Ep 056 :: เพราะความจริงหาได้ง่ายดายดั่งใจหวัง [1]
ข่าวเรื่องสมรสพระราชทานขององค์ชายรองผู้ที่เป็นว่าที่องค์รัชทายาทกับคุณหนูหยางเฟิ่งปิงแห่งจวนแม่ทัพเป็นที่เรื่องลือไปทั่วเมืองหลวงในเวลาไม่ถึงสองชั่วยาม ข่าวนั้นมิเพียงทำให้หลาย ๆ คนร่วมยินดีแต่กลับทำให้หลาย ๆ คนใจสลายเช่นกัน ไม่เว้นแม้แต่...
“...องค์ชายเก้าพอเถอะพ่ะย่ะค่ะ ทรงเมามายแล้วนะพ่ะย่ะค่ะ”
“ม่ายยยย... ข้ายังไม่เมา...”
“องค์ชายเก้า...ต่อให้ท่านดื่มมากเท่าไหร่ เรื่องนั้นก็ยังคงเป็นเรื่องจริงอยู่ดี หาได้มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลงนะพ่ะย่ะค่ะ”
เพล้ง!
“ข้ารู้! ข้ารู้แล้วอย่างไร!! นางกำลังเป็นของพี่รอง ข้ารู้...แต่แล้วอย่างไร...”
ทั้งขวดเหล้าและไหเหล้าหลากหลายขนาดมากมายบนโต๊ะถูกมือหนาปัดอย่างแรงจนหล่นแตกไม่มีชิ้นดี เฟยสวี่ฉียกสองมือขึ้นกุมใบหน้า ส่งเสียงอู้อี้อยู่ในลำคอ แม้ว่าในใจกำลังร่ำไห้อย่างหนัก
“...องค์ชาย”
“...ข้ารู้...รู้มาตลอด...”
...นางคือดวงใจของเขา ดวงใจที่เขามิเคยคิดมอบมันให้ใครนอกจากนาง เขาพยายามทุกวิถีทางเพื่อให้นางรับรัก แต่แล้วเขากลับมิอาจครอบครองนางได้แม้แต่กายหรือหัวใจ...
...มาจนวันนี้เขามิอาจถอย แต่เขาก็มิอาจไปต่อเช่นกัน
เฟยสวี่ฉีหยิบผ้าเช็ดหน้าที่ไม่มีวันปักเสร็จขึ้นมาเหม่อมอง ภาพของนางที่ยิ้มและหัวเราะยังคงเด่นชัดในความทรงจำ แต่ที่ชัดเจนยิ่งกว่าคือภาพตอนที่นางปฏิเสธเขาและวางตัวแบบเว้นระยะกับเขาเสมอ
ในขณะเดียวกันเขาก็หวนนึกถึงภาพของพี่ชายทั้งสามที่มักยืนอยู่เบื้องหน้าเขา ภาพของพี่ใหญ่ที่แม้จะไม่ค่อยมาสุงสิงกับเขาแต่ก็ยอมแบกรับภาระมากที่สุดเสมอ ภาพของพี่รองที่มักยอมเสียสละทุกอย่างให้เขา ภาพของพี่ห้าที่มักจะใจดีกับเขาตลอดเวลา
พี่ห้าย้ำกับเขามาตลอดและเขาก็รู้ตัวดี กระนั้นพี่ใหญ่ก็หาได้เข้าใกล้นางในดวงใจของเขาราวกับจะหลีกทางให้มิต่างจากพี่รองที่มักจะเว้นระยะในการวางตัวกับนางเสมอมา
...มันทำให้เขาแอบมีความหวัง...
...จนภาพสุดท้ายของพี่ใหญ่ก่อนจะจากไปที่บอกให้เขาสัญญา เมื่อเป็นเช่นนั้น...
...ต่อให้ตัวเขาอยากจะทำสิ่งใดก็มิอาจกระทำได้อีก
” ...ข้าสัญญากับพี่ใหญ่ไว้แล้ว”
เฟยสวี่ฉีหยิบไหเหล้าขึ้นกระดกโดยไม่แม้แต่จะสนใจรักษาภาพลักษณ์จากสายตาของเสี่ยวเอ้อ ไฉ่เซียงเหลาเป็นโรงเตี๊ยมอันดับหนึ่งของเมืองหลวง อาหารที่นี่ขึ้นชื่อเรื่องความอร่อยแปลกใหม่ เสี่ยวเอ้อแต่ละคนก็มีมารยาทและนอบน้อมแตกต่างจากที่อื่น แต่สิ่งที่ทำให้เขามาอยู่ตรงนี้คือที่นี่เป็นร้านอาหารที่นางโปรดปราน
...มันเป็นเพียงไม่กี่สถานที่ที่เขาเคยมีความทรงจำร่วมกับนาง...
...เฉกเช่นเดียวกับในตรอกนั่น...
...ดรุณีตัวน้อยที่แสนกล้าหาญ...
หยางเอ่อคังผู้เป็นถึงแม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นฉินกลายสภาพเป็นบิดาผู้มิอาจกระทำสิ่งใดให้บุตรสาวได้ ใบหน้าคมเข้มห่อเหี่ยวจนดูแก่ชราลงนับสิบปี
“...ปิงเอ๋อร์ ...บิดาขอโทษเจ้า”
“ข้าเข้าใจเจ้าค่ะ ท่านพ่อ ท่านไม่ต้องขอโทษอะไรหรอก”
โฉมงามที่มีชื่อเสียงโด่งดังทั่วเมืองหลวงในฐานะว่าที่ชายารัชทายาทกล่าวด้วยน้ำเสียงผ่อนคลาย ใบหน้างามประดับรอยยิ้มน้อย ๆ ราวกับไม่ถือโทษโกรธเคืองบิดาแม้แต่น้อย
“...ปิงเอ๋อร์”
“ในฐานะบุตรสาวของท่าน ข้าเองก็มีหน้าที่ของข้า เฉกเช่นพี่ใหญ่และพี่รอง เพราะฉะนั้นอย่าทำหน้าเช่นนั้นเลยเจ้าค่ะ”
มือเล็กเรียวปาดน้ำตาที่เอ่อคลออยู่ที่หางตาของบิดา หยางเฟิ่งปิงแม้จะยังนอนพักร่างกายอยู่แต่บนเตียงมาสองวันหากทว่าใบหน้ายังคงมีรอยยิ้มประดับอยู่ตลอดเวลา
...รอยยิ้มที่ไปไม่ถึงดวงตา แม้จะปกปิดแค่ไหนเขาก็รับรู้
...นางยิ้มเช่นนี้ตั้งแต่ได้รับราชโองการมา จนผู้เป็นบิดาเช่นเขารู้สึกทุกข์ตรม
ในคืนแรก ที่แม้ว่าจะไม่มีคนรู้ แต่ตอนที่นางติดถ้ำนั้น นางเอาแต่นั่งเล่าถึงชีวิตตัวเองและเรื่องในอนาคตมากมายจนแทบไม่ได้หลับสักตื่น แต่พอกลับมาถึงบ้านแล้วได้รับราชโองการ แม้จะเหน็ดเหนื่อยสายตัวแทบขาด แต่เวลานั้นนางก็ยังนอนไม่หลับ
และแม้จะพยายามข่มตาหลับ แต่นางก็หลับ ๆ ตื่น ๆ แม้จะไม่ได้ร่ำไห้อย่างมิรู้ความ แต่กระนั้นใต้ตาก็ยังปรากฏร่องรอยที่ดูอ่อนล้าอย่างชัดเจน
หยางเอ่อคังแทบหลั่งน้ำตาเป็นสายเลือด บุตรสาวที่เขารักและเอ็นดูนางยิ่งกว่าผู้ใดในเวลานี้คงเจ็บที่หัวใจมากกว่าที่ร่างกาย
ในฐานะแม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นนี้ แผ่นดินนี้เขามีหน้าที่ปกปักรักษา เขาเข้าใจถึงความจำเป็นของการกระทำของฮ่องเต้อีกทั้งยังเห็นด้วยอยู่มากว่าด้วยวิธีนี้ รัชทายาทจะได้เสียงสนับสนุนจากเหล่าขุนนางฝ่ายบู๊ บัลลังก์มังกรจะมั่นคง แต่ในขณะเดียวกัน ในฐานะบิดาเขาก็เจ็บปวดเหลือเกิน
พ่อบ้านเฉินวิ่งกระหืดกระหอบเข้าไปในห้องทันทีที่ฮูหยินไปเปิดประตูให้ด้วยตนเองแทนเจ้าของจวนที่จมอยู่กับความเจ็บช้ำ ด้วยถ้อยคำที่ทำให้บิดาผู้กำลังทุกข์ตรมทำหน้าปั้นยากยิ่งกว่าการอยู่กลางดงศัตรูนับพัน
“คุณหนู มีรับสั่งให้ท่านเข้าเฝ้าในทันทีขอรับ!”
หยางเฟิ่งปิงหอบสังขารที่เรียกได้ว่าสบายดีในความคิดของนาง เก็บบทสำออยที่แสร้งทำเพื่อให้สมจริงกับบาดแผลที่นางได้รับเพื่อพาร่างของตัวเองเข้าวัง โดยครั้งนี้นางได้อภิสิทธิ์นั่งเกี้ยวมาจนถึงหน้าท้องพระโรง
กงกงพานางลัดเลาะไปยังทางเข้าอีกฝั่งที่มิใช่ประตูหน้า แม้จะสงสัยอยู่บ้างแต่นางก็สงบปากสงบคำแล้วเดินตามหลังกงกงไปอย่างว่าง่าย ประตูบานใหญ่ถูกเปิดออกอย่างเงียบ ๆ กงกงผายมือให้นางเดินเข้าไปโดยไม่มีแม้แต่การเข้าไปทูลผู้ที่อยู่ด้านใน
หญิงงามในอาภรณ์สีขาวที่ทำให้นางดูบอบบางน่าทะนุถนอม ทั้งเนื้อทั้งตัวหาได้มีของประดับล้ำค่าใดที่โดดเด่นเกินกว่าใบหน้างามที่แป้งผลัดหน้าหนากว่าที่เคยเป็น ทำให้ใบหน้านางดูซีดขาวกว่าปกติ ร่างบางที่เคยยืดอกยืนตรงอย่างสง่างามห่อไหล่ก้มตัวจนนางดูเปราะบางกว่าครั้งใด
“ถวายพระพรเพคะฝ่าบาท ขอฝ่าบาททรง-”
“ไม่ต้องมากพิธี ลุกขึ้นแล้วเดินมาหาเจิ้น”
หยางเฟิ่งปิงมิทันได้กล่าวคำสรรเสริญยืดยาวนางก็จำต้องลุกขึ้นแล้วเดินไปใกล้ผู้ที่ประทับนั่งอยู่บนบัลลังก์มังกรอย่างเสียไม่ได้ นางรับรู้ถึงดวงตาที่จับจ้องมา กระนั้นนางก็ยังคงคุกเข่าก้มหน้าโค้งตัวนิ่ง
“เจิ้นเองก็เป็นสหายของบิดาเจ้า หากจะเรียกเจิ้นว่าเสด็จลุงก็หาได้มีปัญหาใด หากแต่หลังจากนี้เจ้าคงจำต้องเรียกเจิ้นว่าเสด็จพ่อ”
“...ฝ่าบาททรงเรียกหม่อมฉันมาด้วยเรื่องนี้หรอกหรือเพคะ?”
นางรับรู้ว่าหาได้เหมาะสมที่จะถามพระองค์เช่นนั้น แต่น้ำเสียงโอบอ้อมอารีที่มาพร้อมกับความรู้สึกผิดทำให้นางมิคิดยั้งปาก
“เจ้าจะว่าเช่นนั้นก็ถูก” เฟยเกาจงฮ่องเต้ส่ายศีรษะ “เข้าไปในนั้นแล้วรอฟังเสียล่ะ”
ศาลาสีขาวที่ถูกสร้างหลังบัลลังก์มังกร มีม่านมุกห้อยระย้าอย่างประณีตและงดงาม หยางเฟิ่งปิงมองมันอย่างไม่เข้าใจ แต่เฟยเกาจงฮ่องเต้คล้ายกับรู้ว่าเด็กน้อยรุ่นราวคราวลูกของตนเองจะสงสัย เขาจึงต้องเอ่ยปากแก้ความสงสัยของนางให้
“นั่นคือที่ฟังราชการของวังหลัง เจ้ามองเห็นผู้ที่อยู่ภายนอกแต่คนภายนอกมิอาจมองเห็นเจ้า มิต้องกังวลไป เจิ้นเพียงแต่ต้องการให้เจ้ารับรู้เรื่องราวในวันนี้ไว้”
“...เพคะ”
นางเดินเข้าไปหลังม่านมุกทิ้งตัวลงนั่งบนศาลาหินอ่อนเนื้องามอย่างเงียบ ๆ พอเหม่อมองไปด้านนอกกลับทำให้หัวใจที่เคยด้านชาเต้นรัวขึ้นอย่างช่วยไม่ได้
“ชินอ๋อง ที่ขอเข้าพบเจิ้นในวันนี้แปลว่ามีธุระสำคัญใช่หรือไม่?”
“...พ่ะย่ะค่ะ”
ฮุ่ยเทียนเหมิงยืดตัวยืนตรง ใบหน้าคมคายที่ถูกหน้ากากปิดบังไว้ครึ่งเสี้ยวมองสบพระพักตร์เฟยเกาจงฮ่องเต้อย่างตรงไปตรงมาจนแทบเรียกได้ว่าไร้มารยาท
“พูดธุระของเจ้ามาสิ”
“โปรดยกเลิกสมรสพระราชทานระหว่างคุณหนูหยางและว่าที่องค์รัชทายาทด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
หาได้มีเพียงเฟยเกาจงฮ่องเต้ที่ชะงักค้างไปด้วยความแปลกใจปนตกตะลึง หากแต่โฉมงามที่ลอบฟังบทสนทนาในครั้งนี้อยู่ก็ต้องยกมือขึ้นปิดปากกลั้นเสียงร้องที่อาจจะเผลอหลุดออกมาเมื่อไหร่ก็ได้เช่นกัน ดวงตาหงส์ของหญิงงามมองไปยังร่างสูงของบุรุษในอาภรณ์สีดำสนิทด้วยความไม่เข้าใจ
“การที่ชินอ๋องมาเอ่ยเช่นนี้หรือแปลว่าเจ้ามีใจเสน่หาต่อนาง?”
“...นางมิเหมาะสมด้วยประการทั้งปวง”
“อย่างไร?”
สุรเสียงของผู้ที่ประทับนั่งบนบัลลังก์มังกรเริ่มแข็งขึ้น สายพระเนตรคมกล้าฉายแววดุดัน ทว่าเทพสงครามหาได้มีท่าทางเป็นกังวล ฮุ่ยเทียนเหมิงยังคงสงบนิ่งไร้ซึ่งท่าทางพิรุธใด ๆ
“นางหาได้บริสุทธิ์...” ชินอ๋องผู้สูงศักดิ์ชะงักไปเล็กน้อยก่อนกล่าวต่อ “ตอนที่กระหม่อมช่วยนางขึ้นมาจากน้ำตก กระหม่อมจำเป็นต้องส่งต่อลมหายใจให้นาง ดังนั้น...”
“ดังนั้นนางจึงไม่เหมาะกับว่าที่องค์รัชทายาท?” โอรสสวรรค์แย้มพระโอษฐ์บาง ๆ “ชินอ๋อง นั่นเป็นเพียงการช่วยชีวิต เจิ้นมิถือสา บุตรชายเจิ้นก็คงมิถือสา และปิงเอ๋อร์ที่เฉลียวฉลาดและเข้าใจอะไรต่อมิอะไรดีก็คงมิถือสาเช่นกัน”
“...”
ฮุ่ยเทียนเหมิงหาได้ตอบคำ ใบหน้าใต้หน้ากากยังคงนิ่งเรียบจนถึงขั้นสงบจนเกินไป ชวนให้เฟยเกาจงฮ่องเต้อดขุ่นข้องหมองพระทัยมิได้
“ชินอ๋อง เจิ้นมิคิดว่าคนเช่นเจ้าจะมิเข้าใจถึงสถานการณ์ที่ตัวเจ้ากำลังเผชิญอยู่เป็นแน่ ด้วยเหตุนั้นเจิ้นจึงมิคิดว่าจะได้ยินถ้อยคำนี้จากปากเจ้า”
“...”
“อนุชาในสายโลหิตของฮุ่ยหวงตี้ ผู้ครอบครองตำแหน่งชินอ๋องที่มีอำนาจเป็นรองเพียงองค์รัชทายาทในแคว้นเซี่ย ในมือมีกำลังทหารเรือนแสน หาได้มีสนมชายาแม้สักคน ถึงกระนั้นก็ได้รับราชโองการให้เชื่อมสัมพันธ์กับแคว้นฉินเราในฐานะราชบุตรเขย”
“...”
“ชินอ๋อง เจิ้นเชื่อว่าเจ้าหาได้โง่งมจนมองกลนี้มิออก”
“...”
ฮุ่ยเทียนเหมิงนิ่งเงียบ ใบหน้าที่เรียบนิ่งนั้นไม่ได้แสดงออกถึงสิ่งใด แต่ชินอ๋องผู้ออกรบมาหลายครั้งหลายคราย่อมมิใช่ผู้ที่โง่เขลา
...เขาพึ่งจะมาโง่เขลาเอาก็ตอนนี้ ตอนที่พยายามขอให้เฟยเกาจงฮ่องเต้ถอนราชโองการ...
“เจ้าถือเป็นเชื้อพระวงศ์ผู้หนึ่งที่มีเหมาะสมสืบต่อราชบัลลังก์แคว้นเซี่ยยิ่งกว่าผู้ใด ดังนั้นต่อให้เจิ้นมอบองค์หญิงสามัญชนให้เจ้าตบแต่งเป็นชายาเอก แต่นั่นก็หมายถึงเจ้ามีแคว้นฉินเราเป็นหนึ่งในเบื้องหลังอำนาจ ต่อให้เจ้ามิคิดก่อการกบฏ แต่อำนาจที่เจ้ามีก็จะมากล้นเกินหน้าเกินตารัชทายาทอยู่ดี”
“...”
“ถึงกระนั้นในขณะเดียวกัน การที่เจ้ามีชายาเอกเป็นคนแคว้นฉิน ถึงนางจะไม่มีสิทธิ์อันใดในบัลลังก์หงส์หรืออุ้มท้องทายาทมังกร แคว้นเซี่ยย่อมมิยอมให้มีชื่อนางในสุสานบรรพชน เป็นได้แค่เครื่องมือเชื่อมสัมพันธ์ในช่วงเวลานั้น ๆ การที่ให้เจ้าสมรส มันไม่ใช่ความเมตตา แต่เป็นหลุมกับดักอย่างหนึ่ง”
“...”
“เจิ้นรู้ดีว่าอนาคตอาจจะเป็นอย่างไร แต่เจิ้นก็ยินยอมวางหมากที่ชื่อว่าบุตรสาวลงบนกระดานตามนั้นเพื่อความสงบสุขของแว่นแคว้น แล้วเจ้าเล่า...”
“...”
“เฮ้อ...ชินอ๋อง อย่างไรเสียเจ้าเองก็คงรู้ การที่เจ้าต้องตบแต่งบุตรสาวของเจิ้นย่อมเป็นการสร้างแรงกดดันให้รัชทายาทพยายามสร้างฐานอำนาจและความมั่นคงให้แก่บัลลังก์ของตัวเอง และแน่นอนว่าในระหว่างนั้นรัชทายาทย่อมบ่มเพาะความหวาดระแวงไปพร้อม ๆ กัน ว่าเมื่อไหร่ที่เจ้าจะคิดการใหญ่ก่อการกบฏ ขุนนางที่หนุนหลังเขา จะหวาดกลัวเจ้า และจะคิดกำจัดเจ้าทิ้งเพื่อไม่ให้เจ้ากลายเป็นตัวขัดขวาง...”
“...”
“เมื่อเป็นเช่นนั้นเจ้าคิดจะตบแต่งกับเฟิ่งปิงที่เป็นดั่งผู้ที่เชื่อมโยงอำนาจของจวนแม่ทัพใหญ่ของแคว้นฉินไว้ เพื่อสร้างความหวาดระแวงที่รัชทายาทจะมีต่อเจ้ามากยิ่งขึ้น และสร้างความหวาดระแวงให้ขุนนางแห่งฉินไม่ไว้ใจจวนแม่ทัพที่อาจคิดการใหญ่ผ่านบุตรสาว ให้เรื่องราวทุกอย่างต้องปั่นป่วนยิ่งขึ้นอีกหรือ”
“...”
“มิแน่ว่าสิ่งที่เจ้าตั้งใจจะกระทำในเวลานี้อาจทำให้คนรอบกายในอนาคตต้องตกตายมากมายก็เป็นได้”
“พระองค์ช่างรู้เรื่องในบ้านผู้อื่นดั่งหลังพระหัตถ์เหลือเกินนะพ่ะย่ะค่ะ”
“...”
เฟยเกาจงฮ่องเต้ชะงักนิ่ง
ถ้อยคำสั้น ๆ ของบุรุษผู้สงบนิ่งมิต่างจากกำลังกล่าวว่าพระองค์อย่างตรงไปตรงมา ทว่ามิทันที่จะได้ตรัสสิ่งใดต่อ บุรุษที่นิ่งเงียบมาตลอดก็กล่าวขึ้นบ้าง
“...ที่พระองค์ต้องการให้นางตบแต่งกับว่าที่รัชทายาทเพื่อคานอำนาจวังหลัง สกุลเมิ่งที่กำลังผงาดหลังจากสกุลตู้และอีกสี่สกุลโดนกวาดล้าง นางจะกลายเป็นฮองเฮาที่มีพร้อมทั้งอำนาจและความเหมาะสมในขณะที่กุ้ยเฟยกลายเป็นไทเฮา”
“...”
“การที่นางตบแต่งกับรัชทายาทย่อมเป็นการมอบฐานอำนาจทางการทหารของแม่ทัพใหญ่ ว่าจวนแม่ทัพจะอยู่ข้างบุตรชายของพระองค์ เป็นทั้งตัวแทนและตัวประกันเพื่อมิให้แม่ทัพใหญ่ของท่านคิดแปรพักตร์ใช่หรือไม่ แม้จะเป็นบุตรสาวของสหาย ท่านก็ยังใช้นางเสมือนเครื่องมือ แท้จริงแล้วความเด็ดขาดนั้นก็ทำให้ท่านกังวลว่าแม่ทัพหยางจะเปลี่ยนใจไม่สนับสนุนราชวงศ์อีกมิใช่หรือ?”
“...”
“เมื่อเป็นเช่นนั้นอย่าว่าแต่กระหม่อมเลย มิว่าองค์ชายพระองค์ใด ย่อมมิมีสิทธิ์ในตัวนางทั้งสิ้นมิใช่หรือ ในเมื่อท่านเป็นผู้เลือกว่าจะยกนางให้ผู้ใด”
“...”
“นางเป็นเพียงหมากตัวหนึ่งบนกระดานของพระองค์”
“เจ้าเองก็เป็นหมากบนกระดานของฮุ่ยหวงตี้เช่นกัน”
“...”
ฮุ่ยเทียนเหมิงชะงักนิ่ง ด้วยรู้ดีที่ถึงความเป็นจริงที่ปฏิเสธไม่ได้
...ทั้งเขาและนางต่างก็เป็นหมากตัวหนึ่งในกระดานของผู้มีอำนาจ
...ถูกบังคับให้อยู่เพื่อคนอื่น มีชีวิตเพื่อคนอื่น แม้แต่การตายเองก็อาจจะไม่มีสิทธิ์ได้เลือกเอง
“ชินอ๋อง เจิ้นเล็งเห็นความสำคัญของบ้านเมือง กลุ่มอำนาจภายในมิอาจให้สกุลใดผูกขาด และฮ่องเต้องค์ต่อไปก็จำเป็นต้องมีขุนนางที่ไว้ใจได้อยู่เบื้องล่าง เจิ้นรู้ว่าเจ้าเข้าใจถึงคำกล่าวนี้”
เฟยเกาจงฮ่องเต้ตรัสโดยไม่แม้แต่จะเปลี่ยนสีพระพักตร์ สายพระเนตรคมกล้าที่มองสบกับบุรุษเบื้องหน้ายังคงหนักแน่นไร้คลื่นอารมณ์ใดให้สังเกตเห็น
ชินอ๋องฮุ่ยเทียนเหมิงโค้งตัวเล็กน้อยก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งเช่นปกติ สละซึ่งความรู้สึกส่วนลึกที่ทำให้เขาตัดสินใจทำอะไรที่ดูบ้าบอและไม่ผ่านการไตร่ตรองทิ้งไป
“หน้าที่ของกระหม่อมมีเพียงตบแต่งกับสตรีที่พระองค์เลือกให้ ทุกสิ่งขึ้นอยู่กับการพิจารณาของพระองค์ กระหม่อมทูลลา”
โอรสสวรรค์ผู้ประทับนั่งบนบัลลังก์มังกรตรัสไล่หลังบุรุษร่างสูงด้วยคำกล่าวที่ชัดแจ้งถึงการตัดสินใจ
...อนาคตที่กำหนดโดยผู้ที่ได้ชื่อว่าโอรสสวรรค์ทั้งสอง...
...ชะตากรรมของเขาที่ถูกใช้ในการกระตุ้นหลานชาย เป็นหอกข้างแคร่ที่รอวันถูกกำจัด และชะตากรรมของนางที่ต้องเป็นบันไดไปสู่อำนาจให้แก่ฮ่องเต้องค์ต่อไปแห่งแผ่นดินฉิน...
...จะไม่เปลี่ยนแปลง...
“เจิ้นต้องขอขอบใจที่เจ้าช่วยชีวิตว่าที่ลูกสะใภ้ของเราไว้ ...ว่าที่ราชบุตรเขย”
---------
พระนางคู่นี้เหมือนกันมากนะ