เวลาเจ็ดปีไหลผ่านไปอย่างรวดเร็ว ตอนนี้จินหยางกลายเป็นชายหนุ่มอย่างเต็มตัว ทักษะวิชาเอกสุริยันจินหยางสำเร็จถึงขั้นที่เก้าภายในเวลาไม่ถึงสามเดือนหลังจากที่ร่วงลงมาจากหน้าผา เจ้าสำนักเอกสุริยันนามหวูหมิงได้สอนทักษะวิชามากมายให้แก่จินหยาง ไม่ว่าจะเป็นความรู้เกี่ยวกับสมุนไพร การปรุงยา รวมไปถึงวิชาการแพทย์สกัดจุดฝังเข็ม ตอนนี้เขาสวมเสื้อผ้าที่ทำจากขนหมีนั่งคุกเข่าอยู่ด้านหน้าถ้ำขนาดเล็กเพียงลำพังน้ำตาค่อย ๆ ไหลอาบสองแก้ม เสียงแว่วดังออกมาจากในถ้ำ
“เจ้าไม่ต้องเสียใจศิษย์ข้า ตัวข้าทนทุกข์ทรมานติดอยู่ในก้อนหินมานานหลายสิบปี ตอนนี้มีเจ้าสืบทอดวิชาจากสำนักเอกสุริยันของข้าข้าก็ตายตาหลับแล้ว จงจำเอาไว้ให้ดีเพื่ออำนาจและความเป็นใหญ่พวกเขาสามารถหักหลังเจ้าได้เสมอเช่นเดียวกับที่ปู่และพ่อของเจ้าถูกกระทำ อย่าได้เมตตาให้แก่ศัตรูของเจ้าหาไม่เช่นนั้นผู้คนรอบกายเจ้าจะลำบาก”
“ขอรับท่านอาจารย์”
“ข้าไม่มีสิ่งใดที่จะมอบให้แก่เจ้าอีกต่อไปแล้ว ขอให้เจ้าโชคดีศิษย์ข้าถึงเวลาที่ข้าต้องไปแล้ว”
จินหยางโขกศีรษะลงพื้น ทันใดนั้นเองได้มีเถาวัลย์สองเส้นพุ่งออกมาจากถ้ำรัดตัวจินหยางเอาไว้
“รักษาตัวด้วยศิษย์ข้า”
สิ้นเสียงกล่าวของหวูหมิงจินหยางรับรู้ถึงพลังปราณมหาศาลพุ่งผ่านเถาวัลย์มายังร่างของตน พลังปราณโคจรหมุนวนทั่วร่างโดยทักษะเอกสุริยัน ไม่ถึงชั่วยามถ้ำด้านหน้าก็ถล่มยุบตัวลงมาหินขนาดใหญ่ปิดปากถ้ำเอาไว้สนิท หลังจากจินหยางนั่งปรับพลังปราณในร่างเสร็จสิ้นเขาคุกเข่าโขกศีรษะไปที่พื้นอีกครั้ง
“ศิษย์จินหยางขอลาท่านอาจารย์”
หลังจากนั้นจินหยางก็มุ่งหน้าไปทางที่เขาลงมาจากหน้าผา เขาผิวปากดังหวีดหวิวไม่นานได้มีอินทรีขนสีน้ำตาลตัวหนึ่งบินลงมาเกาะที่หัวไหล่ขวาของจินหยาง เขาล้วงไปที่อกเสื้อนำบางอย่างป้อนให้แก่นกอินทรี
“ซุนอินข้าคงต้องไปจากที่นี่แล้วเจ้าจะติดตามข้าไปหรือไม่?”
อินทรีขนสีน้ำตาลร้องออกมาเสียงดังพุ่งทะยานขึ้นไปบนท้องฟ้า จินหยางแสยะยิ้มถีบเท้าพุ่งทะยานไต่ไปตามหน้าผาอย่างรวดเร็ว ย่างเข้ายามอิ่วจินหยางขึ้นมาถึงด้านบนเขาแปลกใจไม่น้อยที่มีค่ายขนาดใหญ่ก่อตั้งขึ้นที่นี่ เขาแผ่ลมปราณตรวจสอบพบว่ามีกลุ่มคนมากกว่าร้อยคนอยู่ภายในค่าย ส่วนใหญ่รวมตัวกันด้านหน้าค่าย จินหยางถีบเท้าพุ่งอ้อมไปทางขวาเพื่อไปที่ด้านหน้าของค่าย เขาพบเห็นทหารหลายนายยืนประจำการอยู่ที่ด้านหน้าของค่าย ทันใดนั้นได้มีกองกำลังทหารเดินออกมาจากชายป่า จินหยางยกยิ้มเพื่อพบเจอกับชายฉกรรจ์ผู้หนึ่งสวมชุดเกราะเดินนำหน้ากองกำลังทหารเข้ามา เขารีบออกจากที่หลบซ่อนก้าวเดินออกมาจากชายป่า ทหารทั้งหมดกำชับอาวุธในมือพุ่งเข้ามาล้อมตัวจินหยางเอาไว้
“เจ้าเป็นใครไอ้หนู? เหตุใดถึงมาอยู่ที่นี่?”
จินหยางยกยิ้มหันไปมองหยวนจาง
“ไม่พบกันเสียนานคุณชายหยวนจางเปลี่ยนไปไม่น้อย”
หยวนจางหันไปมองชายหนุ่มที่กลุ่มทหารล้อมเอาไว้
“เจ้ารู้จักข้าด้วยอย่างนั้นรึ?”
“โอ้ท่านหลงลืมน้องชายผู้นี้เสียแล้ว”
หยวนจางขมวดคิ้วแน่นจ้องมองชายหนุ่มด้านหน้าอย่างไม่วางตา นานเกือบสิบลมหายใจ
“จินหยาง! เจ้าคือจินหยางอย่างนั้นรึ?”
“คารวะคุณชายหยวนจาง ข้าน้อยจินหยางศิษย์สำนักกระบี่หลงอู่กลับมาแล้ว”
“ทหารทั้งหมดรีบจัดเตรียมสุราอาหาร คืนนี้ข้าจะเลี้ยงต้อนรับน้องชายข้า”
กองไฟขนาดใหญ่ถูกก่อใจกลางค่าย ทหารส่วนใหญ่ต่างนั่งดื่มกินโดยรอบ จินหยางหลังจากเปลี่ยนเสื้อผ้าเขามานั่งกับหยวนจาง
“เกิดสิ่งใดขึ้นกับเจ้ากัน? เจ็ดปีผ่านไปเจ้าเปลี่ยนแปลงไม่น้อย”
“ข้าอาศัยอยู่ด้านล่างของผาด้านหลังขอรับ ฝึกฝนตัวเองจนสำเร็จวิชาถึงสามารถขึ้นมาด้านบนได้”
“พูดแล้วก็น่าละอายพวกข้ารับรู้ว่าเจ้าตกลงไปด้านล่าง แต่ก็สามารถลงไปช่วยเหลือเจ้าได้”
“อย่าได้โทษตัวเองเลยขอรับ ตอนนี้ข้าอยู่ที่นี่แล้ว ว่าแต่ท่านเถอะเหตุใดถึงมาอยู่ที่นี่”
“เวลาผ่านไปเจ็ดปีทุกอย่างล้วนเปลี่ยนแปลง ปีแรกที่เจ้าหายไปได้มีอสูรกายที่เจ้าสังหารปรากฏตัวออกมาบุกทำลายหมู่บ้านในเขตกุ้ยโจว เจียงซี หุย และซานตง หลังจากนั้นสองปีให้หลังพรรคใหญ่ทั้งแปด อุดรเทวะ หมัดปีศาจ ทวนวายุ กระบี่วิญญาณ บาทาท่องคลื่น แส้โลหิต สกุลถัง กายาทองคำได้รวมกันก่อตั้งเป็นพันธมิตรสวรรค์ออกไล่ล่าสังหารอสูรกาย ผ่านพ้นไปอีกสองปีมีสำนักหนึ่งปรากฏตัวในยุทธภพใช้ชื่อว่าทลายฟ้าตั้งตัวเป็นปรปักษ์กับพันธมิตรสวรรค์ รวบรวมสำนักฝ่ายอธรรมหวังกวาดล้างพันธมิตรสวรรค์ตั้งตัวเป็นใหญ่ ในปีเดียวกันพันธมิตรสวรรค์ได้ส่งจดหมายเชื้อเชิญสำนัก พรรคน้อยใหญ่รวมไปถึงเมืองต่าง ๆ เข้าเป็นส่วนหนึ่งกับพันธมิตรสวรรค์ ผ่านพ้นไปเพียงสี่เดือนกลุ่มราตรีทมิฬที่เขตฝูเจี้ยน ส่านซี หูหนานถูกกวาดล้างโดยคนของสำนักทลายฟ้าและอสูรกาย ทำให้ยี่มู่ผู้คุมกฎราตรีทมิฬส่งกำลังคนไล่ล่าสังหารคนจากสำนักทลายฟ้า ทำให้เกิดการปะทะไปทั่วพื้นที่ ชาวบ้านมากมายต่างได้รับความลำบากเส้นทางการค้าหลายแห่งถูกยึดโดยสำนักฝ่ายอธรรม เมื่อไม่นานมานี้เองมีจดหมายส่งมาจากพันธมิตรสวรรค์เรียกประชุมด่วนเพื่อหารือเกี่ยวกับการจัดการกับสำนักทลายฟ้าที่หูเป่ย์”
“อีกนานหรือไม่ขอรับ”
“อีกสามเดือนต่อจากนี้ หากเจ้าสนใจเข้าร่วมเดินทางไปพร้อมข้าได้”
“ข้าคงต้องกลับไปที่ส่านซีก่อนขอรับ ท่านลุงข้าคงเป็นห่วงแย่”
รุ่งเช้ายามเหม่าทหารมากมายในค่ายต่างหลับใหลจากการเมาสุรามีเพียงไม่กี่นายที่ยังยืนเฝ้ายามอยู่ จินหยางจูงม้าออกจากค่ายลงจากเขามุ่งหน้ากลับส่านซี ออกจากเขตเมืองเทียนเซียนได้ไม่นานเขาหยุดพักโรงเตี๊ยมเพื่อทานอาหาร โรงเตี๊ยมแห่งนี้ยังคงคึกคักเช่นเดิม ผู้คนต่างพูดคุยเรื่องงานที่จะเกิดขึ้นที่หูเป่ย์ จินหยางนั่งทานอาหารพร้อมกับฟังข่าวที่แต่ละโต๊ะพูดคุยกัน ในระหว่างนั้นเองได้มีกลุ่มชายหนุ่มห้าคนเข้ามาในโรงเตี๊ยม มีสี่คนที่ได้รับบาดเจ็บหลังจากนั้นไม่นานได้มีกลุ่มชายฉกรรจ์แปดคนได้ถืออาวุธเข้ามาในโรงเตี๊ยม ชายหนุ่มทั้งห้ารีบลุกขึ้นชักกระบี่ออกจากฝัก
“เด็กน้อยสำนักกระบี่หลงอู่ หากพวกเจ้ายังไม่อยากตายให้รีบไสหัวออกไปจากที่นี่ซะ ไม่เช่นนั้นข้าคงต้องสังหารพวกเจ้าแล้ว”
ชายหนุ่มผู้หนึ่งชี้กระบี่ในมือไปทางชายฉกรรจ์ที่เอ่ยวาจา
“คนแซ่หยาง! เจ้าพวกบัดซบ! อ้างการตายของหยางเฟยเทียนขัดขวางการทำภารกิจของพวกข้ามานานหลายปี มีข้าชุนฟงอยู่ที่นี่ดูว่าพวกเจ้าจะทำสิ่งใดได้”
จินหยางหรี่ตามองไปที่ชุนฟงและคนตระกูลหยาง เขาเอื้อมไปคว้าตะเกียบด้านหน้ามาสี่คู่มาถือเอาไว้ในมือขวา
“ชุนฟงศิษย์อันดับหนึ่งแล้วอย่างไร แม้แต่อู่หยงอาจารย์ของพวกเจ้าพวกข้าก็สังหารมาแล้วต่อให้มีเจ้าอีกสิบชุนฟงข้าก็หาได้หวาดกลัว”
ในจังหวะนั้นเองจินหยางก็ยกมือซ้ายขึ้นเรียกเสี่ยวเอ้อ
“คิดเงินด้วยขอรับ”
หลายคนต่างหันไปมองชายหนุ่มที่เรียกเสี่ยวเอ้อ เสี่ยวเอ้อรีบวิ่งเข้ามาด้วยความหวาดกลัว
“ทั้งหมด หนึ่งเหรียญเงินขอรับ”
จินหยางยกยิ้มหันไปมองกลุ่มชายฉกรรจ์แซ่หยาง
“รบกวนเจ้าไปเก็บจากพี่ชายแซ่หยางกลุ่มนั้นได้หรือไม่ ข้าไม่ได้นำเงินติดตัวมา”
เสี่ยวเอ้อตัวสั่นสะท้านหันไปมองเถ้าแก่ที่ยืนนิ่งอยู่ข้างเสาต้นหนึ่งทางซ้ายมือ
เสียงหัวเราะดังลั่นมาจากกลุ่มชายฉกรรจ์แซ่หยาง
“เด็กอวดดีเช่นเจ้าเหตุใดถึงคิดให้พวกข้าจ่าย…”
จินหยางซัดตะเกียบในมือขวาออกไป ตะเกียบสี่คู่พุ่งเสียบแทงที่ลำคอของชายฉกรรจ์แซ่หยางอย่างรวดเร็ว ทั้งแปดคนยังไม่ทันได้รู้ตัวว่าตกตายอย่างไร ร่างทั้งแปดร่วงลงไปนอนกับพื้น ผู้คนในโรงเตี๊ยมต่างนิ่งเงียบ จินหยางหันไปมองชุนฟงที่ยืนนิ่งค้างอยู่เช่นกัน
“ไม่พบเจอกันเสียนานเจ้าเป็นถึงศิษย์อันดับหนึ่งแล้วอย่างนั้นรึ? แล้วตอนนี้อันดับสิบของข้าเป็นผู้ใดได้มันไปละชุนฟง?”
“จินหยาง เป็นเจ้าอย่างนั้นรึ?”
ชุนฟงตัวสั่นสะท้านรีบเก็บกระบี่เข้าฝักเดินเข้าหาจินหยาง
“เป็นข้าเองจินหยาง ผ่านไปหลายปีพวกเจ้าคงลำบากไม่น้อยกับเรื่องที่ข้าก่อเอาไว้ในอดีต”
ชุนฟงยังไม่ทันได้กล่าวสิ่งใดตอบจินหยางได้มีเสียงตวาดดังลั่นมาจากด้านหน้าของโรงเตี๊ยม
“เป็นสวะคนไหนกันที่สังหารคนของข้า”
ชายหนุ่มผู้หนึ่งหน้าตาหล่อเหลาแขนซ้ายขาดสวมชุดสีฟ้าขลิบขาวบริเวณชายเสื้อปักอักษรกระบี่วิญญาณก้าวเดินเข้ามาพร้อมกับกลุ่มชายฉกรรจ์อีกห้าคน
ชุนฟงเอ่ยวาจาออกมาอย่างแผ่วเบา
“จินหยางชายผู้นั้นคือหยางซือเทียน ตอนนี้มันเป็นศิษย์มีอันดับจากสำนักกระบี่วิญญาณ คนของข้าสี่คนบาดเจ็บเพราะมัน”
จินหยางแสยะยิ้มจ้องมองหยางซือเทียนอย่างไม่วางตา