สำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว]

เล่มที่ 6 ตอนที่ 158 หายตัว

        อันเจิงให้จงจิ่วเกอออกไปต้อนรับจากนั้นตัวเองก็เดินเล่นรออยู่ในห้อง ร้านนี้มีขนาดใหญ่มากที่ดินในเมืองฟางกู้มีราคาแพง สามารถซื้อที่ดินแล้วสร้างร้านค้าที่ใหญ่โตเช่นนี้ได้ไม่ได้แสดงให้เห็นว่าจงจิ่วเกอมีความสามารถแต่เป็นอันเจิงที่ให้เงินก้อนโตและเพียงพอต่างหาก

 

        ความจริงแล้วเดิมทีการตกแต่งภายในบ้านนี้ก็ดูไม่เลว เพียงแค่เปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้นก็ใช้ได้

 

       จงจิ่วเกอและหญิงสาวผู้นั้นคุยกันอย่างสนุกสนาน ดูแล้วสนิทกันมากกว่าพี่น้องแท้ๆ เสียอีก ฉะนั้นอันเจิงจึงต้องยอมรับความสามารถในด้านนี้ของจงจิ่วเกอ

 

        หลังผ่านไปสิบกว่านาทีหญิงสาวคนนั้นก็นำชาดสีแดงที่จงจิ่วเกอมอบให้กลับไปอย่างพึงพอใจ ก่อนกลับยังหันมายิ้มให้จงจิ่วเกอด้วยแววตาที่แฝงไปด้วยเสน่ห์แพรวพราว

 

        จงจิ่วเกอเดินกลับเข้าไปในห้องหลังจากนั่งลงแล้วก็ถอนหายใจ “จะต่อกรกับหญิงเหล่านี้ วุ่นวายมากกว่าต่อกรกับเหล่ายอดฝีมือในเจียงหูเสียอีก”

 

        “เจ้าบอกว่าหญิงคนนี้เกี่ยวข้องกับหลี่ชางหลี่เกี่ยวข้องอย่างไร?” อันเจิงถาม

 

        จงจิ่วเกอยิ้มแล้วพูด “ให้เจ้าเดาเจ้าไม่มีทางเดาถูกแน่”

 

        “ผู้หญิงของหลี่ชางหลี่?”

 

        จงจิ่วเกอโอดครวญ “เจ้านายเจ้าทำแบบนี้ก็หมดสนุกสิ...ใช่แล้ว นางเป็นผู้หญิงของหลี่ชางหลี่ เจ้าคิดดูสิเป็นขันทีแต่กลับเลี้ยงผู้หญิงอยู่นอกวัง ข้าก็เพิ่งรู้เหมือนกันจึงไม่ทันได้รายงานกับเจ้าก่อนหน้านี้นางหมั้นหมายอยู่กับหลี่ชางหลี่ แต่ต่อมาครอบครัวหลี่ชางหลี่ล้มละลาย การหมั้นหมายจึงถูกยกเลิกไป”

 

        “ต่อมาหลี่ชางหลี่เข้าวังจนได้รับความเมตตาในใจก็ร้ายกาจมากขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อนึกขึ้นได้ว่าตอนนั้นทั้งสองหมั้นหมายกันเขาจึงทำให้หญิงคนนั้นแต่งงานไม่ได้เช่นเดียวกับเขา ใช้เงินมาจบปัญหาเหล่านี้และเลี้ยงนางเอาไว้เดิมทีนางก็ชื่นชอบคนร่ำรวยอยู่แล้ว แต่ถึงกระนั้น นางก็เกิดมางดงามไม่เบา...”

 

        อันเจิงยื่นผ้าเช็ดหน้าไปให้“เช็ดน้ำลายหน่อย”

 

        จงจิ่วเกอยิ้มเขินอาย“นางชื่อโจวเมิ้งเตี๋ย ที่บ้านก็พอมีฐานะอยู่บ้าง ตอนนี้นางกับสาวใช้ส่วนตัวอาศัยอยู่ในบ้านทางทิศตะวันออกของเมืองเป็นบ้านที่หลี่ชางหลี่ซื้อไว้ บิดาของโจวเมิ้งเตี๋ยก็ไม่รู้ว่าบุตรสาวเป็นอะไรไปและก็ไม่ได้สนใจแล้วด้วย”

 

        อันเจิงพยักหน้า “ดูเหมือนเจ้าจะสนใจหญิงคนนี้นะ”

 

        จงจิ่วเกอส่ายหน้า “เจ้านายอย่าพูดอย่างนี้เชียวนะ หลี่ชางหลี่ไม่มีไอ้ตรงนั้นแล้ว ส่วนผู้หญิงคนนี้ก็ดูจะสนใจผู้ชายที่มีของลับอยู่”

 

        อันเจิงกลั้นหัวเราะไว้ไม่อยู่“เจ้านี่มันปากคอเราะราย”

 

        “ไม่ใช่ข้าที่ปากคอเราะรายหลี่ชางหลี่ใช้เงินเลี้ยงนาง แต่นางใช้เงินนี้ไปเลี้ยงหนุ่มหน้าใสอีกคน”

 

        อันเจิงถอนหายใจพลางพูด“ด้วยอำนาจที่หลี่ชางหลี่มีในตอนนี้ก็ยังไม่ทำอะไรนางอีก หรืออาจเพราะเขาชอบนางเข้าแล้วจริงๆ”

 

        จงจิ่วเกอพยักหน้า “ฉะนั้นข้าถึงบอกว่าผู้หญิงคนนี้สำคัญหากจับนางมาละก็ ไม่แน่อาจใช้เป็นตัวล่อหลี่ชางหลี่ได้ใช้ตัวนางบังคับให้หลี่ชางหลี่ทำตาม คิดว่าคงไม่น่ายาก”

 

        อันเจิงมองจงจิ่วเกอแวบหนึ่ง“ไม่ว่าหลี่ชางหลี่จะทำชั่วมากเท่าไหร่ ไม่ว่าหญิงคนนี้จะเป็นหญิงประเภทไหนเราก็ไม่ควรใช้วิธีการลักพาตัวผู้หญิงคนหนึ่งเพื่อหาผลประโยชน์”

 

        จงจิ่วเกอถาม “เพราะอะไร?ผู้หญิงของหลี่ชางหลี่ก็ไม่ถือว่าเป็นผู้หญิงที่ดีนัก”

 

        อันเจิงส่ายหน้า “เราต้องมีเส้นตายที่ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่อาจไปแตะต้องได้หากเราทำครั้งหนึ่ง ต่อไปก็มักจะใช้วิธีการนี้มาจัดการเรื่องอื่น ๆ ด้วยเช่นกัน”

 

        จงจิ่วเกอตอบรับ “อย่างนั้นก็ทำได้เพียงค่อยๆ สืบแล้วล่ะ จริงด้วย...ได้ยินว่าเจ้าจะทำโรงเก็บสินค้า คิดว่าจะทำอย่างไร?”

 

        “เรื่องนี้ไม่ยากประเดี๋ยวข้าจะกลับไปบอกที่หน่วยทหารเดิมทีรถม้าขนส่งสินค้าไปทางแถบชายแดนก็ไม่เพียงพออยู่แล้ว อีกทั้งรถม้าของประชาชนที่นำไปใช้ส่งสินค้าก็ไม่เพียงพอข้าให้ชวีเฟิงจื่อมาเป็นคนดูแลเรื่องนี้เพื่อส่งของในหน่วยทหารไปแถบชายแดนโดยเฉพาะ แต่ชวีเฟิงจื่อทำงานไม่ละเอียดเรื่องนี้ยังต้องให้เจ้าคอยช่วยดูอยู่ห่าง ๆ”

 

        จงจิ่วเกอพยักหน้า “เรื่องนี้ไม่มีปัญหาขอเพียงของเข้ามาครบทั้งหมด เรื่องอื่นก็พูดง่าย”

 

        อันเจิงลุกขึ้น “เรื่องนี้ไม่ยาก ข้ารู้ว่าเชื่อใจเจ้าได้แต่มีเรื่องหนึ่งที่ข้าควรพูดให้ชัดเจนก่อน...เงินทั้งหมดที่ข้าบริจาคให้เจ้านำไปช่วยประชาชนแถบชายแดนเจ้าห้ามแตะต้องแม้แต่ตำลึงเดียว หากเจ้ากล้าแตะต้องข้าก็จะฆ่าเจ้าซะ เพราะนั่นเป็นเงินสำหรับช่วยชีวิตของประชาชน”

 

        “เจ้านาย ข้าก็มีเส้นตายเช่นกันเงินจากหญิงสาวเหล่านั้น หากไม่นำมาเป็นของเราก็เสียเปล่าส่วนเงินก้อนนี้ข้าไม่กล้าโลภ ต่อให้จะไม่กลัวตาย ข้าก็กลัวฝันร้าย”

 

        อันเจิงยิ้ม จากนั้นก็ตบบ่าของจงจิ่วเกอ“พี่น้องพูดกันตรง ๆ เรื่องนี้ก็มอบให้เจ้าแล้วกัน”

 

        จงจิ่วเกอส่งอันเจิงออกนอกร้านและมองแผ่นหลังอันเจิงที่เดินจากไปจงจิ่วเกอรู้สึกว่าจนถึงตอนนี้ เขาเองก็ยังไม่เข้าใจอันเจิงอย่างลึกซึ้งและก็ไม่เข้าใจว่าทำไมทุกครั้งที่เขาจ้องตาอันเจิง ราวกับแววตาคู่นั้นจะมองทะลุทุกเรื่องแล้วเขาก็ไม่มีทางเข้าใจตัวเองเหมือนกัน ฝึกวิชาในสำนักเชียนเหมินมาหลายปี แต่ทำไมตอนอยู่ต่อหน้าอันเจิงเขาถึงไม่กล้าพูดปดแม้แต่คำเดียว

 

        ในขณะที่อันเจิงกับจงจิ่วเกอคุยกันอยู่นั้นในสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์ เสี่ยวชีเต้าเก็บของที่ตัวเองต้องการ กระบอกน้ำและกระเป๋า ในกระเป๋ายังมีเงินและเสบียง จากนั้นก็เดินออกจากสำนักอย่างเบิกบาน

 

        แม่นางเยว่ยืนอยู่หน้าห้องมองบุตรชายในแววตาเต็มไปด้วยความกังวล

 

        “ระวังตัวด้วย” นางตะโกนขึ้น

 

        เสี่ยวชีเต้าไม่ได้หันกลับ เขาโบกมือ“วางใจเถอะ พี่อันเจิงบอกว่าข้าโตแล้วฉะนั้นต้องเปลี่ยนเป็นเข้มแข็งและเติบใหญ่ขึ้น พี่อันเจิงบอกว่าข้าต้องแข็งแกร่งดั่งขุนเขาพี่อันเจิงมีเรื่องต้องจัดการมากมาย ฉะนั้นข้าต้องพึ่งตัวเองให้ได้ ช่วงนี้ข้าต้องออกไปเดินเล่นทุกวันไม่เกิดเรื่องอะไรหรอก”

 

       เขาออกไปเดินทำความคุ้นเคยกับเมืองฟางกู้หลายวันแล้ว ฉะนั้นแม่นางเยว่จึงไม่ได้เป็นกังวลมากนักมองดูเงาบุตรชายที่ไร้เดียงสาเดินจากไปแล้วเดินกลับเข้ามาในห้องขณะที่กำลังเดินเข้ามา นางเงยหน้าขึ้นมองธงที่ปักอยู่บนประตูห้อง จากนั้นก็นึกถึงชายที่มีความสำคัญมากที่สุดสำหรับนางชายผู้ที่สั่งเสียกับนางก่อนตาย

 

        เขาเป็นคนมอบธงนี้ให้นางเป็นของที่เขาขอมาอย่างยากลำบาก เขารู้ว่าตัวเองต้องตายอย่างไม่มีข้อสงสัยหากตอนนั้นเขาเก็บธงนี้ไว้กับตัวเองละก็...เมื่อยืมดาบที่ผนึกอยู่ในธงนี้ การจะฆ่าฟันจนเมืองฟางกู้นองเลือดก็ไม่ใช่เรื่องยากแต่ในช่วงความเป็นความตายของตัวเอง เขาเลือกที่จะนำธงนี้ให้นาง

 

        “บุตรชายเรายิ่งโตขึ้นก็ยิ่งเหมือนเจ้า”

 

        แม่นางเยว่เงยหน้ามองธงแล้วพูดเสียงเบา“ข้าจะฟังคำสั่งเสียของเจ้า ไม่ให้เขาแก้แค้นแทนเจ้าและไม่ให้เขาเข้าร่วมการเมืองของแคว้นเยี่ยนเด็ดขาด รอข้าฟื้นฟูร่างกายเมื่อไหร่ ข้าก็จะลาอันเจิงแล้วพาเสี่ยวชีเต้าออกจากที่นี่ข้าจะพาเขาไปตามสถานที่เก่า ๆ ของเรา จะเล่าให้เขาฟังว่าบิดาเขาเคยทำอะไรบ้างแล้วจะบอกให้เขารู้ว่าบิดาตัวเองเป็นคนอย่างไร”

 

        ไกลออกไป กู่เชียนเยว่มองแม่นางเยว่ที่กำลังยืนพึมพำกับตัวเองจึงพูดขึ้นด้วยความปวดใจเล็กน้อย “ความสัมพันธ์เพียงช่วงหนึ่งจะส่งผลต่อผู้หญิงไปถึงเมื่อไหร่กัน?แค่เห็นแม่นางเยว่ก็รู้แล้ว ต่อให้จะผ่านไปนานขนาดไหนแต่นางกลับไม่เคยลืมชายคนนั้นเลย”

 

        ชวีหลิวซีพยักหน้า “ตอนนี้ข้าสงสัยจริง ๆว่ารัชทายาทองค์ก่อนของแคว้นเยี่ยนเป็นคนอย่างไร? เขาคงเป็นคนที่พิเศษมากๆ ไม่อย่างนั้น แม่นางเยว่คงไม่ยอมแต่งงานด้วย ทั้งยังไม่เคยลืมอีก”

 

        กู่เชียนเยว่ลากตัวชวีหลิวซี“พวกเราไปหาคำตอบกัน”

 

        ชวีหลิวซีถูกนางลากไป “ไปหาที่ไหน?”

 

        กู่เชียนเยว่แสดงสีหน้าเจ้าเล่ห์“เจ้าลืมใต้เท้าลีนั่นแล้วหรือ?”

 

        ตอนนี้ชวีหลิวซีถึงนึกขึ้นได้ผู้ดูแลฝ่ายต้อนรับของกรมพิธีการลีเหยียนเนียนอยู่ไม่ห่างสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์เท่าไหร่เด็กสาวทั้งสองควบคุมความอยากรู้ไม่ได้ แต่ก็ไม่ได้วิ่งพล่านออกไป พวกนางทั้งสองแกล้งเดินอ้อมไปมาเมื่อแน่ใจว่าไม่มีใครเดินตามมาจึงเข้าไปในบ้านหลังนั้นขณะนี้พืชผลของลีเหยียนเนียนได้ผลิดอกออกผลมากมาย เขาสวมหมวกฟางราวกับชาวนา และไม่ใช่ลีเหยียนเนียนผู้ดูแลฝ่ายต้อนรับของกรมพิธีการคนนั้นอีกต่อไปแล้ว

 

        เมื่อเห็นหญิงสาวทั้งสองมาเห็นได้ชัดว่าลีเหยียนเนียนดูแปลกใจไม่น้อย “เจ้าสำนักอันให้พวกเจ้ามา?มีเรื่องอะไรหรือไม่?”

 

        กู่เชียนเยว่พูด “ไม่ใช่ ๆพวกข้าเพียงแค่...ช่างเถอะ ข้าพูดตามตรงเลยละกันพวกข้าแค่สงสัยเรื่องรัชทายาทองค์ก่อนของแคว้นเยี่ยนเท่านั้นอยากรู้ว่าทำไมเขาถึงถูกไทเฮากำจัด”

 

        สีหน้าลีเหยียนเนียนเปลี่ยนไปทันที เขารีบโบกมือจากนั้นก็หันกลับเข้าไปในบ้านกู่เชียนเยว่และชวีหลิวซีรีบตามเข้าไปจึงเห็นว่าสีหน้าของลีเหยียนเนียนดูขาวซีดมาก

 

        “พวกเจ้าทั้งสองนี่นะ...ไม่รู้จักกลัวอันตรายจริงๆ หากคำพูดเมื่อครู่ถูกคนที่เดินผ่านไปผ่านมาได้ยินละก็ จะนำพาหายนะมาให้...แต่ถึงกระนั้นทำไมจู่ ๆ พวกเจ้าทั้งสองถึงสงสัยขึ้นมาล่ะ?”

 

        กู่เชียนเยว่ก็ไม่อยากอธิบายว่าเพราะอะไรจากนั้นก็พูดอย่างเบื่อหน่าย “เจ้าบอกพวกข้ามาเถอะ ไม่อย่างนั้นวันนี้ข้าจะไม่ยอมไปไหนแน่”

 

        ลีเหยียนเนียนถอนหายใจ และคงเป็นเพราะนานแล้วที่ไม่มีใครคุยกับเขาฉะนั้นก็ดูเหมือนเขาจะพูดอย่างมีความสุข เขาหยิบกาน้ำชาเข้ามาใกล้หลังจากนั่งลงแล้วก็พูดขึ้น “รัชทายาทมู่ฉางอัน...ทรงมีพระนิสัยเข้มแข็งและยุติธรรมมากหากไม่ใช่แบบนี้ก็คงไม่ขัดพระเนตรไทเฮา ราชาพระองค์ก่อนทรงให้ความสำคัญกับรัชทายาทมากตั้งแต่แรกก็ทรงจัดเตรียมทุกอย่างไว้ให้แล้ว จำได้ว่า...มีอยู่ปีหนึ่งที่แคว้นเยี่ยนฝนตกติดต่อกันครึ่งเดือนทำให้ชายแดนทางใต้น้ำท่วมบ้านเรือนและไร่นาของประชาชนจำนวนไม่น้อย ราชาองค์ก่อนทรงส่งขุนนางใหญ่สามท่านไปแก้ไขปัญหานี้สุดท้ายก็ไม่สามารถแก้ได้”

 

        “รัชทายาทเสด็จไปชายแดนทางใต้ด้วยพระองค์เองจึงทรงพบว่า...เงินของราชสำนักสำหรับช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยถูกคนของไทเฮานำไปจนหมดเมื่อขุนนางทั้งสามมาถึงแล้วไม่มีเงินก็ทำอะไรไม่ได้ รัชทายาททรงเป็นคนตรงไปตรงมาเพียงครู่เดียวก็ทรงฆ่าคนแถบชายแดนตายไปหนึ่งร้อยสามสิบคน ทุกคนต่างเป็นคนของไทเฮาทั้งนั้นจากนั้นก็นำพวกก้อนหิน ไม้ และสิ่งของต่าง ๆที่กำลังจะเตรียมส่งไปซ่อมแซมตำหนักจิงเซี่ยวเก็บไว้ใช้เองเพราะแถบชายแดนต้องการวัสดุในการสร้างเขื่อนกั้นน้ำ”

 

        “รัชทายาททรงอยู่แถบชายแดนเป็นเวลานานถึงหนึ่งร้อยสามสิบเจ็ดวันและฆ่าคนแทบทุกวัน เขื่อนที่ใช้เวลาหลายสิบปีแล้วยังสร้างไม่เสร็จ แต่พระองค์ทรงใช้เวลาเพียงหนึ่งร้อยสามสิบเจ็ดวันก็สร้างจนเสร็จสมบูรณ์คนของทางการในพื้นที่ไม่สามารถสร้างเขื่อนได้เสร็จจริงหรือ?แน่นอนว่าไม่ใช่ พวกเขาใช้ข้ออ้างในการสร้างเขื่อนมาเบิกเงินจากราชสำนักเป็นประจำสรุปแล้วไม่เพียงแค่ไทเฮาที่ไม่โปรดรัชทายาท แต่ผู้มีอำนาจในพื้นที่ต่างก็ไม่ชื่นชอบรัชทายาทด้วยเช่นกัน”

 

        ลีเหยียนเนียนถอนหายใจยาว“ก็เพราะว่าอย่างนี้ ไทเฮาจึงทรงรู้ได้ทันทีว่า หากต่อไปรัชทายาทรับตำแหน่ง ตัวพระนางเองต้องไม่มีชีวิตที่สงบสุขแน่”

 

        กู่เชียนเยว่กำหมัดแน่น “ผู้หญิงคนนี้สมควรตายนัก!”

 

        ลีเหยียนเนียนส่ายหน้า “สมควรตาย?มีใครไม่รู้ว่าพระนางสมควรตาย? แต่หลังจากราชาองค์ก่อนสิ้นพระชนม์ไปก็ไม่มีใครกล้าทำอะไรพระนางอีก ความจริงตอนนี้ราชาทรงฉลาดกว่ารัชทายาทมาก ฉะนั้นจึงยังทรงมีพระชนม์อยู่แต่ก็เป็นเพราะแบบนี้ ข้าคิดว่าไทเฮาต้องทรงมีแผนการลับ ๆ บางอย่างแน่นอนไม่ช้าก็เร็วต้องลงมือปลงพระชนม์ราชาแน่”

 

        ขณะเดียวกัน เสี่ยวชีเต้าแบกกระเป๋า ในมือกำเมล็ดทานตะวันอยู่เขาเดินไปพลางแกะเมล็ดทานตะวันไปด้วย เขาไม่ทิ้งเปลือกเมล็ดทานตะวันลงพื้นแต่ใส่ลงในกระเป๋าเสื้อแทนเพราะพี่อันเจิงของเขาเคยพูดว่า คนที่ทิ้งขยะตามท้องถนนก็คือคนที่ไม่ดี

 

        ร่างเล็กเดินผ่านตรอกซอย เขาจดจำทุกอย่างที่เห็นอย่างละเอียดเสี่ยวชีเต้าเป็นเด็กที่เกิดมางดงาม ไม่ว่าเขาจะเดินไปที่ไหนก็มักจะมีคนมองตามเป็นประจำ

 

        ในขณะที่เสี่ยวชีเต้ากำลังเดินสำรวจถนนเส้นหนึ่งหลังจากเดินเข้าตรอกซอยเล็ก ๆ แล้วพบว่าเป็นทางตัน เขาจึงเตรียมตัวจะเดินกลับ แต่ทางด้านหลังก็มีชายคนหนึ่งกำลังสาดผงสีขาวมาทางเขาจากนั้นก็นำกระสอบผ้ามาคลุมหัวเขาเอาไว้ แล้วก็วิ่งจากไปด้วยความเร็วผ่านไปครู่หนึ่ง กระสอบที่เสี่ยวชีเต้าอยู่ด้านในก็ถูกโยนขึ้นไปบนรถม้าคันหนึ่งแล้วรถม้าคันนี้ก็วิ่งไปตามถนนที่ไกลออกไปจากสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์มากขึ้นเรื่อยๆ

คล้ายกับเรื่องสำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน