หนังสือเปลี่ยนชะตา

    บทที่ 43

    “นี่มันเหมือนกับว่าจะเป็น..โชคชะตาหรือพรหมลิขิตกันแน่นะ” เธอกล่าวออกมาพร้อมกับยิ้มออกมาก่อนจะนอนหลับไปอย่างฝันดี จนเช้าวันใหม่ สินก็ได้ตื่นขึ้นมาตั้งแต่ตอนตีสี่ เพื่อไปทำอาหารให้กับแขกของโรงแรมที่มาเข้าใช้บริการ ข่าววงในมักจะไปเร็วเสมอๆ ผู้คนในห้องอาหารเต็มแล้วเวลาเจ็ดโมงภายในห้องอาหารมันมีทั้งคนที่เข้าพัก และมีทั้งคนที่ไม่ได้เข้าพัก ทางโรงแรมเปิดให้พวกเขาสามารถเข้ามาใช้บริการได้ ด้วยการชื้อบริการในราคา 100 บาทเท่านั้นไม่รวมค่าอาหาร การถ่ายรายการของสินเองก็ดำเนินไปตั้งแต่เช้าเช่นกัน ตั้งแต่ที่เขาเริ่มที่จะเข้าครัว แต่วันนี้จะแปลกๆหน่อย ตรงที่สินจะต้องเริ่มแสดงฝีมือเลยตั้งแต่ยังไม่ได้ชิมอาหารเมนูอาหารเช้าวันนี้คือ ไข่ดาวสมบูรณ์แบบ สินทอดให้พวกเขาดูเป็นตัวอย่างเหมือนกับที่ทำในรายการ เทคนิคที่จะทำให้ไข่แดงไม่แตกแต่ไม่เสียเวลามากจนเกินไป ซึ่งที่ร้านของเขาเองก็ทำอย่างนี้ ต่อไปก็จะเป็นประเภทเนื้อ ก็จะเป็นแฮม ไส้กรอกที่ทำขึ้นมาเอง มันบด เส้นสปาเก็ตตี้ ซอสครีม(ไวท์ซอส) ซอสแดง(หมูสับผัดมะเขือเทศ) ซาลาเปาติ่มซำ และอีกหลากหลายเมนูแต่เมนูที่เป็นพิเศษของสินในวันนี้คือ ออมเล็ตชีสใส่กุ้งลวกสับ พร้อมกับแพนเค้ก 5 ชั้น ราดไปด้วยน้ำผึ้งดอกลำไยเดือนห้า สิ่งที่เขาอยากจะทำเพิ่มให้กับคนๆหนึ่ง ซึ่งเขาก็ได้ขออนุญาตทางโรงแรมแล้วเกี่ยวกับวัตถุดิบของเขานั้น ว่าเขาจะเป็นคนออกค่าใช้จ่ายทั้งหมดเอง ซึ่งทางโรงแรมเองก็โอเคไม่ได้ว่าอะไรเมนูที่เขาเลือกที่จะทำให้กับเธอคือ ข้าวต้มทะเล ที่ใส่ตั้งแต่เนื้อปลาเก๋า กุ้งตัวใหญ่ๆ ปลาหมึกที่ลวกผ่านมาหลายน้ำ ปูอลาสก้าคิง และบรรดาหอยเชลล์ต่างๆลงไปในข้าวต้มนี้ ทุกขั้นตอนของเมนูนี้สินเป็นคนลงมือทำเองทั้งหมด ซึ่งเมนูนี้แหละที่สินเอาไว้ให้กับโรงแรมเพื่อใช้ในการหากินสิน และพ่อครัวของโรงแรมสามารถสร้างสรรค์ผลงานออกมาได้ตามเวลาที่กำหนด แต่เมื่อสินเดินออกมาข้างนอกกลับไม่พบว่าหลินๆเพื่อนใหม่ของเขาอยู่ภายในห้องอาหารเลย และในขณะนั้นเอง เธอก็วิ่งเข้ามาภายในห้องอาหารอย่างร้อนรน“สายแล้วๆ จะทันไหมเนี้ย ฉัน” เธอกลับเป็นภาษาจีนออกมา และแน่นอนว่าไม่ค่อยที่จะมีคนฟังออก ส่วนที่ฟังรู้เรื่องก็ได้แต่ส่ายหน้าให้กับความปร่ำๆเป๋อๆของเธอ สินที่ยืนในชุดคนครัว และมีเธอวิ่งผ่านหน้าไป พร้อมกับพูดอย่างนี้ให้เขาฟังอีก มันเป็นอะไรที่ตลกมากสำหรับเขาเมื่อเธอมองดูดีๆแล้ว ภายในห้องอาหารที่มันเต็มไปด้วยผู้คนเธอก็เริ่มที่จะแสดงอาการเขินออกมาบ้าง แต่ว่าเธอจะไปสนทำไม ในเมื่อพวกเขาไม่ได้รู้จักเธอ และอีกสองวันเธอก็กลับประเทศจีนแล้ว ขอแค่อย่าให้สินเห็นเธอในสภาพนี้ก็พอแล้ว เพราะพวกเขาจะต้องร่วมธุรกิจกันไปอีกยาวนาน แต่ดูเหมือนว่าฟ้าจะไม่ได้เป็นใจให้กับเธอ“หลินๆ.. ทางนี้เลยจ้า” พี่ดาวพูดออกมาเป็นภาษาอังกฤษที่หลินๆพอจะเข้าใจได้บ้าง แต่ในขณะเดียวกันนั้นเอง คุณชายเฉินก็ยกมือขึ้นมาเช่นกัน“หลินน้อย.. ฉันอยู่ตรงนี้” และแน่นอนว่าดาวเองก็หันไปมองคนที่เรียกหลินๆด้วยเช่นกันกับเธอ เธอมองออกไปว่าชายคนนี้เป็นใคร แต่เมื่อเห็นว่าเขาเป็นจีน และจากที่ได้ฟังสินเล่ามาเมื่อคืนเธอก็ไม่พอใจและเดินออกไปคว้าแขนของหลินๆให้กลับมากับเธอด้วยทางด้านของคุณเฉินที่เห็นอย่างนั้นก็ลุกขึ้นมาด้วยเช่นกัน เขาตามหลินน้อยของเขามาตั้งแต่วันแรกๆ เขาไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าเธอจะมีเพื่อนอยู่ที่ประเทศไทยด้วย เขาคิดภายในจิตใจ‘หรือว่าพวกเธอจะรู้จักกันเมื่อคืน เพราะเมื่อคืนเราโกธรเจ้าหน้าปลาจวดนั้นมากไปหน่อย เลยกลับมานั่งที่บาร์จนเมา ไม่รู้ว่าเธอกลับโรงแรมมาตอนไหนด้วยซ้ำ แต่ถ้าเป็นเพื่อนของเธอ เราควรจะไปทำความรู้จักสักหน่อยดีกว่า’ว่าแล้วเขาก็ลุกขึ้นจากที่นั่งของเขา หวังที่จะเข้าไปที่โต๊ะของเพื่อนหลินน้อย และยังถือโอกาสที่จะได้นั่งกับหลินน้อยไปในตัวด้วย เขาเดินออกไป แล้วมาหยุดอยู่ตรงหน้าของหลินน้อย“อรุณสวัสดิ์หลินน้อย .. เมื่อคืนนอนหลับฝันดีหรือเปล่า ส่วนทางคุณก็คงจะเป็นเพื่อนของหลินน้อยซินะครับ ผมชื่อ เฉินโม่ ครับยินดีที่ได้รู้จัก” เมื่อเขาเข้าไปแนะนำตัวเองเสร็จสับ เขาก็นั่งลงไปที่เก้าอี้ที่มีเหลืออยู่อีกสองตัวของโต๊ะแห่งนี้ทันทีหลินๆที่เห็นอย่างนั้นก็ไม่สบายใจขึ้นมาให้ทันที เธอได้แต่ถอดหายใจเสียงเฮือกเลยทีเดียว ดาวเองก็ไม่ได้ชอบเลยที่คุณชายเฉินผู้นี้กล้าที่จะมานั่ง ทั้งๆที่ไม่ได้ขออนุญาตเจ้าของโต๊ะเลยแม้แต่น้อย และภาษาจีนที่เฉินโม่ใช้เธอก็ฟังออกบ้างไม่ได้มากมาย แต่ก็พอจับใจความได้ เธอจึงพูดสวนกับไปว่า“ฉันไม่สนว่าคุณเป็นใครมาจากไหน แต่การที่มานั่งโดยที่ไม่ได้ขออนุญาต คุณรู้หรือไม่ว่ามันเสียมารยาท.. อีกอย่างฉันก็ไม่ใช่เจ้าของโต๊ะนี้อีกด้วย” เธอพูดภาษาอังกฤษออกไปทุกๆคำที่พูดออกมามันชัดเจนทั้งสำเนียง และไวยากรณ์ เมื่อก่อนเธอต้องให้ลูกค้าต่างชาติเซ็นต์เอกสารของบริษัทอยู่บ่อยครั้งเลยได้ติดตัวมาอยู่ไม่บ้างก็น้อยแต่เมื่อพี่ดาวพูดจบ เสียงหัวเราะของหลินๆก็ดังขึ้นมาอย่างหนัก พี่ดาวกับคุณเฉินเองก็งงกับเหตุการณ์นี้เป็นอย่างมาก เวลาผ่านไปไม่นานเธอก็นำกระดาษทิชชู่มาซับน้ำที่ไหลออกมา ก่อนจะหันไปพูดกับพี่ดาวว่า“พี่ดาวต้องคุยกับคุณชายเฉินเป็นภาษาจีนเท่านั้น เพราะเขาพูดได้แค่ภาษาเดียวเท่านั้น ฉันเข้าใจพี่ดาวฟังภาษาจีนออกได้เป็นบางคน แต่สิ่งที่พี่ดาวพูดกลับไป เฉินไม่ได้เข้าใจเลยสักนิด….เห็นไหม ดูหน้าคุณเฉินซิ” เธออธิบายให้กับพี่ดาวฟังว่าคุณชายเฉินผู้นี้ พูดได้แต่ภาษาจีนเท่านั้น และเธอชี้เหมือนกับเป็นการแนะนำตัวคุณชายเฉินให้เพื่อนได้รู้จัก แต่ที่ไหนได้ด่าล้วนๆ คุณชายแกก็ได้แต่ยิ้มหน้าระรื่นไม่ได้รู้เรื่องเลยว่าตัวเองกำลังโดนด่า และเมาส์อย่างสนุกปาก เมื่อเห็นอย่างนั้นจะไม่ให้ขำได้ยังไงล่ะ“อ่อ...ฉันเข้าใจแล้วน้องหลิน.. เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ช่วยกล่าวกับคุณชายท่านนี้อย่างสุภาพด้วยว่า เจ้าคนไร้มารยาททางสังคม ที่นั่งมันมีชื่ออยู่บนโต๊ะข้างหน้าไม่เห็นหรือยังไงว่าไม่ใช่ชื่อของตัว ยังจะเผือกมานั่งอีก แล้วมันขออนุญาตใครหรือยังเหอะ เดี๋ยวงานฉันก็พังกันพอดี ....ฯลฯ.. กรุณากล่าวกับทางชายผู้นี้อย่างสุภาพด้วยนะคะ น้องหลิน”ดาวที่เล่นด่าออกมาเสียงดังพอประมาณ โต๊ะข้างๆเองก็หันออกมามองด้วยเช่นกัน ส่วนคุณชายเฉินก็นึกว่าตัวเองกำลังถูกชม เขาจึงแสดงมาดคุณชายด้วยการดึงชุดสูทที่เขาใส่แล้วลอยหน้าลอยตาเล็กน้อย ประมาณว่าตูหล่อรวยประมาณนั้น มันสร้างเสียงหัวเราะให้กับคนรอบข้างได้เป็นอย่างดี และทั้งสองคนเองก็หัวเราะตามออกมาด้วยเช่นกัน“ไอ้หมอนี่มันแน่จริงๆเลยว่ะ แกว่าไหม มันโดนด่าไปตั้งขนาดนั้นแล้ว ยังจะภูมิใจอะไรอีกก็ไม่รู้…ฮ่าๆ ไม่ไหวจริงๆว่ะ” จากนั้นชายคนนั้นก็ยกนิ้วโป้งมาให้กับทางคุณชายเฉิน และคนอื่นก็เริ่มทำตามพร้อมกับหวีดเสียงริมฝีปากดังลั่น คนอื่นก็เริ่มให้ความสนใจมากขึ้นมาเรื่อยๆ ส่วนคุณชายเฉินที่กำลังนั่งสลับขาเก๊กหล่ออยู่อย่างนั้น ทั้งสองสาวรู้สึกขายหน้าเป็นอย่างมาก ที่คนอื่นเริ่มที่หันมาให้ความสนใจมากขึ้น 

    คล้ายกับเรื่องหนังสือเปลี่ยนชะตา ที่คุณอ่าน