หานซั่ววิ่งฉิวกลับมาที่จุดตั้งเต็นท์ และพบว่าจีนยังไม่เข้านอน เขานั่งอยู่นอกเต็นท์ของตัวเองด้วยสีหน้าหมดอาลัยตายอยาก
“อ้าว ไบรอัน เจ้าเห็นแฟนนี่หรือลิซ่าบ้างไหม?” จีนรีบลุกขึ้นยืนและถามหานซั่วทันทีที่เห็นเขาเดินเข้ามา
เขาพยักหน้าและตอบกลับไปเบาๆ “เห็นครับ อีกเดี๋ยวอาจารย์แฟนนี่กับลิซ่าคงกลับมาแล้ว อาจารย์จีน ทำไมท่านยังไม่นอนล่ะครับ?”
“อ๋อ ก็คลาร์กน่ะสิ อยู่ดี ๆ ก็มาขอตัวไปทำธุระอะไรสักอย่าง เลยฝากข้าให้ช่วยขอโทษแฟนนี่แทน เหอะ เจ้าคลาร์กนั่นจากไปโดยไม่ยอมบอกเหตุผลเสียด้วย ทำตัวมีลับลมคมในชะมัด”
ความคิดของหานซั่วโลดแล่นเมื่อได้ยินที่จีนพูด เข้าใจว่าคลาร์กคงต้องการรีบจากไป เพราะรู้ว่าไม่สามารถอธิบายการกระทำของตัวเองที่สระน้ำ ทั้งยังทำให้ทั้งแฟนนี่และลิซ่าโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ
“เข้าใจแล้วครับ อาจารย์จีน ข้าต้องไปเก็บฟืนจากแถว ๆ นี้เพิ่มอีกสักหน่อย ถ้าอาจารย์แฟนนี่กับลิซ่ากลับมาแล้ว รบกวนฝากบอกว่าข้าจะกลับมาตอนรุ่งเช้านะครับ”
หานซั่วรีบมุ่งหน้าไปทางใต้ทันทีที่พูดจบ โดยไม่สนใจว่าจีนจะตกปากรับคำส่งต่อคำพูดของเขาหรือไม่ และเขาก็หายไปอย่างไร้ร่องรอยในเวลาเพียงชั่วพริบตา
แม้ว่าร่างกายของหานซั่วจะไม่ได้แข็งทื่อหรือสูญเสียพลังงานแต่อย่างใด แต่เขาก็ยังคงรู้สึกได้ถึงผลกระทบที่เกิดจากการโดนหางของอสรพิษตวัดใส่อยู่ ร่างกายของเขาบาดเจ็บจริง ๆ และเขารู้ว่าอย่างไรแฟนนี่กับลิซ่าก็ต้องตามมาหาเรื่องบ่นเขาไม่เลิก หากทำแบบนี้ เขาจะได้ใช้แก่นมนตราซ่อมแซมร่างกายได้สะดวก จึงตัดสินใจหลบออกมาชั่วคราวเพื่อเลี่ยงสถานการณ์ และรอคอยจนกว่าจะถึงตอนเช้า ป่านนั้นพวกเธอคงจะสงบสติอารมณ์ลงได้บ้าง และไม่มีประเด็นอะไรใหญ่โตมากวนใจอีก
ทางทิศใต้ มีต้นไม้สูงใหญ่อยู่ต้นหนึ่ง กิ่งของมันหนาและเต็มไปด้วยกิ่งก้านสาขาและใบไม้หนาทึบ หานซั่วขึ้นไปนั่งขัดสมาธิบนกิ่งต้นไม้ที่อยู่สูงขึ้นไปกว่าสิบเมตร และเริ่มเข้าสู่ห้วงสมาธิ รวบรวมแก่นมนตราฟื้นฟูร่างกายอย่างต่อเนื่อง
โดยไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใด อาการเจ็บปวดเล็กน้อยในร่างกายของหานซั่วก็อันตรธานหายไปภายใต้การโคจรของแก่นมนตรา ทุกตารางนิ้วของผิวหนัง กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น และกระดูกในร่างกายรู้สึกราวกับถูกเติมเต็มไปด้วยพลังความแข็งแกร่งอย่างรวดเร็ว
หานซั่วจมลงสู่ภาวะสงบนิ่งของห้วงจิตปีศาจ ขณะที่เสี้ยวหนึ่งของความเจ็บปวดในหัวเริ่มแผ่ซ่านไปทั่วร่าง และจู่ ๆ ความเจ็บปวดบังเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน ความทรมานนั้นรุนแรงกว่าอาการที่เป็นอยู่เดิมนับสิบเท่าจนแทบจะตายเสียให้ได้ หานซั่วถึงกับร้องออกมา
ราวกับมีเสียงระเบิดภายในร่างกายดังลั่นขึ้นพร้อมกันกับเสียงร้องด้วยความเจ็บปวด ขณะเดียวกันก็มีไอระเหยจาง ๆ ลอยออกมาจากทุกรูขุมขน บนชั้นผิวหนังเกิดระลอกคลื่นกระเพื่อมเป็นจังหวะราวกับมีใครบางคนโยนหินลงน้ำ เมื่อรูขุมขนของเขาหยุดปล่อยไอระเหย และคลื่นที่กระเพื่อมอย่างรุนแรงก็สิ้นสุดลง เกิดเป็นหมอกควันสีดำจาง ๆ ราวกับรัศมีสวยงามห่อหุ้มรอบตัว
เหตุการณ์นั้นยาวนานเท่าไรไม่มีใครรู้ได้ หานซั่วรู้เพียงว่าความเจ็บปวดทั่วทั้งร่างกายหายไปจนหมดสิ้น เขาทิ้งตัวลงมาจากกิ่งไม้ที่สูงจากพื้นกว่าสิบเมตร ด้วยร่างกายที่กระฉับกระเฉงและว่องไวจนน่ากลัว
สำเร็จแล้ว! ในที่สุด เขาก็บรรลุขั้นแรกของเวทปีศาจใน ‘อาณาจักรพลังรูปธรรม’ จนได้ ต่อจากนี้ไป ร่างกายของเขาเหมือนได้เกิดใหม่อีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นความแข็งแกร่ง ความยืดหยุ่น หรือความทรหด ล้วนล้ำหน้าไปไกลเกินกว่าระดับมนุษย์ปกติเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และในเมื่อบรรลุอาณาจักรพลังรูปธรรมขั้นแรก ก็นับได้ว่าสามารถแบ่งเบาการฝึกครั้งต่อไปในอนาคตได้ครึ่งหนึ่ง และประสิทธิผลที่เกิดขึ้นก็จะเพิ่มขึ้นอีกเป็นเท่าตัว
จู่ ๆ ความคิดหนึ่งก็วูบเข้ามาในหัว เขาลองโคจรแก่นมนตราดู และพบว่าสามารถควบคุมมันได้อย่างอิสระ ปราศจากอุปสรรคอย่างสิ้นเชิง ไม่เพียงแต่แก่นมนตราจะโคจรไปทั่วแขนขาทั้งสี่ หน้าอก และท้องโดยไม่ต้องใช้ความพยายาม แต่มันยังโคจรขึ้นไปบนศีรษะของเขาอย่างง่ายดายอีกด้วย หานซั่วจ้องมองผิวหนังของตนเองและพบว่าร่องรอยของบาดแผล รวมทั้งแผลเป็นที่เคยมีอยู่เต็มตัวจางหายไปจนหมดไม่เหลือแม้แต่รอยเดียว ผิวหนังทั่วทั้งร่างสะอาดสะอ้านหมดจดและเนียนนุ่ม และขณะเคลื่อนไหวร่างกายก็รู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าตัวของเขาสูงขึ้นอีกหนึ่งถึงสองเซนติเมตร
เขาเงยหน้าขึ้นมองฟ้าและเห็นว่าตอนนั้นยังเป็นเวลากลางคืน หานซั่วกำลังปลาบปลื้มกับชีวิตใหม่ที่ได้รับอย่างที่สุด เขาโคจรแก่นมนตราทั่วทั้งร่างต่อไป ตื่นเต้นกับความเปลี่ยนแปลงของร่างกายตัวเองทุกตารางนิ้ว
ทันใดนั้น หานซั่วก็พลันนึกถึงกระเป๋าและกล่องหยกที่เขาพกติดตัวมาด้วยตลอด ครั้งที่แล้วขณะกำลังฝึกฌานเพื่อฝึกฝนพลังจิต เขาเกือบถูกวัตถุประหลาดในกล่องหยกสูบเอาพลังจิตไปจนหมด และแก่นมนตราที่โคจรเข้าไปในสมองในครั้งนั้นเอง ที่ทำให้เขารอดพ้นจากอันตรายถึงชีวิต และได้รับสิ่งตอบแทนยิ่งใหญ่กลับมา
และตัวเขาเวลานี้ก็บรรลุ ‘อาณาจักรพลังรูปธรรม’ แล้ว หานซั่วสามารถสั่งการแก่นมนตราให้โคจรไปส่วนใดของร่างกายได้อย่างอิสระตามต้องการ รวมทั้งสมอง ซึ่งเป็นส่วนที่ยากที่สุดในการเข้าถึง เมื่อย้อนนึกถึงสิ่งตอบแทนมหาศาลที่ได้รับในครั้งนั้น หานซั่วจึงยากจะข่มความปรารถนาภายในใจ เขานั่งลงขัดสมาธิทันที และหยิบเอากระเป๋าที่พกติดตัวตลอดเวลาออกมา
เมื่อเขาเปิดกล่องออก ลูกแก้วที่มีลักษณะเหมือนลูกตายังคงแผ่รัศมีประหลาดและชั่วร้ายออกมาเหมือนที่เขาจำได้ เมื่อเขารวบรวมพลังจิตและถ่ายเทเข้าไปในลูกแก้ว เหตุการณ์เดิมในครั้งนั้นก็เกิดขึ้นอีกครั้ง ลูกแก้วปล่อยแสงรัศมีสีเขียวอ่อนออกมา ขณะที่หยดเลือดภายในลูกแก้วก็สร้างความรู้สึกอึดอัดที่หนักหน่วงเกินบรรยายให้เขา
พลังจิตของหานซั่วถูกสูบออกไปราวกับน้ำที่ทะลักเข้าปากที่อ้ากว้างของปลาวาฬ มันหลั่งไหลอย่างรวดเร็วเข้าไปในลูกแก้วในกล่องหยก ทุกวินาทีที่พลังจิตถูกสูบออกไป ความเจ็บปวดทรมานในศีรษะของหานซั่วก็ทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นไปพร้อมกัน
ในที่สุด เมื่อเขารู้สึกราวกับหัวกำลังจะระเบิด ความคิดของเขาก็โลดแล่น และแก่นมนตราที่รวมตัวอยู่ที่ท้องน้อยก็โคจรพุ่งเข้าไปที่ศีรษะของเขาอย่างรวดเร็ว เกิดเป็นเสียงคำรามดังลั่นขึ้นในหัวพร้อมกันกับความเจ็บปวดที่ทวีความรุนแรงจนเขาต้องร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดเกินบรรยาย และในตอนนั้นเอง กระแสพลังจิตที่ถูกสูบออกไปก็ถาโถมกลับเข้ามาในหัวของหานซั่วด้วยพลังมหาศาลราวกับการถล่มทลายของเทือกเขา หรือความแรงของน้ำทะเลขณะไหลลงสู่รอยแยกของแผ่นดินพร้อมกันทั้งมหาสมุทรในคราเดียว
หานซั่วล้มพับลงบนพื้นอย่างไร้เรี่ยวแรงและหอบหายใจอย่างหนัก ชั่วขณะหนึ่งที่ศีรษะของเขาหมุนติ้วด้วยความมึนงงและอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก แต่แล้วเขาก็ค่อย ๆ ดีขึ้นจนกลับสู่สภาพปกติ เขาสัมผัสได้ว่าพลังจิตเพิ่มขึ้นมากจริง ๆ เขาตื่นเต้นดีใจในขณะที่จ้องมองลูกแก้วสีเขียวนั้นอย่างไม่รู้ตัว
ในตอนนั้นเอง หานซั่วก็มองเห็นเส้นใยแสงสีเขียวกระเพื่อมเป็นคลื่นอยู่ภายในลูกแก้วนั้น ราวกับว่าเส้นเหล่านั้นเคลื่อนที่ไปมาตามทิศของปลายปากกาที่กำลังวาดรูปอะไรสักอย่าง เพียงไม่นาน สิ่งที่ปรากฏขึ้นตรงใจกลางลูกแก้ว --- เป็นภาพของปราสาทสีเทาแปลกประหลาดหลังหนึ่ง
ภาพจากเส้นใยแสงสีเขียวเผยให้เห็นครู่หนึ่ง ก่อนจะหายวับไปอย่างไร้ร่องรอย ทิ้งไว้เพียงหยดเล็ก ๆ สีแดงตรงกลางที่ส่องแสงกะพริบวาบอย่างต่อเนื่อง มันก่อร่างเป็นลูกศรสีแดง นิ่งไม่ไหวติงครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อย ๆ ชี้ไปทางทิศใต้
‘นี่มันแปลว่าอะไรกัน? ลูกศรชี้ไปทางทิศใต้หมายถึงอะไร?’
หานซั่วมึนงงจนพูดอะไรไม่ออกขณะที่ตายังคงจับจ้องจุดแดงตรงกลางลูกแก้ว จมอยู่ในห้วงความคิดของตัวเองที่กำลังโลดแล่นอย่างบ้าคลั่ง และในที่สุด เขาก็มั่นใจได้อย่างหนึ่ง ลูกศรสีแดงต้องสื่อถึงทิศทาง ที่มีเป้าหมายบางอย่างกำลังรอให้เข้าไปค้นหา....
เขาลังเล เงยหน้ามองท้องฟ้าด้วยความสงสัยที่ถูกกระตุ้นอย่างรุนแรง เขารีบเก็บกล่องหยกและมุ่งหน้าไปทางทิศใต้ตามที่ลูกแก้วชี้ไปทันที
ตลอดทางที่เขาวิ่งมา หานซั่วสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่า ยิ่งเดินทางสู่ทิศใต้ลึกมากเท่าไร ก็ได้ยินเสียงของเหล่าสัตว์วิเศษขนาดยักษ์มากยิ่งขึ้น เมื่ออันตรายโอบล้อมทุกทิศทาง เขาจึงตื่นตัวและเฝ้ามองสิ่งรอบข้างด้วยความระแวดระวัง ดวงตาเพ่งมองลูกแก้วเป็นระยะ และสังเกตว่าลูกศรจะคอยเปลี่ยนทิศอยู่เสมอ ราวกับพยายามชี้เส้นทางที่ถูกต้องให้หานซั่ว
เขาเดินทางมาเป็นระยะเวลาพอสมควรก่อนที่ลูกศรสีแดงในลูกแก้วที่เขาถืออยู่จางหายไป และมีหยดสีแดงราวกับเลือดปรากฏขึ้นแทนที่ ในตอนนั้นเอง แสงสีเขียวจาง ๆ รอบลูกแก้วก็สว่างจ้าขึ้น กระแสมนตราที่แข็งแกร่งบางอย่างพวยพุ่งออกมา
หานซั่วหยุดนิ่ง และสำรวจสิ่งแวดล้อมรอบข้าง เขาพบว่าที่แห่งนั้นเป็นเพียงพื้นที่ธรรมดา ๆ ที่เต็มไปด้วยวัชพืช พุ่มไม้ขึ้นอย่างหนาแน่น และต้นไม้สูงใหญ่มากมาย มีเพียงต้นไม้ประหลาดขนาดมหึมาต้นหนึ่ง กิ่งก้านที่บิดเบี้ยวและเลื้อยกระหวัดกันไปมาปรากฏให้เห็นอยู่ไม่ไกล เมื่อต้องแสงจันทร์ก็ปรากฏเป็นเงาบนพื้น รูปร่างราวกับสัตว์อสูรตนหนึ่ง
เขาเพ่งสมาธิครู่หนึ่ง จู่ ๆ ก็สัมผัสได้ถึงความแปลกประหลาดบางอย่าง ในพื้นที่ส่วนอื่นของป่าทมิฬนั้น ไม่ว่าจะเงียบเพียงใด ก็จะมีเสียงของแมลงดังระงมให้ได้ยินอยู่เสมอ แต่พื้นที่รกร้างแห่งนี้ ไม่มีเสียงของแมลงสักตัว และไร้ซึ่งวี่แววหรือสัญญาณของสิ่งมีชีวิตอย่างสิ้นเชิง
แปลกเกินไป... หานซั่วสัมผัสได้ว่าพื้นที่นี้เต็มไปด้วยออร่าประหลาดบางอย่าง และถูกซ่อนไว้ภายใต้สภาพแวดล้อมที่ดูปกติภายนอก แต่ออร่านี้กลับคุ้นเคยและเป็นมิตรกับหานซั่วอย่างน่าประหลาด ราวกับรู้จักและคุ้นเคยกับมันมานานแสนนาน แต่เมื่อลองพยายามคิดให้ถี่ถ้วน หานซั่วกลับนึกไม่ออกเลยว่าเกิดอะไรขึ้น
ในขณะที่หานซั่วกำลังจมอยู่ในห้วงความคิดอย่างสมบูรณ์ จู่ ๆ ลูกแก้วในกล่องหยกก็ลอยขึ้นไปในอากาศ ขณะที่แสงสีเขียวบนพื้นผิววาดเส้นแสงเป็นทางตามทิศทางการลอยขึ้นของมัน หานซั่วสัมผัสได้ถึงกระแสมนตราแข็งแกร่งบางอย่างในอากาศ ซึ่งยิ่งแข็งแกร่งขึ้นเรื่อย ๆ ตามระดับแสงสีเขียวที่ลูกแก้วเปล่งประกายเจิดจ้าขึ้นอย่างต่อเนื่อง
กว่าหานซั่วจะทันสังเกต จู่ ๆ เขาก็ตระหนักได้ว่าพื้นที่โดยรอบที่อาบไปด้วยแสงสีเขียวนั้น แปรเปลี่ยนไปจนเขาตะลึงตาค้างและจุกจนพูดอะไรไม่ออก เหล่าวัชพืชและพุ่มไม้ที่ขึ้นหนาแน่นหายไปอย่างไร้ร่องรอยทุกที่ที่แสงสีเขียวสาดไปถึง กลายเป็นพื้นดินแห้งแล้งสีเทาที่มีกองกระดูกสีขาวตั้งอยู่
เมื่อต้นไม้สูงใหญ่ที่กิ่งก้านเต็มไปด้วยใบไม้หนาแน่นสัมผัสกับแสงสีเขียวก็แปรเปลี่ยนไปอย่างน่ากลัว กลายเป็นซากโครงกระดูกของสัตว์อสูรตัวหนึ่ง หากความทรงจำของหานซั่วยังไม่ผิดเพี้ยน โครงกระดูกขนาดมหึมานั่นเคยเป็นร่างของมังกรกระดูกในตำนาน ซึ่งเป็นอสูรมิติมืดที่น่าสะพรึงกลัวมากที่สุด
พื้นที่รกร้างว่างเปล่า กลับกลายเป็นดินแดนแห่งความตายอันเป็นนิรันดร์ภายใต้รัศมีของแสงสีเขียวนั้นอย่างสมบูรณ์
ปราสาทสีเทาใหญ่โตมโหฬารที่ครึ่งหนึ่งลอยอยู่กลางอากาศ ส่วนอีกครึ่งหนึ่งถูกฝังอยู่ใต้พื้นดิน หนามแหลมคมแปลกประหลาดจำนวนหนึ่งรายล้อมอยู่รอบปราสาท ในขณะที่ภาพของอสูรมิติมืดมากมายหลายชนิดถูกสลักอยู่บนกำแพง
หานซั่วจ้องมองครู่หนึ่ง ด้วยความตกตะลึงจนพูดอะไรไม่ออก ในที่สุดเขาก็พึมพำออกมาด้วยความประหลาดใจ
“นี่... หรือว่าที่นี่จะเป็น...สุสานแห่งความตายในตำนาน?”
*****************************