ตอนที่ 14คำทำนายแรก
ลูกชายของฟู่เฉิงได้โยนถั่วลิสงขึ้นไปแล้วใช้ปากรองเอาไว้ แต่ถั่วลิสงกลับร่วงไปติดอยู่ที่ลำคอของเขาและดูเหมือนว่าเขาจะหายใจไม่ออกด้วย
บังเอิญฟู่เยี่ยนและพ่อกับแม่ของเธอเดินผ่านมาพอดีทันใดนั้นเอง หลี่เหอเชียงภรรยาของฟู่เฉิงก็กำลังร้องไห้ออกมาด้วยความร้อนรนใจ
ฟู่เยี่ยนเห็นว่าถั่วลิสงติดอยู่ในลำคอของเด็กอย่างชัดเจนแต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่เธอจะมาอธิบายอะไร
เมื่อเห็นเช่นนั้นเธอก็รีบวิ่งเข้าไปอุ้มเด็กคนนั้นขึ้นมาแล้วใช้แขนรัดไปที่ท้องของเด็กคนนั้นพร้อมกับเขย่าตัวของเขาในเวลานี้ มีเพียงวิธีเดียวเท่านั้นที่จะสามารถช่วยชีวิตเขาได้
ขณะที่หลี่เหอเชียงกำลังจะเข้าไปแย่งตัวลูกชายของเธอกลับมานั้นเธอก็ได้ยินเสียงไอดัง “แค่ก ๆ”และถั่วลิสงก็หลุดออกมาจากปากของเขา
ทันใดนั้นเองเด็กชายก็สามารถหายใจได้อย่างสะดวก แต่เขาหวาดกลัวจนร้องไห้ออกมา
“เสี่ยวจวิน แม่อยู่นี่แม่อยู่นี่ ไม่ต้องร้องแล้วนะลูก รีบขอบคุณพี่เสี่ยวฮั่วสิ”
“หลานสะใภ้รีบพาเสี่ยวจวินไปตรวจดูอีกทีเถอะว่ายังมีถั่วลิสงติดอยู่อีกหรือเปล่า” หวังซู่เหมยกล่าวเตือนขึ้นมา
หลี่เหอเชียงจึงรีบขอบคุณก่อนจะพาลูกชายไปตรวจดูอาการอีกครั้งตามคำแนะนำทันที
เมื่อมาถึงศูนย์ตรวจสุขภาพหมอหลัวก็ได้ตรวจดูอาการของเสี่ยวจวินอย่างละเอียดอีกครั้งก่อนจะพบว่าเด็กไม่ได้มีปัญหาในการหายใจหรือพูด เด็กน้อยเพียงแค่ใกลัว ก่อนจะบอกให้หลี่เหอเชียงพาเด็กน้อยกลับบ้านได้
เมื่อกลับถึงบ้านป้าเหอ แม่ของฟู่เฉิงก็กำลังเก็บข้าวสาลีเสร็จพอดี
เมื่อเห็นว่าบนแก้มของหลานชายตัวน้อยมีคราบน้ำตาติดอยู่เธอจึงคิดว่าเขาถูกเหล่าลูกพี่ลูกน้องรังแกตอนไปเยี่ยมยายของเขาอย่างแน่นอน
ขณะที่กำลังจะตวาดออกไปนั้นเธอก็สังเกตเห็นว่าลูกสะใภ้ของเธอเองก็ร้องไห้เช่นกันทั้งยังร้องไห้จนดวงตาเปลี่ยนเป็สีแดงก่ำเลยด้วยซ้ำ
“เหอเชียงมันเกิดอะไรขึ้นกัน ทำไมถึงได้ร้องไห้จนตาแดงขนาดนั้นกันล่ะ ? ”
หลี่เหอเชียงเพิ่งจะผ่านเื่ราวที่น่าใมาและเธอก็ยังคงหวาดกลัวอยู่ เธอจึงได้ดื่มน้ำเพื่อสงบสติอารมณ์ลงก่อนจะเล่าเื่ราวทุกอย่างให้กับแม่สามีฟัง
ทันใดนั้นทั้งแม่สามีและลูกสะใภ้ต่างก็คิดว่าที่เสี่ยวจวินรอดจากความตายได้ในครังนี้เป็เพราะเสี่ยวฮั่วได้ช่วยเอาไว้ !
หลังจากที่ฟู่เฉิงกลับมาถึงบ้านและได้ยินเื่ราวทั้งหมด เขาก็รู้สึกราวกับว่าลูกชายของเขาโชคดีมากที่ได้พบกับผู้มีพระคุณคนนี้
“เสี่ยวเฉิงเราต้องไปขอบคุณเสี่ยวฮั่วแล้วล่ะ หากไม่มีเธอ เสี่ยวจวินคงจะไม่โชคดีแบบนี้” ป้าเหอพูดขึ้นมาพร้อมกับเช็ดน้ำตาบนแก้มของเธอ
เด็กคนนั้นรู้ว่ามีบางอย่างติดอยู่ในลำคอหลานชายตัวน้อยของเธอได้อย่างไรกัน?
“อืม ผมเข้าใจแล้วพรุ่งนี้เช้าเราจะเอาของขวัญไปขอบคุณเสี่ยวฮั่วที่บ้านของเธอกัน”
“ดีเลยถ้าอย่างนั้นแม่ก็จะไปด้วยอีกคน ! ”
เช้าวันรุ่งขึ้นป้าเหอและครอบครัวของเธอก็ได้มาที่บ้านของฟู่ต้าหย่งพร้อมกับของขวัญขอบคุณ
ป้าเหอจับมือของเสี่ยวฮั่วเอาไว้ไม่ยอมปล่อยก่อนจะกล่าวขอบคุณด้วยความซาบซึ้งใจที่เสี่ยวฮั่วได้ช่วยชีวิตฟู่เสี่ยวจวินเอาไว้
“น้องชาย น้องสะใภ้ ฉันต้องขอขอบคุณมากจริงๆ ที่ตอนนั้นเสี่ยวฮั่วอยู่ที่นั่นด้วยมิเช่นนั้นหลานชายของฉันคงจะไม่รอดชีวิตมาได้แน่ ๆ ”
“พี่สะใภ้ เื่แค่นี้เอง มันไม่ได้ใหญ่โตอะไรเลยอีกอย่างพวกเราก็ไม่ใช่คนแปลกหน้า อย่าเกรงใจไปเลย ถึงอย่างไรเราก็เป็ครอบครัวเดียวกัน” หวังซู่เหมยตอบกลับไปด้วยความถ่อมตัว
ฟู่เฉิงมีความสัมพันธ์ที่ดีกับฟู่ต้าหย่งมาโดยตลอดพวกเขานับถือกันในฐานะของอาหลาน แต่อายุใกล้เคียงกัน ทั้งยังเติบโตมาด้วยกัน ดังนั้นความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาจึงยิ่งใกล้ชิดกันมาก
ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ทั้งสองครอบครัวมีความใกล้ชิดกันตามไปด้วย
ทันใดนั้นเองฟู่เยี่ยนก็ได้สังเกตเห็นถึงบางอย่างขณะที่ป้าเหอจับมือของเธอเอาไว้ซึ่งมันเป็ลางบอกเหตุที่ไม่ค่อยดีนัก
“ป้าใหญ่ ป้ามีแผนจะไปเยี่ยมญาติเร็วๆ นี้ใช่หรือเปล่า ? ” ฟู่เยี่ยนเอ่ยถามออกไปตามตรง
สิ้นเดือนที่จะถึงนี้เป็วันฉลองงานแต่งงานหลานสาวของเธอดังนั้นเธอจึงได้ถือโอกาสนี้กลับไปเยี่ยมญาติที่บ้านเกิดด้วยเธอจึงได้ตอบฟู่เยี่ยนไปอย่างไม่คิดอะไร
“ใช่แล้วล่ะ หลานสาวของป้ากำลังจะแต่งงานปลายเดือนนี้ป้าก็เลยจะพาครอบครัวไปร่วมแสดงความยินดีกับเธอสักหน่อย”
“คุณป้าคะบ้านที่คุณป้าอยู่ตอนเด็ก ๆ มีแม่น้ำสายใหญ่อยู่ข้าง ๆ ใช่หรือเปล่า และยังมีต้นหูหยางถูกปลูกเอาไว้ทั้งสองฝั่งของแม่น้ำอีกด้วยใช่ไหมคะ? ” ฟู่เยี่ยนถามออกไปอีกครั้ง
ในเวลานี้ทุกคนต่างก็กำลังมองไปที่ฟู่เยี่ยนด้วยความงุนงง
“ใช่แล้ว... หลานสาวหนูรู้ได้อย่างไรกัน ? ” ป้าเหอมองไปที่ฟู่เยี่ยนด้วยความประหลาดใจ
ก่อนหน้านี้เธอเคยได้ยินพี่ชายของเธอบอกว่าที่นั่นมีลมแรงดังนั้นจึงต้องปลูกต้อนหูหยางเอาไว้ทั้งสองฝั่งของแม่น้ำ
แต่เธอก็ไม่ได้เล่าเื่นี้ให้กับใครฟังเลยเมื่อคิดได้เช่นนี้ ป้าเหอก็มองไปที่ฟู่เยี่ยนด้วยความประหลาดใจยิ่งกว่าเดิม
“ป้าคะป้าต้องเชื่อหนูนะคะ หากคุณป้าไปถึง อย่าเข้าไปใกล้ต้นหูหยางอย่างเด็กขาดและอย่าให้เสี่ยวจวินเข้าใกล้แม่น้ำด้วย”ฟู่เยี่ยนพูดออกมาด้วยท่าทีจริงจัง
เมื่อได้ยินเช่นนั้นทุกคนต่างก็รู้สึกสงสัย ทำไมฟู่เยี่ยนถึงได้พูดแบบนั้นกันล่ะ ?
ทันใดนั้นเองป้าเหอก็ยิ่งรู้สึกอยากรู้มากขึ้นกว่าเดิม เธอจึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามออกไปว่า
“เสี่ยวฮั่วหนูหมายความว่าอย่างไรกัน ? ”
แน่นอนฟู่เยี่ยนนั้นไม่สามารถบอกความจริงได้เป็ไปไม่ได้เลยที่เธอจะบอกว่าตัวเองสามารถมองเห็นอนาคตได้ เพราะหากทำเช่นนั้นเธอจะต้องถูกจับไปเพื่อทำการทดลองอย่างแน่นอน !
“ป้าคะหนูเห็นใบหน้าของป้าดูหม่นหมองไปหมด นี่ถือเป็สัญญาณแห่งความโชคร้ายค่ะ”
“ส่วนใบหน้าของเสี่ยวจวินหนูเห็นเป็สีดำและมีสีเขียวปนอยู่เล็กน้อย สีเขียวคือสัญลักษณ์ของน้ำ ซึ่งหมายถึงภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้นทางน้ำนั่นเองค่ะ” ฟู่เยี่ยนอธิบายให้ป้าเหอฟังด้วยเหตุและผล
นอกจากพ่อและแม่ของเธอแล้วทุกคนต่างก็รู้สึกสับสนไปตามกัน ฟู่ซินและคนอื่นไม่เข้าใจถึงสิ่งที่ฟู่เยี่ยนพูดออกมาเลยแม้แต่น้อยแม้ว่ามันจะเป็คำพูดง่าย ๆ แต่พวกเขาก็ไม่สามารถเข้าใจมันได้เลย
ทันใดนั้นเองฟู่เฉิงก็รู้สึกไม่พอใจขึ้นมาเล็กน้อยหากฟู่เยี่ยนไม่ได้เป็คนที่ช่วยชีวิตลูกชายของของเขาเอาไว้ละก็เขาในฐานะที่เป็ผู้นำหมู่บ้านคงจะตำหนิเธอไปแล้วว่าอย่าทำนายโชคชะตาแบบนี้อีก
แต่ขณะที่เขากำลังจะขอให้ฟู่เยี่ยนเลิกทำเื่นี้กลับมีร่าง ๆ หนึ่งพุ่งตัวแทรกเข้ามาตรงหน้าของเขาเสียก่อน
“หลานสาวหนูพูดจริงหรือเปล่า ? ”ป้าเหอเอ่ยถามออกไปอย่างกระตือรือร้น
ในตอนนี้ฟู่ต้าหย่งจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องอธิบายถึงเื่นี้ให้ทุกคนฟัง “ก่อนหน้านี้ เสี่ยวฮั่วเพิ่งจะอ่านหนังสือเกี่ยวกับเื่พวกนี้ไปเธอก็เลยเข้าใจศาสตร์ทางด้านนี้อยู่นิดหน่อย พี่สะใภ้อย่าได้ใส่ใจเลย”
แต่ฟู่เยี่ยนกลับไม่คิดอย่างนั้นครั้งนี้เธอ้าที่จะบอกพวกเขาจริง ๆ หากป้าเหอไม่ใส่ใจแล้วล่ะก็ชีวิตของเสี่ยวจวินก็ต้องตกอยู่ในความเสี่ยงอย่างแน่นอน
“พ่อคะ ป้าใหญ่คะหนูไม่ได้โกหกนะ”
“ป้าใหญ่ป้าต้องเชื่อหนูนะคะ หนูมองเห็นจริง ๆเสี่ยวจวินจะปลอดภัยก็ต่อเมื่อถึงเวลาบ่ายสองโมงของอีก 3 วันข้างหน้าค่ะทางที่ดีที่สุดป้าใหญ่และเสี่ยวจวินควรจะอยู่ที่บ้านนะคะ” ฟู่เยี่ยนพูดออกมาด้วยท่าทางเคร่งขรึม
เพราะสิ่งที่ฟู่เยี่ยนมองเห็นนั้นคือเสี่ยวจวินตกลงไปในแม่น้ำส่วนป้าเหอที่ออกไปตามหาหลานชายของเธอนั้น ได้บังเอิญถูกกิ่งใหญ่ของต้นหูหยางที่หักหล่นลงมาทับร่าง
เนื่องจากเธอเป็คนที่นิสัยดีดังนั้นฟู่เยี่ยนจึง้าที่จะเตือนเธอถึงอันตรายในครั้งนี้
ยิ่งไปกว่านั้นเธอยังเป็แม่ของฟู่เฉิงอีกด้วย ดังนั้นหากช่วยเธอได้ ในอนาคตมันอาจส่งผลต่อ ‘อาชีพ’ ของฟู่เยี่ยนก็เป็ได้และป้าเหอนั้นก็จะเป็เหมือนก้าวแรกนั่นเอง
เมื่อครอบครัวของฟู่เฉิงกลับมาถึงบ้านของตัวเองและฟู่เฉิงที่เห็นท่าทีที่เหม่อลอยของผู้เป็แม่ก็รู้สึกสับสนเป็อย่างมาก
“แม่ครับเสี่ยวฮั่วยังเด็ก เธอก็พูดไปอย่างนั้นนั่นแหละทำไมแม่ถึงได้เก็บเื่นี้มาใส่ใจด้วยล่ะ ! ”
“ลูกรู้อะไรหรือเปล่า ?” ป้าเหอพูดแทรกขึ้นมาทันที
“ตอนที่แม่จะคลอดลูกมีนักบวชลัทธิเต๋าคนหนึ่งเดินผ่านมาพอดี และเขาก็ได้ให้พรกับลูกเขาบอกว่าลูกจะได้รับราชการมีหน้าที่การงานที่เจริญรุ่งเรืองพร้อมกับชีวิตมีความสุข ลูกจะมีลูกชายสองคนแต่ลูกชายคนเล็กจะตายเพราะอุบัติเหตุทางน้ำ ! ”
ป้าเหอไม่ได้โกหกเลยตอนที่ฟู่เฉิงคลอดนั้นมีนักบวชลัทธิเต๋าได้เดินหลงทางผ่านมาพอดี และเขาได้บอกว่าเขามองเห็นไฟสีแดงภายในบ้านคิดว่าเธอจะต้องให้กำเนิดลูกชายอย่างแน่นอน
ส่วนพ่อของฟู่เฉิงนั้นเป็คนที่ใจดีอยู่แล้วเขาจึงได้หยิบไข่ที่มีอยู่ในบ้านออกมามอบให้กับนักบวชลัทธิเต๋าคนนั้น
หลังจากที่นักบวชลัทธิเต๋าได้รับอาหารและน้ำดื่มแล้วเขาก็ได้บอกกับพ่อของฟู่เฉิงถึงโชคชะตานั้น
ซึ่งป้าเหอนั้นไม่เคยเชื่อคำพูดเหล่านี้เลยแต่หลังจากที่ได้ฟังเสี่ยวฮั่วพูดในวันนี้เธอก็นึกถึงคำพูดของนักบวชลัทธิเต๋าคนนั้นขึ้นมาทันที
ในตอนนั้นเมื่อพ่อของฟู่เฉิงได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกไม่พอใจเป็อย่างมากแต่นักบวชลัทธิเต๋าคนนั้นก็ได้บอกกับเขาว่าจะมีผู้หญิงคนหนึ่งมาช่วยชีวิตลูกชายคนเล็กของเขาเอาไว้จึงทำให้ลูกชายคนเล็กของเขารอดพ้นจากความตายและฟู่เฉิงก็จะมีลูกสาวอีกหนึ่งคนอีกด้วย
แบบนี้ก็เท่ากับว่าเสี่ยวฮั่วนั้นคือคนที่นักบวชลัทธิเต๋าพูดถึงใช่ไหมแต่ทว่า หลังจากที่ให้กำเนิดเสี่ยวจวินนั้นลูกสะใภ้ของเธอก็มีสุขภาพที่ไม่ค่อยแข็งแรงเท่าไหร่
ตอนนี้คนในคำทำนายได้ปรากฏตัวขึ้นมาแล้ว ก็แสดงว่าเสี่ยวจวินจะไม่ตายแล้วใช่ไหม ?
แบบนี้ หากเสี่ยวจวินรอดพ้นจากหายนะไปได้แล้วล่ะก็เธอก็มีโอกาสที่จะได้หลานสาวอีกคนด้วยสินะ
เมื่อนึกถึงสิ่งนี้ป้าเหอก็ตัดสินใจอย่างแน่วแน่ว่าเธอจะไม่ไปเข้าร่วมวันแต่งงานนั้นเธอจะไม่ทำอะไรเลย เธอและลูกสะใภ้จะคอยเฝ้าดูหลานชายอย่างเดียวเท่านั้น
อีกด้านหนึ่งที่บ้านของฟู่ต้าหย่ง หลังจากที่ครอบครัวของฟู่เฉิงกลับไปแล้วพวกเขาก็ได้เริ่มล้างองุ่นโดยหวังซู่เหมยได้บอกกับทุกคนว่าพวกเขาไปเก็บองุ่นมาจากบนูเา
“ที่เธอพูดเมื่อกี้นี้เป็เื่จริงอย่างนั้นเหรอ? เธอไม่ได้กำลังจะทำให้พวกเขากลัวใช่ไหม ? ” ฟู่เหมี่ยวเอ่ยถามขึ้นมาด้วยความสงสัย
ส่วนฟู่เซินและฟู่ซินเองก็มองไปที่เสี่ยวฮั่วด้วยเช่นกัน
“อืม หนูพูดเื่จริงหากไม่เชื่อพวกพี่ก็รอดูอีก 3 วันได้เลย”ฟู่เยี่ยนพูดออกมาด้วยท่าทีที่จริงจัง แต่เธอก็ไม่สามารถอธิบายอะไรไปมากกว่านี้ได้อีกแล้ว
เมื่อได้ยินเช่นนั้นฟู่เซินก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป เขาจึงได้ถามขึ้นว่า
“เสี่ยวฮั่วถ้าอย่างนั้นเธอช่วยพิสูจน์ให้ฉันเห็นหน่อยได้ไหม ในเร็ว ๆ นี้จะมีเื่ดี ๆเกิดขึ้นกับฉันบ้างหรือเปล่า ? ”
ทันใดนั้นเองฟู่เยี่ยนก็ได้มองไปยังพี่ชายของเธออยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเกิดความคิดอยากแกล้งเขาแวบขึ้นมาในหัว
“พี่น่ะหรือ ? ไม่มีสิ่งดีๆ เกิดขึ้นกับพี่เลย ทั้งยังจะมีหายนะและการนองเืเกิดขึ้นอีกด้วย”
“อะไรนะ ? นี่เธอยังเป็น้องสาวของฉันอยู่หรือเปล่าเนี่ย? เธอกำลังบอกว่าพี่ชายของตัวเองจะพบกับหายนะอย่างนั้นเหรอ ! ”
ในตอนนี้ฟู่เซินกำลังยุ่งอยู่กับการตัดองุ่นด้วยกรรไกรและขณะที่เขากำลังพูดด้วยความตื่นเต้นอยู่นั้นกรรไกรที่อยู่ในมือก็ได้ตกลงไปโดนเท้าของเขาอย่างจัง
เนื่องจากตอนนี้เป็ฤดูร้อนเขาจึงไม่ได้สวมรองเท้าเอาไว้ จึงทำให้เท้าของเขาที่ถูกกรรไกรหล่นใส่นั้นเกิดาแขึ้นจะมีเืไหลออกมา
ฟู่เซินร้องโหยหวนออกมาด้วยความเ็ปพร้อมกับกุมไปที่เท้าของตัวเองเอาไว้แน่น
“เอาล่ะ ๆ เสี่ยวมู่ร้องะโแบบนั้นมันไม่ได้ทำให้าแของลูกหายหรอกนะ ! ฮ่าฮ่าฮ่า....” เมื่อเห็นเช่นนั้นหวังซู่เหมยและฟู่ต้าหย่งที่กำลังทำถังไม้อยู่ก็พูดพร้อมกับหัวเราะออกมา
ส่วนฟู่ซินและคนอื่นต่างก็หัวเราะตามไปด้วยซึ่งมันได้ทำลายบรรยากาศที่เริ่มจะตึงเครียดในก่อนหน้านี้ลงไปทันที
แม้แต่ฟู่เยี่ยนเองก็หัวเราะออกมาอย่างมีความสุขเช่นกันมันเป็ความรู้สึกที่ดีมากจริง ๆ
ขณะที่กำลังหัวเราะอยู่นั้นเธอก็ได้มองไปยังพี่ใหญ่ของเธอก่อนจะเห็นว่าบนใบหน้าของเขามีสีแดงเรื่อปรากฏขึ้นมา ดูเหมือนว่ากำลังจะมีเื่ดีๆ เกิดขึ้นกับเขาแล้วสินะ