ความโปรดปรานที่ไม่มีใครเทียบ นางสนมแพทย์คนสวยของขุนนางหลวง [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 48 นางใจจืดใจดำ?

            ไป๋เซียงจู๋มีสติปัญญามากพอจะทำเช่นนั้นได้ จิตสำนึกของเฟิ่งเจาเกอบอกตัวเองว่ามันจะเป็นแบบนั้น

            คนที่สามคือเหยียนอี้เลี่ยแม้เหยียนอี้เลี่ยไม่ใช่คนเงียบขรึม ทว่าเขาเป็นคนลึกล้ำยากแท้หยั่งถึง

            อารมณ์ขัดเคืองปรากฏบนใบหน้าเฟิ่งเจาเกอในขณะที่เหยียนอี้เลี่ยดูเปรมปรีดิ์กับสิ่งที่เกิดขึ้น

            สถานการณ์ปัจจุบันคือฮ่องเต้ทรงให้ความสำคัญและคุ้มครองความปลอดภัยให้กับองค์ชายเจ็ดอย่างมากแม้องค์รัชทายาทเฟิ่งเจาเกอจะสำคัญไม่ด้อยไปกว่ากัน แต่สุดท้ายเขาแล้วก็มิใช่บุตรชายของตนอยู่ดีและไม่รู้ว่าฮ่องเต้เหยียนตี้จะให้โอรสบุญธรรมที่ไม่เกี่ยวข้องกันทางสายเลือดสืบทอดราชบัลลังก์ของตนจริงหรือไม่ 

            เมื่อเห็นองค์ชายเจ็ดเอ่ยปากขอร้องแทนดังนั้นเสียนกุ้ยเฟยจำต้องให้เกียรติอีกฝ่าย อย่างน้อยในตอนนี้ก็ต้องลดราวาศอกก่อน

            ฮ่องเต้ทรงรับสั่งแล้วให้องค์ชายห้าเรียนรู้เอาองค์ชายเจ็ดเป็นแบบอย่าง ทั้งที่เจ้าตัวอายุน้อยกว่า ทว่าด้วยมากความปรีชาสามารถอีกทั้งเป็นเลิศเหนือคนอื่นขนาดนี้

            เสียนกุ้ยเฟยยิ้มน้อยๆ ตอบรับโดยพลัน“ในเมื่อองค์ชายเจ็ดขอ ข้าก็จะไว้ชีวิตนางสักหน ไป๋เซียงจู๋ยังไม่รีบคุกเข่าคำนับอีก แล้วขอโทษมู่จื่อรั่วเสียด้วยวันนี้ข้าก็จะยกโทษให้เจ้า!”

            คุกเข่าคำนับ?

            ไป๋เซียงจู๋เห็นความตื่นเต้นที่เปล่งประกายอยู่ในดวงตาของมู่จื่อรั่วหากวันนี้นางเลือกคุกเข่า นางก็จะเป็นรองมู่จื่อรั่วตลอดกาล

            ฮึ! จะให้ตนคุกเข่าคำนับนางหรือคอยดูแล้วกันว่าคนอย่างตนไป๋เซียงจู๋จะทำตามปรารถนาของนางหรือไม่!

            ไป๋เซียงจู๋เงยหน้าขึ้นและพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย“หากคุณหนูจื่อรั่วยินดีจบการพิพาท หม่อมฉันก็ไม่มีข้อโต้แย้งเพคะ”

            “เจ้าหยุดดันทุรังเสียทีเถิดพระสนมเสียนเฟยกรุณายกโทษให้เจ้าแล้ว เจ้ากลับยังไม่รู้สำนึกผิด!เสียแรงที่พระสนมเสียนเฟยอุตส่าห์ปรานี” นัยน์ตาของมู่จื่อรั่วฉายแววประสงค์ร้าย

            ไม่ถึงฮวงโหไม่เลิกรา [1]ปฏิกิริยาเช่นนี้ของมู่จื่อรั่วสมใจไป๋เซียงจู๋อย่างยิ่งตนต้องการขยายความน่ารังเกียจของนางให้ชัดเจนมากกว่าเดิมถึงเวลานั้นทุกคนจะได้เห็นความประพฤติของนางแจ่มแจ้งเอง

            ไป๋เซียงจู๋คลี่ยิ้มบาง“คุณหนูมู่พูดเช่นนี้แล้วถ้าอย่างนั้นหม่อมฉันก็มีแต่ต้องทำให้ทุกคนได้รู้ความจริง”

            ไป๋เซียงจู๋กล่าวและเริ่มลงมืออย่างที่ลั่นวาจาทุกคนอยู่ในอารมณ์สงสัยใคร่รู้ ส่วนใหญ่คิดว่าไป๋เซียงจู๋กำลังจงใจทำเหมือนเรื่องราวซับซ้อนให้ไขว้เขวมีเจตนาเพื่อผัดผ่อนเวลาออกไปเท่านั้น ถ้าต้องรับบทลงโทษทวีคูณลมหายใจของนางจะสิ้นสุดลงที่นี่เป็นแน่

            องค์ชายเจ็ดขมวดคิ้วนิ่วหน้าแม่นางผู้นี้สามารถพลิกผันสถานการณ์ได้จริงหรือ

            แววตาของเหยียนอี้เลี่ยลึกล้ำดำมืดผู้หญิงคนนี้มีดีแค่ความงามล่มเมือง นางยโสโอหังเกินไป อันทำให้ดึงดูดหายนะเข้าตัวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้หญิงเช่นนี้ไม่มีประโยชน์ต่อเขาโดยสิ้นเชิง

            ส่วนเฟิ่งเจาเกอนั้นกะพริบดวงตาดอกท้อปริบๆมุมปากทั้งสองข้างค่อยๆ ยกขึ้น การแสดงแสนสนุกกำลังจะเริ่ม

            ไป๋เซียงจู๋เดินวนพิศดูรอบมู่จื่อรั่วเป็นอันดับแรกหลังเห็นนางพยายามซ่อนเท้าไว้ใต้กระโปรงยาวด้วยความกระวนกระวาย ใบหน้างามลออก็เผยรอยยิ้มละไมมู่จื่อรั่วยังร้อนตัวกลัวความผิดจริงๆ ด้วย

            ไป๋เซียงจู๋ชี้ไปยังเท้าที่ซ่อนใต้ชายกระโปรงของมู่จื่อรั่วอธิบายเสียงดังฟังชัด “พระสนม คุณหนู และฮูหยินทุกท่าน คิดๆแล้วทุกคนน่าจะสวมรองเท้าที่ทำจากผ้าปักซูโจวกัน แม้ดูหรูหราสวยงามแต่มีข้อเสียอย่างหนึ่งนั่นก็คือมันเปื้อนฝุ่นง่าย หากเซียงจู๋ยื่นเท้าขัดขาคุณหนูมู่จริงปลายกระโปรงนั่นย่อมเปรอะฝุ่น ทว่าชายกระโปรงของมู่จื่อรั่วไม่มีร่องรอยใด กลับกันมีรอยส้นรองเท้าอยู่บนหน้ารองเท้าข้างซ้ายของนาง! เพื่อโยนความผิดให้ข้านางแสร้งสะดุดล้มเองอย่างหน้าไม่อาย หวังสาดโคลนใส่ข้าหญิงผู้นี้ช่างเจ้าเล่ห์เพทุบาย ทั้งยังใจแคบ เห็นผู้อื่นดีกว่าเป็นไม่ได้หากคิดว่าหม่อมฉันเพ้อเจ้อ วอนพระสนมกรุณาตรวจสอบ ณ ที่นี้!”

            ทันทีที่นางชี้แจงแถลงไขปลายเท้าของมู่จื่อรั่วเหมือนเหยียบอยู่บนปลายหนามน้ำแข็งทุกคนพยายามมองหารอยเท้าดังคำกล่าวของไป๋เซียงจู๋บนปลายรองเท้าที่โผล่ออกมาจากใต้กระโปรง                             

            “มีจริงด้วย…”

            “ใช่ ชัดมากนะ”

            “นี่หรือว่าทุกอย่างที่ไป๋เซียงจู๋พูดเป็นความจริง”

            บางคนที่ตาดีมองเห็นรอยส้นเท้าบนรองเท้าข้างซ้ายอย่างชัดเจนตั้งแต่วินาทีที่มู่จื่อรั่วชักเท้ากลับไม่รีรอเริ่มซุบซิบวิจารณ์กันไปต่างๆ นานา

            มู่จื่อรั่วย่อมได้ยินบทสนทนาของทุกคนนางหน้าซีดเผือดโดยพลัน อาการตื่นตระหนกนั่นประจักษ์แก่สายตาเสียยิ่งกว่าอะไรตราบเท่าที่ตาไม่ได้มัวบอดก็มองออกทั้งนั้น เรื่องนี้มีบางอย่างไม่ชอบมาพากล!

            เมื่อครู่มีโอกาสมากมายขนาดนั้นนางจะรามือก่อนเลยเถิดไกลเมื่อไรก็ได้ แต่ดันปล่อยโอกาสหลุดมือไปทุกครั้ง เมื่อถึงบัดนี้ท่ามกลางสายตาของผู้คน สายน้ำไม่ไหลย้อนกลับแล้ว!

            ตนไม่ได้สังเกตด้วยซ้ำตอนนั้นแค่เกิดความคิดแวบเข้ามากะทันหันว่าอยากจะใส่ความไป๋เซียงจู๋นึกไม่ถึงว่ามีช่องโหว่ใหญ่หลวง บัดนี้ตนต้องทำเช่นไร

            เสียนกุ้ยเฟยก็มีสีหน้าไม่สู้ดีเช่นเดียวกันประการแรก นางไม่ได้คาดคิดว่าไป๋เซียงจู๋จะมีเชาวน์ปัญญาเลิศล้ำถึงเพียงนี้ประการที่สอง มู่จื่อรั่วที่นางเชื่อใจกลับกลายเป็นอาโต่ว [2]เล่ห์กลกระจอกงอกง่อยแค่นี้ยังทิ้งจุดอ่อนให้คนอื่นเล่นงานได้ และประการที่สามเมื่อครู่นางเข้าข้างมู่จื่อรั่วปานนั้น บัดนี้มู่จื่อรั่วกลับทำนางเสียเกียรติของเสียนกุ้ยเฟยเบื้องหน้าธารกำนัล!

            ยังโง่เง่าอ่อนหัดอยู่มากจริงๆนางเดิมพันผิดฝ่ายหรือเปล่า

            ข้อพิจารณาทั้งสามทำให้เสียนกุ้ยเฟยหมดอารมณ์ทุกอย่างทันทีนางลุกขึ้นพร้อมใบหน้าที่เย็นชา “ข้าชักจะเพลียแล้ว ขอกลับตำหนักไปพักผ่อนก่อนเชิญฮูหยินและคุณหนูทุกท่านชมบุปผาในอุทยานหลวงตามอัธยาศัยเถิด”และแล้วก็จับมือนางกำนัลกลับตำหนักอวี้หลิงไป

            เมื่อเห็นว่าตนกำลังจะสูญเสียแรงสนับสนุนอย่างเสียนกุ้ยเฟยมู่จื่อรั่วหน้าถอดสีไม่ต่างจากดอกท้อแห้งเหี่ยว ท่ามกลางแววตาที่จ้องเขม็งทุกคู่นางรักษาเกียรติของตนไว้ไม่ได้เลย

            ไม่ได้!นางต้องกู้ศักดิ์ศรีคืน!นางปล่อยให้ชื่อเสียงที่ตนอุตส่าห์สั่งสมตลอดหลายปีที่ผ่านมานี้พังพินาศลงภายในวันเดียวไม่ได้เป็นอันขาด!

            กล้ามเนื้อใบหน้าของมู่จื่อรั่วกระตุกแรงนางพยายามควบคุมอย่างสุดกำลัง เผยรอยยิ้มพิมพ์ใจที่ยิ่งปรากฏก็ยิ่งแข็งทื่อจนใครๆ ต่างมองเห็นความลวงหลอกในนั้นนางรีบยกสุราชั้นดีบนโต๊ะขึ้นมารินใส่จอก กุลีกุจอขอโทษไป๋เซียงจู๋“เมื่อครู่คงเป็นเพราะรั่วเอ๋อร์ซุ่มซ่ามเอง ไปเหยียบอะไรเข้าถึงได้สะดุดล้ม…คุณหนูไป๋โปรดอภัย…” ทุกคำพูดถูกเอื้อนเอ่ยออกมาอย่างยากเย็นประหนึ่งมีดกรีดหัวใจมู่จื่อรั่ว สะท้อนความเจ็บแค้นพยาบาท

            ไป๋เซียงจู๋ยิ้มน้อยตอบตวัดตามองสุราจอกนั้นในมือนาง “ข้ามิกล้าดื่มสุราของคุณหนูมู่แล้วล่ะเกิดสะดุดล้มอะไรขึ้นมาอีก ข้าชดใช้ไม่ไหวหรอกเจ้าค่ะ”

            น้ำเสียงประชดประชันเป็นนัยทุกคนในงานอดไม่ได้ที่จะป้องปากแอบหัวเราะ

            มู่จื่อรั่วทำเช่นนี้เพราะต้องการให้ไป๋เซียงจู๋ไว้หน้านางแต่จะมีเรื่องดีๆ แบบนั้นเสียที่ไหน อันตัวนางไป๋เซียงจู๋มิใช่คนดีไม่ลืมหูลืมตาในเมื่อคิดจะกลั่นแกล้งนาง ก็ต้องเตรียมใจพร้อมรับผลที่ตามมา

            สุรารสเลิศในจอกกระฉอกมู่จื่อรั่วแทบล้มทั้งยืน หากมิใช่เพราะเหยียนอี้หรานที่ยืนเฝ้าอยู่ใกล้กายนางมาโดยตลอดนางคงคว่ำลงไปเป็นแน่

            เหยียนอี้หรานสงสารจับใจมองไปยังไป๋เซียงจู๋ด้วยความเคืองขุ่นและกล่าวประณาม “รั่วเอ๋อร์แค่ไม่ระวังแต่เจ้ากลับก้าวร้าวเช่นนี้ ใจจืดใจดำ โหดร้ายทารุณยิ่งนัก!”

            ใจจืดใจดำ? โหดร้ายทารุณ?

            คำพวกนี้ช่างแปลกใหม่จริงๆคนที่ยั่วยุตนก่อนคือมู่จื่อรั่ว ใช้ประโยชน์จากผู้อุปถัมภ์อย่างเสียนกุ้ยเฟยและเป็นมู่จื่อรั่วอีกเหมือนกันที่คิดจะทำร้ายนาง ตนให้โอกาสมู่จื่อรั่วแล้วทว่านางยังดันทุรังจนชื่อเสียงของนางเองต้องเสื่อมเสียบัดนี้เหยียนอี้หรานกลับมาตำหนินางว่าใจจืดใจดำ สมกับเป็นบริวารใต้กระโปรงของมู่จื่อรั่วจงรักภักดีอย่างแท้จริง

                  

     

    เชิงอรรถ

    [1]不见黄河不死心 ไม่ถึงแม่น้ำหวงฮวงโหไม่เลิกราหมายถึงไม่ยอมแพ้จนกว่าจะบรรลุเป้าหมายหรือไม่ยอมถอดใจจนกว่าจะหมดสิ้นหนทางไปต่อจริงๆ

    [2]阿斗 อาโต่ว มาจากอาโต่วผู้ไม่เอาไหน (扶不起的阿斗) อาโต่วคือชื่อเล่นของเล่าเสี้ยน บุตรชายเล่าปี่ผู้ปกครองแคว้นฉู่ (จ๊กก๊ก) ลำดับที่สองในยุคสามก๊ก เล่าเสี้ยนไม่สนกิจการบ้านเมืองเอาแต่เพลิดเพลินในสุรานารี แม้มีขงเบ้งที่เป็นอัครมหาเสนาบดีที่ปราดเปรื่องที่สุดแห่งยุคคอยชี้แนะช่วยเหลือแต่เล่าเสี้ยนก็ไร้ความสามารถเกินเยียวยาสุดท้ายแคว้นฉู่จึงล่มสลายโดยการโจมตีของแคว้นเว่ย (วุยก๊ก)อาโต่วผู้ไม่เอาไหนจึงมีความหมายว่าคนที่ไม่ว่าจะสนับสนุนสงเคราะห์อย่างไรก็ไม่พัฒนา

     

     

    คล้ายกับเรื่องความโปรดปรานที่ไม่มีใครเทียบ นางสนมแพทย์คนสวยของขุนนางหลวง [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน