ตอนที่ 150 น้ำใจให้กับมาร์เทล
*****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****
เมอร์ลินตกตะลึงไม่น้อยกับภาพที่ได้เห็น
รอยมือนี้เกิดจากสำนึกรู้ที่เมอร์ลินตั้งใจบังคับให้พลังอักขระบังเกิดขึ้น
ทว่าพลังอักขระสีฟ้ากลับไม่ได้หายไป ทันทีที่เมอร์ลินละความสนใจมันก็กลับเข้ามาเหมือนอากาศสีฟ้าที่ลอยอยู่รอบตัวเขาในรัศมีสิบเมตร
“แข็งแกร่งมาก พลังระดับนี้เทียบกับการโจมตีของนักเวทสามวงเวทได้หรือป่าวนะ?” เมอร์ลินพยายามเทียบเคียงพลังรบของพลังอักขระสีฟ้าโดยเทียบเคียงกับเรื่องราวที่เขาอ่านได้ในหนังสือ
“แต่หากจะให้แม่นยำฉันควรทดสอบกับคนจริงๆ แต่ …”
เมอร์ลินถอนหายใจออกมา
“ฉันไม่สามารถเปิดเผยพลังนี้ให้ใครรับรู้ได้ ไม่ว่าจะเป็นมาร์เทลหรือเคลบี้ … แต่ก็ช่างเถอะ เรื่องนี้อีกหน่อยค่อยว่ากัน”
เมอร์ลินไม่ได้ทดสอบพลังอักขระต่อ ตอนนี้เขาพอจะรู้แล้วว่าพลังอักขระมีคุณสมบัติแบบใด
มันเป็นกลุ่มก้อนพลังหนึ่งที่คล้ายกับวิญญาณ สามารถปรากฏขึ้นหรือหายไปได้ตามใจนึก
พลังที่มีลักษณะเช่นนี้เขาสามารถประยุกต์ใช้ได้หลายแบบ ไม่ว่าจะเป็นด้านป้องกันหรือโจมตี
สำหรับนักเวทยาศาสตร์เช่นเมอร์ลิน สิ่งที่เขามีไม่ขาดคือจินตนาการ
ดังนั้นพลังอักขระจึงดูจะเป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับตัวเขา
“พลังนี้ใช้งานได้ง่ายกว่าพลังจิตเยอะ แต่ยังไงก็ตามพลังลี้ลับในรูปแบบต่างๆ ย่อมมีจุดเด่นเป็นของตัวเอง พลังจิตสามารถต่อต้านการคุกคามของพลังปีศาจควบคุมจิตใจได้ แต่ในขณะเดียวกันพลังจิตก็สามารถควบคุมสำนึกรู้ผู้อื่นภายในระยะเวลาสั้นๆ ได้ ซึ่งพลังเวทอาจทำไม่ได้ขนาดนี้”
เมอร์ลินไม่ได้อยู่ที่ห้องนี้อีกต่อไป เขาเดินไปที่บันไดวนแล้วขึ้นไปด้านบน
ภายใต้ความมืดเขาหันกลับไปแล้วเอ่ยพึมพำ
“ดูเหมือนว่าฉันจะต้องติดหลอดไฟที่นี่บ้างเสียแล้ว วัตถุเวทแบบนั้นคงจะไม่แพงใช่ไหมนะ?”
ทันทีที่กล่าวจบเมอร์ลินก็เปิดประตูขึ้นไปด้านบน โดยที่เขาไม่รู้เลยว่าหลังจากที่เขาจากไป ภายในห้องใต้ดินแห่งนี้ก็ปรากฏเสียงกรีดร้องโหยหวน ผนังที่เมอร์ลินเคยบอกว่ามันเป็นแค่ศิลปะรูปนูน บัดนี้กลับสามารถขยับเขยื้อนได้ราวกับมีชีวิตพร้อมกับส่งเสียงคำรามอย่างเกรี้ยวกราด แต่น่าเสียดายที่ห้องนี้สามารถเก็บเสียงและอำพรางทุกอย่างได้อย่างมิดชิด เสียงเหล่านั้นจึงไม่เล็ดลอดออกมาด้านบน
เมอร์ลินที่อยู่ด้านบน ทันทีที่ประตูตรงพื้นถูกปิดลง แว๊บหนึ่งเขาก็เหมือนเห็นภาพลวงตาที่ตำแหน่งของประตูกลายเป็นพื้นที่เรียบสนิท แต่เมื่อเขาตั้งใจดูให้ดีก็จะพบว่ามันมีประตูบานนั้นอยู่
“สามารถพลางตัวได้จริงๆ สินะ”
เขาอดที่จะเอ่ยชื่นชมค่ายกลวิญญาณไม่ได้
ค่ายกลวิญญาณหากไม่ใช้พลังวิญญาณค้นหาก็ยากที่จะตรวจจับได้พบ
เมอร์ลินวางพรมทับบานประตู ซึ่งเป็นเวลาเดียวกันที่มาร์เทลเดินเข้ามา
“คุณเมอร์ลินกำลังทำอะไรอยู่หรอครับ?”
“ป่าวไม่มีอะไร” เมอร์ลินตอบด้วยใบหน้าที่เฉยเมยด้วยท่าทางที่เป็นธรรมชาติ
“อ้อ ครับ” มาร์เทลรับคำ เขาชินกับความโก๊ะๆ เปิ่นๆ ของเด็กน้อยอยู่แล้ว
การที่เมอร์ลินจะทำอะไรที่ผิดจากคนธรรมดา มันก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจสำหรับเขาอีกต่อไป
เมอร์ลินโคจรพลังเวทรอบหนึ่งเพื่อคลายความเมื่อยล้า ก่อนจะลงไปนั่งทานอาหารที่มาร์เทลเตรียมไว้ให้
มาร์เทลที่เตรียมอาหารเสร็จก็มานั่งจิบกาแฟมองเด็กน้อยที่กำลังกินอยู่เงียบๆ
งานดูแลเด็กแบบนี้นอกจากจะสบายแล้วยังได้เงินดี มาร์เทลแทบจะไม่อยากปล่อยให้งานดีๆ แบบนี้หายไปเลย
เขาคิดว่าเก็บเงินอีกไม่กี่ปี ตนเองก็จะสามารถทะลวงเป็นระดับสามได้
ยิ่งตอนนี้เขาได้รับคำแนะนำจากนักเวทสามวงเวทอย่างเคลบี้ การบ่มเพาะของเขาก็ยิ่งก้าวหน้าได้เร็วขึ้น
ตอนนั้นเองจู่ๆ เมอร์ลินก็ชวนเขาพูดคุย
“มาร์เทล ตอนนี้คุณฝึกฝนไปถึงไหนแล้วใกล้จะทะลวงสามวงเวทหรือยัง?” เมอร์ลินเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เป็นเอกลักษณ์ มันดูราบเรียบและเย่อหยิ่งไปในคราวเดียวกัน
ความจริงเรื่องนี้ควรเป็นความลับของนักเวทแต่ละคน การที่เมอร์ลินเอ่ยถามเช่นนี้เป็นการเสียมารยาทมาก แต่พวกเขาสองคนค่อนข้างสนิทกัน แล้วอีกอย่างเมอร์ลินเองก็เป็นนักวิชาการอัจฉริยะ การได้รับคำแนะนำจากนักวิชาการย่อมเป็นเรื่องดี มาร์เทลไม่ใช่คนโง่ที่จะทิ้งโอกาสนี้ไป
“ตอนนี้พลังเวทของผมใกล้จะสะสมถึงสิบแปดจุดแล้ว คาดว่าภายในปีหน้าอาจจะมีหวังสะสมครบยี่สิบจุดจนมีคุณสมบัติทะลวงวงเวทที่สามได้”
เมอร์ลินที่ได้ยินก็ยันมือเท้าคาง
“อืม ต้องใช้เวลานานขนาดนั้นเลยหรอ? ว่าแต่ตอนนี้คุณใช้เคล็ดวิชาพลังสมาธิระดับอะไรอยู่ล่ะ?”
หากเป็นคนอื่นที่ได้ยินคำพูดนี้พวกเขาคงจะขมวดคิ้ว แต่มาร์เทลกลับเผยรอยยิ้มออกมา
“ระดับสองครับ มันยังคงเป็นเคล็ดวิชาพลังสมาธิที่ได้รับมาจากตอนโรงเรียนเวทมนตร์” มาร์เทลตอบออกมาตามตรง
เขาเป็นคนที่เกิดในครอบครัวธรรมดา ไม่ได้มีภูมิหลังที่ยิ่งใหญ่เหมือนเมอร์ลิน ดังนั้นการจะหาเคล็ดวิชาพลังสมาธิระดับสูงย่อมเป็นสิ่งที่ยากมาก ซึ่งเคล็ดวิชาเหล่านั้นไม่ได้หากันง่ายๆ ด้วย ต่อให้มีให้ซื้อขายราคาของมันก็ยังแพงกว่าคาถาเวทไม่รู้กี่เท่า
เพราะเหตุนี้ผู้คนจึงเลือกที่จะเรียนต่อระดับมหาวิทยาลัยเพื่อคว้าเคล็ดวิชาพลังสมาธิที่มอบให้ฟรีมากกว่า
เมอร์ลินพยักหน้าให้กับคำตอบของมาร์เทลแล้วเอ่ย “อย่างที่คุณรู้ตอนนี้ผมได้ค้นคว้าการสร้างเคล็ดวิชาพลังสมาธิขึ้นมาใหม่ แต่ผลลัพธ์ยังไม่คืบหน้าเท่าที่ควร เคล็ดวิชาที่ผมทำออกมาได้ดีสุดก็แค่ระดับสามเท่านั้น หากคุณสนใจผมสามารถมอบมันให้กับคุณได้”
ดวงตาของมาร์เทลเป็นประกายขึ้นมา
“คุณจะขายมันเท่าไหร่?” เขารีบเอ่ยถาม
หากเขาได้รับเคล็ดวิชาพลังสมาธิระดับสาม ความเร็วในการเพิ่มพลังเวทอีกสองจุดย่อมไม่ใช่เรื่องยากเย็น อีกอย่างเมื่อเขาบรรลุวงเวทที่สาม เขาก็ไม่จำเป็นต้องสรรหาเคล็ดวิชาพลังสมาธิเพิ่มอีกต่อไป
เคล็ดวิชาระดับต่ำจะไม่สามารถช่วยเหลือนักเวทที่มีวงเวทระดับสูงได้อีกต่อไป ดังนั้นพวกเขาจึงต้องหาเคล็ดวิชาที่มีระดับเท่ากันหรือสูงกว่า ไม่เช่นนั้นจะไม่สามารถบ่มเพาะพลังเวทได้
เพราะข้อจำกัดนี้ทำให้ผู้ที่บ่มเพาะพลังเวทจำเป็นต้องใช้เงินมากกว่าปกติ
“ผมจะรับเงินของคุณมาได้อย่างไร อีกอย่างเคล็ดวิชาพวกนี้ก็เป็นเคล็ดวิชาที่ผมพึ่งคิดค้นขึ้น”
“ขอบคุณมาก” มาร์เทลมองเมอร์ลินอย่างซาบซึ้ง
เขาย่อมไม่ปฏิเสธน้ำใจของเด็กน้อย และไม่ได้ทะนงตนหยิ่งในศักดิ์ศรี ไม่เช่นนั้นแล้วนักเวทสองวงเวทอย่างเขาคงจะไม่ทำงานดูแลเด็กน้อยแบบนี้
“ไม่จำเป็นต้องเกรงใจ ในจำนวนเคล็ดวิชาที่ผมพยายามสร้างขึ้น เคล็ดวิชาพลังสมาธิระดับสามสำเร็จแค่สองชิ้นเท่านั้น หนึ่งคือเคล็ดวิชาที่เน้นไปที่การรวบรวมพลังเวท และอีกหนึ่งคือเคล็ดวิชาที่โดดเด่นในการควบแน่น คุณจะเลือกแบบไหน?” เมอร์ลินเอ่ย