“หนิงเออร์ เหตุใดพวกนางต้องมาคารวะข้าแต่เช้าเช่นนี้ด้วย” เช้าวันนี้ เจียวซินถูกปลุกขึ้นมาแต่งกาย ผัดหน้าแต่เช้า เพื่อมานั่งรอบรรดาเมียๆ ของสวามี ั้แ่นางเข้ามาอยู่ในโลกนี้เกือบสิบวัน วันนี้เป็วันที่เขาหงุดหงิดเป็ที่สุด สิบวันที่ผ่านมานางไม่ได้ทำอะไรเลย จะหยิบจับอันใดก็มีคนทำให้ทุกอย่างจน น่าเบื่อหน่าย ท่านอ๋องที่เคยบอกว่าจะพาไปค่ายทหารก็ผัดผ่อนมาเรื่อยๆ มีเพียงนำองค์รักษ์เงาสามคนที่จะให้ติดตามนางมาแนะนำให้รู้จักเท่านั้น นอกนั้นก็แทบจะมิได้เจอหน้ากัน แล้ววันนี้ยังจะต้องตื่นเช้ามารอรับการคำนับจากชายารองและอนุของสวามีอีก น่าเบื่อหน่ายเกินไปแล้ว คิดถึงเด็กนักเรียนของนางเสียจริง ตอนทำงานเป็ครู มิมีวันใดเลยที่ไม่ตื่นเต้นเพราะในแต่ละวันก็จะเจอเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันแตกต่างกันไป
“เป็เวลานี้ปกติอยู่แล้วเพคะ ก่อนหน้านี้พระชายาประชวรจึงละเว้นการคำนับไปใน่นั้นเพคะ”
“เอาเถิดๆ แล้วเมื่อไหร่พวกนางจะมา” พูดได้ไม่ทันขาดคำ เสียงของนางกำนัลหน้าห้องก็ดังขึ้น
“ทูลพระชายา พระชายารองและอนุทั้งสามขอเข้าเฝ้าเพคะ”
“ให้พวกนางเข้ามา”
“คำนับพระชายาเอกเพคะ” ทั้งสี่คนกล่าวพร้อมกัน
“อย่าได้มากพิธี พวกเ้านั่งดื่มชาและขนมของว่างก่อนเถิด”
“ขอบพระทัยเพคะ พระชายาเอก” ทั้งสี่ยอบกายลงที่นั่งของตนทันที
“อาการของพระชายาดีขึ้นแล้วหรือเพคะ” อันอ้ายฉิงเอ่ยถามขึ้นมาคนแรก เจียวซินหันมองไปที่หนิงเออร์เพื่อขอความช่วยเหลือเพราะตอนนี้นางไม่รู้จักคนที่นั่งอยู่ตรงหน้าแม้แต่คนเดียว
“คนถามเป็ชายารองอัน อันอ้ายฉิงเพคะ ส่วนด้านหลังทางซ้ายเป็อนุถัง ตรงกลางเป็อนุตง และทางขวาเป็อนุจ้งเพคะ” หนิงเออร์ยืดตัวเข้ามากระซิบ ข้างหูผู้เป็นาย เมื่อได้ข้อมูลเจียวซินจึงได้ตอบคำถามของชายารอง
“ข้าดีขึ้นมากแล้ว ขอบใจชายารองอันมากที่ถามไถ่”
“มิได้เพคะ หม่อมฉันกังวลเหลือเกินว่าพระชายาจะวิปลาสตามที่ผู้อื่นกล่าว” อันอ้ายฉิงพูดจบก็แสร้งยกมือปิดปากหัวเราะคิกคัก
โอ้โห?! นี่เจอกันวันแรกก็เปิดศึกเลยสินะ คิดว่าจะยอมรึ นอกจาก ผอ.โรงเรียน ที่ข้าเคยทำงานในโลกก่อนแล้วข้าก็ไม่กลัวใครแล้ว
“หึๆ มิได้เป็เช่นนั้นหรอกชายารองอัน ผู้อื่นก็ว่าไปตามประสาคนมิรู้ความ เ้าอย่าได้เก็บคำเล่าลือมิมีความจริงมาใส่ใจดังคนโง่เขลาเบาปัญญา มิรู้จักกรองข่าวสารเช่นนี้ คราหน้าจะลำบากเอาได้” ก็มาสิ มิต้องด่าด้วยคำหยาบคาย มิต้องแสดงอารมณ์ฉุนเฉียว แต่ก็ทำให้อีกฝ่ายเจ็บใจได้ นี่หล่ะจางเจียวซินคนใหม่ นางจะไม่ยอมเป็นางร้ายในสายตาผู้อื่นอีกต่อไป เจียวซินเคยได้ยินจากหนิงเออร์เอ่ยว่าเมื่อก่อนชายารองและเหล่าอนุมักจะพูดจากยั่วยุอารมณ์ของเจียวซินอยู่บ่อยครั้งทำให้เจียวซินโมโหจนอาละวาด ส่วนพวกนางก็ทำตัวเป็ผู้ถูกกระทำที่ น่าสงสาร
หึ นางดอกบัวขาวพวกนี้ หากมายุ่งวุ่นวายกับข้าอีก ข้าจะเด็ดกลีบดอกพวกเ้าจนสิ้นมิให้เหลือแม้แต่กลีบเดียว
“นั่นสิชายารองอัน ท่านหลงเชื่อข่าวไม่มีมูลเ่าั้ได้อย่างไร น่าขันนัก” ตงลี่ถังสบโอกาสก็กล่าวเสียดสีอันอ้ายฉิงทันที
“มิใช่ว่าเป็เ้าหรอกหรือที่ป่าวประกาศว่าพระชายาเอกวิปลาสไปแล้ว” จ้งลู่เอินกล่าวขัดขึ้น ทำเอาอนุตงถึงกับหน้าคล้ำลง
“ข้ามิได้-” ยังไม่ทันที่อนุตงจะกล่าวแก้ตัว เจียวซินก็ได้เอ่ยขัดขึ้นเสียก่อน
“เอาเถิดๆ พวกเ้ามิต้องถกเถียงกัน คราวหน้าหากได้ข่าวสารอันใดมา จงใช้ความคิดของพวกเ้ากลั่นกรองเสียก่อน ค่อยนำมาพูดต่อ วันนี้หากมิมีอันใดแล้วพวกเ้าก็กลับตำหนักตนเองเถิด ข้าจะพักเสียหน่อย อ้อ! หรือพวกเ้าจะอยู่ทานของว่างให้หมดก่อนข้าก็มิว่าอันใด” กล่าวเพียงเท่านี้เจียวซินก็ลุกเดินออกจากห้องโถงตรงไปห้องนอนทันที
“เห้อออออ ปวดหัวเหลือเกิน พวกนางเป็เช่นนี้ตลอดเลยหรือ”
“เป็เช่นนี้มาตลอดเพคะ ชายารองและเหล่าอนุล้วนไม่มีผู้ใดดีต่อกันเพคะ มักพูดจาถากถางกันอยู่เนืองๆ จะมีก็แต่อนุถังที่มิค่อยมีปากมีเสียง โอนเอนไปทางผู้นั่นทีผู้นี้ทีเพคะ”
“อ่า เป็คนฉลาดสินะ ทำตัวเป็หญ้าลู่ไปตามลม…แล้ว เอ่อ แล้วท่านอ๋องโปรดผู้ใดมากที่สุด” เจียวซินถามหนิงเออร์ด้วยความอยากรู้ อย่างน้อยนางก็จะได้รู้ว่าควรเอาใจผู้ใด
“ั้แ่ที่หม่อมฉันเข้ามาที่นี่พร้อมพระชายา ยังมิเคยเห็นท่านอ๋องจุดโคมตำหนักใดเลยเพคะ มีบ้างที่ไปเยี่ยมเยือน แต่ไม่นานก็กลับตำหนักใหญ่เพคะ หากให้หม่อมฉันคาดเดาอาจจะเป็อนุถังนะเพคะ เพราะนางเป็อนุเพียงคนเดียวที่ท่านอ๋อง้าแต่งเข้ามา อีกทั้งท่านอ๋องยังไปเยี่ยมเยือนอนุถังอยู่บ่อยครั้งเพคะ”
“อืม อนุถังงั้นหรือ… ว่าแต่เ้า มีหูสองข้าง มีตาสองตาจริงหรือ เหตุใดจึง รู้เื่ราวของผู้อื่นมากมายถึงเพียงนี้” เจียวซินจับปลายคางของคนสนิทหันซ้ายทีขวาที ทำท่าเหมือนกำลังมองหาหูตาที่ซ่อนอยู่ของคนสนิท
“โถ่พระชายา ทรงล้อหม่อมฉันเล่นแล้วเพคะ” หนิงเออร์ทำหน้าเขินอายจนเจียวซินถึงกับหัวเราะออกมาเสียงดัง
“หนิงเออร์ที่นี่มีห้องตำราหรือไม่” เจียวซินที่ว่างจนเบื่อจึงคิดว่าหากได้อ่านหนังสือคงคลายความเบื่อหน่ายลงได้บ้าง อีกอย่างนางมีเวลาเพียงแค่สองหนาวก่อนที่จะหย่าขาดกับท่านอ๋อง ดังนั้นนอกจากเบี้ยหวัดแล้วนางควรหาความรู้เกี่ยวกับโลกนี้ไว้บ้าง
“เอ่อ มีห้องตำราของท่านอ๋องเพคะ หากอยากเข้าไปคงต้องขออนุญาต ท่านอ๋องก่อนเพคะ”
“งั้นเราไปเตรียมเครื่องเสวยเถิด วันนี้ข้าจะไปรับสำรับเช้ากับท่านอ๋อง” ว่าแล้วเจียวซินก็เดินตรงไปที่โรงครัวทันที
ด้านเฟยเทียนกำลังนั่งฟังรายงานขององค์รักษ์เงาที่ส่งไปติดตาม เจียวซิน
“พระชายามิได้ออกไปที่ใด ไม่ได้พบเจอผู้ใดเลยพ่ะย่ะค่ะ ส่วนมากจะนั่งเล่นที่ศาลาริมสระหรือไม่ก็ศาลาในสวนพ่ะย่ะค่ะ”
“แล้วท่าทีของนางเป็อย่างไร”
“พระชายาดูเหมือนมิรู้สิ่งใดจริงๆ พ่ะย่ะค่ะ พระชายามักสอบถามเื่ต่างๆ จากหนิงเออร์ แม้แต่เื่การปฏิบัติตนยังถูกหนิงเออร์กล่าวเตือนอยู่หลายครั้ง พ่ะย่ะค่ะ”
“อืม ติดตามดูต่อไป หากมีอันใดเร่งด่วนมาแจ้งข้าได้ทันที แล้วตอนนี้ใครดูแลนางอยู่”
“เป็หงฮวาและไป่ฮวาพ่ะย่ะค่ะ” องค์รักษ์เงากล่าวชื่อลับของเพื่อนทั้งสองด้วยความขัดเขิน
“อ่าาา งั้นเ้าคงเป็หวงฮวาสินะ ฮึๆ” เฟยเทียนนึกไปถึงยามที่เขานำองค์รักษ์เงาทั้งสามคนไปพบเจียวซิน
“พวกท่านมีชื่อหรือไม่”
“พวกกระหม่อมถูกเรียกขานว่า อี เอ้อ และซาน พ่ะย่ะค่ะ”
“อีกแล้วหรือ องค์รักษ์เงาของคนอื่นๆ ก็ถูกเรียกว่า อี เอ้อ ซาน มันซ้ำกับผู้อื่น หม่อมฉันขอเปลี่ยนชื่อพวกเขาใหม่ได้หรือไม่เพคะท่านอ๋อง” เจียวซินอยากเปลี่ยนชื่อองค์รักษ์เงาของ (สวามี) ตน เพราะไม่ว่าจะเป็นิยายกี่เื่ๆ ที่นางเคยอ่าน ก็ต้องมีเงาที่ถูกเรียกว่าอี เอ้อ ซาน! อี เอ้อ ซาน!
“เ้านี่มันมากเื่…จะเปลี่ยนอันใดก็เปลี่ยน”
“ถ้างั้นท่าน…ผิวขาวเช่นนี้มีชื่อว่า ไป่ฮวา (ดอกไม้สีขาว) ส่วนท่าน หงฮวา(ดอกไม้สีแดง) และคนสุดท้ายเป็…หวงฮวา (ดอกไม้สีเหลือง) เป็อย่างไรชอบชื่อที่ข้าให้หรือไม่” ชายฉกรรจ์ทั้งสี่คนยืนอึ้งกับชื่อที่ไม่เข้ากับรูปร่างและหน้าที่ของพวกเขาเอาเสียเลย พวกเขาทำหน้าที่องค์รักษ์ จับดาบ ฆ่าคนมานับไม่ถ้วน แต่กลับถูกเรียกขานเช่นนั้นมัน...
“อุบ! หึ หึ ชายาข้าถามว่าขอบหรือไม่ เหตุใดไม่ตอบ” เฟยเทียนได้สติก่อนใคร แม้อยากส่งเสียงหัวเราะออกไปสักเพียงใด แต่อยู่ต่อหน้าผู้ใต้บัญชาจึงทำได้แต่กลั่นเสียงเอาไว้ บังคับปากไม่ให้ยิ้มจนมุมปากกระตุกยิกๆ คงน่าขันไม่ต่างจากชื่อของเหล่าองค์รักษ์เงาที่เจียวซินตั้งให้
“ชะ ชอบพ่ะย่ะค่ะพระชายา” หงฮวากล่าวตอบรับคำถามของพระชายาด้วยท่าทางขัดเขิน
นึกไปถึงตอนนั้นเฟยเทียนอดรู้สึกขบขันมิได้
“เอาเถิด ชื่อพวกเ้าก็ไพเราะดี เ้าไปทำงานของเ้าเถิด” องค์รักษ์เงาออกไปได้ไม่นานขันทีจิ้นหนานก็กล่าวเชิญเฟยเทียนให้ออกไปรับสำรับเช้า โดยไม่ลืมบอกว่าเช้านี้เจียวซินขออยู่ร่วมรับสำรับเช้าด้วย ซึ่งท่านอ๋องก็มิได้กล่าวขัดอันใด
“มาแล้วหรือเพคะ หม่อมฉันขออยู่ร่วมรับสำรับด้วยนะเพคะ”
“อืม คราวนี้้าสิ่งใดเล่า” เฟยเทียนหยิบตะเกียบขึ้นคีบอาหาร
“้าสิ่งใด หมายความว่าอย่างไรเพคะ”
“มิใช่หรือ คราวก่อนเ้ามาร่วมรับสำรับเช้ากับข้าเพื่อมาขอไม่ให้ข้าหย่า คราวนี้เล่า…้าสิ่งใด” เฟยเทียนเอ่ยไปตามที่คิด เพราะหลังจากตอนที่ มาขอร้องมิให้เขาหย่า นางก็มิเคยมาขอร่วมรับสำรับพร้อมเขาอีกเลย คราวนี้ มาขอร่วมรับสำรับเช้าด้วย ก็ย่อมมีสิ่งที่้ามิใช่หรอกหรือ
“แหะๆ เป็เช่นนั้นเพคะ หม่อมฉันได้ยินว่าท่านอ๋องมีห้องตำรา”
“แล้วอย่างไร”
“หม่อมฉันอยากศึกษาหาความรู้จึงอยากขอท่านอ๋องเข้าไปอ่านตำราในห้องตำราของท่านได้หรือไม่เพคะ”
“…” เฟยเทียนนิ่งเงียบ คุ้นคิดว่าเจียงซิน้าสิ่งใดกันแน่ หรือว่า้าสืบข้อมูลของเขาไปให้ผู้อื่น หลายคนอาจคิดว่าเขานั้นระแวงจนเกินไป แต่ห้องตำราที่เจียวซินพูดถึงเป็ห้องเดียวกับห้องทำงานของเขาที่เก็บข้อมูลสำคัญต่างๆ ไว้มากมาย
เ้า้าสิ่งใดกันแน่
“หม่อมฉันสัญญาว่าจะไม่รบกวนท่านอ๋อง จะไม่หยิบจับสิ่งใดหากมิได้รับความยินยอมจากท่านอ๋องเพคะ ให้หม่อมฉันเข้าไปเถิดนะเพคะ” เจียวซิน พยายามอย่างหนักในการโน้มน้าวใจเฟยเทียน
“เช่นนั้นก็ย่อมได้” เฟยเทียนตัดสินใจให้เจียวซินเข้าไปใช้ห้องตำรา จะได้รู้เสียทีว่านาง้าอันใดกันแน่ อีกอย่างเขาอยากรู้ว่านางจำสิ่งใดไม่ได้จริงๆ หรือเพียงหลอกว่าจำไม่ได้ เมื่อตัดสินใจดังนี้แล้วเฟยเทียนจึงปรายตาไปมอง ห่าวซวนเพียงเล็กน้อย ห่าวซวนก้มหน้ารับคำสั่งแล้วเดินออกจากห้องโถงไปทันที
“ขอบพระทัยเพคะท่านอ๋อง” เจียวซินยิ้มกว้างให้กับคำตอบของท่านอ๋อง แล้วจึงคีบอาหารเข้าปากอย่างเอร็ดอร่อย
“ท่านเป็เด็กหรือไร ถึงได้เขี่ยผักทิ้งเช่นนั้น” เจียวซินเอ่ยขึ้นเมื่อสังเกตเห็นเฟยเทียนเขี่ยผักที่ติดอาหารออก ทั้งยังคีบเมนูผักให้เฟยเทียนอีกด้วย
“นี่เ้ากล้า-” เฟยเทียนกัดฟันกรอด กล้าดีอย่างไรมาว่าให้เขาเป็เด็ก แม้แต่องค์ฮ่องเต้ยังเอ่ยชมเขาอยู่หลายหนว่ามีความคิดเป็ผู้ใหญ่ั้แ่เขาอายุเพียงสิบห้าหนาว แต่นี่เขาอายุได้ยี่สิบห้าหนาวแล้ว นางยังกล้ากล่าวว่าเขาเป็เด็ก ช่างกล้า ช่างกล้านัก!
“ทานเสีย ผักมีประโยชน์ท่านมิรู้หรือ ถึงไม่ชอบก็ต้องทานนะเพคะ” เจียวซินวางผักที่คีบลงบนข้าวของท่านอ๋องด้วยความหวังดี
“เ้ามิต้องมาสอดเื่ของข้า ทานของเ้าไป!!” ด้วยกลัวจะเสียหน้าต่อหน้าขันทีและนางกำนัลที่เฝ้าอยู่ในห้อง เฟยเทียนจึงเขี่ยอาหารที่เจียวซินคีบให้ทิ้งและกล่าวตำหนิเจียวซินด้วยเสียงดุจนเจียวซินชะงัก
นางเพียงหวังดีเหตุใดจึงว่ากล่าวกันด้วยถ้อยคำเช่นนี้ หากไม่กินก็เพียงแค่บอกกล่าวกันเท่านั้น มันยากนักหรือ
“เพคะ! หม่อมฉันจะมิสอดเื่ของท่านอีก” เจียวซินไม่เข้าใจท่านอ๋อง แม้แต่น้อย แต่ก็ทำสิ่งใดไม่ได้ ความรู้สึกในตอนนี้เหมือนนางอยู่ในห้องประชุมของโรงเรียนในโลกเก่า ไม่พอใจ ไม่เข้าใจ แต่ก็ทำอันใดไม่ได้ ทำได้เพียงเอ่ยตอบรับและทำตนเองให้นิ่งที่สุด เอาจริงๆ นางเกือบคิดไปแล้วว่านอกจากหนิงเออร์ คงจะมีท่านอ๋องอีกคนที่นางอยู่ด้วยแล้วรู้สึกปลอดภัยและสะบายใจ แต่ด้วยคำพูดของท่านอ๋องเมื่อครู่...ทำให้นางอดรู้สึกผิดหวังมิได้ ต่อจากนี้คงต้องเตือนตนเองมิให้ ล้ำเส้นท่านอ๋องอีก
ด้านเฟยเทียนเมื่อเห็นท่าทีและน้ำเสียงของเจียวซินที่ตอบรับถึงกับชะงักไปเช่นกัน ท่าทางนางดูเกรง แววตานิ่งเรียบมิฉายความสดใสอย่างก่อนหน้า นางไม่พอใจอย่างนั้นหรือ แต่แล้วอย่างไร เขามิได้ทำผิดอันใด เป็นางที่ผิดกล้ากล่าวว่าเขาเป็เด็กทั้งที่นางอายุน้อยกว่าเขาถึงเจ็ดหนาว
ทั้งสองนั่งทานอาหารไปอย่างเงียบเชียบ มิมีผู้ใดปริปากพูดขึ้นมา แม้แต่คนเดียว ขันทีและนางกำนัลในห้องต่างก้มหน้าลงพื้น จนเจียวซินวางตะเกียบลง หนิงเออร์จึงนำผ้าและขันน้ำมาให้นายของตนเช็ดมือเช็ดปาก
ไม่นานเฟยเทียนก็วางตะเกียบลง รับสำรับเช้าเสร็จทั้งสองก็เดินออกจากห้องโถง เฟยเทียนเมื่อเห็นเจียวซินกำลังจะแยกไปอีกทางจึงรีบเอ่ยขัด
“เ้า…เ้าจะไปห้องตำรามิใช่หรือ” เจียวซินกำลังคิดว่าจะไปดีหรือไม่ ใจหนึ่งก็เบื่อหน่ายท่านอ๋องเต็มทน แต่อีกใจก็คิดว่าหากไม่ไปครั้งนี้ไม่รู้เมื่อใดจะได้เข้าไปอีก
“เพคะ” เจียวซินตอบเพียงเท่านั้นก็เดินตามท่านอ๋องไป เมื่อถึงห้องตำรามีเพียงเจียวซินเท่านั้นที่ได้รับอนุญาตให้เข้าไป หนิงเออร์และนางกำนัลหยุดรออยู่หน้าห้อง ภายในห้องแบ่งแยกเป็สองส่วน กั้นด้วยม่านลูกปัดราคาแพงด้านหลังม่านเป็โต๊ะนั่งมีตำรา ม้วนกระดาษ และพู่กันวางอยู่คล้ายโต๊ะที่ใช้สำหรับทำงาน เจียวซินคาดว่าท่านอ๋องน่าจะใช้ห้องนี้เป็ห้องทำงานด้วยเช่นกัน
เป็เพราะเช่นนี้ ท่านอ๋องจึงมิได้ตอบตกลงให้นางเข้ามาอ่านตำราในทันที เป็เพราะยังไม่ไว้ใจกันสินะ
พื้นที่ห้องอีกส่วนหนึ่งมีชั้นวางที่เรียงรายไปด้วยตำราหลายแขนง หากเทียบกับโลกก่อนห้องนี้คงเป็ห้องสมุดของโรงเรียนขนาดกลางได้เลย
“ตำราในห้องนี้มีหลายแขนง เ้าก็เลือกเอาว่าจะอ่านสิ่งใด” เฟยเทียนพูดจบยังไม่ได้ขยับตัวไปที่ใด หวังให้เจียวซินเอ่ยถามถึงที่วางของตำราแขนงต่างๆ แต่ก็ไม่เป็อย่างที่คิด
“เพคะ” เจียวซินเพียงเอ่ยตอบรับและเดินเข้าไปเลือกตำราอย่างรวดเร็ว
“นี่…ฮึ่ม!” เฟยเทียนได้แต่หงุดหงิดในใจ นางพูดได้เพียง “เพคะ” หรืออย่างไร เพคะ เพคะ เพคะ! ั้แ่ตอนทานอาหารนางก็ไม่พูดคำอื่นกับเขาอีกเลย
“หรือว่านางจะโกรธ…” เฟยเทียยพึมพำกับตัวเอง ช่างเถิด! เฟยเทียนเรียกหาห่าวซวนก่อนจะเดินเข้าไปนั่งบนโต๊ะทำงาน
“เรียบร้อยดีใช่หรือไม่” เฟยเทียนเอ่ยถาม
“กระหม่อมให้คนมาเก็บเอกสารสำคัญต่างๆ ไว้ ั้แ่ที่ท่านอ๋องสั่งแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“ดี ดูท่าทีของนางไปก่อน”
“แต่ท่านอ๋อง พระชายาและครอบครัวไม่น่าจะมีส่วนได้ส่วนเสียในการแย่งชิงบัลลังก์ในครั้งนี้นะพ่ะย่ะค่ะ”
“ข้ารู้และเชื่อใจในอดีตแม่ทัพจางรวมถึงคนทุกผู้ในตระกูลจางด้วยเช่นกัน แต่ข้าเพียงกลัวว่าจะมีผู้หลอกใช้ประโยชน์จากนางเท่านั้น” พูดจบเฟยเทียนก็หันไปมองร่างบางที่กำลังยืนเลือกตำราอยู่ ห่าวซวนเห็นดังนั้นจึงก้มหน้าก้มตาทำงานของตนต่อไป นอกจากห่าวซวนจะเป็องค์รักษ์แล้วเขายังทำหน้าที่มือขวาของ เฟยเทียน เป็ที่ปรึกษา เป็คนที่เฟยเทียนไว้ใจ และเป็คนที่รู้ใจเฟยเทียน ไม่น้อยไปกว่าขันทีจิ้นหนาน
“ท่านอ๋องกลัวพระชายาโกรธหรือพ่ะย่ะค่ะ เหตุใดท่านไม่ลองไปพูดคุยกะ…”
“มิใช่อย่างที่เ้าคิด” เฟยเทียนละสายตาจากเจียวซินหันมาสนใจงานที่กองอยู่บนโต๊ะ ฎีกามากมายที่ถูกส่งมา เขาจะเป็คนคัดกรองเื่ที่สำคัญก่อน นำไปปรึกษาร่วมกับองค์รัชทายาทหรือพี่ชายของเขาเพื่อหาแนวทางแก้ไขต่อไป เฟยเทียนก้มหน้าอ่านฎีกาได้ไม่นาน ก็เงยหน้ามองหาเจียวซินอีกครั้ง แล้วก็กลับมาอ่านฎีกาอีก เป็เช่นนี้ครั้งแล้วครั้งเล่า
Knock Knock! ยัยน้องเรานางก็ไม่ได้ยอมคนขนาดนั้นเด้อออ แต่นางค่อนข้างรู้ความ ควรแข็งกับใคร ควรอ่อนกับใคร ส่วนนายคนนั้นกะคือว่าเขาเอง กลัวเขาโกรธเองหรือป่าวน๊าาา
ไรท์พึ่งเขียนเื่นี้เป็เื่แรก รีดเดอร์คิดเห็นยังไงช่วยแนะนำได้นะคะ ไม่รู้ว่าแต่ละตอนยาวไปหรือป่าว ยาวไป สั้นไปเม้นบอกกันได้น๊าาา