ถนนสายเปลี่ยวที่ตัดผ่านพื้นที่ก่อสร้างรกร้างยามค่ำคืน กลายเป็นสมรภูมิเงียบที่ไร้เสียงปืน ลมแรงพัดพาเอาฝุ่นปูนและเศษทรายปลิวว่อนไปทั่วชั้นบรรยากาศที่หนักอึ้ง รถยนต์ญี่ปุ่นคันเก่าของอาจารย์วินัยส่ายไปมาอย่างเสียหลัก เครื่องยนต์ขนาดเล็กแผดเสียงครางประท้วงเมื่อถูกรีดเค้นพลังงานออกมาจนสุดกำลัง รถตู้สีดำสนิทไร้ป้ายทะเบียนพยายามเบียดเข้าข้างทางอย่างบ้าคลั่ง เสียงโลหะเสียดสีกันดังสนั่นสลับกับเสียงเบรกที่ลากยาวเป็นระยะทางกว่าร้อยเมตร เกิดประกายไฟส้มวาบขึ้นในความมืดประดุจสายฟ้าฟาดที่พาดผ่านพื้นถนน
อาจารย์วินัยกำพวงมาลัยแน่นจนเส้นเลือดที่หลังมือปูดโป่ง ใบหน้าซีดเผือดมีหยดเหงื่อกาฬผุดพรายไปทั่ว เขาพยายามเหยียบคันเร่งหนีด้วยสัญชาตญาณเอาตัวรอด แต่กำลังเครื่องยนต์อันน้อยนิดไม่อาจสู้แรงปะทะอันมหาศาลของรถตู้คันใหญ่ได้ จนกระทั่งแรงกระแทกครั้งสุดท้ายที่จงใจอัดเข้าที่ท้ายรถอย่างแรง ส่งผลให้รถของท่านหมุนคว้างกลางถนน ทัศนียภาพรอบตัวหมุนติ้วก่อนจะไปจบลงด้วยการกระแทกกับแบริเออร์คอนกรีตและกองเหล็กก่อสร้างจนหน้ารถยับเยิน เครื่องยนต์ดับสนิททิ้งไว้เพียงควันสีขาวที่พวยพุ่งออกมาจากฝากระโปรงรถที่โก่งงอ
กึก! เสียงประตูรถตู้เปิดออกอย่างรวดเร็ว ชายฉกรรจ์สวมโม่งสองคนก้าวลงมาพร้อมอาวุธปืนในมือหมายจะปิดบัญชี แต่ในวินาทีชี้เป็นชี้ตายนั่นเอง มอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์สีดำทมิฬที่ดับไฟหน้าวิ่งฝ่าเงามืดออกมาราวกับปีศาจล่าสังหาร แสงบิดคันเร่งจนมิด เครื่องยนต์แผดเสียงคำรามเขย่าประสาทข่มขวัญศัตรู เขาไม่ได้ใช้ปืน แต่กลับอาศัยจังหวะที่ฝ่ายนั้นกำลังตกตะลึง โยน "วัตถุบางอย่าง" ที่มีลักษณะเป็นระเบิดแรงดันขนาดเล็กเข้าใต้ท้องรถตู้
ปัง! เสียงระเบิดจากยางล้อหน้าและระบบช่วงล่างของรถตู้ดังสนั่น รถคันใหญ่เสียหลักแฉลบเอียงวูบ แสงไม่เสียเวลาแม้แต่วินาทีเดียว เขาเบรกมอเตอร์ไซค์จนล้อหลังปัดเข้าหาตัวรถของอาจารย์วินัย ฝุ่นตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ เขาตะโกนสั่งเสียงเข้มผ่านหน้ากากนิรภัย
"ลงมา! ถ้าไม่อยากตาย ขึ้นรถเดี๋ยวนี้!"
อาจารย์วินัยที่ยังมึนงงจากแรงกระแทก รีบตะเกียกตะกายออกมาจากซากรถ มือยังคงกำกระเป๋าหนังที่บรรจุเอกสารสำคัญไว้แน่นประหนึ่งเป็นชีวิต ท่านรีบกระโดดขึ้นซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์อย่างทุลักทุเล แสงบิดเครื่องยนต์พุ่งออกไปทันทีด้วยความเร็วสูง จังหวะเดียวกับที่เสียงปืนนัดแรกดังขึ้น "ปัง!" กระสุนถากหัวไหล่ซ้ายของแสงไปเพียงนิดเดียว ความเจ็บปวดแล่นแปล็บประดุจเหล็กแดงที่นาบลงบนเนื้อ แสงขบกรามแน่นจนแทบแตก เขาพาอาจารย์ทะยานเข้าสู่ตรอกแคบๆ ที่สลับซับซ้อน ทิ้งให้กลุ่มล่าสังหารหลงเหลือเพียงเงามืดที่ค่อยๆ เล็กลงในกระจกมองหลัง...
แสงพาอาจารย์วินัยลัดเลาะผ่านเส้นทางที่เต็มไปด้วยเศษซากปรักหักพัง จนมาถึงถนนใหญ่ที่มุ่งหน้าออกสู่ชานเมือง แต่แล้วความตึงเครียดก็กลับมาอีกครั้งเมื่อเขาปะทะกับแสงไฟวับวาบสีน้ำเงินแดงของ "ด่านตรวจ" ขนาดใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า ทหารในชุดลายพรางพร้อมอาวุธครบมือยืนคุมเชิงอย่างเข้มงวดภายใต้แสงไฟสปอตไลท์ที่สว่างจ้าจนน่ากลัว แสงชะลอรถลงช้าๆ หัวใจเต้นระรัวประหนึ่งกลองรบ มือขวากำแฮนด์รถแน่นเตรียมจะวาดล้อกลับรถทุกวินาที เลือดสีเข้มเริ่มซึมออกมาจากหัวไหล่จนเสื้อแจ็กเก็ตเปียกชุ่มเป็นวงกว้าง
"นิ่งไว้ครับอาจารย์ ทำตามที่ผมบอก อย่าพูดอะไรนอกจากที่ผมส่งสัญญาณ" แสงกระซิบเสียงต่ำลอดผ่านหมวกกันน็อก
เมื่อทหารนายหนึ่งเดินเข้ามาโบกมือให้หยุดรถ แสงไม่ได้แสดงอาการขลาดกลัว แต่กลับแสร้งทำเป็นคนหลงทางที่กำลังมีธุระด่วนสุดชีวิต เขาดับเครื่องยนต์แล้วรีบละล่ำละลักพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงร้อนรน
"จ่าครับ! ช่วยเปิดทางให้ผมหน่อย เพื่อนผมคนนี้... เมียเขากำลังจะคลอดลูกที่โรงพยาบาลเอกชนแถวนี้ครับ! ผมต้องรีบพามันไปให้ทัน น้ำคร่ำเดินแล้วจ่า ผมรีบจริงๆ อย่ากักตัวพวกผมเลย!"
เขาสะกิดอาจารย์วินัยเบาๆ ซึ่งตัวอาจารย์ที่ยังตัวสั่นเทาจากความตายเมื่อครู่กลับกลายเป็น "นักแสดง" ที่สมจริงที่สุดโดยไม่ได้ตั้งใจ ทหารนายนั้นมองสำรวจมอเตอร์ไซค์และใบหน้าของแสงอย่างถี่ถ้วน ก่อนจะผยักหน้าไปทางรถตู้สีขาวคันหนึ่งที่จอดซุ่มอยู่หลังแนวกระสอบทราย
"มีผู้ใหญ่ต้องการช่วย... เชิญพวกคุณขึ้นไปคุยบนรถตู้คันนั้นก่อน เดี๋ยวเราจะจัดการเรื่องเส้นทางและโรงพยาบาลให้" ทหารนายนั้นพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงไว้ด้วยอำนาจที่ปฏิเสธไม่ได้ แสงหรี่ตาลง เขารู้ทันทีว่าละครของเขาถูกมองออก แต่มันสายเกินกว่าจะถอยหลัง เขาจึงยอมตามน้ำพาอาจารย์ก้าวขึ้นไปบนรถตู้คันนั้น
ภายในรถตู้
อากาศเย็นฉ่ำจากเครื่องปรับอากาศปะทะกับใบหน้าที่เต็มไปด้วยฝุ่นและเหงื่อ ที่เบาะ VIP ด้านในสุด มีนายทหารรูปร่างกำยำในชุดเครื่องแบบเต็มยศนั่งอยู่ แถบบนบ่าระบุยศ "พลโทพงษ์ศักดิ์" ใบหน้าของเขาดูสุขุม นิ่งสงบ และมีรอยยิ้มที่ยากจะคาดเดาอยู่ที่มุมปาก "ยินดีกับ 'เพื่อน' ของคุณด้วยนะที่เมียจะคลอด... แต่ตอนนี้พักบทละครนั้นไว้ก่อนเถอะ" เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มลึก
"ผมมาที่นี่เพื่อยืนยันกับอาจารย์ว่า... หลังจากนี้จะไม่มีหน่วยงานทหารหน่วยไหนกล้าแตะต้องอาจารย์อีก" พลโทพงษ์ศักดิ์ยืนยันอย่างชัดเจนว่าเขาคือคนละขั้วกับพลโทอเนก เขาไม่เกี่ยวข้องกับการจัดซื้อเครื่องมือลวงโลกนั่น และต้องการให้อาจารย์วินัยพิสูจน์ความจริงต่อไปเพื่อเหตุผลทางการเมืองบางอย่าง
เมื่อแสงและอาจารย์ถูกปล่อยตัวออกมาในที่ปลอดภัย พลโทพงษ์ศักดิ์ก็นั่งนิ่งอยู่ในความสลัวของรถตู้ เขาหยิบมือถือ BlackBerry เครื่องสีดำขลับที่เป็นเอกลักษณ์ของคนระดับสูงในยุคนั้นออกมา แสงสีฟ้าจากหน้าจอสะท้อนในแววตาที่เย็นเยือก เขาใช้นิ้วหัวแม่มือกดพิมพ์ข้อความอย่างรวดเร็วบนแป้นพิมพ์ QWERTY
[Payment complete: Debt repaid] (ชำระเงินครบถ้วน: ใช้หนี้เรียบร้อย)
เขาไม่ได้ระบุชื่อผู้รับ แต่มันส่งสัญญานชัดเจนว่า หนี้ชีวิตหรือหนี้แค้นบางอย่างระหว่างเขาและใครบางคนในเงามืดได้ถูกชำระลงแล้วในค่ำคืนนี้...
กองบัญชาการกองทัพ (เช้าวันรุ่งขึ้น)
แสงแดดยามเช้าสาดส่องผ่านบานหน้าต่างสูงระฟ้าของห้องทำงานพลโทอเนก แต่มันกลับไม่ได้ทำให้บรรยากาศภายในห้องที่อบอวลไปด้วยกลิ่นพรมราคาแพงและกลิ่นกาแฟดำดูสว่างไสวขึ้น พลโทอเนกวางรายงานผลการปฏิบัติงานที่ล้มเหลวลงบนโต๊ะไม้โอ๊กอย่างใจเย็น เขาไม่ได้แผดเสียงด่าทอหรือขว้างปาข้าวของอย่างที่ลูกน้องคาดการณ์ ดวงตาคมกริบของเขามองออกไปที่ทิวทัศน์ของกรุงเทพมหานครราวกับกำลังมองหมากรุกกระดานใหญ่
"นกกระจอกหลุดมือไปได้... เพราะมี 'นกอินทรี' เข้ามาแทรกแซงสินะ" เขาพึมพำถึงพลโทพงษ์ศักดิ์ ขั้วอำนาจตรงข้ามที่เขาเฝ้าระวังมาตลอด
เขายกหูโทรศัพท์ต่อสายตรงถึงฝ่ายประชาสัมพันธ์กองทัพและเจ้าหน้าที่ฝ่ายจิตวิทยา (IO) ทันที น้ำเสียงของเขาเรียบเฉยแต่แฝงไว้ด้วยคำสั่งที่เด็ดขาด "เริ่มดำเนินการแผน 'โล่มนุษย์' ได้... เอาพวกมดงานออกไปรับหน้าแทน ปลุกระดมด้วยความสงสารและความรักชาติ อย่าให้ไอ้นักวิชาการนั่นมีที่ยืนในสังคม"
ไม่กี่ชั่วโมงต่อมา จอโทรทัศน์ทุกช่องรวมถึงสื่อออนไลน์ก็ถูกกระหน่ำด้วยภาพการแถลงข่าวด่วนที่ถูกจัดฉากอย่างประณีต โฆษกกองทัพที่มีบุคลิกนุ่มนวลยืนล้อมรอบด้วย ทหารชั้นประทวน กลุ่มหนึ่งที่เพิ่งเดินทางกลับจากภารกิจเสี่ยงตายในพื้นที่ชายแดนใต้ ทหารเหล่านั้นไม่ได้สวมชุดเต็มยศที่ดูโอ่อ่า แต่สวมชุดสนามที่มีรอยปะ รอยเปื้อนดิน และใบหน้าที่กร้านแดดซึ่งดูซื่อตรงและน่าสงสารในสายตาประชาชน
"ผมอยากให้สังคมได้ยินเสียงจาก 'วีรบุรุษตัวจริง' ครับ" โฆษกเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อย "คนเหล่านี้คือคนที่เผชิญกับระเบิดจริงๆ ไม่ใช่คนที่นั่งวิจารณ์อยู่ในห้องแอร์ด้วยทฤษฎีที่จับต้องไม่ได้"
สิบเอกรายหนึ่งซึ่งมีรอยแผลเป็นฉกรรจ์ที่แขนและแววตาที่เต็มไปด้วยความศรัทธา ก้าวออกมาหน้าไมโครโฟน เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่พยายามสะกดกลั้นอารมณ์ "เครื่อง GT-200 นี้แหละครับ... ที่ช่วยให้ผมได้กลับมาเจอหน้าลูกเมีย มันคือเข็มทิศวิเศษที่พระเจ้าประทานมาให้พวกผมในป่าลึก ใครจะบอกว่ามันคือพลาสติกเปล่าๆ ก็เชิญครับ แต่สำหรับพวกผม มันคือสิ่งเดียวที่กั้นกลางระหว่างความเป็นกับความตาย"
ภาพทหารเหล่านั้นปาดน้ำตาขณะเล่าเรื่องราวความสำเร็จในการตรวจพบระเบิด ถูกตัดสลับกับดนตรีประกอบที่บีบคั้นอารมณ์ชาตินิยม แผนการของอเนกบรรลุผลทันที กระแสสังคมเริ่มตีกลับ ผู้คนที่เคยสงสัยในการคอร์รัปชันเริ่มเปลี่ยนมาโจมตีอาจารย์วินัยว่า "คนชังชาติ" ที่ทำลายขวัญกำลังใจทหารกล้า
เซฟเฮาส์ลับ (โกดังอะไหล่เก่าย่านชานเมือง)
ภายในห้องโถงกว้างที่เต็มไปด้วยซากเครื่องยนต์และกลิ่นจารบี แสงพิงหลังกับกำแพงสังกะสีที่เย็นเยียบ เขาถอดเสื้อแจ็กเก็ตที่แข็งตัวด้วยคราบเลือดออกอย่างช้าๆ เผยให้เห็นรอยถากยาวแดงฉานที่หัวไหล่ซ้ายซึ่งเริ่มมีการอักเสบจนผิวหนังรอบข้างเป็นสีม่วงคล้ำ แสงหยิบขวดเหล้าขาวที่เหลืออยู่ครึ่งหนึ่งมาราดลงบนแผลสดโดยไม่มีการเตรียมใจ ร่างกายของเขากระตุกวูบจากความร้อนผ่าวที่กัดกินเข้าไปถึงเส้นประสาท แต่เขาก็ยังคงเงียบเชียบเหมือนความเจ็บปวดนั้นไม่ใช่ของเขา
ที่มุมห้อง... อาจารย์วินัยนั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้ไม้เก่าๆ ดวงตาของท่านจับจ้องอยู่ที่หน้าจอโทรทัศน์ขนาดเล็กที่กำลังฉายภาพสิบเอกคนนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า คำพูดที่ซื่อตรงและแววตาที่เต็มไปด้วยความหวังของทหารผู้น้อยเหล่านั้นพุ่งตรงเข้ามากัดเซาะความมั่นใจของนักวิชาการวัยเกษียณจนพังทลาย ท่านกอดกระเป๋าเอกสารไว้แน่นจนมือสั่น
อาจารย์วินัยเงยหน้าขึ้น น้ำตาหยดหนึ่งไหลผ่านรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้า ท่านมองไปที่แสงด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสับสนและอ่อนแออย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
"แสง... พอฉันดูนายทหารคนนั้นพูดแล้ว" อาจารย์วินัยเอ่ยด้วยน้ำเสียงพร่ามัว "แววตาเขา... คำพูดเขามันดูจริงมาก จริงเสียจนฉันเผลอคิดไปชั่วขณะเลยว่า หรือว่าจริงๆ แล้วฉันเองที่ผิดนะ?"
ท่านหยุดหายใจหอบถี่เหมือนคนกำลังจะขาดใจ "แต่ทางวิทยาศาสตร์มันจะเป็นแบบนั้นได้ยังไง ในเมื่อฉันจับต้องมันมากับมือ... แต่นี่ดูสิ ดูสิ่งที่พวกเขาแสดงออกมาสิแสง มันเริ่มบิดเบี้ยวแบบนี้มาตั้งแต่ตอนไหนนะ? ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่ความจริงที่พิสูจน์ได้ กลายเป็นศัตรูของความเชื่อที่มองไม่เห็นแบบนี้"
อาจารย์วินัยก้มหน้าลงซบฝ่ามือตัวเองสะอื้นไห้อย่างหมดทางสู้ ความจริงที่ท่านแบกมาทั้งชีวิตกำลังถูกบดขยี้ด้วยความรู้สึกผิดที่ศัตรูยัดเยียดให้
แสงหยุดมือที่กำลังผูกปมผ้าพันแผล เขามองอาจารย์วินัยผ่านกระจกเงาที่ร้าวและขุ่นมัว สายตาของเขาเย็นชาแต่แฝงไว้ด้วยความสัจจริง
"มันบิดเบี้ยวมานานแล้วครับอาจารย์" แสงเอ่ยพลางคาบบุหรี่ที่ไม่ได้จุดไว้ในปาก "ความจริงมันไม่ได้เปลี่ยนหรอก แต่มันน่าแปลกใช้ไหมละ ที่คนเราจะยอมเชื่อเพื่อให้เกิดความสบายใจ แม้จะรู้ว่ามันเป็นเพียงแค่คำโกหกก็ตาม"
แสงพิงกำแพงหลับตาลงเพื่อสู้กับพิษไข้ ขณะที่อาจารย์วินัยยังคงนั่งตัวสั่นเทาอยู่ท่ามกลางกลิ่นบุหรี่จางๆ ที่ไม่มีใครจุด... กลิ่นที่เป็นพยานถึงความบิดเบี้ยวของความจริงในค่ำคืนที่แสนยาวนานนี้