พี่น้องของเขา อีกหนึ่งยอดฝีมืออันดับต้นๆ ของราชอาณาจักรเหมิงจี๋เลี่ย ยอดนักรบผู้มีนามว่าทัวเหลย บัดนี้เขากำลังคุกเข่าลงบนพื้นอย่างเสียเกียรติราวกับหมาตัวหนึ่งอยู่ในม่านพลังป้องกันนั้น
ทัวเหลยในตอนนี้ได้ถูกทำให้กลายเป็นซากศพไปอย่างไร้ปรานี กล้ามเนื้อบนตัวนั้นเน่าจนหลุดลุ่ยออกมาเกือบครึ่งจนเผยให้เห็นกระดูกขาวๆข้างใน แต่ว่าบรรยากาศอันแสนน่าหวาดกลัวที่ปล่อยออกมาจากตัวเขานั้นดูน่ากลัวกว่าเมื่อก่อนหลายเท่านัก
ไม่ใช่แค่ทัวเหลยเท่านั้นยังมีเหล่ายอดฝีมือระดับอวิ้นหลิงขั้นต้นที่ราชอาณาจักรเหมิงจี๋เลี่ยส่งมาเมื่อก่อนหน้านี้ด้วยซึ่งส่วนใหญ่นั้นล้วนกำลังคุกเข่าอยู่ด้านในม่านพลังป้องกันเหมือนกันราวกับสัตว์ป่าที่กำลังคุกเขาคำนับกราบไหว้ให้กับผู้เป็นราชาของมัน
ใช่แล้ว
ด้านหน้าของอดีตยอดฝีมือเหล่านี้มีแท่นหินตั้งอยู่แท่นหนึ่งบนนั้นมีเงาร่างของคนผู้หนึ่งกำลังนั่งอยู่ด้วยท่าทางองอาจและโอหังสุดขีด
มันเองก็เป็นซากศพร่างหนึ่งเหมือนกันเพียงแต่ว่าดูน่าเกรงขามและน่าหวาดผวากว่าซากศพตัวอื่นๆ ที่เคยเจอมาทั้งหมดหลายเท่าตัว
ทั้งตัวของมันไม่มีผิวหนังปกคลุมเลยสักส่วนเดียวเผยให้เห็นกล้ามเนื้อและเส้นเลือดแบบสดๆทั้งอย่างนั้นเลย
บนใบหน้าของมันเองก็ไม่มีอวัยวะรับสัมผัสใดๆ หลงเหลืออยู่อีกแล้วใบหน้าของมันดูเหมือนเอาชิ้นส่วนใบหน้าของหลายๆ คนมาเย็บรวมจนกลายแผ่นเดียวกันก็เท่านั้นบนนั้นมีเพียงลูกตาที่บิดเบี้ยวติดอยู่ดวงเดียวเท่านั้นซึ่งมันกำลังจ้องมองไปที่ด้านหน้าอย่างเย็นชาไร้ความรู้สึก
ที่น่ากลัวที่สุดของมันก็คือส่วนแขนขวาซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าคนปกติถึงสามเท่ากล้ามเนื้อของมันถูกขยายตัวขึ้นจนแทบจะระเบิดออกมาแล้วบนแขนนั้นเองก็มีลูกตาขนาดใหญ่อีกดวงหนึ่งติดอยู่แววตาอันว่างเปล่านั่นดูน่าอนาถถึงขีดสุด
ซึ่งรอบๆ ดวงตาดวงนั้นมีสายท่อสีแดงของอะไรบางอย่างที่ดูคล้ายลำไส้ยื่นออกมาหลายสายซึ่งสายเหล่านั้นเจาะเข้าไปในส่วนหัวของพวกทัวเหลย ซึ่งมันกำลังดูดกินสมองและเลือดของพวกเขาเหล่านั้นอย่างบ้าคลั่ง
ท่อสีแดงเหล่านั้นมีการหดตัวและพองตัวเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องจากนั้นพวกของทัวเหลยก็ถูกดูดเอาของเหลวไปจนหมดเกลี้ยงภาพที่เกิดขึ้นตรงหน้านั้นมันโหดร้ายมากพอที่จะทำให้มนุษย์ทั่วไปต้องรู้สึกโกรธเกลียดจนแทบคลั่งได้
“ไอ้ ไอ้ชาติชั่ว!!” ทุกส่วนของร่างกายของผู่อาหมานตอนนี้กำลังถูกเปลวเพลิงแห่งความพิโรธลุกไหม้อย่างรุนแรงจนแทบจะกลายเป็นฝุ่น
“ข้าจะฆ่าเจ้า ข้าจะต้องฆ่าเจ้าให้ได้!!!”
ทัวเหลยคือพี่น้องที่ดีที่สุดของผู่อาหมานแล้วหมาป่าโลหิตผู้นี้มีหรือจะทนมองเฉยๆ ต่อไปได้ ในเมื่อสหายรักของตัวเองที่หลังจากตายไปแล้วยังต้องกลายเป็นอาหารให้ผู้อื่นอีกแบบนี้
เขาในตอนนี้ได้กลายเป็นหมาป่าคลั่งไปแล้วอย่างสมบูรณ์เขากระโดดขึ้นฟ้าสูงด้วยความเร็วจนมองเห็นเป็นประกายสายฟ้าสีเงินสายหนึ่งจากนั้นก็พุ่งทะยานเข้าไปใส่สัตว์ประหลาดอันน่าหวาดกลัวตัวนั้นที่กำลังนั่งอยู่บนแท่นหินสูงๆนั่น
ศพพิสดารตัวนั้นมองมาที่ผู่อาหมานด้วยสายตาเย็นชาจากนั้นสายท่อที่เสียบอยู่บนหัวสมองของพวกทัวเหลยก็ถูกดึงกลับมาทันที
“โฮก!!”
ทัวเหลยที่กลายเป็นซากศพไปแล้วพลันส่งเสียงร้องประหลาดออกมาดวงตาคู่หนึ่งของมันที่เต็มไปด้วยเลือดพลันลืมตาขึ้น รอบๆ ตัวพวกมันมีแต่ประกายแสงสีแดงอันแสนอำมหิตส่องประกายออกมาไม่เหลือความรู้สึกของมนุษย์อยู่เลยแม้แต่น้อย
“ตาย!!”
ทัวเหลยที่กลายเป็นศพไปแล้วกลับยังสามารถพูดได้มันที่เผชิญหน้ากับผู่อาหมานที่กำลังพุ่งเข้ามา มันกลับกระโดดพุ่งสวนกลับไปอย่างไม่ลังเลพลังอันน่าหวาดกลัวของมันได้ทำให้บนพื้นเกิดเป็นรอยเท้าโลหิตสองรอยที่จมลึกลงไปบนพื้นร่างกายของมันพุ่งทะยานออกไปราวกับลูกปืนใหญ่ก็ไม่ปาน
ตูม
บนฟ้านั้นพลันเกิดเสียงกระแทกดังขึ้น
ทัวเหลยที่กลายเป็นซากศพไปแล้วนั้นมีความเร็วที่สูงมากจนน่ากลัวพละกำลังเพิ่มมากขึ้นกว่าแต่ก่อนหลายเท่า สามารถใช้ฝ่ามือเปล่าๆ ของตัวเองเข้าต้านรับการโจมตีของกระบองดาวอำมหิตถึงแม้ว่าตัวมันจะต้องทรุดลงไปคุกเข่าอยู่บนพื้นก็ตามแต่ก็ดูท่าทางจะไม่ได้รับบาดเจ็บอะไรมากนัก
“ทัวเหลยอันต๋า(สหายทัวเหลย)... ว้าก! เจ็บใจนัก!!”
ผู่อาหมานที่กลับลงมาถึงพื้นแล้วก็ตะโกนแหกปากจนคอแทบฉีก
เมื่อต้องลงมือสังหารผู้ที่เคยเป็นพี่น้องที่ดีที่สุดของเขาต่อให้หมาป่าโลหิตผู้เลือดเย็นคนนั้นจะเป็นคนอำมหิตสักแค่ไหนก็ย่อมต้องรู้สึกเจ็บปวดหัวใจอย่างแสนสาหัสเหมือนกัน
แต่ทัวเหลยที่กลายเป็นซากศพไปแล้วมีหรือที่จะยอมออมมือให้มันพุ่งเข้าใส่ผู่อาหมานพร้อมกับเขี้ยวเล็บอันแหลมคมของมันอย่างป่าเถื่อนโดยหมายจะเอาชีวิตของอีกฝ่ายไปให้ได้
ตึงตึงตึง
ทั้งสองฝ่ายที่เคยเป็นมิตรสหายที่ดีที่สุดต่อกันนั้นตอนนี้กลับต้องกลายมาเป็นศัตรูที่ต้องฆ่าฟันกันเพื่อปลิดชีวิตของอีกฝ่ายให้ได้
ผู่อาหมานที่ได้รับการเสริมพลังจากชุดเกราะราชันเหล็กขาวมาแล้วทัวเหลยที่ถูกทำให้กลายเป็นซากศพจึงมีพละกำลังมหาศาลอย่างไร้ที่สิ้นสุดทั้งสองต่างก็เข้าโรมรันกันอย่างดุเดือดยากที่จะตัดสินกันได้
“หลินหยาง ช่วยข้าสังหารไอ้ปีศาจตัวนั้นที!”
ผู่อาหมานทำได้แค่หาจังหวะส่งเสียงตะโกนออกไปแต่หลินหยางนั้นได้เดินตรงเข้าไปหาศพพิสดารที่นั่งอยู่บนแท่นหินขนาดใหญ่นั่นอยู่ก่อนแล้ว
ดวงตาเพียงดวงเดียวของมันได้จ้องเขม็งมาทางหลินหยางอย่างเย็นชา
หลินหยางเองก็เหมือนจะสามารถมองเห็นสถานที่แห่งหนึ่งที่อยู่ห่างไกลออกไปได้จากในดวงตาอันน่าหวาดกลัวนั่นมีใครบางคนกำลังควบคุมศพพิสดารตัวนี้อยู่
มหันตภัยซากศพแห่งความตายนี้มันเป็นเพียงแค่บทเริ่มต้นของแผนการชั่วร้ายครั้งใหญ่เท่านั้น
คึคึคึ
ศพพิสดารนั่นไม่พูดอะไรออกมาแต่มันส่งเสียงหัวเราะแปลกประหลาดที่ชวนให้รู้สึกขนลุกออกมาแทน
โพะ โพะ โพะ
มันดึงหลอดเลือดที่เสียบอยู่บนหัวของซากศพตัวอื่นๆ อีกสิบกว่าตัวออกมา
ปีศาจสุดแกร่งระดับอวิ้นหลิงขั้นกลางจำนวนสิบกว่าตัวก็ค่อยๆ ยันตัวลุกขึ้นมา
บนใบหน้าของศพพิสดารพลันปรากฏรอยยิ้มอันเย็นชาออกมาจากนั้นมันก็สะบัดมือข้างหนึ่งออกมา ซากศพสิบกว่าตัวนั่นก็ส่งเสียงคำรามแล้วพุ่งเข้าใส่หลินหยางทันที
พวกคนเหล่านี้เคยเป็นถึงยอดฝีมือระดับอวิ้นหลิงมาก่อนพอกลายเป็นซากศพแล้วก็ล้วนมีพลังที่ใกล้เคียงกับระดับอวิ้นหลิงขั้นท้ายกันทุกตัวพละกำลังมหาศาลราวกับจะสามารถแหวกภูเขาได้ก็ไม่ปาน
แต่น่าเสียดายที่คู่ต่อสู้ของพวกมันคือหลินหยางพลังแค่นั้นมันไม่มีค่าอะไรเลยในสายตาเขา
ฝ่ามืออัสนีประกายม่วง!
เพลิงอัสนีม่วงอันทรงพลังได้แสดงอานุภาพอันแข็งกล้าของมันออกมาอีกครั้งเพียงเสี้ยวพริบตาเดียวเหล่าซากศพระดับอวิ้นหลิงก็ถูกเผาไหม้จนกลายเป็นซากทันที
แต่ใครจะคิดว่าซากศพพวกนั้นจะเป็นแค่การตบตาของศพพิสดารตัวนั้นในขณะที่หลินหยางกำลังใช้ออกด้วยกระบวนท่าอยู่นั้น ไอ้ตัวประหลาดนั่นก็เริ่มขยับแขนขวาขนาดมหึมาอันน่าหวาดกลัวนั่นของมันทันทีมันชกหมัดออกมาเป็นหมัดวายุสีเลือดสายหนึ่งที่มีความเร็วสูงมาก
ตูม!
หมัดนั่นถูกชกออกจากตัวของศพพิสดารนั่นจากนั้นพลังหมัดนั่นมันก็บดขยี้ทุกสิ่ง ซากศพทุกตัวที่ขวางทางมันอยู่ซึ่งมันก็ค่อยๆ เข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ จนกลายมาเป็นลมพายุสีเลือดสายหนึ่งมันพุ่งทะลวงมาตรงบริเวณหน้าอกของหลินหยาง
นั่นมัน...ความสามารถของระดับโพ่ไห่!!
ผู่อาหมานที่อยู่ด้านข้างตื่นตระหนกขึ้นมาทันทีพร้อมกับที่มีเหงื่อเย็นๆหลั่งไหลออกมา
การที่สามารถเปลี่ยนแปลงพลังฟ้าดินเป็นกระบวนท่าปล่อยพลังออกมานอกร่างกายเพื่อใช้โจมตีศัตรูจากระยะไกลได้มันเป็นความสามารถที่มีเฉพาะในระดับโพ่ไห่เท่านั้นถึงจะใช้ได้
มิน่าเล่า ทำไมทัวเหลยที่เป็นยอดฝีมือระดับอวิ้นหลิงขั้นสูงสุดถึงได้พ่ายแพ้จนเสียชีวิตได้.....
ศพพิสดารอันน่าหวาดกลัวนั่นที่แท้มันเป็นยอดฝีมืระดับโพ่ไห่นี่เอง!
ผู่อาหมานรู้สึกได้ถึงความสิ้นหวังอันเย็นยะเยือกทันที
เขาย่อมต้องรู้อยู่แล้วว่าระยะห่างระหว่างระดับอวิ้นหลิงขั้นสูงสุดและระดับโพ่ไห่นั้นมันห่างกันมากขนาดไหน
ยอดฝีมือระดับโพ่ไห่นั้นจุดชี่ไห่ในร่างกายล้วนถูกทะลวงจนแตกไปแล้วและได้แปรเปลี่ยนทุกส่วนในร่างกายเป็นแหล่งกักเก็บพลังฟ้าดินแทนดังนั้นไม่ว่าจะเป็นเรื่องจำนวนพลังฟ้าดินที่กักเก็บไว้ได้และการปลดปล่อยพลังออกมานั้น ก็ล้วนทรงพลังเหนือกว่าระดับอวิ้นหลิงทั่วไปหลายเท่าตัว
ระดับอวิ้นหลิงนั้นไม่มีทางสามารถต่อกรด้วยได้เลย
ต่อให้หลินหยางจะมีพรสวรรค์มากขนาดไหนถ้าต้องเผชิญกับสัตว์ประหลาดระดับโพ้ไห่ละก็ เกรงว่าคงทำได้แค่ถอยหนีเท่านั้น
และที่เป็นปัญหายิ่งกว่านั้นคือ บนตัวของปีศาจนั่นเต็มเปี่ยมไปด้วยพิษซากศพอยู่ทั่วทั้งร่างหากหลินหยางโดนมันสะกิดจนเกิดแผลขึ้นแม้แต่นิดเดียวก็จะถูกพิษเปลี่ยนให้กลายเป็นซากศพอันเน่าเฟะด้วยทันทีส่วนพลังป้องกันของเกราะราชันเงินขาวนี่เกรงว่าคงจะพึ่งอะไรไม่ได้เมื่อต้องเผชิญกับยอดฝีมือระดับโพ่ไห่
“หลินหยาง หนีเร็ว!!”
เขารีบตะโกนเรียกอย่างเกี้ยวกราด แต่ดูท่าทางจะสายไปเสียแล้ว
คลื่นพลังหมัดของศพพิสดารนั่นเร็วเกินกว่าขีดจำกัดของระดับอวิ้นหลิงไปไกลมากเร็วกว่าเสียงพูดของผู่อาหมานเสียอีก หลินหยางถูกซัดกระเด็นออกไปทันที
“ไม่!!”
ผู่อาหมานตะโกนขึ้นอย่างเกรี้ยวกราด หวดฟาดทัวเหลยให้กระเด็นออกไปทันทีเพื่อจะไปดูสภาพของหลินหยาง
แต่วินาทีต่อมา เขาก็อึ้งไป
“อ้าว? เจ้านั่นไม่เป็นอะไรเลย!!”
ในมือของหลินหยางตอนนี้กำลังถือโล่เล่มหนึ่งเอาไว้ซึ่งมันสามารถช่วยปกป้องเขาจากการโจมตีถึงชีวิตเมื่อครู่นี้เอาไว้ได้ราวกับกำแพงแห่งสวรรค์
โล่มหาตะวัน!
ยุทธภัณฑ์ระดับวิถีราชันขั้นสูงที่ได้รับการเสริมแกร่งมาอย่างดีตอนนี้มันกำลังเปล่งประกายแสงของเพลิงอัสนีม่วงออกมาอย่างโชติช่วงดูทรงพลังน่าเกรงขามถึงขีดสุด
โล่สุดแข็งแกร่งที่แต่เดิมก็มีความแข็งแรงทนทานเป็นเลิศอยู่แล้วเมื่อได้รับการกระตุ้นพลังจากพลังแพลิงอัสนีม่วงด้วยแล้วทำให้มันมีความสามารถพิเศษในการกำจัดสิ่งชั่วร้ายได้ตามธรรมชาติพลังหมัดโลหิตของศพพิสดารนั่นย่อมไม่สามารถทำอะไรได้อยู่แล้ว
ไม่เพียงแค่นั้น ประกายแสงเพลิงอัสนีที่เปล่งออกมาจากตัวโล่นั้นถึงกับทำให้ศพพิสดารนั่นสัมผัสได้ถึงภัยคุกคามของมันมันจึงอ้าปากที่ดูผิดธรรมชาติและน่าขยะแขยงสุดขีดออกมาแล้วจึงปล่อยควันพิษอันเข้มข้นออกมาใส่หลินหยาง
“โล่ตะวัน ป้องกัน!”
หลินหยางพึมพำขึ้นเบาๆโล่มหาตะวันพลันสร้างกำแพงเพลิงอัสนีขนาดยักษ์เส้นหนึ่งขึ้นมาซึ่งมันสามารถป้องกันหมอกพิษนั้นได้อย่างง่ายดาย
หลินหยางที่ยืนอยู่หลังกำแพงเพลิงอัสนีแล้วก็มองไปที่ศพพิสดารอย่างเย็นชาแต่ก็เหมือนกับเขาได้มองข้ามมิติและห้วงเวลาไปจนราวกับว่าสามารถมองเห็นเงาร่างที่ดูชั่วร้ายซึ่งเป็นผู้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ทั้งหมด
“ไม่ว่าเจ้าจะเป็นใคร หรือมากจากที่ไหน...แต่ด้วยสิ่งที่เจ้าทำไว้มันโหดเหี้ยมผิดมนุษย์เกินไปข้าหลินหยางจึงขอประกาศตรงนี้ว่า ข้าจะต้องฆ่าเจ้าด้วยมือของตัวเองให้ได้!”
คำพูดอันเรียบง่าย แต่ทุกคำล้วนคมกริบดุจมีดดาบราวกับว่ามันได้ทิ่มแทงทะลุร่างกายของศพพิสดารนั่นไปหาจิตใจผู้ที่ควบคุมมันจากแดนไกล
โฮก!!
ศพพิสดารนั่นถูกคำพูดของหลินหยางกรีดแทงจนระเบิดออกมาเป็นประกายแสงโลหิตอันน่าหวาดกลัวที่สูงร้อยเมตรพอดี
มันมองมาทางหลินหยางตรงๆจากนั้นกรงเล็บขนาดมหึมาที่น่าหวาดกลัวราวกับสามารถฉีกกระชากได้ทุกสิ่งก็ถูกกางออกมาแต่หลินหยางกลับชิงประกาศตัดสินชะตาชีวิตของศพพิสดารนี้ออกมาก่อนแล้ว
“โล่ตะวัน ระเบิด!!”
พลังงานจากผลึกไฟหลีหั่วที่หลินหยางเก็บเอาไว้ถูกดูดมารวมอยู่ในโล่มหาตะวันนี้ไปอีกแถบพลังงานจากต้นหลีหั่วอันไร้ก้นบึ้งล้วนมารวมตัวอยู่ที่อุปกรณ์รูปดวงอาทิตย์ที่ติดอยู่บนโล่อันนี้แล้ว