TheFirstOne เซียนกระบี่โลกวิวัฒน์

    ตอนที่ 112 บททดสอบของจอมปราชญ์

    ตอนที่ 112 บททดสอบของจอมปราชญ์


    *****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ***** 






    สัตว์อสูรทั้งหมดต่างพากันแยกย้ายกลับถิ่นฐานเดิมของพวกมัน 


    สัตว์อสูรขอบเขตราชวงศ์ทั้งสามที่มองดูเหตุการณ์นี้อยู่ต่างมีประกายในดวงตาวาววาบ พวกมันกำลังสงสัยว่าเหตุใดสัตว์อสูรเหล่านี้ถึงได้เชื่อฟังมนุษย์คนนั้นนัก ทั้งๆ ที่ไม่ได้ทำพันธะสัญญาต่อกัน


    แม้สัตว์อสูรจะมีสติปัญญาไม่ต่างจากเดรัจฉานก็จริง แต่เมื่อพลังของมันมีการพัฒนามากขึ้นเรื่อยๆ สติปัญญาก็จะเพิ่มขึ้นตามเช่นกัน มีตำนานเคยเล่าว่าสัตว์อสูรขอบเขตจักรพรรดิสามารถแปลงร่างกายเป็นมนุษย์ได้ แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่มีใครรู้ว่านี่คือเรื่องจริงหรือเป็นแค่ข่าวลือ


    นูฟูอินมองเฟิร์สอย่างสนใจยิ่ง ก่อนที่ร่างของหญิงสาวในชุดคลุมกันลมสีเทาจะทะยานหายไปในภูเขาเทพ


    “เธอใช้การฝึกสัตว์วิธีใดกันแน่ พวกมันถึงได้เชื่อฟังเธอขนาดนี้?” นูฟูอินเอ่ยอย่างสงสัย 


    แล้วเขาก็หันหลังกลับไปยังที่พำนักของตนเอง


    ภายในที่พำนักของนูฟูอินมีค่ายกลที่สามารถมองเห็นทั่วทุกพื้นที่รับผิดชอบของตนได้ราวกับเป็นกระจกยลฟ้า


    ร่างอันอวบท้วมนั่งลงบนบัลลังก์แล้วสอดส่องไปที่การเคลื่อนไหวของหญิงสาว


    “ให้ฉันดูความสามารถของเธอหน่อยเป็นไง ... แม่สาวน้อยฉันหวังว่าเธอจะกลายมาเป็นศิษย์น้องของฉันได้” นูฟูอินเอ่ยอย่างสนใจ


    ทว่าการบุกภูเขาเทพนี้ก็ไม่ได้มีแต่เขาที่รับรู้เพียงคนเดียว


    ผู้คนทั้งยอดเขาฮาดาล้วนรับรู้ในเหตุการณ์นี้ และกำลังจ้องมองดูความพยายามของหญิงสาว


    “หวังว่าเธอจะมีความสามารถ จะได้ไม่ทำให้ฉันต้องผิดหวัง” เสียงประหลาดดังขึ้นในอีกด้านของภูเขาเทพ


    ทางด้านเฟิร์สที่กำลังปีนภูเขาเทพอยู่นั้น เมื่อเดินทางเข้ามาในส่วนลึกเขาก็พบกับเส้นทางที่สูงชัน


    ภูเขาเทพสูงใหญ่ดุจเสาสวรรค์ค้ำฟ้า พื้นที่ที่ขึ้นสู่ที่สูงเป็นหน้าผาสูงชันที่สูงนับร้อยนับพันฟุต แต่ถึงอย่างนั้นก็มีเส้นทางบางแห่งที่เป็นทางเดินขึ้นสู่ยอดเขา ราวกับว่าทางเส้นนั้นคือทางบังคับที่จะขึ้นไปสู่ยอดเขาฮาดาอย่างไรอย่างนั้น


    เฟิร์สที่เดินทางมาถึงหน้าผาที่สูงชัน เขาไม่ลังเลที่จะทะยานขึ้นไปข้างบนด้วยการเหาะในทันที


    แต่ทว่า ...


    ตูม!


    เมื่อพยายามเหาะขึ้นไปตามหน้าผา เขาก็ถูกแรงกดดันมหาศาลกดทับลงมา จนทำให้ร่วงหล่นลงมาอย่างรุนแรง


    ฝุ่นควันลอยฟุ้ง พื้นดินยุบลงเป็นวงกว้าง


    เฟิร์สพลิกตัวกลับระหว่างร่วงลงมาจึงสามารถทรงตัวได้อย่างแม่นยำ


    “แม้แต่อยู่ใกล้ภูเขาก็ไม่ได้สินะ” เฟิร์สยังคงเผชิญหน้ากับกฎที่จอมปราชญ์ตั้งไว้ แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่ได้ละความพยายาม


    บนที่นั่งบัลลังก์สูง นูฟูอินมองดูเหตุการณ์นี้ด้วยท่าทีที่สบายๆ


    “หากหาทางเข้าไม่พบ ก็ไม่นับว่าผ่านด่านแรกของท่านอาจารย์ ... แม่หนูน้อยให้ฉันเห็นความสามารถของเธอหน่อยเถอะ” บุรุษร่างท่วมกล่าวพร้อมกับหยิบองุ่นสีแดงขึ้นมากินอย่างสบายอารมณ์


    คิดจะปีนป่ายภูเขาเทพอย่างนั้นหรอ?


    ต่อให้เป็นตัวตนขอบเขตราชวงศ์ก็ไม่มีสิทธิ์หากไม่ทำตามกฏที่ตั้งไว้ เว้นเสียแต่ว่าตัวตนขอบเขตจักรพรรดิจะเดินทางมาด้วยตัวเอง กฎเกณฑ์เหล่านี้จึงจะถือว่าละเว้นได้


    เฟิร์สเองก็ไม่ได้ไม่เข้าใจในกฎเกณฑ์นี้ เขาเองก็เป็นผู้ใช้อักขระขั้นสีเขียวผู้หนึ่งและเคยมีอาจารย์เป็นผู้ใช้อักขระขั้นเทพ


    เพียงแค่ถูกกดดันโดยกฎเกณฑ์ครั้งหนึ่งก็เข้าใจความหมายของมันในทันที


    “หาทางเข้าอย่างนั้นหรอ? หากเป็นคนอื่นอาจจะลำบากหน่อย แต่สำหรับผู้มีพลังโลกลวงอย่างฉันแล้วมันแทบจะไม่ใช่ปัญหาแต่อย่างใด”


    เฟิร์สทะยานไปรอบๆ หน้าผาของภูเขาเทพและกวาดสัมผัสออกไปหลายสิบไมล์รอบๆ ตัว


    ทางเข้านั้นย่อมเป็นเหมือนค่ายกลที่ถูกปิดบังเอาไว้ แต่สำหรับผู้มีพลังโลกลวงแล้วการจะหาสิ่งใดที่ซ่อนอยู่ย่อมเป็นเรื่องที่ง่ายดุจพลิกฝ่ามือ


    เฟิร์สในร่างหญิงสาวตระเวนอยู่ไม่กี่ชั่วโมงก็พบกับทางเข้าที่ว่า


    สถานที่แห่งหนึ่งเป็นหน้าผาที่สูงชัน แผ่นศิลาอันแข็งแกร่งยังคงตั้งตระหง่านเหมือนกับหน้าผาทั่วไป ต่อให้เป็นตัวตนขอบเขตราชวงศ์ก็ไม่สามารถจับพิรุจธ์นี้ได้


    ทว่าเฟิร์สนั้นกลับต่างออกไป


    ร่างในชุดคลุมกันลมสีเทาทะยานพุ่งชนหน้าผานั้น เขาไม่ได้ทะยานขึ้นไปแต่กลับพุ่งชนไปตรงๆ อย่างมีความมั่นใจ


    วูบ!


    ตอนนั้นเองร่างของเฟิร์สก็หายเข้าไปในหน้าผานั้น 


    เขาโผล่เข้ามาในอีกมิติหนึ่ง มิติที่เป็นความว่างเปล่าสีดำ ทว่ากลับมีบันไดสีขาวปรากฏขึ้นอยู่อย่างในนั้น


    ทั่วทั้งมิตินี้มีเพียงบันไดสีเขาเท่านั้นที่เฟิร์สมองเห็น


    “ในที่สุดก็หาทางเข้าได้ กลเม็ดของจอมปราชญ์ช่างไม่ธรรมดาเลยจริงๆ” เฟิร์สเอ่ยพึมพำ


    “บันไดนี้คงเป็นทางขึ้นของยอดเขาฮาดา”


    เฟิร์สมองไปยังบันไดสีขาวที่ทอดยาวอย่างไม่มีที่สิ้นสุดราวกับจะเป็นเส้นขอบฟ้าอย่างไรอย่างนั้น


    ทันทีที่เขาก้าวขึ้นไปยังบันไดสีขาวก้าวแรก ความรู้สึกทั้งหมดก็กลายเป็นหนักอึ้ง


    ร่างกายไม่ต่างไปจากกำลังแบกภูเขาทั้งลูกอยู่บนบ่า พาให้จะล้มลงไปให้ได้


    เฟิร์สรีบชักเท้ากลับออกมาทันที 


    เขาไม่กล้าเดินขึ้นไปบนบันไดสีขาวนี้แบบสุ่มสี่สุ่มห้า


    “นี่เขากำลังทดสอบเราอยู่อย่างนั้นหรอ? มิน่าเล่าถึงไม่มีผู้ใดสามารถขึ้นไปบนยอดเขาฮาดาด้วยตนเองได้ ข่าวลือว่าศิษย์ทั้งสี่ของจอมปราชญ์ ล้วนเป็นเขาที่รับมาด้วยตนเองนั่นคงจะเป็นเรื่องจริง”


    เฟิร์สตระหนักถึงคำบอกเล่าที่ได้ยินมาแล้วจ้องมองไปที่บันไดสีขาวตรงหน้าอีกครั้ง


    ทว่าตอนนั้นเองเขากลับเผยรอยยิ้มที่เยียบเย็นออกมา


    “เหอะ ... หากเป็นคนอื่นพวกเขาอาจจะก้าวเดินบนบันไดสีขาวนี้ไม่ได้ แต่ฉันนั้นต่างออกไป บางทีเมื่อฉันก้าวลงบนบันไดสีขาวได้ทุกขั้น ฉันอาจจะไม่ต้องคารวะจอมปราชญ์เป็นอาจารย์อีกต่อไปก็ได้” เฟิร์สกล่าวในใจอย่างลิงโลด


    ในแววตาของเขาในตอนนี้เป็นประกายที่สว่างโชติช่วง


    เขากำลังมองบันไดสีขาวเหล่านี้ไม่ต่างไปจากขุมทรัพย์ที่ตามหามานาน


    ดี ดี ดี


    เมื่อมีคนมอบสมบัติที่ล้ำค่ามากองไว้ตรงหน้า เขาก็ไม่รังเกียจที่จะรับมันไว้


    ปัง!


    เท้าของหญิงสาวในชุดคลุมกันลมสีเทาเหยียบย่ำลงบนบันไดสีขาวอย่างมั่นคง


    สีหน้าของเธอไม่ได้มีความอึดอัดหรือย่ำแย่เหมือนตอนเริ่มแรกอีกต่อไปแล้ว


    ปัง!


    เท้าอีกข้างหนึ่งเหยียบย่ำลงบนบันไดขั้นต่อไปด้วยท่าทีที่สบายๆ


    ปัง! 


    ปัง!


    ปัง!


    เฟิร์สกำลังก้าวเดินบนบันไดสีขาวไปเรื่อยๆ โดยที่มีความเร็วเหมือนกำลังเดินอยู่บนสวนหลังบ้าน


    ขณะเดียวกันนั้นเองศิษย์ทั้งสี่ของจอมปราชญ์ที่เฝ้ามองดูเหตุการณ์นี้ก็ดวงตาเบิกกว้าง


    “เธอสามารถก้าวขึ้นไปบนบันไดนั้นได้จริงๆ หรอ?”


    “นับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ไม่ใช่ว่าไม่มีใครสามารถก้าวขึ้นไปบนบันไดนั้นได้ ... แต่ความเร็วนี่คืออะไรกัน?”


    “เดินบนบันไดด้วยท่าทางที่สบายๆ แบบนั้น สุดท้ายแล้วเธอจะก้าวบนบันไดนั้นได้กี่ขั้นกัน?”


    “หรือเธอจะเป็นคนที่อาจารย์ตามหา?”


    เสียงจากคนทั้งสี่แอบสื่อสารกันอย่างเงียบๆ แม้ว่าพวกเขาแต่ละคนจะอยู่ห่างไกลกันมากก็ตาม


    “ฉันอยากรู้นักว่าเธอจะขึ้นบันไดไปได้กี่ขั้นกัน จะมากกว่าฉันไหม?” ชายร่างท้วมนูฟูอินเอ่ยพร้อมกับวางองุ่นที่กำลังจะเข้าปากลงไป แล้วจ้องมองภาพเบื้องหน้าอย่างสนใจ


    ด้านเฟิร์สที่กำลังใช้ร่างของอีวาก้าวเดินบนบททดสอบของจอมปราชญ์ ในใจเต็มไปด้วยความตื่นเต้นอย่างลิงโลด เพราะแท้จริงแล้วบันไดสีขาวแต่ละขั้นนั้นคือความลึกล้ำของอักขระสายเลือดที่มีอยู่บนโลกนี้นี่เอง


    ต้องเรียกได้ว่าบันไดสีขาวนี้คือสติปัญญาของจอมปราชญ์ที่กำหนดความเข้าใจในอักขระแต่ละตัวให้เป็นบันไดหนึ่งขั้น


    อีกนัยหนึ่งก็คือผู้ที่จะเหยียบย่ำบันไดแต่ละก้าวต้องรู้แจ้งอักขระที่แฝงอยู่ข้างในนั้นเสียก่อนจึงจะเดินขึ้นไปได้


    เพราะเหตุนี้นี่เองจอมปราชญ์จึงตัดสินใจที่จะรับศิษย์จากผู้ที่เดินขึ้นบันไดสีขาวนี้


    เพราะหากมีผู้ที่สามารถเดินไปจนถึงสุดทางของบันไดได้ คนผู้นั้นก็จะมีความรู้แจ้งอักขระได้เทียบเท่ากับจอมปราชญ์


    ซึ่งแน่นอนว่านับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันย่อมไม่มีคนเช่นนั้นปรากฎตัว


    ทว่าตอนนี้เฟิร์สกำลังก้าวเดินอยู่ในบันไดขุมทรัพย์นี้แล้ว

    คล้ายกับเรื่องTheFirstOne เซียนกระบี่โลกวิวัฒน์ ที่คุณอ่าน