ราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 6 บทที่ 152 โล่มหาตะวัน

            พี่น้องของเขา อีกหนึ่งยอดฝีมืออันดับต้นๆ ของราชอาณาจักรเหมิงจี๋เลี่ย ยอดนักรบผู้มีนามว่าทัวเหลย บัดนี้เขากำลังคุกเข่าลงบนพื้นอย่างเสียเกียรติราวกับหมาตัวหนึ่งอยู่ในม่านพลังป้องกันนั้น

            ทัวเหลยในตอนนี้ได้ถูกทำให้กลายเป็นซากศพไปอย่างไร้ปรานี กล้ามเนื้อบนตัวนั้นเน่าจนหลุดลุ่ยออกมาเกือบครึ่งจนเผยให้เห็นกระดูกขาวๆข้างใน แต่ว่าบรรยากาศอันแสนน่าหวาดกลัวที่ปล่อยออกมาจากตัวเขานั้นดูน่ากลัวกว่าเมื่อก่อนหลายเท่านัก

            ไม่ใช่แค่ทัวเหลยเท่านั้นยังมีเหล่ายอดฝีมือระดับอวิ้นหลิงขั้นต้นที่ราชอาณาจักรเหมิงจี๋เลี่ยส่งมาเมื่อก่อนหน้านี้ด้วยซึ่งส่วนใหญ่นั้นล้วนกำลังคุกเข่าอยู่ด้านในม่านพลังป้องกันเหมือนกันราวกับสัตว์ป่าที่กำลังคุกเขาคำนับกราบไหว้ให้กับผู้เป็นราชาของมัน

            ใช่แล้ว

            ด้านหน้าของอดีตยอดฝีมือเหล่านี้มีแท่นหินตั้งอยู่แท่นหนึ่งบนนั้นมีเงาร่างของคนผู้หนึ่งกำลังนั่งอยู่ด้วยท่าทางองอาจและโอหังสุดขีด

            มันเองก็เป็นซากศพร่างหนึ่งเหมือนกันเพียงแต่ว่าดูน่าเกรงขามและน่าหวาดผวากว่าซากศพตัวอื่นๆ ที่เคยเจอมาทั้งหมดหลายเท่าตัว

            ทั้งตัวของมันไม่มีผิวหนังปกคลุมเลยสักส่วนเดียวเผยให้เห็นกล้ามเนื้อและเส้นเลือดแบบสดๆทั้งอย่างนั้นเลย

            บนใบหน้าของมันเองก็ไม่มีอวัยวะรับสัมผัสใดๆ หลงเหลืออยู่อีกแล้วใบหน้าของมันดูเหมือนเอาชิ้นส่วนใบหน้าของหลายๆ คนมาเย็บรวมจนกลายแผ่นเดียวกันก็เท่านั้นบนนั้นมีเพียงลูกตาที่บิดเบี้ยวติดอยู่ดวงเดียวเท่านั้นซึ่งมันกำลังจ้องมองไปที่ด้านหน้าอย่างเย็นชาไร้ความรู้สึก

            ที่น่ากลัวที่สุดของมันก็คือส่วนแขนขวาซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าคนปกติถึงสามเท่ากล้ามเนื้อของมันถูกขยายตัวขึ้นจนแทบจะระเบิดออกมาแล้วบนแขนนั้นเองก็มีลูกตาขนาดใหญ่อีกดวงหนึ่งติดอยู่แววตาอันว่างเปล่านั่นดูน่าอนาถถึงขีดสุด

            ซึ่งรอบๆ ดวงตาดวงนั้นมีสายท่อสีแดงของอะไรบางอย่างที่ดูคล้ายลำไส้ยื่นออกมาหลายสายซึ่งสายเหล่านั้นเจาะเข้าไปในส่วนหัวของพวกทัวเหลย ซึ่งมันกำลังดูดกินสมองและเลือดของพวกเขาเหล่านั้นอย่างบ้าคลั่ง

            ท่อสีแดงเหล่านั้นมีการหดตัวและพองตัวเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องจากนั้นพวกของทัวเหลยก็ถูกดูดเอาของเหลวไปจนหมดเกลี้ยงภาพที่เกิดขึ้นตรงหน้านั้นมันโหดร้ายมากพอที่จะทำให้มนุษย์ทั่วไปต้องรู้สึกโกรธเกลียดจนแทบคลั่งได้

            “ไอ้ ไอ้ชาติชั่ว!!” ทุกส่วนของร่างกายของผู่อาหมานตอนนี้กำลังถูกเปลวเพลิงแห่งความพิโรธลุกไหม้อย่างรุนแรงจนแทบจะกลายเป็นฝุ่น

            “ข้าจะฆ่าเจ้า ข้าจะต้องฆ่าเจ้าให้ได้!!!”

            ทัวเหลยคือพี่น้องที่ดีที่สุดของผู่อาหมานแล้วหมาป่าโลหิตผู้นี้มีหรือจะทนมองเฉยๆ ต่อไปได้ ในเมื่อสหายรักของตัวเองที่หลังจากตายไปแล้วยังต้องกลายเป็นอาหารให้ผู้อื่นอีกแบบนี้

            เขาในตอนนี้ได้กลายเป็นหมาป่าคลั่งไปแล้วอย่างสมบูรณ์เขากระโดดขึ้นฟ้าสูงด้วยความเร็วจนมองเห็นเป็นประกายสายฟ้าสีเงินสายหนึ่งจากนั้นก็พุ่งทะยานเข้าไปใส่สัตว์ประหลาดอันน่าหวาดกลัวตัวนั้นที่กำลังนั่งอยู่บนแท่นหินสูงๆนั่น

            ศพพิสดารตัวนั้นมองมาที่ผู่อาหมานด้วยสายตาเย็นชาจากนั้นสายท่อที่เสียบอยู่บนหัวสมองของพวกทัวเหลยก็ถูกดึงกลับมาทันที

            “โฮก!!”

            ทัวเหลยที่กลายเป็นซากศพไปแล้วพลันส่งเสียงร้องประหลาดออกมาดวงตาคู่หนึ่งของมันที่เต็มไปด้วยเลือดพลันลืมตาขึ้น รอบๆ ตัวพวกมันมีแต่ประกายแสงสีแดงอันแสนอำมหิตส่องประกายออกมาไม่เหลือความรู้สึกของมนุษย์อยู่เลยแม้แต่น้อย

            “ตาย!!”

            ทัวเหลยที่กลายเป็นศพไปแล้วกลับยังสามารถพูดได้มันที่เผชิญหน้ากับผู่อาหมานที่กำลังพุ่งเข้ามา มันกลับกระโดดพุ่งสวนกลับไปอย่างไม่ลังเลพลังอันน่าหวาดกลัวของมันได้ทำให้บนพื้นเกิดเป็นรอยเท้าโลหิตสองรอยที่จมลึกลงไปบนพื้นร่างกายของมันพุ่งทะยานออกไปราวกับลูกปืนใหญ่ก็ไม่ปาน

            ตูม

            บนฟ้านั้นพลันเกิดเสียงกระแทกดังขึ้น

            ทัวเหลยที่กลายเป็นซากศพไปแล้วนั้นมีความเร็วที่สูงมากจนน่ากลัวพละกำลังเพิ่มมากขึ้นกว่าแต่ก่อนหลายเท่า สามารถใช้ฝ่ามือเปล่าๆ ของตัวเองเข้าต้านรับการโจมตีของกระบองดาวอำมหิตถึงแม้ว่าตัวมันจะต้องทรุดลงไปคุกเข่าอยู่บนพื้นก็ตามแต่ก็ดูท่าทางจะไม่ได้รับบาดเจ็บอะไรมากนัก

            “ทัวเหลยอันต๋า(สหายทัวเหลย)... ว้าก! เจ็บใจนัก!!”

            ผู่อาหมานที่กลับลงมาถึงพื้นแล้วก็ตะโกนแหกปากจนคอแทบฉีก

            เมื่อต้องลงมือสังหารผู้ที่เคยเป็นพี่น้องที่ดีที่สุดของเขาต่อให้หมาป่าโลหิตผู้เลือดเย็นคนนั้นจะเป็นคนอำมหิตสักแค่ไหนก็ย่อมต้องรู้สึกเจ็บปวดหัวใจอย่างแสนสาหัสเหมือนกัน

            แต่ทัวเหลยที่กลายเป็นซากศพไปแล้วมีหรือที่จะยอมออมมือให้มันพุ่งเข้าใส่ผู่อาหมานพร้อมกับเขี้ยวเล็บอันแหลมคมของมันอย่างป่าเถื่อนโดยหมายจะเอาชีวิตของอีกฝ่ายไปให้ได้

            ตึงตึงตึง

            ทั้งสองฝ่ายที่เคยเป็นมิตรสหายที่ดีที่สุดต่อกันนั้นตอนนี้กลับต้องกลายมาเป็นศัตรูที่ต้องฆ่าฟันกันเพื่อปลิดชีวิตของอีกฝ่ายให้ได้

            ผู่อาหมานที่ได้รับการเสริมพลังจากชุดเกราะราชันเหล็กขาวมาแล้วทัวเหลยที่ถูกทำให้กลายเป็นซากศพจึงมีพละกำลังมหาศาลอย่างไร้ที่สิ้นสุดทั้งสองต่างก็เข้าโรมรันกันอย่างดุเดือดยากที่จะตัดสินกันได้

            “หลินหยาง ช่วยข้าสังหารไอ้ปีศาจตัวนั้นที!”

            ผู่อาหมานทำได้แค่หาจังหวะส่งเสียงตะโกนออกไปแต่หลินหยางนั้นได้เดินตรงเข้าไปหาศพพิสดารที่นั่งอยู่บนแท่นหินขนาดใหญ่นั่นอยู่ก่อนแล้ว

            ดวงตาเพียงดวงเดียวของมันได้จ้องเขม็งมาทางหลินหยางอย่างเย็นชา

            หลินหยางเองก็เหมือนจะสามารถมองเห็นสถานที่แห่งหนึ่งที่อยู่ห่างไกลออกไปได้จากในดวงตาอันน่าหวาดกลัวนั่นมีใครบางคนกำลังควบคุมศพพิสดารตัวนี้อยู่

            มหันตภัยซากศพแห่งความตายนี้มันเป็นเพียงแค่บทเริ่มต้นของแผนการชั่วร้ายครั้งใหญ่เท่านั้น

            คึคึคึ

            ศพพิสดารนั่นไม่พูดอะไรออกมาแต่มันส่งเสียงหัวเราะแปลกประหลาดที่ชวนให้รู้สึกขนลุกออกมาแทน

            โพะ โพะ โพะ

            มันดึงหลอดเลือดที่เสียบอยู่บนหัวของซากศพตัวอื่นๆ อีกสิบกว่าตัวออกมา

            ปีศาจสุดแกร่งระดับอวิ้นหลิงขั้นกลางจำนวนสิบกว่าตัวก็ค่อยๆ ยันตัวลุกขึ้นมา

            บนใบหน้าของศพพิสดารพลันปรากฏรอยยิ้มอันเย็นชาออกมาจากนั้นมันก็สะบัดมือข้างหนึ่งออกมา ซากศพสิบกว่าตัวนั่นก็ส่งเสียงคำรามแล้วพุ่งเข้าใส่หลินหยางทันที

            พวกคนเหล่านี้เคยเป็นถึงยอดฝีมือระดับอวิ้นหลิงมาก่อนพอกลายเป็นซากศพแล้วก็ล้วนมีพลังที่ใกล้เคียงกับระดับอวิ้นหลิงขั้นท้ายกันทุกตัวพละกำลังมหาศาลราวกับจะสามารถแหวกภูเขาได้ก็ไม่ปาน

            แต่น่าเสียดายที่คู่ต่อสู้ของพวกมันคือหลินหยางพลังแค่นั้นมันไม่มีค่าอะไรเลยในสายตาเขา

            ฝ่ามืออัสนีประกายม่วง!

            เพลิงอัสนีม่วงอันทรงพลังได้แสดงอานุภาพอันแข็งกล้าของมันออกมาอีกครั้งเพียงเสี้ยวพริบตาเดียวเหล่าซากศพระดับอวิ้นหลิงก็ถูกเผาไหม้จนกลายเป็นซากทันที

            แต่ใครจะคิดว่าซากศพพวกนั้นจะเป็นแค่การตบตาของศพพิสดารตัวนั้นในขณะที่หลินหยางกำลังใช้ออกด้วยกระบวนท่าอยู่นั้น ไอ้ตัวประหลาดนั่นก็เริ่มขยับแขนขวาขนาดมหึมาอันน่าหวาดกลัวนั่นของมันทันทีมันชกหมัดออกมาเป็นหมัดวายุสีเลือดสายหนึ่งที่มีความเร็วสูงมาก

            ตูม!

            หมัดนั่นถูกชกออกจากตัวของศพพิสดารนั่นจากนั้นพลังหมัดนั่นมันก็บดขยี้ทุกสิ่ง ซากศพทุกตัวที่ขวางทางมันอยู่ซึ่งมันก็ค่อยๆ เข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ จนกลายมาเป็นลมพายุสีเลือดสายหนึ่งมันพุ่งทะลวงมาตรงบริเวณหน้าอกของหลินหยาง

            นั่นมัน...ความสามารถของระดับโพ่ไห่!!

            ผู่อาหมานที่อยู่ด้านข้างตื่นตระหนกขึ้นมาทันทีพร้อมกับที่มีเหงื่อเย็นๆหลั่งไหลออกมา

            การที่สามารถเปลี่ยนแปลงพลังฟ้าดินเป็นกระบวนท่าปล่อยพลังออกมานอกร่างกายเพื่อใช้โจมตีศัตรูจากระยะไกลได้มันเป็นความสามารถที่มีเฉพาะในระดับโพ่ไห่เท่านั้นถึงจะใช้ได้

            มิน่าเล่า ทำไมทัวเหลยที่เป็นยอดฝีมือระดับอวิ้นหลิงขั้นสูงสุดถึงได้พ่ายแพ้จนเสียชีวิตได้.....

            ศพพิสดารอันน่าหวาดกลัวนั่นที่แท้มันเป็นยอดฝีมืระดับโพ่ไห่นี่เอง!

            ผู่อาหมานรู้สึกได้ถึงความสิ้นหวังอันเย็นยะเยือกทันที

            เขาย่อมต้องรู้อยู่แล้วว่าระยะห่างระหว่างระดับอวิ้นหลิงขั้นสูงสุดและระดับโพ่ไห่นั้นมันห่างกันมากขนาดไหน

            ยอดฝีมือระดับโพ่ไห่นั้นจุดชี่ไห่ในร่างกายล้วนถูกทะลวงจนแตกไปแล้วและได้แปรเปลี่ยนทุกส่วนในร่างกายเป็นแหล่งกักเก็บพลังฟ้าดินแทนดังนั้นไม่ว่าจะเป็นเรื่องจำนวนพลังฟ้าดินที่กักเก็บไว้ได้และการปลดปล่อยพลังออกมานั้น ก็ล้วนทรงพลังเหนือกว่าระดับอวิ้นหลิงทั่วไปหลายเท่าตัว

            ระดับอวิ้นหลิงนั้นไม่มีทางสามารถต่อกรด้วยได้เลย

            ต่อให้หลินหยางจะมีพรสวรรค์มากขนาดไหนถ้าต้องเผชิญกับสัตว์ประหลาดระดับโพ้ไห่ละก็ เกรงว่าคงทำได้แค่ถอยหนีเท่านั้น

            และที่เป็นปัญหายิ่งกว่านั้นคือ บนตัวของปีศาจนั่นเต็มเปี่ยมไปด้วยพิษซากศพอยู่ทั่วทั้งร่างหากหลินหยางโดนมันสะกิดจนเกิดแผลขึ้นแม้แต่นิดเดียวก็จะถูกพิษเปลี่ยนให้กลายเป็นซากศพอันเน่าเฟะด้วยทันทีส่วนพลังป้องกันของเกราะราชันเงินขาวนี่เกรงว่าคงจะพึ่งอะไรไม่ได้เมื่อต้องเผชิญกับยอดฝีมือระดับโพ่ไห่

            “หลินหยาง หนีเร็ว!!”

            เขารีบตะโกนเรียกอย่างเกี้ยวกราด แต่ดูท่าทางจะสายไปเสียแล้ว

            คลื่นพลังหมัดของศพพิสดารนั่นเร็วเกินกว่าขีดจำกัดของระดับอวิ้นหลิงไปไกลมากเร็วกว่าเสียงพูดของผู่อาหมานเสียอีก หลินหยางถูกซัดกระเด็นออกไปทันที

            “ไม่!!”

            ผู่อาหมานตะโกนขึ้นอย่างเกรี้ยวกราด หวดฟาดทัวเหลยให้กระเด็นออกไปทันทีเพื่อจะไปดูสภาพของหลินหยาง

            แต่วินาทีต่อมา เขาก็อึ้งไป

            “อ้าว? เจ้านั่นไม่เป็นอะไรเลย!!”

            ในมือของหลินหยางตอนนี้กำลังถือโล่เล่มหนึ่งเอาไว้ซึ่งมันสามารถช่วยปกป้องเขาจากการโจมตีถึงชีวิตเมื่อครู่นี้เอาไว้ได้ราวกับกำแพงแห่งสวรรค์

            โล่มหาตะวัน!

            ยุทธภัณฑ์ระดับวิถีราชันขั้นสูงที่ได้รับการเสริมแกร่งมาอย่างดีตอนนี้มันกำลังเปล่งประกายแสงของเพลิงอัสนีม่วงออกมาอย่างโชติช่วงดูทรงพลังน่าเกรงขามถึงขีดสุด

            โล่สุดแข็งแกร่งที่แต่เดิมก็มีความแข็งแรงทนทานเป็นเลิศอยู่แล้วเมื่อได้รับการกระตุ้นพลังจากพลังแพลิงอัสนีม่วงด้วยแล้วทำให้มันมีความสามารถพิเศษในการกำจัดสิ่งชั่วร้ายได้ตามธรรมชาติพลังหมัดโลหิตของศพพิสดารนั่นย่อมไม่สามารถทำอะไรได้อยู่แล้ว

            ไม่เพียงแค่นั้น ประกายแสงเพลิงอัสนีที่เปล่งออกมาจากตัวโล่นั้นถึงกับทำให้ศพพิสดารนั่นสัมผัสได้ถึงภัยคุกคามของมันมันจึงอ้าปากที่ดูผิดธรรมชาติและน่าขยะแขยงสุดขีดออกมาแล้วจึงปล่อยควันพิษอันเข้มข้นออกมาใส่หลินหยาง

            “โล่ตะวัน ป้องกัน!”

            หลินหยางพึมพำขึ้นเบาๆโล่มหาตะวันพลันสร้างกำแพงเพลิงอัสนีขนาดยักษ์เส้นหนึ่งขึ้นมาซึ่งมันสามารถป้องกันหมอกพิษนั้นได้อย่างง่ายดาย

            หลินหยางที่ยืนอยู่หลังกำแพงเพลิงอัสนีแล้วก็มองไปที่ศพพิสดารอย่างเย็นชาแต่ก็เหมือนกับเขาได้มองข้ามมิติและห้วงเวลาไปจนราวกับว่าสามารถมองเห็นเงาร่างที่ดูชั่วร้ายซึ่งเป็นผู้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ทั้งหมด

            “ไม่ว่าเจ้าจะเป็นใคร หรือมากจากที่ไหน...แต่ด้วยสิ่งที่เจ้าทำไว้มันโหดเหี้ยมผิดมนุษย์เกินไปข้าหลินหยางจึงขอประกาศตรงนี้ว่า ข้าจะต้องฆ่าเจ้าด้วยมือของตัวเองให้ได้!”

            คำพูดอันเรียบง่าย แต่ทุกคำล้วนคมกริบดุจมีดดาบราวกับว่ามันได้ทิ่มแทงทะลุร่างกายของศพพิสดารนั่นไปหาจิตใจผู้ที่ควบคุมมันจากแดนไกล

            โฮก!!

            ศพพิสดารนั่นถูกคำพูดของหลินหยางกรีดแทงจนระเบิดออกมาเป็นประกายแสงโลหิตอันน่าหวาดกลัวที่สูงร้อยเมตรพอดี

            มันมองมาทางหลินหยางตรงๆจากนั้นกรงเล็บขนาดมหึมาที่น่าหวาดกลัวราวกับสามารถฉีกกระชากได้ทุกสิ่งก็ถูกกางออกมาแต่หลินหยางกลับชิงประกาศตัดสินชะตาชีวิตของศพพิสดารนี้ออกมาก่อนแล้ว

            “โล่ตะวัน ระเบิด!!”

            พลังงานจากผลึกไฟหลีหั่วที่หลินหยางเก็บเอาไว้ถูกดูดมารวมอยู่ในโล่มหาตะวันนี้ไปอีกแถบพลังงานจากต้นหลีหั่วอันไร้ก้นบึ้งล้วนมารวมตัวอยู่ที่อุปกรณ์รูปดวงอาทิตย์ที่ติดอยู่บนโล่อันนี้แล้ว