เื่ราวต่อไปนี้ เกิดขึ้นใน่วันหยุดเทศกาลสงกรานต์
สถานที่ต่างๆ และกิจกรรมของเทศกาลในเื่นี้ มีอยู่จริง
เนื้อเื่มีที่มาจากความฝันของผู้เขียนเองในคืนหนึ่ง...ก่อนสงกรานต์จะมาถึง
หรืออาจกล่าวได้ว่า นิยายเื่นี้เป็...“นิยายผีบอก”
*คำเตือน ไม่ควรแอบอ่านตอนจบท้ายเื่เสียก่อน
เพราะจะทำให้อรรถรสหายไปไม่น้อยกว่า 80% (หมดสนุกไปเลย)
บทสรุปสุดท้าย ไม่สำคัญเท่ากับ...ความเป็มาระหว่างทาง
12 เมษายน...
“ หมิวรู้ว่าพี่รักหมิวและพยายามทำดีที่สุดแล้ว
แต่หมิวคงให้พี่ได้แค่คำว่า...พี่ชาย เท่านั้น”
อย่าฝืนต่อไปอีกเลย เราจบกันแค่นี้เถอะ
ขอให้พี่เจอผู้หญิงที่ดีกว่า ลาก่อน...(ลงชื่อ) หมิว ”
ข้อความจากลายมือสวยๆบนจดหมายน้อย ๆ ฉบับนี้ ทำให้ผมกลั้นน้ำตาแทบไม่อยู่ แอบนั่งสะอื้น กลืนน้ำตาลงคออยู่เงียบๆคนเดียวในห้องทำงานใหญ่ที่แบ่งเป็ช่องๆ ด้วยฉากกั้นสูงเพียงอก เกรงใครจะมาเห็น และเอาไปนินทาให้อับอายซ้ำอีกเหมือนคราวที่แล้วเพราะการอกหักคือโรคประจำตัวของผมที่มักเป็บ่อยๆ จนคนอื่นเขาเคยชินและล้อเลียนไปทั่ว
โชคดีที่ตอนนี้เป็เวลาพักเที่ยงจึงไม่มีใครนั่งอยู่ด้วยในห้อง
มันช่างเป็ข่าวร้าย ต้อนรับ่เทศกาลสงกรานต์ของผมปีนี้อย่างพอดิบพอดีเสียนี่กระไรทำไมพระเ้าถึงโหดร้ายกับผมเยี่ยงนี้...
“ทำอะไรอยู่น่ะ!”
จู่ๆ สาลี่เพื่อนสาวคนสนิทก็โผล่เข้ามาทักแบบไม่ทันตั้งตัว ผมใรีบปาดน้ำตาไม่รู้ว่าเธอจะทันเห็นหรือเปล่า ตอบกลบเกลื่อนว่า “ก..ก็นั่งพิมพ์งานที่เธอเอามาให้เมื่อเช้าไงยังไม่เสร็จเลย”
“โธ่...งานแค่สองแผ่น ยังไม่เสร็จอีกเหรอ ปกติเธอพิมพ์ไวจะตายผิดปกตินะเนี่ยวันนี้” แม่สาวผิวขาวหน้ามน ปากแดงผมยาวปกติจะใส่กระโปรงสั้นบานๆ เหมือนสาวรำวง โชว์ท่อนขาสวยๆ แต่วันนี้สวมกางเกงยีนส์สีดำมาทำงานเอียงคอมองหน้าผมด้วยความแปลกใจ “แล้วทำไมขอบตาถึงแดงๆ ล่ะแอบร้องไห้อยู่หรือเปล่า?”
“ปะ..เปล่า เปล่านะ คือว่าเราไม่ค่อยสบายน่ะ”ผมรีบปฏิเสธทันควัน
“เมื่อเช้าก็ยังเห็นดีๆ อยู่เลย เอ๊ะ! หรือว่า...อกหักอีกแล้ว” เธอจี้ตรงเผง
ทำให้ผมต้องถอนหายใจยาว...เพราะจำนนด้วยหลักฐานทำท่าอ่อนอกอ่อนใจ ยอมรับกับทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้น “ดูเหมือนเราจะโกหกเธอไม่ได้เลยสักเื่นึง รู้ทันเราทุกทีสิน่า...”
“ก็ฉันเป็เพื่อนซี้เธอนี่นา” เธอตอบแถมท้ายด้วยรอยยิ้มเล็กๆ
เมื่อเห็นผมนิ่งไป สาลี่ก็ถามขึ้นมาอีกเบาๆ “อย่าบอกนะ ว่าเป็น้องคนนั้น คนที่เธอควงไปดูหนังเมื่อวานซืน”
“ใช่...คนนั้นแหล่ะ” ผมตอบน้ำเสียงจืดจ๋อย
“เฮ้อ...” เธอถอนหายใจบ้าง “เห็นเข้ากันได้ดีออกฉันนึกว่าเธอจะได้แจกการ์ดแต่งงานก็คราวนี้ซะอีก”
“ทีแรกฉันก็หวังไว้อย่างนั้น แต่มันเป็ไปไม่ได้แล้วล่ะ มันจบแล้ว” จบคำผมก็ยกมือขวาขึ้นปิดตา ก้มหน้าลง ทำท่าเหมือนอยากจะร้องไห้
เห็นสภาพผมอย่างนี้ เธอจึงรีบก้มลงไปปลอบ “โธ่...อย่าเพิ่งเศร้าสิ ผู้หญิงมีอีกตั้งเยอะแยะ หาใหม่น่า”
“คงยาก คนอย่างเราไม่มีใครรักหรอก รวยก็ไม่รวย หล่อไม่หล่อ ใครเขาจะเอา” น้ำเสียงผมตัดพ้อ
“ผู้หญิงบางคนเค้าก็ไม่มองที่ตรงนั้นนะ เธอยังมีข้อดีอีกตั้งเยอะแยะ”
“เช่น?” ผมย้อนถาม
“เช่นเหรอ...เอ่อ...” เธอทำท่าหยุดคิดแต่เกรงว่าเธออาจต้องคิดนานสักหน่อย เพราะข้อดีของผมยิ่งไม่คอยจะมีอยู่ด้วย “ก็...แบบว่า...เวลาเธอรักใครแล้ว รักจริงทุ่มเทไง คอยใส่ใจตลอด ทำงานก็เก่งทำกับข้าวก็เป็ อะไรอย่างเงี้ย เป็ต้น”
ผมเข้าใจดีว่านั่น...เธอกำลังพยายามเค้นหาข้อดีออกมาปลอบใจ เพื่อให้ผมรู้สึกดีขึ้น
สาลี่เป็เพื่อนที่แสนดีและสนิทกับผมในที่ทำงานมากที่สุดเธอเป็คนสวย...เนื้อหอม แต่ไม่รู้ทำไมถึงไม่ยอมเลือกใครสักที ทั้งที่มีคนรุมตอมจีบมากมายหากคงไม่ใช่หนุ่มๆ แถวนี้ เพราะผู้จัดการแผนกตามจีบเธออยู่ คอยวางกล้าม หวงก้างจนไม่มีใครกล้าแหยม ดังนั้นคนที่มาจีบเธอจึงเป็พวกหนุ่มไฮโซข้างนอกบริษัทแต่ทุกครั้งที่มีคนมาจีบ เธอมักจะมาเล่าให้ผมฟังอยู่เสมอเพื่อขอคำปรึกษา...ว่า “คนนั้นคนนี้...ดีหรือเปล่า ที่เขาทำแบบนี้เพื่อหวังอะไร?” นั่นเป็เพราะผมอ่านใจคนเก่ง โดยเฉพาะ...รู้ทันพวกผู้ชายด้วยกันเองเธอเคยบอกผมเล่นๆ ว่า จะรอให้ผมแต่งก่อน แล้วเธอถึงจะแต่งตาม
“ไม่มีผู้หญิงคนไหนเค้าเห็นความดีข้อนั้นของเราหรอก เรารู้ดี” ผมตัดบทเชิงน้อยใจ
แต่เธอก็ยังเถียงเอาชนะอีก “มีสิ!”
“มีที่ไหน?”
“ก็แถวๆ นี้ไง” รู้สึกระดับเสียงตอบจะแ่ลงกว่าปกติแถมตอนพูดเธอยังหลบสายตามองไปที่เพดานห้องอีก
นั่นคงเป็เพียงแค่คำปลอบใจเท่านั้น ผมสรุป “หึ ไม่มีหรอก แต่ก็เอาเถอะ...ขอบใจนะเรารู้ว่าเธอกำลังพยายามพูดให้เราหายเศร้า ยังไงเราก็รู้ตัวเองดี” ผมส่ายหน้า ก่อนจะทำั์ตาเศร้า หมดอาลัยในชีวิต
“โอ๋ๆๆ ยิ้มหน่อยสิ พ่อคนขี้ใจน้อย”
ใครเล่าจะยิ้มออกตอนนี้...ผมไม่ตอบก้มหน้าเก็บข้าวของบนโต๊ะ ก่อนจะเปลี่ยนเื่คุย “พรุ่งนี้เราไม่มาทำงานแล้วนะเย็นนี้เราจะกลับบ้านนอก”
“อ้าว? ไหนเธอบอกว่าสงกรานต์ปีนี้จะไม่กลับไงจะมาช่วยผู้จัดการทำโปรเจคด่วน ฉันก็อุตส่าห์ดีใจ จะได้อยู่เป็เพื่อนกัน”
จำได้...ว่าครั้งหนึ่งเธอเคยบอกว่าอิจฉาผมที่มีบ้านต่างจังหวัดให้กลับ ขณะที่เธอไม่มีเพราะเป็คนกรุงเทพฯเธอไม่เข้าใจว่าพวกผมจะดีใจอะไรนักหนาเวลาได้กลับบ้านนอก พอมี่วันหยุดติดกันนิดๆหน่อยๆ เป็ไม่ได้ ต้องรีบกลับประจำ เธอจึงอยากจะลองมี ‘บ้านนอก’ ดูบ้าง
“เราคงทำไม่ไหวแล้วล่ะ ตอนนี้ไม่มีกะจิตกะใจจะทำอะไรเลย ดูสภาพเราตอนนี้สิ” พูดจบผมก็มองเธอด้วยสายตาอ้อนวอน ขอความเห็นใจ
“ฉันเข้าใจ...แต่เธอรับปากผู้จัดการเอาไว้เป็ดิบดีแล้วนี่นา”
“เธอก็ช่วยบอกลาเขาให้หน่อยสิ เขาออกจะปลื้มเธอไม่ใช่เหรอ”
“ไม่เกี่ยวเลย ปลื้มที่ไหนล่ะ เขาน่ะลามกกับผู้หญิงไปทั่วแหล่ะ นี่ดูสิเขาเอาประกาศไปติดไว้ในห้องน้ำผู้หญิง ว่าห้ามพวกฉันใส่กางเกงใน ตอนอยู่ที่ทำงานแล้วนะ”
“เฮ้ย! จริงเหรอ? จะลามก และบ้าอำนาจเกินไปแล้วนะ”
“จริงจริ๊ง...ถ้าไม่เชื่อจะอ่านให้ฟัง ฉันเพิ่งดึงมันออกมาเมื่อกี้” ว่าแล้วเธอก็กางแผ่นกระดาษ A4 ที่ถือมาด้วยขึ้นมาอ่านเสียงดังฟังชัด“ห้ามใส่กางเกงใน…เวลาทำงาน”
“จริงอ่ะ! ไหนดูซิ” ผมคว้ากระดาษแผ่นนั้นเอามาอ่านบ้าง“ห้ามใส่กางเกง…ในเวลาทำงาน” “นั่นไง! เราว่าเธออ่านเว้นวรรคผิดนะเจตนาของเขาคงไม่้าให้พนักงานหญิงใส่กางเกงมาทำงานน่ะ เหมือนที่เธอใส่อยู่ตอนนี้มั้ง”
“อ้าว...เหรอ”เธอคว้ากระดาษแผ่นนั้นกลับไปพิจารณาใหม่ ก่อนจะลงความเห็น “แต่เขียนไม่เว้นวรรคแบบนี้มันอ่านได้สองแง่สองง่ามจริงๆ นะ ประเดี๋ยวบางคนก็เข้าใจผิดเหมือนฉัน พากันแตกตื่นหมดหรอกดีนะที่ฉันมาถามเธอก่อน พรุ่งนี้ฉันกะจะไม่ใส่กางเกงในมาอยู่แล้วเชียว”
“ฮะๆๆ” เจอแบบนี้ผมถึงกับกลั้นหัวเราะไม่อยู่
“เห็นมะ” เธอยกมือขึ้นเท้าสะเอว “ในที่สุด ฉันก็ทำให้เธอยิ้มและหัวเราะได้”แถมท้ายด้วยการกอดอกเชิดหน้าขึ้น ปรายตาแล้วยักคิ้วข้างหนึ่งให้ผม
“เอ้อ…” ผมเริ่มรู้สึกตัว “โอเคแม่คนเก่ง เธอชนะเราอีกแล้ว” กล่าวจบผมก็กลับไปอยู่ในอารมณ์เดิมหันไปเก็บข้าวของต่อ
หากเื่นี้...สาลี่รู้ดีว่าพูดยังไงผมก็คงไม่เปลี่ยนใจอยู่ทำงานต่อเป็แน่เพราะรู้ว่าใจผมถลำลึกไปกับหมิวมากแค่ไหน จวนถึงขั้นจะวิวาห์แล้วด้วยซ้ำด้วยเหตุนี้อาการผมจึงน่าจะหนักกว่าทุกครา น้ำเสียงเธอเลยฟังดูแ่ลงเป็นัยว่ายอมแพ้แต่โดยดี เสียเวลาเปล่าที่จะฉุดรั้งให้ผมอยู่ต่อ จึงเอ่ยลาว่า
“โชคดีนะ...ขอให้เดินทางโดยปลอดภัย แล้วอย่าลืมของฝากล่ะ…”
ทุกครั้งก่อนผมจะเดินทางกลับบ้านมักจะได้ยินคำอวยพรแบบนี้เสมอจนชินหู หากครั้งนี้...ได้ฟังเสียงอันเศร้าสร้อยของเธอแล้วผมกลับรู้สึกหดหู่ใจอย่างบอกไม่ถูก มันเหมือนคำ ‘สั่งเสีย’ก่อนจะจากกันชั่วนิจนิรันดร์เสียมากกว่าราวกับว่า...ผมจะไม่ได้กลับมาที่นี่อีกแล้ว
หรือว่าเป็ลางสังหรณ์ของเธอ...สาลี่...
แล้วลางสังหรณ์ของผู้หญิงนี่แม่นหรือเปล่านะ...