก้าวเท้าข้ามแสงสีแดงสายนี้ไป!

    คล้ายกับเรื่องหวนคืนมรรคา วิถีสู่สวรรค์ ที่คุณอ่าน